Jawa

test

เมนู นิยาย บน

เมนูมังงะ

8 พ.ย. 2559

The Road of Du Ze  บทที่ 5 战斗 การประลอง


         

     ก่อนที่จะจบชั้นเรียน มีนักเรียนอีกสิบคนที่สามารถจุดดวงไฟแห่งชะตาได้ ส่วนคนที่ก่อรูปชะตาวิญญาณได้ในวันนี้มีเพียว ตู่ซื่อ ฮวาหั่ว และ อู่หมิงเท่านั้น อาจารย์เอี่ยนเก๋อจึงมอบศิลาจิตวิญญาณเป็นรางวัลแก่พวกเขาคนละยี่สิบก้อน
         

   เย็นวันนั้น อู่หมิงได้เชิญ ตู่ซื่อและฮวาหั่วไปยังตำหนักเล็กของตระกูลเทพนักรบ ที่เป็นที่พักของอู่หมิง เนื่องจากเขานั้นไร้พรสวรรค์จึงถูกย้ายมาให้อยู่ในตำหนักเล็ก ซึ่งถูกแยกออกมาจากตำหนักใหญ่ ไกลพอสมควร แต่ก็สงบเงียบทำให้อู่หมิงไม่รู้สึกลำบากมากนัก
         

     อู่หมิงเล่าให้ฟังว่า เดิมทีเขาเคยมีคู่หมั้นนามว่า มี่เฝิ่นหง [蜜粉:น้ำผึ้งสีชมพู] แต่ได้ถูกยกเลิกไปเนื่องจากนางนั้นบรรลุระดับชะตาสวรรค์ตั้งแต่ฝึกฝนในตระกูล ส่วนอู่หมิงนั้นไร้พรสวรรค์ทางตระกูลของนางจึงได้ขอยกเลิกการหมั้นหมาย และให้นางไปหมั้นกับอู่จินแทน
         
“หากข้ามีความสามารถมากกว่านี้ ข้าคงจะไม่ต้องสูญเสียนางไป” อู่หมิงพูดขึ้นมาด้วยความเจ็บใจ
         
“ในตอนนี้เจ้าก็บรรลุระดับชะตาสวรรค์แล้ว เหตุใดจึงไม่ใช้ความสามารถของเจ้าแย่งชิงนางกลับมามา” ฮว่าหั่วพูดขึ้นมา นางรู้สึกเบื่อผู้ชายที่เอาแต่โอดครวญไม่ยอมต่อสู้เพื่อคนที่รัก
         
“แม้ว่าข้าจะบรรลุระดับชะตาสวรรค์ แต่อู่จินก็อยู่ในระดับชะตาสวรรค์ขั้นที่สอง ข้าจะไปต่อสู้กับเขาได้เช่นใด” อู่หมิงพูดขึ้นมา เดิมทีเขานั้นก็เป็นเพียงแค่คนขี้ขลาดเท่านั้น
         

     ‘จงบอกแก่เขาว่า เจ้าจะให้การช่วยเหลือ ส่วนจะด้วยวิธีไหนค่อยหารือกันในภายหลังกิเลนฟ้าพูดขึ้นมาในหัวของตู่ซื่อ การมีบุญคุณกับคุณชายจากตระกูลใหญ่ จักต้องได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าเป็นแน่ กิเลนฟ้าคิด
         
“หากเจ้ามีใจคิดจะสู้ ข้าก็จะช่วยเหลือเจ้าเอง” ตู่ซื่อพูดออกไป ตามที่กิเลนฟ้าบอก
         
“เหตุใดเจ้าต้องช่วยเหลือคนเช่นเขาด้วย สตรีผู้ใดกันจะมาสนใจคนที่ยืมมือผู้อื่นให้ช่วยแย่งคู่หมั้นของตนเองกลับมา” ฮวาหั่วพูดขึ้นมาด้วยความไม่พอใจ
         
“ที่เจ้าพูดมาก็ไม่ผิดนัก หากข้ารักนางจริงข้าควรจะต่อสู้ด้วยกำลังของข้าเอง” อู่หมิงพูดพร้อมกับก้มหน้า
         
“ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็จงไปสู้ด้วยกำลังของเจ้า หากเจ้าต่อสู้อย่างเต็มที่ แม้ว่าจะพ่ายแพ้กลับมา ข้าจะคอยช่วยเหลือเจ้าเอง” ตู่ซื่อพูดออกไป
         
“ตกลง!” อู่หมิงพูดขึ้นมา เขารู้สึกมั่นใจในตัวเองขึ้นเล็กน้อย หลังจากที่ทานอาหารกันเสร็จตู่ซื่อและฮวาหั่วก็เดินทางกลับมายังที่พัก
         

ที่บ้านพัก
         

      ตู่ซื่อได้ถ่ายทอด วรยุทธกิเลนคลุมสวรรค์ให้แก่ฮวาหั่ว โดยกิเลนฟ้าแนะนำให้ถ่ายทอดไปเพียงกระบวนท่าเดียวก่อน เนื่องจากนางไม่อาจฝึกฝนวรยุทกิเลนกลืนสวรรค์ได้ จึงควรเรียนรู้ไปทีละกระบวนท่า เพื่อที่จะไม่สิ้นเปลืองพลังสวรรค์มากนัก
         

     ฮว่าหั่วเองก็นับว่ามีพรสวรรค์ไม่น้อย นางสามารถควบคุมม่านพลังจาก วรยุทธกิเลนคลุมสวรรค์ได้อย่างคล่องแคล่ว และสามารถสร้างม่านพลังในระยะไกลได้
         

       ฮวาหั่วเองในเวลานี้ก็รู้สึกชื่นชมตู่ซื่อมากยิ่งขึ้น เขาทั้งรอบรู้ มีพรสวรรค์ ซื่อตรงและยังมีน้ำใจยิ่งนัก วรยุทธที่แข็งแกร่งเช่นนี้ หากเป็นนางคงไม่ถ่ายทอดผู้ใดโดยง่ายเป็นแน่ แต่เขากลับถ่ายทอดให้แก่นางโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนแม้แต่น้อย
         

     หลังจากที่ฝึกฝนเสร็จ กิเลนสวรรค์ก็บอกให้ตู่ซื่อแนะนำให้ฮซาหั่วดูดซับพลังสวรรค์จากศิลาจิตวิญญาณ เนื่องจากนางใช้พลังวิญญาณในการฝึกฝนไปไม่น้อย
         

      เช้าวันต่อมา ในชั้นเรียนวันนี้ อาจารย์เอี่ยนเก๋อให้ทุกคนฝึกฝนการต่อสู้ โดยให้นักเรียนที่บรรลุระดับชะตาสวรรค์แล้ว จับคู่ประลองกัน เพื่อฝึกทักษะการต่อสู้ มีเพียงอู่หมิงที่ไม่มีคู่ให้ประลองเขาจึงเอ่ยถามอาจารย์เอี่ยนเก๋อว่า “อาจารย์เอี่ยนเก๋อ เนื่องจากข้าไม่มีคู่ฝึกซ้อม ข้าสามารถที่จะขอท้าประลองกับผู้อื่นได้หรือไม่?
         
“เจ้าต้องการที่จะประลองกับผู้ใดกัน?” อาจารย์เอี่ยนเก๋อถามกลับไป
         
“ข้าต้องการที่จะประลองกับอู่จินขอรับ” อู่หมิงพูดขึ้นมาโดยไร้ซึ่งความหวาดกลัว
         

    หลังจากที่ได้ยินคำพูดของอู่หมิง อู่จินก็หัวเราะและตอบกลับไปว่า “เหตุใดข้าต้องลดตัวไปประลองกับเจ้าด้วย หรือเจ้าคิดที่จะเอาชนะข้าเพื่อชิงตัวคู่หมั้นของเจ้ากลับคืนไปเช่นนั้นหรือ?
         

