Jawa

test

เมนู นิยาย บน

เมนูมังงะ

14 พ.ย. 2559

The Road of Du Ze  บทที่ 8 两公约 พันธสัญญา


         

“ข้าทราบเพียงว่านายน้อยอู่จินกับลูกน้องอีกคนได้ประลองกับอู่หมิงและสหายของเขาอีกสองคนขอรับ” ผู้รับใช้คนหนึ่งรายงานแก่ อู่ฟง
         

   “จงไปเรียกอู่หมิงมายังห้องโถงที่ตำหนักใหญ่เดี๋ยวนี้ ข้าจะต้องคุยเรื่องนี้ต่อหน้าท่านผู้นำตระกูล” อู่ฟงพูดขึ้นมาด้วยเสียงอันดัง เขาเป็นชายวัยกลางคนรูปร่างท้วม ไม่มีผมทางด้านหน้า มีความแข็งแกร่งอยู่ในระดับดาราสวรรค์ ปกติแล้วเขาทำหน้าที่ดูแลการค้าของตระกูล
         

ห้องโถงหลักของตระกูลเทพนักรบ
         

     อู่เสิ่น [武神:นักรบแห่งเทพ] ผู้นำของตระกูลเทพนักรบเป็นชายชราผมขาว แต่หนวดและเครายังคงเป็นสีดำ มีใบหน้าคมคายและดุดัน สวมชุดคลุมสีขาวตรงส่วนอกมีลายเมฆทั้งสองด้าน นั่งอยู่บนบรรลังค์
         

     “ท่านผู้นำตระกูล อู่หมิง สมคบกับคนนอกทำร้ายลูกชายข้าจนบาดเจ็บ แม้ทางกายอาจจะไม่มีบาดแผล แต่ชะตาวิญญาณทั้งสามถูกทำลายจนสลายไป ไม่รู้ว่าในภายภาคหน้าเขาจะยังสามารถบ่มเพาะพลังได้อีกหรือไม่” อู่ฟงพูดด้วยน้ำเสียงที่เกรี้ยวกราด
         

“จริงหรือไม่อู่หมิง?” ผู้นำตระกูลอู่เทียนหันไปถามอู่หมิงที่ยืนอยู่ด้านล่าง
         

“เรียนท่านผู้นำตระกูล เรื่องที่ท่านอู่ฟงพูดมานั้น มีทั้งเรื่องจริงและเท็จ ท่านสามารถให้ข้าชี้แจงได้หรือไม่ขอรับ” อู่หมิงประสานมือและก้มหัวพูดอย่างนอบน้อม
         
“ข้าพูดเรื่องใดเท็จ จงพูดออกมา!” อู่ฟงพูดขึ้นมาด้วยความไม่พอใจ
         

     “ข้าและอู่จินท้าประลองกันอย่างยุติธรรม ผู้ที่ขอให้เป็นการต่อสู้สามต่อสามก็คืออู่จินเอง และเราทั้งสองได้มีการเดิมพันกันอีกด้วยว่า หากข้าชนะ ข้าจะได้เฝิ่นหงกลับมาเป็นคู่หมั้นของข้าด้วย” อู่หมิงพูดออกไปอย่างชัดถ้อยชัดคำ
         

     “สามหาว การหมั้นหมายเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ เด็กอย่างพวกเจ้าไม่มีสิทธิ์ที่จะตัดสินใจ” อู่ฟงพูดขึ้นมาพร้อมกับพ่นลมหายใจอย่างเย็นชา
         
“ท่านผู้นำตระกูลข้าขอพูดอีกได้หรือไม่?” อู่หมิงยังคงพูดอย่างใจเย็น
         
“มีสิ่งใดเจ้าก็จงพูดมา ข้าจะเป็นผู้รับฟังและตัดสินเอง” ผู้นำตระกูลอู่เทียนพยักหน้าตอบรับ
         

      “เดิมทีนั้น ข้ากับเฝิ่นหงก็คบหาและหมั้นหมายกันมาตั้งแต่เด็ก จนเมื่อถึงตอนอายุสิบสี่ปี นางนั้นสามารถก่อรูปชะตาวิญญาณได้สำหรับ แต่ข้านั้นไร้ซึ่งพรสวรรค์จึงยังไม่อาจที่จะทำได้ แต่ในตอนนี้อู่จินเองก็สามารถก่อรูปชะตาวิญญาณขึ้นมาได้ด้วยเช่นกัน และเขานั้นแอบชื่นชมเฟิ่นหงมานานแล้ว จึงได้ขอให้ท่านอู่ฟงหาทางยกเลิกการหมั้นหมายของข้า” อู่หมิงพูดด้วยน้ำเสียงที่เจ็บใจ
         
