Jawa

test

เมนู นิยาย บน

เมนูมังงะ

8 พ.ย. 2559

Tales of Demons & Gods Next Legend บทที่ 444.14 ตำหนักชมจันทร์


         

     วันต่อมา เนี่ยลี่ทำการผสานเข้ากับดวงจิตแห่งเทพของเทพธิดาเสิ่นช่วง เพื่อฝึกฝนในการใช้พลังในการใช้สร้างโลกที่ตัดขาดจากโลกใบอื่น
         

“ข้าต้องทำเช่นใดจึงจะสร้างโลกดั่งโลกใบเล็ก หรือห้วงสรรค์น้อยได้?” เนี่ยลี่ถามออกไป
         

     “ด้วยพลังวิญญาณของเจ้าในตอนนี้ ไม่อาจที่จะทำได้ การสร้างโลกขึ้นมาทั้งใบ ต้องใช้พลังสวรรค์จำนวนมากเกินกว่าที่เจ้ามี และจำเป็นต้องมีสิ่งที่ใช้ในการค้ำจุดโลกที่สร้างขึ้นมาอีกด้วย แม้แต่ข้าในอดีตที่บรรลุระดับขอบเขตแห่งพระเจ้า ยังต้องสละกายาเทพเพื่อเป็นสิ่งค้ำจุนให้กับโลกใบเล็กของเจ้าและใช้ดวงจิตของข้าในการค้ำจุนห้วงสวรรค์น้อย” เทพธิดาเสิ่นช่วงตอบกลับไป
         

  เนี่ยลี่ขมวดคิ้วหลังจากได้ยินคำตอบ หากเป็นเช่นนั้น เขาจะมีพลังนี้เอาไว้ด้วยเหตุใด หากมันไม่สามารถใช้ประโยชน์อันใดได้
         

  “ด้วยพลังของข้าในตอนนี้ สามารถสร้างห้วงมิติเช่นใดได้บ้าง?” เนี่ยลี่เอ่ยถามขึ้นหลังจากที่นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง
         

 “แม้ว่า ไม่อาจจะสร้างพื้นที่ใหญ่โตดั่งโลกใบเล็กหรือห้วงสวรรค์น้อยได้ แต่ข้าคิดว่าเจ้าอาจจะสร้างพื้นที่เล็ก ๆ ที่มีขนาดใหญ่ราวห้องสักห้อง หรือตำหนักสักหลังได้โดยที่ไม่ต้องใช้สิ่งค้ำจุน แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าเจ้านั้นมีพลังมากเพียงไหน” เทพธิดาเสิ่นช่วงตอบกลับไป
         

“นอกเหนือไปจากโลกใบเล็กและห้วงสวรรคน้อย ยังมีโลกใบอื่นอยู่อีกหรือไม่?” เนี่ยลี่อดไม่ได้ที่จะถามออกไป
         

    “ข้ารู้เพียงว่ามี แต่ข้าไม่อาจที่จะบอกได้ว่ามีกี่แห่งและอยู่ที่ใด เนื่องจากมิได้เป็นโลกที่ข้าสร้าง ที่ข้ารู้ ผู้เป็นอาจารย์ของข้าได้สร้างโลกแห่งหนึ่งไว้ท่านได้เรียกโลกแห่งนั้นว่า ดินแดนแห่งสวรรค์ แต่น่าเสียดายที่ข้าเองก็หาได้รู้วิธีเดินทางไปยังโลกแห่งนั้น” เทพธิดาเสิ่นช่วงตอบพร้อมกัวถอนหายใจ
         

   “ดินแดนแห่งสวรรค์ นี่ท่านจะบอกข้าว่า สวรรค์ที่เหล่าทวยเทพอาศัยอยู่ อาจารย์ท่านเป็นผู้สร้างขึ้นมาเช่นนั้นหรือ?” เนี่ยลี่ถามออกไปด้วยความตกใจ
         

