Jawa

test

เมนู นิยาย บน

เมนูมังงะ

18 พ.ย. 2559

The Road of Du Ze  บทที่ 10 麒麟爪 กงเล็บกิเลน


         

“กิเลนฟ้า กิเลนเพลิง” ตู่ซื่อและฮวาหั่วพูดขึ้นมาพร้อมกัน พร้อมกับตั้งท่าเตรียมต่อสู้
         

“เจ้าสองตนนั้นที่สังหารพี่น้องของข้า” กิเลนเพลิงพูดขึ้นมาด้วยความโกรธแค้น
         

“พวกเจ้าจงรีบผสานเข้ากับข้าและกิเลนเพลิง” กิเลนฟ้าพูดขึ้นมา
         

     “เจ้าดูนั่น เจ้ากิเลนที่หนีรอดไปได้ มันยอมเป็นพวกเดียวกันกับมนุษย์ มิน่าเล่าจึงไม่ยอมเข้ากับนิกายเทพอสูรของพวกเรา” เผ่าอสูรที่อยู่ในระดับชะตาสวรรค์ขั้นที่ห้าพูดขึ้นมา
         

    “ระดับพลังของพวกมันอยู่ระดับชะตาสวรรค์ขั้นที่สาม ท่านพี่อย่าได้ประมาท” เผ่าอสูรที่อยู่ในระดับชะตาสวรรค์ขั้นที่สี่พูดขึ้นมาบ้าง ด้วยท่าทีที่ระแวดระวัง


การที่ระดับพลังเหนือกว่าเพียงหนึ่งถึงสองขั้น ไม่ได้หมายความว่าจะเอาชนะได้อย่างง่ายดาย
         

     “ข้าไม่จำเป็นที่จะต้องให้เจ้ามาสั่งสอน” เผ่าอสูรที่อยู่ในระดับชะตาสวรรค์ขั้นที่ห้าพูดขึ้นมาพร้อมกับหยิบกระบองเหล็กออกมา
         

    “ผสาน!” ตู่ซื่อและฮวาฮั่วผสานเข้ากับกิเลนฟ้าและกิเลนพลิงอย่างรวดเร็ว ร่างกายของตู่ซื่อและฮวาหั่วขยายใหญ่ขึ้นราวหกเมตร
         

     “เจ้าชื่อตู่ซื่อกับฮวาหั่วสินะ จงปล่อยให้ข้ากับกิเลนฟ้าควบคุมร่างกายของเจ้า และจดจำการต่อสู้ของพวกข้าเอาไว้” กิเลนเพลิงพูดขึ้นมาในห้วงขอบเขตวิญญาณของทั้งสองคน
         

    “เข้าใจแล้ว!” ตู่ซื่อและฮวาหั่วปล่อยให้กิเลนฟ้าและกิเลนเพลิงควบคุมร่างกายของพวกเขา
         

    หลังจากที่กิเลนฟ้าและกิเลนเพลิงควบคุมร่างกาย ท่วงท่าการต่อสู้ของทั้งสองก็เปลี่ยนไป เป็นยืนสี่ขา ราวกับพยัคฆ์ที่ระพุ่งเข้าขย้ำเหยื่อ
         

    “พวกเจ้าเรียนรู้วรยุทธกิเลนฟ้าไปแล้ว นี่คือวิธีการใช้พลังรูปแบบหนึ่ง กรงเล็บกิเลนเพลิง!” กิเลนเพลิงพูดขึ้นมา นางใช้พลังสวรรค์แปรเปลี่ยนเป็นรูปกรงเล็บอันแหลมคม เป็นการใช้วรยุทธกิเลนทะลวงสวรรค์ในอีกรูปแบบ และผสานเปลวเพลิงจากร่างของนางเพิ่มเข้าไปอีกชั้น
         

    “ตายซะ!” เผ่าอสูรที่อยู่ในระดับชะตาสวรรค์ขั้นที่ห้าพุ่งกระโจนเข้าหาทั้งสองคน พร้อมกับฟาดกระบองเหล็กอย่างรุนแรง
         

ตูมม!
         