“เจ้าพูดบ้าอันใดกัน เนื่องด้วยเจ้าไร้ซึ่งพรสวรรค์ ทางตระกูลน้ำผึ้งแสงจันทร์ จึงได้ขอยกเลิกการหมั้นหมายและขอให้ เฝิ่นหงหมั้นกับอู่จินลูกชายของข้าแทน” อู่ฟงตะโกนแทรกออกไป
         

     “ดูเหมือนว่าท่านจะลืมเลือนไปแล้ว แต่ข้านั้นยังจดจำได้ดี ท่านได้ให้อู่จินที่บรรลุระดับชะตาสวรรค์แล้วมาท้าประลองกับข้า โดยหากข้าแพ้ท่านจะยกเลิกการหมั้นของข้ากับเฝิ่นหง โดยที่ไม่ให้ข้าปฏิเสธ” อู่หมิงพูดพร้อมกับกำหมัดแน่นเพราะความเจ็บแค้น
         
“มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ?” ผู้นำตระกูลอู่เทียนหันไปถามอู่ฟง
         
“เป็นการท้าประลองกันอย่างยุติธรรมตามกฏของตระกูลอขงเรา ซึ่งอู่หมิงนั้นยินดียอมรับมันเอง” อู่ฟงตอบกลับไปอย่างลนลาน
         
“ผลการประลองท่านผู้นำตระกูลก็คงทราบดี ผู้ที่ยังไม่อาจก่อรูปชะตาวิญญาณเช่นข้าต้องพ่ายแพ้อยู่แล้ว ในตอนนั้นข้าต้องนอนซมอยู่นับเดือน” อู่หมิงพูดต่อ
         
“เรื่องนั้นมิได้เกี่ยวกับเรื่องนี้ การที่เจ้าให้คนนอกมาทำร้ายคนในตระกูลเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง” อู่ฟงสบัดมือด้วยความไม่พอใจ
         
“ทำตามกฏของตระกูล ทำร้ายคนในตระกูล ข้ารู้สึกว่าท่านอ้างเรื่องตระกูลเพียงแค่เรื่องที่ตนเองได้ประโยชน์เท่านั้น” อู่หมิงพูดออกไปด้วยน้ำเสียงประชดประชัน
         
“เจ้าเด็กสามหาวกล้าดีเช่นใดจึงพูดเช่นนี้กับข้า” อู่ฟงพูดด้วยน้ำเสียงที่เดือดดาลยิ่งนัก
         
“พอได้แล้ว” ผู้นำตระกูลอู่เทียนพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่สงบ
         
“แต่ท่านผู้นำตระกูล” อู่ฟงพยายามที่จะขอพูดต่อ
        
“เมื่อเจ้ายังเรียกข้าว่าผู้นำตระกูล ก็จงเชื่อฟังคำสั่งของข้า” ผู้นำตระกูลอู่เทียนพูดด้วยเสียงที่ดุดันมากขึ้น
         
“อู่หมิง ข้าต้องการทราบเรื่องราวของการประลองที่ผ่านมา สำหรับเรื่องก่อนหน้านั้นข้าได้รับรู้แล้ว และข้าจะให้ความยุติธรรมแก่เจ้า” ผู้นำตระกูลอู่เทียนหันไปพูดกับอู่หมิง
         
“ได้ขอรับ เดิมทีในวันก่อนหน้านี้ ข้าได้ไปท้าประลองกับอู่จิน แต่ได้รับการปฏิเสธ แต่ได้ให้เงื่อนไขมาว่า หากข้าสามารถเอาชนะฟงเจี้ยน แห่งตระกูลวายุครามได้ เขาก็ยินดีที่จะประลองกับข้า” อู่หมิงค่อย ๆ เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
         