“ถูกต้อง ข้าขอท้าประลองกับเจ้า หากข้าเอาชนะเจ้าได้ การหมั้นหมายของเจ้ากับ เฝิ่นหงจะต้องเป็นอันยกเลิก!” อู่หมิงพูดพร้อมกับชี้ไปที่อู่จิน
         

      “ข้าจะไม่ขัดขวางหากพวกเจ้ายินดีที่จะประลองกัน” อาจารย์เอี่ยนเก๋อพูดขึ้นมา เขาเองก็ทราบถึงความขัดแย้งระหว่างอู่หมิงและอู่จิน หากสามารถตัดสินความขัดแย้งได้ต่อหน้าเขา คงจะดีกว่าการที่พวกเขาจะไปแอบต่อสู้กันลับหลัง
         

    “อาจารย์เอี่ยนเก๋อ ข้าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องลดตัวไปประลองกับเขา เพราะแม้ว่าข้าจะล้มเขาได้ ข้าก็ไม่ได้สิ่งใด” อู่จินตอบกลับอาจารย์เอี่ยนเก๋อ
         

    “ก็นับว่าเป็นเหตุผลที่รับฟังได้” อาจารย์เอี่ยนเก๋อพยักหน้าตอบรับ
         

    “เจ้าคนขี้ขลาด!” อู่หมิงพูดพร้อมกับกัดฟัน เขานั้นไม่สมบัติอันใดที่คู่ควรที่จะไปเดิมพันกับอู่จิน เขาจึงเจ็บแค้นตนเองยิ่งนัก
         

     “อย่าได้มาอวดดีนัก ถ้าเจ้าต้องการที่จะเจ็บตัว ข้าก็ให้โอกาสเจ้า ข้าจะให้เจ้าประลองกับลูกน้องของข้า หากเจ้าชนะข้าก็จะยอมประลองกับเจ้า แต่หากเจ้าแพ้ เจ้าจะต้องจ่ายศิลาจิตวิญญาณให้แก่ข้าจำนวนหนึ่งพันก้อน” อู่จินพูดออกไปด้วยความดูถูก ศิลาจิตวิญญาณหนึ่งพันก้อนนับว่ามีค่ายิ่งนัก แม้จะเป็นทายาทจากตระกูลใหญ่ พวกเขาก็ได้รับศิลาจิตวิญญาณเพียงแค่เดือยละหนึ่งพันก้อนเท่านั้น หากต้องสูญเสียไป ในเดือนนี้เขาก็ไม่อาจที่จะดูดซับพลังวิญญาณได้
         

   “ข้าตกลง!” อู่หมิงตอบกลับไป หากเขาไม่ยอมรับข้อเสนอนี้ เขาก็คงไม่มีโอกาสที่จะได้ประลองกับอู่จินอีกแล้ว นั่นหมายความว่าโอกาสที่จะแย่งชิงคู่หมั้นของเขากลับมาก็จะไม่มีอีกต่อไป
         
    “ฟงเจี้ยน เจ้าจงไปประลองกับเขา” อู่จินเลือกลูกน้องของเขาผู้หนึ่ง ให้ประลองกับอู่หมิง เป็นเด็กหนุ่มรูปร่างใหญ่โต ดุดันราวกับหมี ฟงเจี้ยน [风剑:กระบี่วายุ]มาจากตระกูล วายุคราม มีความแข็งแกร่งอยู่ในระดับชะตาสวรรค์ขั้นที่สอง
         
หลังจากนั้นอาจารย์เอี่ยนเก๋อก็จัดพื้นที่ให้ทั้งสองประลองกัน
         

“การประลองในคราวนี้ หากทำให้อีกฝ่ายล้มลงได้คือผู้ชนะ” อาจารย์เอี่ยนเก๋อพูดออกไป
         

    ทันทีที่เริ่มการประลอง ฟงเจี้ยนก็พุ่งเข้ามาต่อยอู่หมิงทันที ดูเหมือนว่าเขาจะรวดเร็วผิดกับร่างกายที่เห็น อู่หมิงรีบหลบทันทีหมัดของฟงเจี้ยนเฉียวหน้าของอู่หมิง ทำให้เป็นรอยราวกับถูกคมกระบี่
         
     แม้ว่าอู้หมิงจะถูกมองว่าไร้พรสวรรค์ แต่เขาก็ได้รับการถ่ายทอด วรยุทธของตระกูลเทพนักรบมาเช่นกัน เขาจึงโจมตีกลับไปได้ แต่การที่ระดับพลังของเขาด้อยกว่าหนึ่งขั้น ทำให้หมัดของเขาทำความเสียหายแก่ฟงเจี้ยนได้ไม่มากนัก
         