   เสียงของกระบอกเล้กฟาดลงบนพื้นอย่างรุนแรง จนปรากฏหลุมขนาดใหญ่ขึ้น ส่วนกิเลนฟ้าและกิเลนเพลิงพุ่งหลบออกไปเป็นสองทาง ทันใดนั้นกิเลนเพลิงก็ปรากฏที่ด้านหลังของเผ่าอสูรที่อยู่ในระดับชะตาสวรรค์ขั้นที่สี่
         

ฉึก!
         

     เสียงกรงเล็บของกิเลนเพลิงแทงเข้าที่ด้านหลังของของเผ่าอสูรที่อยู่ในระดับชะตาสวรรค์ขั้นที่สี่ ตรงตำแหน่งหัวพอดี จากนั้นด้วยพลังของกิเลนเพลิงร่างของเผ่าอสูรตนนี้ก็ลุกไหม้ขึ้นอย่างรวดเร็ว
         

“อ๊ากกก!
         

 เสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดของเผ่าอสูรตนนั้น ดังลั่นจากนั้นก็ค่อย ๆ เงียบลงไป พร้อมกับชีวิตของมัน
         

   “น้องข้า!” เผ่าอสูรที่อยู่ในระดับชะตาสวรรค์ขั้นที่ห้าร้องตะโกนด้วยความเจ็บปวด แม้ว่าน้องของเขาจะสามารถกลับไปคืนชีพที่ตำหนักวิญญาณได้ แต่การที่ต้องเห็นพี่น้องถูกสังหารไปต่อหน้าต่อตา ก็เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้
         

   “ข้าจะทุบพวกเจ้าไม่ให้เหลือซาก!” เผ่าอสูรตะโกนด้วยความโกรธเกรี้ยว ร่างกายของมันขยายใหญ่ขึ้นเล็กน้อย จากนั้นก็พุ่งเข้ามาฟาดกระบองเหล็กอย่างรุนแรง
         

    แต่ความเร็วของกิเลนทั้งสองนั้นรวดเร็วกว่านัก เผ่าอสูรตนนั้นจึงไม่อาจที่จะทำร้ายกิเลนฟ้าและกิเลนเพลิงได้แม้แต่น้อย แต่กลับถูกกรงเล็บของกิเลนทั้งสอง กรีดและข่วนจนมีรอยแผลไปทั่วร่าง
         

       “ตู่ซื่อจงจดจำเอาไว้ พลังของกิเลนฟ้าคือความรวดเร็ว พลังหลักของข้าคือสายฟ้า รวมไปถึงกรงเล็บอันแหลมคม” กิเลนฟ้าพูดขณะที่กำลังต่อสู้ กิเลนฟ้าเป็นอสูรที่มีพลังถึงสองธาตุคือไฟและสายฟ้า แต่พลังที่แข็งแกร่งที่สุดของมันคือ ธาตุสายฟ้า
         

      “ฮวาหั่วข้านั้นแม้จะไม่รวดเร็วดั่งกิเลนฟ้า แต่เปลวเพลิงของข้าสามารถแผดเผาได้ทุกสิ่ง เมื่อนำเพลิงของข้ามาผสานเข้ากับกรงเล็บกิเลนได้ สิ่งที่ถูกกรงเล็บกิเลนเพลิงจะถูกเผาจนมอดไหม้” กิเลนเพลิงพูดขึ้นมาบ้าง
         

     “ข้าเข้าใจแล้ว!” ตู่ซื่อและฮวาหั่วตอบรับพร้อมกัน แม้จะผสานเข้ากับกิเลนเพลิงและกิเลนฟ้า แต่ทั้งสองคนก็ยังไม่อาจเข้าถึงความสามารถที่แท้จริงของกิเลนทั้งสองได้
         

       “ข้าจะจบการต่อสู้ในครั้งนี้แล้ว” กิเลนฟ้าพูดออกไปให้ เผ่าอสูรตนนั้นได้ยิน จากนั้นก็เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ววนไปรอบ ๆ เผ่าอสูรผู้นั้น และเพียงชั่วพริบตา กิเลนฟ้าก็พุ่งไปที่ด้านข้างของ เผ่าอสูรตนนั้นพร้อมกับแทงกรงเล็บออกไป
         

กึก!
         