      “เมื่อข้าสามารถเอาชนะฟงเจี้ยนได้ อู่หมิงก็ได้เพิ่มเงื่อนไขขึ้นมาว่าเขาต้องการประลองสามต่อสาม เพื่อหาทางกำจัดสหายของข้า และสหายของข้าก็ตอบรับ วานนี้จึงได้มีการประลองกันที่ลานประลองของสถาบันกำเนิดฟ้า” อู่หมิงเล่าต่อ
         
“ข้าต้องการทราบรายละเอียดของการประลองด้วย” ผู้นำตระกูลอู่เทียนพูดแทรกขึ้นมา
         

      “สหายของข้านั้นได้ล้มลูกน้องของอู่จินทั้งสองคนได้อย่างรวดเร็ว และอู่จินจึงยอมที่จะต่อสู้กับข้า เขานั้นต่อยข้าแต่ข้าก็ต้านรับเอาไว้ได้และสามารถต่อยเขาคืนได้หนึ่งหมัด หลังจากนั้นอู่จินก็เตะข้ากระเด็นไป จากนั้นสหายของข้าก็เข้ามารับตัวข้าเอาไว้ ทันใดนั้นอู่จินก็ผสานเข้ากับจิตอสูรหมาป่าเกล็ดมังกรเพลิง และใช้ลมหายใจมังกรโจมตีใส่พวกข้า สหายข้าได้ใช้วรยุทธบางอย่างต้านรับเอาไว้ได้ จากนั้นอู่จินก็ล้มลง เรื่องราวทั้งหมดมีเพียงเท่านี้ขอรับ” อู่หมิงประสานมือและก้มหัวพูดความจริงออกไปทั้งหมด
         

“เจ้าอย่าได้โกหก หากเป็นเช่นนั้นเหตุใดชะตาวิญญาณของอู่จินจึงได้สลายไปเช่นนี้” อู่ฟงพูดสวนกลับไป
        

       “เรื่องนั้นข้าไม่ทราบ และเมื่อข้าเอาชนะได้แล้ว ข้ากับเฟิ่นหงจึงกลับมาเป็นคู่หมั้นกันอีกครั้ง และในอีกสองวันข้างหน้าข้าและเฟิ่งหงได้ตกลงว่าจะทำพันธสัญญาร่วมกันที่ตำหนักชะตาฟ้า” อู่หมิงพูดออกไปพร้อมกับยิ้มด้วยความยินดี อู่หมิงหันไปมองอู่ฟงและพูดขึ้นอีกว่า
         
“เมื่อเวลานั้นมาถึง ใครก็ไม่อาจที่จะพรากเฝิ่นหงไปจากข้าได้!
         
“เจ้ามีผู้ใดเป็นพยานหรือไม่ในการประลอง?” ผู้นำตระกูลอู่เทียนเอ่ยถาม
         

     “สำหรับเรื่องนี้ท่านผู้นำตระกูลสามารถสอบถามอาจารย์เอี่ยนเก๋อได้ขอรับ” การประลองครั้งนี้อาจารย์เอี่ยนเก๋อเป็นผู้อนุญาตและนับได้ว่าเป็นพยานที่มีน้ำหนักมากพอ
         

    “ตกลงถ้าเช่นนั้นข้าจะเดินทางไปสอบถามอาจารย์เอี่ยนเก๋อด้วยตนเอง แล้วจะมาตัดสินในเรื่องนี้และให้ความยุติธรรมแก่ทุกฝ่าย” ผู้นำตระกูลอู่เทียนพูดพร้อมกับพยักหน้า
         
“ขอบคุณท่านผู้นำตระกูล”  อู่หมิงประสานมือและก้มหัวพูดด้วยความเคารพ
        

    “อู่หมิงข้าต้องการที่จะพบกับสหายของเจ้า หากเจ้าได้พบกับเขา ช่วยบอกแก่เขาว่าข้านั้นเชิญให้มาเยี่ยมชมที่ตำหนักของตระกูลเทพนักรบ” ผู้นำตระกูลอู่เทียนพุดด้วยน้ำเสียงอันอ่อนโยนกับอู่หมิง
         