“เป็นเรื่องที่อาจารย์ข้าเคยบอกกล่าวมาเท่านั้น ข้าเองก็ไม่เคยเห็นด้วยตาเช่นกัน” เทพธิดาเสิ่นช่วงตอบกลับไป
         

     ดูเหมือนว่า เขาจะต้องหาหนทางไปยัง ดินแดนแห่งสวรรค์ด้วยตนเอง แต่ในตอนนี้เขาลองสร้างพื้นที่เล็ก ๆ มีขนาดราวห้องพักของเขา จากนั้นก็กำหนดทางเข้าออกขึ้นมาจากนั้นเขาก็ลองก้าวเข้าไปยังห้องนั้น
         

    เมื่อก้าวเข้ามาในห้องที่เขาสร้างขึ้น เป็นเพียงพื้นที่ว่างเปล่าและไม่มีสิ่งใดอยู่เลย เนี่ยลี่ตรวจสอบดูพื้นที่โดยรอบ ดูเหมือนว่า เมื่อพยายามเดินออกไปไกลเกินกว่าพื้นที่ของห้อง ปรากฏว่าเขานั้นราวกับถูกกั้นขวางเอาไว้ด้วยกำแพงที่มองไม่เห็น
         

   “ข้าจะสร้าง ภูเขาและแม่น้ำ หรือพืชพรรณต้นไม้ ได้หรือไม่?” เนี่ยลี่เอ่ยถามเทพธิดาเสิ่นช่วง
         

     “นี่คือโลกที่เจ้าสร้าง ทุกสิ่งล้วนเป็นไปตามความปราถนาของเจ้า แต่เจ้าจะสูญเสียพลังไปมากน้อย ตามแต่สิ่งที่เจ้าต้องการสร้าง หากเจ้าไม่ต้องการสูญเสียพลังในการสร้างสิ่งเหล่านั้นมากเกินไป เจ้าก็สามารถที่จะทำให้ภาพสิ่งที่ต้องการปรากฏขึ้นที่พื้นที่โดยรอบได้”เทพธิดาเสิ่นช่วงตอบ
         

     เนี่ยลี่ลองหลับตาและสร้างภาพสะท้อนโดยรอบ ให้ปรากฏเป็นท้องฟ้า แม่น้ำ และภูเขา แม้ว่าจะเป็นเพียงภาพสะท้อน แต่ก็งดงามสมจริงยิ่งนัก และเนี่ยลี่สามารถปรับเปลี่ยนภาพสะท้อนเป็นเวลาใดก็ได้ เขาลองปรับเปลี่ยนให้เป็นยามค่ำคืนและเห็นดวงจันทร์ในคืนเต็มดวง ก็ดูงดงามไม่ต่างไปจากของจริงแม้แต่น้อย
         

  “ข้าขอตั้งชื่อพื้นที่แห่งนี้ว่าตำหนักชมจันทร์  หากข้าต้องการสร้างโลกที่กว้างใหญ่กว่านี้ ข้าก็ต้องฝึกฝนให้แข็งแกร่งขึ้นสินะ” เนี่ยลี่พูดออกไป เขามีความคิดบางอย่างขึ้นมา
         

   หลังจากนั้นเขาก็คลายการผสานร่างและกลับไปบ่มเพาะพลัง ก่อนที่จะถึงหนึ่งเดือนข้างหน้า เขาจะต้องสร้างโลกที่มีขนาดเท่ากับตำหนักของเขา เพื่อทำบางสิ่ง
        