      เสียงกรงเล็บของกิเลนฟ้า ถูกป้องกันไว้ด้วยกระบอกเหล็ก
         

     “คิดหรือว่าข้าจะพลาดท่า ให้กับความเร็วของเจ้า หากจับตามองให้ดี มีหรือที่ข้าจะมองตามไม่ทัน” เผ่าอสูรผู้นั้นพูดด้วยน้ำเสียงที่เย้ยหยัน
         

    “เจ้าจับตามองผิดคนแล้ว!” กิเลนฟ้าพูดขึ้นมา พร้อมกับหัวเราะ ทันใดนั้นกิเลนเพลิงก็พุ่งมาทางด้านหน้าและใช้กรงเล็บแทงไปที่หัวใจของเผ่าอสูรผู้นั้น เพียงครู่เดียวร่างกายของเผ่าอสูรก็ลุกไหม้
         

    “ข้าจะจดจำเอาไว้ พวกเผ่าพันธุ์กิเลนได้ทรยศต่อเผ่าพันธุ์อสูร จากนี้ไปนิกายอสูรทั้งสามจะไล่ล่าพวกเจ้า อ๊ากกกก” เสียงของเผ่าอสูรพูดด้วยความเคียดแค้นและเจ็บปวดก่อนที่จะถูกเผาจนมอดไหม้ไป
         

จากนั้นกิเลนฟ้าและกิเลินเพลิงก็คลายการผสานร่าง
         

      “พวกข้านั้น ใช้งานร่างมนุษย์ได้ไม่คล่องนัก จากนี้ไป เจ้าทั้งสองจงผสานวรยุทธของพวกข้าให้เข้ากับร่างของพวกเจ้า แล้วพวกเจ้าจะแข็งแกร่งยิ่งขึ้น” กิเลนฟ้าพยายามพูดชี้แนะ
         

       “ข้าเข้าใจแล้ว ถ้าเช่นนั้นพวกเราควรรีบเดินทางกลับนิกายกำเนิดสวรรค์ก่อน หลังจากนั้นพวกเราจะไปฝึกฝนในตำหนักชะตาสวรรค์” ตู่ซื่อพูดขึ้นมาและเตรียมออกเดินทาง
         

     “ขอบใจเจ้ามากนะกิเลนเพลิง ที่ยอมสถิตอยู่ในร่างของข้า” ฮวาหั่วพูดขึ้นมา จากนี้ไปนางก็จะไม่เป็นภาระของตู่ซื่อ
         

      “เจ้ากับข้าต่างก็ต้องพึ่งพากัน ไม่จำเป็นที่จะต้องขอบใจ” กิเลนเพลิงตอบกลับมา
         

      “ตู่ซื่อช้าก่อน ดูเหมือนว่าหลังจากที่สังหารพวกมันไป กระบองเหล็กของมันมิได้หายไปด้วย ข้าจะลองนำไปใช้เป็นอาวุธดู” ฮวาหั่วเดินไปหยิบกระบองเหล็ก แม้ว่าจะมีน้ำหนักมากไปบ้าง แต่กำลังกายของฮวาหั่วนั้นก็มากพอที่จะใช้งานได้ จากนั้นนางก็เก็บกระบองเหล็กไว้ในแหวนห้วงมิติของนาง
         

      หลังจากนั้นทั้งสองคนก็เดินทางกลับ ระหว่างทางก็ได้พบกับอสูรที่มีความแข็งแกร่ง อยู่ในระดับชาตาสวรรค์ขั้นที่หนึ่งและสอง ทั้งสองคนสามารถต่อสู้ได้โดยที่ไม่ต้องผสานเข้ากับกิเลนฟ้าและกิเลนเพลิง จากนั้นก็มุ่งหน้าเดินทางกลับไปยังนิกายกำเนิดสวรรค์