“ข้าจะแจ้งให้เขาทราบเองขอรับ” อู่หมิงพูดด้วยความยินดี
         
เช้าวันต่อมา ในชั้นเรียนของสถาบันวิญญาณฟ้า
         

    “ในวันนี้ขอให้พวกเจ้าจงฝึกพื้นฐานที่ข้าได้สั่งสอนไป สำหรับผู้ที่บรรลุระดับชะตาสวรรค์แล้ว พวกเจ้าจะต้องจับคู่เพื่อมองหาสหายต่างเพศที่รู้ใจ ในวันพรุ่งนี้ ผู้ที่เลือกสรรค์ผู้ที่จะมาเป็นคู่ชิวิตกันได้แล้ว ข้าจะพาพวกเจ้าไปยังตำหนักชะตาสวรรคเพื่อทำพันธสัญญากัน” อาจารย์เอี่ยนเก๋อพูดขึ้นมา ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม


ในวันนี้มีนักเรียนที่สามารถจุดดวงไฟแห่งชะตาได้อีกยี่สิบคน และมีผู้ที่จุดดวงไฟแห่งชะตาได้อีกสี่คน นักเรียนในชั้นเรียนของเขาที่บรรลุระดับชะตาสวรรค์แล้วมีทั้งหมดสิบเก้าคน หากตัดอู่จินที่สูญเสียชะตาวิญญาณไปก็จะมีทั้งหมดสิบแปดคน เป็นชายเก้าคนและหญิงเก้าคนพอดี [เดิมทีในตอนเริ่มต้นมีสิบคน ต่อมาตู่ซื่อ ฮวาหั่ว และ อู่จิน จากนั้นมีเพิ่มมาอีกสองคนในวันก่อนหน้านี้ และในวันนี้มีอีกสี่คน]
         
      “เมื่อพวกเจ้าทำพันธสัญญากันขอบเขตชะตาวิญญาณของพวกเจ้าก็จะเชื่อมต่อกัน การบ่มเพาะพลังของทั้งสองฝ่ายจะเกื้อหนุนกัน หากใช้วรยุทธและการบ่มเพาะพลังที่เกื้อหนุนกัน ก็จะสามารถบ่มเพาะพลังและแข็งแกร่งขึ้นได้อย่างรวดเร็ว” อาจารย์เอี่ยนเก๋อพูดอธิบาย
         

     ในตอนนี้ตู่ซื่อและฮวาหั่วนั่งหันหน้าเข้าหากันและใช้มือทั้งสองประกบกันอยู่ เป็นการพยายามที่จะให้พลังสวรรค์ในห้วงขอบเขตของทั้งสองคนใกล้เคียงกัน หลังจากที่พลังของทั้งสองสมดุลกัน ตู่ซื่อและฮวาหั่วก็สามารถก่อรูปชะตาวิญญาณดวงที่สามได้สำเร็จ
         

    เมื่ออาจารย์เอี่ยนเก๋อสามารถสัมผัสได้ถึงระดับชะตาสวรรค์ขั้นที่สามของทั้งสองคนก็รู้สึกตื่นเต้นยิ่งนัก ทั้งสองคนจะมีพรสวรรค์ที่เหนือชั้นเกินไปแล้ว
         

    เมื่อการเรียนการสอนของวันนี้จบลง อู่หมิงก็ได้เชิญตู่ซื่อและฮวาหั่วไปยังตำหนักของตระกูลเทพนักรบ แต่ตู่ซื่อก็ได้ปฏิเสธกลับไป เนื่องจากเขานั้นต้องการบ่มเพาะพลังให้ก้าวหน้ายิ่งกว่านี้ก่อนที่จะออกเดินทางไปยัง หุบเขาแห่งเทพ แต่ก็ได้กล่าวคำขออภัยไปยังผู้นำตระกูลเทพนักรบแล้ว
         

    ในคืนนั้นทั้งสองคนต่างก็ดูดซับพลังสวรรค์จากศิลาจิตวิญญาณไปจนเต็มเปี่ยม แม้ว่าจะไม่เพียงพอที่จะก่อรูปชะตาวิญญาณอีกดวงได้ แต่ก็มีพลังวิญญาณอยู่ในห้วงขอบเขตวิญญาณของทั้งสองคนอยู่ไม่น้อย
         

วันต่อมา อาจารย์เอี่ยนเก๋อให้นักเรียนที่ยังไม่บรรลุระดับชะตาสวรรค์ฝึกฝนต่อไชั้นเรียน และนักเรียนทั้งสิบแปดคนไปยังตำหนักชะตาสวรรค์
         