     ‘เจ้าจงบอกแก่เจ้าหนุ่มผู้นั้น การประลองนี้หาได้มีเป้าหมายในการเอาชีวิตไม่ แค่อ้อมไปด้านหลังแล้วจัดการที่ขา ทำให้เสียหลักล้มก็เอาชนะได้แล้วกิเลนฟ้าพูดขึ้นมาในหัวของตู่ซื่อ
         

    ‘อู่หมิง ไม่มีความจำเป็นที่ต้องเข้าปะทะ หลบเข้าด้านหลังแล้วโจมตีให้เสียหลักเจ้าก็เอาชนะได้แล้วตู่ซื่อส่งเสียงผ่านลมปราณไปให้อู่หมิงตามที่กิเลนฟ้าบอก
         

   หลังจากที่ได้รับคำแนะนำจากตู่ซื่อ อู่หมิงก็ยิ้มออกมา เหตุใดเขาจึงคิดเรื่องนี้ไม่ได้ การที่จะเอาชนะเขานั้นเป็นเรื่องยาก แต่การทำให้ล้มนั้นก็ไม่เกินกำลังของเขานัก
         

   อู่หมิงตั้งท่าเตรียมตังรับ ฟงเจี้ยนเห็นเช่นนั้นจึงทุ่มกำลังสุดตัวเข้าโจมตี โดยหมายที่จะจัดการให้อยู่หมัดในคราวเดียว อู่หมิงเบี่ยงตัวหลบเล็กน้อย แล้วใช้เท้าตวัดขาทั้งสองข้างของฟงเจี้ยน ทำให้เขาล้มลงในทันที
         
“จบการประลอง อู่หมิงเป็นผู้ชนะ” อาจารย์เอี่ยนเก๋อตัดสินการประลอง
         
ตู่ซื่อและฮวาหั่วเดินไปแสดงความยินดีกับอู่หมิง
         

    “เจ้าคนไร้ประโยชน์!” อู่จินพูดขึ้นมาด้วยความไม่พอใจพร้อมกับจ้องหน้าฟงเจี้ยน เมื่อได้เห็นว่าอู่หมิงนั้นสนิทสนมกับตู่ซื่อและฮวาหั่ว เขาจึงพูดขึ้นมาว่า
         
        “ข้าจะประลองกับเจ้า แต่จะเป็นการประลองสามต่อสาม หากพวกเจ้าแพ้จะต้องมาเป็นคนรับใช้ของข้า” อู่จินพูดออกไป หากกำจัดขยะได้พร้อมกันทั้งสามคม เขาคงจะรู้สึกยินดียิ่งนัก
         

      “เจ้าคนหน้าไม่อาย เหตุใดจึงกลับคำพูด พวกเขามิได้เกี่ยวข้องอันใดกับเรื่องนี้!” อู่หมิงตะโกนออกไป เขาไม่คิดที่จะให้ทั้งสองคนต้องเดือนร้อนไปด้วยเช่นนี้
         

       “ไม่มีปัญหา!” ฮวาหั่วตอบกลับไป อู่หมิงได้แสดงความกล้าหาญให้นางเห็นแล้ว และนางก็รู้สึกรังเกียจคนอย่างอู่จินยิ่งนัก
         

“ถ้าหากนางตกลง ข้าก็ไม่มีปัญหาอันใดเช่นกัน” ตู่ซื่อพูดขึ้นบ้าง เขาเองก็ไม่คิดว่าฮวาหั่วจะยอมรับข้อตกลงได้ง่ายเช่นนี้
         

      “แต่ท่านอาจารย์เอี่ยนเก๋อ ข้าต้องการให้ท่านเป็นพยานในข้อตกลงการประลองครั้งนี้ หากอู่หมิงเป็นผู้ชนะ อู่จินจะต้องยกเลิกการหมั้นหมายกับแม่นางมี่เฝิ่นหง และหากพ่ายแพ้พวกข้าทั้งสามคนจะต้องเป็นคนรับใช้ของอู่จิน” ตู่ซื่อหันไปพูดกับอาจารย์เอี่ยนเก๋อ
         