นิกายกำเนิดสวรรค์
         

      หลังจากตู่ซื่อและฮวาหั่วก็กลับมาถึง และกลับไป ที่บ้านพัก การออกเดินทางในคราวนี้ นับว่าคุ้มค่ายิ่งนัก เมื่อกลับถึงบ้านพัก ทั้งสองคนก็นอนหลับพักผ่อนอย่างสบายใจ
         

เช้าวันต่อมา มีเสียงเรียกที่หน้าบ้านพัก
         

        “ตู่ซื่อ ฮวาหั่ว ข้าได้ข่าวว่าพวกเจ้านั้นกลับมาแล้ว” เสียงของอู่หมิงตะโกนเสียงดังที่หน้าบ้านพัก
         

    “มีเรื่องอันใดกัน?” ฮวาหั่วตื่นขึ้นมาอย่างสลึมสลือ นางมิได้สวมเสื้อคลุมออกมา มีเพียงชุดสีขาวบาง ๆ ที่นางสวมใส่เวลานอนเท่านั้น
         

       “ฮวาหั่ว เจ้าลืมสวมเสื้อคลุม” ตู่ซื่อที่เปิดประตูออกมารีบปิดประตูห้องเขากลับไปอย่างรวดเร็ว ในตอนแรกเขาก็ยังเบลอ ๆ อยู่บ้าง แต่ในตอนนี้ตาเขานั้นสว่างชัดเจน
         

      นางรีบกลับไปที่ห้องนอนของนางแล้วรีบสวมเสื้อคลุมและเดินออกมา
         
“จะ....เจ้าไม่เห็นใช่หรือไม่?” ฮวาหั่วมองตู่ซื่อที่เปิดประตูห้องออกมาอีกครั้งด้วยความเขินอาย
         

“มะ...ไม่” ตู่ซื่อพูดออกมาไม่ได้เต็มคำนัก
         

“จงอย่าได้โกหกข้า” ฮวาหั่วจ้องมองหน้าตู่ซื่อตาเขม็ง
         

“ข้า...เห็น” ตู่ซื่อตอบไปด้วยใบหน้าที่เขินอาย
         

        “เจ้าคนลามก” ฮวาหั่ว พูดพร้อมกับทุบที่ไหล่ของตู่ซื่อ ใบหน้าของนางนั้นแดงก่ำเช่นกัน
         

        “พวกเจ้าอยู่หรือไม่ ข้าตะโกนเรียกนานแล้วนะ” เสียงของอู่หมิงดังขึ้นมาอีกครั้ง
         

         “รอสักครู่ ข้ากำลังจะไปเปิดประตู” ตู่ซื่อตะโกนออกไป และรีบเดินไปเปิดประตู
         

      ทันทีที่เห็นท่าทีของตู่ซื่อและฮวาหั่ว อู่หมิงก็ถามด้วยความสงสัย
         

“นี่ข้ามาขัดจังหวะอันใดพวกเจ้าหรือไม่?
         

 “ไม่เลย พวกข้านั้นเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง จึงเปิดประตูช้าไป” ตู่ซื่อรีบโบกมือพร้อมกับพูดปฏิเสธ
         

      “พวกเจ้ากลับมาเช่นนั้น หมายความว่าการเดินทางลุล่วงใช่หรือไม่?” อูหมิงถามพร้อมกับยิ้มด้วยความยินดี
         

      “ถูกต้องแล้ว แผนที่ของเจ้านั้นช่วยได้มากยิ่งนัก” ตู่ซื่อตอบกลับไป
         

      “ถ้าเช่นนั้น ค่ำคืนนี้พวกเจ้าคงจะว่างใช่หรือไม่ บิดาข้าได้ให้ข้ามาเชิญพวกเจ้าไปทานอาหารเย็น” อู่หมิงพูดถึงเหตุผลที่เขาเดินทางมา
         

“ฮวาหั่ว เจ้าเห็นควรเช่นใด?” ตู่ซื่อหันไปถามฮวาหั่ว
         

“บิดาของอู่หมิงเชิญเรามาถึงสองครั้งแล้ว หากเราปฏิเสธคราวนี้คงจะเสียมารยาทยิ่งนัก” ฮวาหั่วที่นิ่งเงียบอยู่ตอบกลับไป
         