      ตำหนักชะตาสวรรค์เป็นตำหนักสูงตระหง่านและงดงามเป็นอย่างยิ่ง สามารถสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายพลังอันแข็งแกร่ง เมื่อเดินเข้าไปด้านในตำหนักมีทางเข้าแยกไปอีกมากมาย อาจารย์เอี่ยนเก๋อแจ้งว่าจะสามารถเข้าไปเส้นทางละสองคนเท่านั้น เมื่อเข้าไปถึงด้านในแม้จะเป็นสถานที่เดียวกันแต่ก็ไม่อาจที่จะพบเจอกับผู้อื่นได้
         

      ตู่ซื่อจับมือฮวาหั่วเดินเข้าไปด้านใน ตามทางเดินมืด ๆ เมื่อไปถึงด้านในกลับมีแสงสว่างจ้าราวกับอยู่ภายนอกตำหนัก รอบกายพวกเขามีเมฆหมอกปกคลุมบางเบา ทำให้ทั้งสองคนรู้สึกตัวเบาราวกับอยู่บนก้อนเมฆ
         

    หลังจากจากที่ชื่นชมกับภูมิทัศน์โดยรอบแล้ว ตู่ซื่อกับฮวาหั่วก็ได้นั่งลงบนที่นั่งที่อยู่ตรงกลางห้อง และประสานมือประกบกันอีกครั้ง ในครั้งนี้ความรู้สึกแตกต่างจากการประสานเพื่อถ่ายลมปราณอย่างชัดเจน เนื่องจากลมปราณจากมือขวาของตู่ซื่อโคจรผ่านมือซ้ายของฮวาหั่ว ส่วนมือขวาของฮวาหั่วก็โคจรผ่านไปทางมือซ้ายของตู่ซื่อ ลมปราณโครจรผ่านทั้งสองคนราวกับมีร่างกายเดียวกัน เป็นการเริ่มต้นการทำพันธสัญญา
         

     จากนั้นห้วงขอบเขตวิญญาณของทั้งสองคนก็มีสายใยยื่นออกไป และผสานเข้าหากัน การผสานห้วงขอบเขตชะตาวิญญาณเป็นการเชื่อมสายใยระหว่างห้วงขอบเขตวิญญาณของทั้งสองคน และพลังวิญญาณของทั้งสองคนจะไหลผ่านเส้นสายใหญ่เหล่านี้จนเกิดความสมดุล ชะตาวิญญาณของทั้งสองก็เกิดการเปลี่ยนแปลง


เดิมทีแล้วชะตาวิญญาณจะไร้สี แต่เมื่อผสานห้วงขอบเขตวิญญาณกันแล้วชะตาวิญญาณหนึ่งดวงจะมีสองสี คือไร้สีและอีกซีกหนึ่งจะเป็นสีแดง


หากมีคนใดคนหนึ่งตายไป ชะตาวิญญาณของคนผู้นั้นในห้วงวิญญาณของตนเองก็จะสลายไป ส่วนจิตวิญญาณของอีกฝ่ายก็จะกลับคืนไปยังห้วงขอบเขตวิญญาณเดิม


เมื่อคนที่ตายฟื้นคืนกลับมา ชะตาวิญญาณของอีกฝ่ายก็จะกลับมาผสานกันเช่นเดิม โดยปกติแล้วเมื่อตายไปและกลับคืนชีพขึ้นมา จะสูญเสียชะตาวิญญาณไปหนึ่งดวง แต่ด้วยเทคนิคลับนี้ของนิกายกำเนิดสวรรค์ จะสูญเสียเพียงครึ่งชะตาเท่านั้น จึงสามารถฟื้นฟูชะตาวิญญาณได้รวดเร็วกว่าการสร้างใหม่ แต่จะเป็นเช่นนี้ได้ก็เมื่อผู้ที่ตายมีเพียงคนเดียวเท่านั้น

ได้ยินเสียงข้าแล้วใช่หรือไม่กิเลนฟ้าพูดขึ้นมาในหัวของฮวาหั่ว


ปกติแล้วกิเลนฟ้าจะมีชีวิตอยู่ในห้วงขอบเขตวิญญาณของตู่ซื่อ เมื่อห้วงขอบเขตวิญญาณเชื่อมต่อกัน มันจึงสามารถพูดคุกับฮวาหั่วได้เช่นกัน.............จบตอน


       

แต่งโดย นายมะพร้าว



เมนู นิยาย ล่าง

เมนู มังงะ ล่าง