test

เมนู นิยาย บน

เมนูมังงะ

16 พ.ย. 2559

The Road of Du Ze  บทที่ 9 麒麟火 กิเลนเพลิง


         “ข้าได้ยินเสียงของเจ้าแล้ว” ฮวาหั่วพูดด้วยความตื่นเต้น
         

        “ในชั้นที่หนึ่งดูเหมือนว่าจะไม่มีสิ่งใดอยู่ พวกเจ้าจะขึ้นไปยังชั้นที่สองหรือไม่?” กิเลนฟ้าถามขึ้นมา
         

      “อาจารย์เอี่ยนเก๋อบอกว่าหากสามารถทำพันธสัญญาเสร็จก็สามารถที่จะขึ้นไปทดสอบได้ หากไม่ไหวให้รีบกลับลงไป เนื่องจากยังมิได้ฝากชะตาวิญญาเอาไว้” ตู่ซื่อคิดครู่หนึ่งก่อนที่จะตอบกลับไป
         

       “ถ้าเช่นนั้นพวกเราลองขึ้นไปที่ชั้นที่สองกันดูก่อน ตอนนี้พวกเราบรรลุระดับชะตาสวรรค์ขั้นที่สามกันแล้ว ในชั้นที่สองคงจะไม่ลำบากมากนัก” ฮาหั่วพูดขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น
         

      หลังจากนั้นทั้งสองคนก็เดินขึ้นไปยังชั้นที่สอง มีจิตสังหารที่แผ่ออกมาจากห้องชั้นที่สองอย่างชัดเจน ดูเหมือนว่าสิ่งที่อยู่ด้านในจะมีความแข็งแกร่งระดับชะตาสวรรค์ขั้นที่สาม ผู้ที่สามารถผ่านไปได้ คือผู้ที่มีระดับพลังเกินกว่าขั้นที่สามขึ้นไป
         “เจ้าจงระวังตัวด้วย” ตู่ซื่อพูดพร้อมกับใช้กิเลนคลุมสวรรค์ห่อหุ้มร่างกายของทั้งสองคนเอาไว้ แม้ว่าจะสิ้นเปลืองพลังสวรรค์ไม่น้อย แต่ตู่ซื่อก็ไม่ประมาท
         

      เมื่อเข้าไปในห้อง ตู่ซื่อและฮวาหั่วมองเห็นหนูสีขาวขนาดใหญ่พอ ๆ กับเสืออยู่ตัวหนึ่ง ที่เท้าของมันมีล็บอันแหลมคม
         

“หนูเช่นนั้นหรือ เหตุใดข้าจึงรู้สึกแปลก ๆ ?” กิเลนฟ้าพูดขึ้นมาด้วยความสงสัย
         

       ทันใดนั้น หนูยักษ์ก็พุ่งเข้ามาพร้อมกับกงเล็บของมันอย่างรวดเร็ว ตู่ซื่อหลบไปทางด้านข้าง ส่วนฮาหั่วกระโดดขึ้นไปด้านบน เมื่อเห็นดังนั้น หนูยักษ์ตัวนี้จึงหันไปทางตู่ซื่อทันที
         
แก๊งง!

     กรงเล็บจองมันถูกขวางเอาไว้ด้วยกิเลนคลุมสวรรค์ จึงไม่อาจสร้างบาดแผลให้กับตู่ซื่อได้ ส่วนฮวาหั่วที่ลอยอยู่กลางอากาศก็ม้วนตัวลงมาเหยียบเจ้าหนูยักษ์ทันที
         
ตูม!

       ด้วยแรงเหยียบของฮวาหั่ว หนูยักษ์ก็สลายไปในทันทีและกลายเป็นกลุ่มก้อนพลังสวรรค์ให้ตู่ซื่อและฮวาหั่วดูดซับ
         
       “มิน่าเล่า มันเป็นเพียงกลุ่มก้อนพลังสวรรค์ที่ถูกก่อรูปขึ้นมา หากสามารถสังหารมันได้ก็จะกลายเป็นพลังสวรรค์ให้ดูดซับได้” กิเลนฟ้าพูดขึ้นมา
         