“ถ้าเช่นนั้น ข้ากับฮวาหั่วจะนั่งบ่มเพาะพลังรอที่บ้านพัก เมื่อถึงเวลาเจ้าก็มาตามข้าได้ที่นี่” ตู่ซื่อหันไปบอกแก่อู่หมิง
         

    “เช่นนั้นข้าจะไปแจ้งแก่ท่านพ่อ ข้าไม่รบกวนพวกเจ้าแล้ว” อู่หมิงพูดจบก็หันหลังกลับไป ตู่ซื่อออกไปเอาศิลาจิตวิญญาณที่ฝากเอาไว้ที่ร้านแลกเงิน และกลับมานั่งบ่มเพาะพลังด้วยกันกับฮวาหั่ว
         
      หลังจากที่ฮวาหั่วมีกิเลนเพลิงสถิตอยู่ในร่าง การดูดซับพลังสวรรค์ก็เป็นไปอย่างรวดเร็ว เดิมทีศิลาจิตวิญญาณหนึ่งก้อน ทั้งสองคนจะใช้เวลาดูดซับราวหนึ่งวัน ในตอนนี้เพียงแค่ครึ่งวันพลังสวรรค์ก็ถูกดูดซับไปจนหมดก้อนแล้ว
         

      หลังจากที่ดูดซับศิลาจิตวิญญาณได้อีกหนึ่งก้อน ทั้งสองคนก็สามารถจุดชะตาวิญญาณได้อีกดวง ในตอนนี้ ตู่ซื่อและฮวาหั่วนั้นบรรลุระดับชะตาสวรรค์ขั้นที่สี่แล้ว แต่หากผสานเข้ากับกิเลนฟ้าและกิเลนเพลิง ระดับพลังของทั้งสองคนจะอยู่ราวระดับชะตาสวรรค์ขั้นที่เก้า
         

      เย็นวันนี้อู่หมิงได้มาตามตู่ซื่อและฮวาหั่วอีกครั้ง ตู่ซื่อพยายามที่จะหาชุดที่ดูสุภาพที่สุด แต่เขาก็มีอยู่ไม่มากนัก ส่วนฮวาหั่วนั้นสวมชุดผ้าไหมสีแดงเพลิง ที่ดูแล้วสง่างามยิ่งนัก



ตำหนักใหญ่ตระกูลเทพนักรบ
         

     อู่หมิงได้พาตู่ซื่อและฮวาหั่วไปแนะนำตัวกับผู้นำตระกูล อู่เสิ่น
         

“ขอคารวะท่านผู้นำตระกูลเทพนักรบ ข้าคือตู่ซื่อ ขอบคุณที่เชิญให้ข้ามาเยี่ยมชมตำหนักของตระกูลเทพนักรบแห่งนี้” ตู่ซื่อประสานมือคารวะและก้มหัวพูดอย่างสุภาพ
         
“ข้าคือฮวาหั่ว ขอขอบคุณท่านผู้นำตระกูลด้วยเช่นกัน” ฮวาหั่วก็แสดงท่าทีที่สุภาพไม่ต่างกัน
         

“ฮ่าฮ่าฮ่า พวกเจ้าทั้งสองสุภาพยิ่งนัก หลานชายข้าอู่หมิงได้พูดถึงการประลองของพวกเจ้า ข้าจึงเกิดสนใจขึ้นมา ไม่คิดเลยว่าจะเป็นหนุ่มสาวที่มีมารยาทถึงเพียงนี้” ผู้นำตระกูล อู่เสิ่นหัวเราะด้วยความยินดี
         

    “ก่อนที่จะไปนั่งทานอาหาร ข้ามีเรื่องที่สงสัย ไม่ทราบว่าเจ้าพอจะตอบข้าได้หรือไม่ ว่าวรยุทธที่เจ้าใช้คือวรยุทธอันใดกัน?”  ผู้นำตระกูล อู่เสิ่นเอ่ยถาม.............จบตอน


        

แต่งโดย นายมะพร้าว



เมนู นิยาย ล่าง

เมนู มังงะ ล่าง