“เจ้ายอมรับการเดิมพันนี้หรือไม่?” อาจารย์เอี่ยนเก๋อหันไปมองอู่จินพร้อมกับเอ่ยถาม
         

     “แน่นอน แต่การประลองขอให้ตัดสินโดยการ เอ่ยว่ายอมแพ้ หรือหมดสติไปเท่านั้น!” อู่จินตอบกลับไป พวกเขาที่จะลงประลองทั้งสามคนอยู่ในระดับชะตาสวรรค์ขั้นที่สอง หากต้องต่อสู้กันอย่างจริงจัง พวกเขาจะต้องไม่มีทางแพ้เป็นแน่
         
“พวกข้ายอมรับข้อเสนอนี้เช่นกัน!” ฮวาหั่วตอบกลับไป คนพวกนี้ชั่งอวดดียิ่งนัก นางจะต้องจัดการให้คนเหล่านี้รู้สำนึก
         

      “การประลองของพวกเจ้า จะอยู่ในชั้นเรียนของวันพรุ่งนี้ วันนี้ให้แยกย้ายไปเตรียมตัวกันเอง การเรียนวันนี้จบเพียงเท่านี้” อาจารย์เอี่ยนเก๋อพูดออกไป หากวันนี้ให้เรียนต่อไป คงจะหาความสงบไม่ได้เป็นแน่
         
ก่อนที่จะเดินทางกลับ ตู่ซื่อได้พูดกับอู่หมิงว่า “เจ้าจะต้องจัดการอู่จินด้วยตัวเอง พวกข้าจะจัดการกับสองคนที่เหลือให้”
         
“คนรักของเจ้า จงแย่งชิงกลับมาด้วยตัวเจ้าเอง” ฮวาหั่วพูดขึ้นมาบ้าง
         

    “ข้าเข้าใจดี” อู่หมิงมองไปที่มี่เฝิ่นหงที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก แม้ว่าจะไม่ได้พูดคุยกันแต่เขาก็รับรู้ได้ถึงความห่วงใยที่ออกมาจากสายตาของนาง เขายิ้มให้นางก่อนที่จะหันหลังเดินออกไป
         

     หลังจากที่กลับไปยังบ้านพัก ตู่ซื่อได้ถ่ายทอด วรยุทธกิเลนทะลวงสวรรค์ให้แก่ฮวาหั่ว และดูเหมือนว่านางจะใช้ได้อย่างเชี่ยวชาญยิ่งนัก นางหันมาถามตู่ซื่อว่า
         
“นี่คือวิชาที่เจ้าแอบฝึกเมื่อคืนก่อนใช่หรือไม่ ที่ทำให้ข้าตกใจตื่น”
         
“ชะ....ใช่แล้ว ข้าขออภัยจริง ๆ” ตู่ซื่อตอบกลับไป เขาเริ่มที่จะไม่เป็นตัวของตัวเองอีกครั้ง
         

       “ข้ามิได้ต่อว่าเจ้า เหตุใดต้องขออภัยกันด้วย” ฮวาหั่วพูดพร้อมกับหัวเราะ ตู่ซื่อไม่เคยสังเกตุเลยว่า ตอนที่นางยิ้มและหัวเราะ นางนั้นดูสดใสร่าเริงยิ่งนัก เขาจับนั้นจ้องนางอย่างตาไม่กระพริบ
         

    ฮวาหั่วเห็นว่าตู่ซื่อจับจ้องนางตาไม่กระพริบ จึงพูดออกไปด้วยความเขินอาย “เหตุใดต้องจ้องมองข้าเช่นนั้นด้วย”
         
“ขะ....ข้าขออภัย” ตู่ซื่อพูดขึ้นมาพร้อมกับหันหน้าไปทางอื่น
         
“ข้าก็แค่ถามเท่านั้น มิได้ว่าอันใดเจ้า” ฮวาหั่วพูดพร้อมกับก้มหน้าด้วยความเอียงอาย.............จบตอน



แต่งโดย นายมะพร้าว



เมนู นิยาย ล่าง

เมนู มังงะ ล่าง