       “เป็นพลังสวรรค์ที่หนาแน่นพอ ๆ กับศิลาจิตวิญญาณหนึ่งก้อนเลยทีเดียว” ตู่ซื่อพูดขณะที่ดูดซับพลังสวรรค์เข้าไป
         
“ลองขึ้นไปอีกชั้นได้หรือไม่?” ฮวาหั่วหันไปถามตู่ซื่อ ตอนนี้นางรู้สึกสนุกไม่น้อย
        
 “ตกลง” ตู่ซื่อพยักหน้าพร้อมกับเดินขึ้นไปยังชั้นที่สาม
        

      ภายในชั้นที่สาม ปรากฏว่ามีวัวตัวสีขาวขนาดใหญ่อยู่ แม้ว่าจะไร้เขี้ยวเล็บ แต่เขาบนหัวของมันช่างดูแหลมคมยิ่งนัก
         

“จากหนู ก็เป็นวัว นี่มันหอคอยสิบสองนักษัตรหรืออย่างไร?” กิเลนฟ้าพูดขึ้นมาพร้อมกับยิ้มเยาะ
        
 “ฮวาหั่วหยุดมันไว้ให้ข้าที” ตู่ซื่อพูดหลังจากที่เห็นวัวสีขาวก้มหัวพุ่งเข้ามา
         
     ได้ยินเช่นนั้นฮวาหั่วที่ถูกห่อหุ้มไว้ด้วย วรยุทธกิเลนคลุมสวรรค์ ก็ยืนตั้งรับเอาไว้ โดยใช้มือทั้งสองข้างจับเขาของวัวยักษ์เอาไว้
     

    “หลบไป!” ตู่ซื่อตะโกนบอกพร้อมกับต่อยหมัดที่ห่อหุ้มไปด้วยพลังสวรรค์


“กิเลนทะลวงสวรรค์”


เมื่อได้ยินเสียงของตู่ซื่อฮวาหั่วก็กระโดดขึ้นไปด้านบนทันที หมัดของตู่ซื่อต่อยเข้าที่หัวของวัวยักษ์ จากนั้นมันก็แตกสลายกลายเป็นพลังสวรรค์ให้ทั้งสองคนดูดซับ ด้วยพลังที่ดูดซับมา ทำให้ตู่ซื่อและฮวาหั่วใกล้ที่จะบรรลุระดับชะตาสวรรค์ขั้นที่สี่แล้ว


“เราจะหยุดแค่ตรงชั้นที่สามนี้ จนกว่าจะออกเดินทางไปหากิเลนเพลิง” ตู่ซื่อพูดขึ้นมา หากฮวาหั่วได้ผสานเข้ากับกิเลนเพลิง การผ่านตำหนักขั้นสูงกว่านี้ก็คงจะเป็นเรื่องที่ง่ายดายนัก


“แต่ว่า...” ฮวาหั่วยังต้องการที่จะขึ้นไปอีกชั้น แต่ก็หยุดคำพูดไว้ นางรู้ว่าตู่ซื่อนั้นเป็นห่วงนาง จึงตัดสินใจเช่นนี้ นางจึงยอมที่จะเชื่อฟัง


“หลังจากจบชั้นเรียนในวันนี้ พวกเราจะไปซื้ออาหารและออกเดินทางในทันที” ตู่ซื่อพูดขึ้นมา


“ตกลง!” ฮวาหั่วตอบรับด้วยความยินดี


“ข้านั้นตรวจสอบแผนที่แล้ว ข้าพอที่จะหาเส้นทางที่หลีกเลี่ยงเหล่าอสูรได้ ในตอนนี้พวกเจ้าสามารถรับมือกับอสูรระดับชะตาสวรรค์ได้ แต่หากเจอกับพวกระดับดาราสวรรค์ก็คงต้องพยายามหลบหนีไปเพียงเท่านั้น” กิเลนฟ้าพูดขึ้นมา


หลังจากที่ออกมาจากตำหนักชะตาสวรรค์ ตู่ซื่อและฮวาหั่วพบว่าคนอื่น ๆ ก็ยืนรออยู่แล้ว พวกเขานั้นไม่มีใครที่กล้าขึ้นไปยังชั้นที่สอง


“เมื่อพวกเจ้าออกมากันครบแล้ว จากนี้ไปคนที่บรรลุถึงระดับชะตาสวรรค์ขั้นที่สอง สามารถนำชะตาวิญาณของพวกเจ้าไปฝากไว้ที่ห้องโถงวิญญาณได้ และจะได้รับอนุญาติให้ออกไปยังโลกภายนอกได้ แต่จงจำไว้โลกภายนอกนั้นเต็มไปด้วยอสูรที่แข็งแกร่งมากมาย จงจัดสินใจให้ดีก่อนที่จะก้าวเท้าออกไป” อาจารย์เอี่ยนเก๋อพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง


“พวกข้าเข้าใจแล้ว” เหล่าศิษย์ที่ผ่านการทำพันธสัญญาแล้วพูดขึ้นพร้อมกัน


หลังจากนั้นอู่หมิงและมี่เฟิ่นหงก็เดินมาหาตู่ซื่อและฮวาหั่ว เขาถามขึ้นมาว่า


“หลังจากที่ฝากชะตาวิญญาณแล้ว พวกเจ้าจะออกเดินทางเลยใช่หรือไม่?


“ถูกต้องแล้ว เจ้ามีสิ่งใดที่จะแนะนำข้าเช่นนั้นหรือ?” ตู่ซื่อถามด้วยความสงสัย


“เจ้าจงอย่าลืมว่า เมื่อถูกสังหารที่โลกภายนอก สมบัติที่ติดตัวพวกเจ้าจะสูญหายไปด้วย ก่อนออกเดินทางอย่าได้ลืมนำศิลาจิตวิญญาณและสมบัติอื่นใดที่เจ้ามี ไปฝากไว้ที่ร้านแลกเงิน แม้จะเสียค่าฝากบ้าง แต่ก็ปลอดภัยกว่าการนำติดตัวออกไปทั้งหมด” อู่หมิงอธิบาย


“ข้าเข้าแล้วแล้ว ขอบใจเจ้ามาก” ตู่ซื่อตอบกลับไป


หลังจากที่นำชะตาวิญญาณไปฝากไว้ที่ห้องโถงวิญญาณและซื้ออาหารเตรียมเอาไว้ ตู่ซื่อและฮาหั่วก็นำศิลาจิตวิญญาณไปฝากไว้ที่ร้านแลกเงิน จากนั้นก็ออกเดินทางไปยังหุบเขาแห่งเทพทันที


เส้นทางที่ต้องเดินทางไปนั้น แม้ว่าจะไม่ไกลนัก แต่ก็ต้องผ่านป่าทึบที่เต็มไปด้วยอสูรมากมาย กิเลนฟ้าพยายามหลบเลี่ยงให้พบกับพวกอสูรน้อยที่สุด ในคืนนั้นพวกเขาก็แวะพักกลางป่า ตู่ซื่อให้ฮวาหั่วนอนพักที่บนต้นไม้ ส่วนเขาคอยเฝ้าระวังให้


ในคืนนั้นมีเพียงสัตว์อสูรตัวเล็ก ๆ ที่ผ่านมา เมื่อตู่ซื่อใช้ลมปราณข่มขู่พวกมันก็หลบหนีไป


เช้าวันต่อมา ทั้งสองคนก็รีบออกเดินทางไปจนถึงหน้าถ้ำแห่งหนึ่ง


“พวกเจ้าระวังตัวให้ดี นางไม่เป็นมิตรกับมนุษย์อย่างแน่นอน” กิเลนฟ้าเตือนทั้งสองคน


“ไม่มีหนทางที่เจ้าจะคุยกับนางได้เช่นนั้นหรือ?” ตู่ซื่อถามออกไป


“หนทางนั้นก็มีอยู่ แต่ว่านางจะยอมทนฟังหรือไม่นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง” กิเลนฟ้าพูดพร้อมกับถอนหายใจ


“เจ้าพวกมนุษย์ พวกเจ้ามาที่นี่ด้วยเหตุใด?” มีเสียงดังออกมาจากด้านบนถ้ำ เป็นกิเลนที่ตัวสีเหลืองทองร่างกายปกคลุมไปด้วยเปลวไฟสีแดง


“ช้าก่อน!” ตู่ซื่อรีบพูดออกไป แต่ก็ช้าเกินไป กิเลนเพลิงพุ่งเข้าโจมตีทันที ตู่ซื่อและฮวาหั่วกระโดดหลบไปคนละทาง กรงเล็บของกิเลินเพลิงพุ่งไปยังก้อนหินแทน ก้อนหินนั้นลุกไหม้และแตกสลายเป็นเศหินก้อนเล็ก ๆ อย่างรวดเร็ว


“นี่มันกลิ่นอายของกิเลนฟ้า นี่เจ้าสังหารเขาและผสานเข้ากับจิตอสูรของเขาใช่หรือไม่” กิเลินเพลิงพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่โกรธแค้น


“เจ้าเข้าใจผิดแล้ว” ฮวาหั่วรีบตะโกนออกไป กิเลนเพลิงไม่ยอมฟังผู้ใดดั่งที่กิเลนฟ้าบอกจริง ๆ


“ผสานดวงจิตกิเลนฟ้า!” ตู่ซื่อรีบผสานร่างเข้ากับกิเลนฟ้าทันที และให้กิเลนฟ้าเป็นผู้ควบคุมร่างกายของเขา


“หึ นี่หรือที่เจ้าบอกว่าข้าเข้าใจผิด” กิเลนเพลิงเห็นร่างของตู่ซื่อที่ผสานเข้ากับกิเลนฟ้าก็ยิ่งโกรธแค้นยิ่งขึ้น ร่างกายของนางลุกโชนไปด้วยเปลวไฟแห่งความแค้น ต้นไม้ที่อยู่ใกล้ ๆ ลุกไหม้โดยที่นางมิได้สัมผัสโดนเลยแม้แต่น้อย นางกำลังคิดที่จะพ่นเพลิงกิเลนนรกออกมา เป็นเปลวไฟจากนรกที่แผดเผาได้ทุกสิ่ง


กิเลนฟ้าเห็นเช่นนั้น จึงรีบพุ่งไปด้านข้างของกิเลนเพลิงและชนกิเลนเพลิงให้เสียหลักล้มลง ก่อนที่จะพูดออกไป


“กิเลนเพลิงนี่ข้าเอง ข้ายังมิได้ถูกสังหาร”


“กิเลนฟ้า! หากเจ้ายังไม่ถูกสังหารแต่เหตุใดเจ้าคนผู้นั้นจึงผสานกับเจ้าได้เช่นนี้” กิเลนเพลิงถามออกไป เปลวไฟของนางเริ่มมอดลงเล็กน้อย


“เจ้าใจเย็นก่อน ข้านั้นถูกพวกมนุษย์จับไป แต่เจ้าคนผู้นี้ช่วยเหลือข้าออกมา โดยมีข้อแลกเปลี่ยนว่า ข้าจะต้องอาศัยอยู่ในห้วงขอบเขตวิญญาณของเขาเป็นเวลาห้าสิบปี” กิเลนฟ้าค่อย ๆ อธิบาย
เมื่อได้ยินคำพูดของกิเลนฟ้า กิเลนเพลิงก็ค่อย ๆ สงบลง


“ตั้งแต่วันที่เจ้าถูกจับไป ข้าก็มารอเจ้าที่ถ้ำแห่งนี้ทุกวัน” กิเลนเพลิงพูดด้วยน้ำเสียงที่เศร้าสร้อย


“ครอบครัวของเจ้าเล่า อยู่ที่ใดกัน?” กิเลนฟ้าถามออกไป กิเลนเพลิงนั้นมีพี่น้องอีกสองตน


“พวกนิกายเทพอสูร บุกมาและขอให้พวกข้า เข้าร่วมกับพวกมัน เมื่อพวกข้าปฏิเสธมันจึงสังหารพี่น้องของข้าจนหมด มีเพียงข้าที่หลบหนีมาได้” กิเลนเพลิงพูดพร้อมกับร้องไห้และพูดต่ออีกว่า


“หากข้าต้องรอเจ้าห้าสิบปี วันนี้เผ่าพันธ์กิเลนคงสูญสิ้นไปแล้ว บัดนี้เผ่าพันธ์กิเลนเหลือเพียงแค่เจ้ากับข้าเท่านั้น ในดินแดนแห่งนี้”


“การที่พวกข้าดั้นด้นมาหาเจ้า เนื่องจากข้านั้นฝึกวรยุทธกิเลนสวรรค์ แต่ข้าไม่มีกิเลนสถิตอยู่ในร่าง หากเจ้ายอมที่จะอาศัยอยู่ในห้วงขอบเขตวิญญาณของข้า เมื่อถึงเวลาที่กิเลนฟ้าจะถูกปลดปล่อย ข้าก็จะปล่อยเจ้าออกไปอยู่ร่วมกัน” ฮวาหั่วพูดความตั้งใจออกไป


“ข้าจะได้ประโยชน์อันใด หากอาศัยอยู่ในห้วงขอบเขตวิญญาณของเจ้า” กิเลนเพลิงพูดอย่างไม่ใส่ใจนัก


“กิเลนเพลิงจงฟังข้า เมื่อเจ้าสถิตอยู่ในร่างของนาง เจ้ากับข้าก็จะได้อยู่ร่วมกันอีกครั้ง เนื่องจากห้วงขอบเขตวิญญาณของทั้งสองคนเชื่อมต่อกัน และหากเจ้ากับข้าช่วยเหลือมนุษย์สองคนนี้ ก็จะช่วยล้างแค้นพวกนิกายเทพอสูรให้แก่ครอบครัวของเจ้า” กิเลนฟ้าพูดออกไป


“ข้าขอสาบานต่อฟ้าดิน ข้าจะช่วยเหลือเจ้าใการล้างแค้นพวกนิกายเทพอสูร และจะปลดปล่อยเจ้าออกไปยามที่เจ้าต้องการ หากไม่เป็นเช่นนั้นขอให้ฟ้าดินลงโทษให้ถูกเผาไหม้ด้วยเพลิงแห่งสวรรค์” ฮวาหั่วยกมือสาบานเอ่ยคำมั่น


“ข้านั้นอาศัยอยู่กับพวกเขามาระยะเวลาหนึ่ง พวกเขานั้นเชื่อใจได้ หากเราได้อยู่ร่วมกันในห้วงขอบเขตวิญาณของพวกเขา เราก็ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกผู้ใดสังหาร และหากทั้งสองคนมีพลังรุดหน้าขึ้น พวกเราก็จะเติบใหญ่ขึ้นเช่นกัน” กิเลนฟ้าพูดขึ้นมา


“ถ้าหากเจ้าพูดเช่นนั้น ข้าก็จะเชื่อเจ้า” กิเลนเพลิงพูดขึ้นมา


“เจ้าจงนำเลือดของเจ้ามาให้ข้า ข้าจะเป็นผู้ผนึกเจ้าไว้ในตัวของเขาเอง” กิเลนฟ้าพูดขึ้นมา


เดิมทีแล้วการผนึกอสูรไว้ในร่างมนุษย์เป็นองค์ความรู้ของอสูรชั้นสูง กิเลนฟ้าเองก็ไม่รู้ว่าเนี่ยลี่รู้ถึงเทคนิคนี้ได้อย่างไร


กิเลนฟ้านำเลือดของกิเลนเพลิงมาเขียนจารึก และนำไปเขียนบนหน้าผากของฮวาหั่ว ปรากฏเส้นแสงสายใยขึ้นระหว่างกิเลนเพลิงและฮวาหั่ว จากนั้นกิเลนเพลิงก็ค่อย ๆ จางหายเข้าไปในร่างของฮวาหั่วทันที


จากนั้นกิเลนฟ้าก็ลายการผสานร่างกับตู่ซื่อ และเข้าไปหากิเลนเพลิงในห้วงขอบเขตวิญยาณ ทั้งสองคลอเคลียกันด้วยความคิดถึงอยู่ในห้วงขอบเขตวิญญาณ


ทันใดนั้น ก็มีเผ่าอสูรจากนิกายเทพอสูรโผล่มาสองตน พวกมันนั้นอยู่ในระดับชะตาสวรรค์ขั้นที่สี่และขั้นที่ห้า..............จบตอน



แต่งโดย นายมะพร้าว



เมนู นิยาย ล่าง

เมนู มังงะ ล่าง