      เหตุการณ์ภายในนิกายยังคงเงียบสงบ เหล่านิกายอสูรเองก็ยังไร้การเคลื่อนไหว และดูเหมือนว่าผลไม้แห่งพระเจ้าที่เขาได้รับมาจากจักรพรรดิเมฆาสวรรค์ก็ถูกใช้กลั่นทำยาทิพย์จนหมดแล้ว เนื่องจากเนี่ยลี่แจกจ่ายให้แก่ศิษย์ในนิกายจำนวนมาก โชคดีที่ต้นไม้แห่งพระเจ้าในภาพจิตกรรมหมื่นขุนเขาและสายน้ำเริ่มที่จะมีดอกผล ทำให้เนี่ยลี่ยังสามารถผลิตยาทิพย์ออกมาได้อย่างต่อเนื่อง


สำหรับการทำยาทิพย์นี้เนี่ยลี่ได้มอบหมายให้เซี่ยวหยู่และเทพธิดายู่หยานที่อยู่ในภาพจิตกรรมหมื่นขุนเขาและสายน้ำเป็นผู้กลั่นยาให้ ในยามนี้ดูเหมือนว่าเทพธิดายู่หยานจะตัวใหญ่ขึ้นกว่าเดิมหลังจากที่บรรลุระดับเทพสงคราม กายาเทพของเทพธิดายู่หยานนั้นมีความมั่นคงขึ้น ในยามนี้แม้ว่ารูปร่างของนางจะเป็นผู้ใหญ่ แต่ความสูงของนางนั้นราวกับเด็กอายุสิบขวบ ส่วนจินตานนั้นในตอนนี้ยังคงตัวใหญ่ขึ้นไปเรื่อย ๆ เนื่องจากมีศิลาจิตวิญญาณให้กินอย่างไม่มีวันหมด


หลายวันต่อมาเนี่ยลี่ได้สั่งการให้เหล่าศิษย์และชนเผ่าเมฆาสวรรค์ ช่วยกันสร้างตำหนักใหม่ขึ้นมา เพื่อที่จะเตรียมไว้รับรองผู้ที่จะเดินทางมาชุมนุมกันในอีกราวหนึ่งเดือนข้างหน้า โดยที่เนี่ยลี่ได้สร้างประตูทางเข้าไปยังตำหนักชมจันทร์ โดยมีเพียงผู้ที่เขาอนุญาตเท่านั้นจึงจะเข้าไปยังตำหนักชมจันทร์ที่แท้จริงได้ โดยที่คนอื่น ๆ จะเดินเข้าไปยังตำหนักธรรมดาที่สร้างขึ้นมาใหม่


ก่อนที่จะถึงวันชุมนุม เนี่ยลี่สามารถขยายพื้นที่ของตำหนักชมจันทร์ ให้กว้างใหญ่ขึ้นได้หลายเท่า จากนั้นเนี่ยลี่ก็ปรับเปลี่ยนพื้นที่ให้เป็นดั่งตำหนักริมน้ำและด้านบนมีดวงดาวและดวงจันทร์ส่องสว่างอยู่


เมื่อถึงวันชุมนุมหกนิกายศักดิ์สิทธิ์


เนี่ยลี่ได้ขอให้ปรมาจารย์ทั้งห้าออกไปเป็นผู้ต้อนรับ ผู้นำนิกายทั้งห้าและได้ขอให้ปรมาจารย์ทั้งหาพกป้ายศิลาเร้นเมฆาเอาไว้ เพื่อปิดกั้นพลังวิญญาณให้อยู่ในระดับเทพสงครามเท่านั้น


นิกายเทพอัคคี ที่เป็นนิกายที่แข็งแกร่งที่สุดในหกนิกายศักดิ์สิทธิ์ มีเพียงปรมาจารย์เทียนหั่ว [天火:เพลิงสวรรค์] เป็นชายชราผมยาวขาวโพลน ทั้งหัวมีเครายาวสีขาว สวมชุดสีขาวคลุมด้วยเสื้อคลุมสีน้ำเงินและถือพัดอยู่ในมือ ดูแล้วสุขุมยิ่งนัก มี โอรสศักดิ์สิทธิ์เหยียนหยาง และผู้ติดตามไม่กี่คนที่เดินทางมาด้วย


นิกายเสียงสวรรค์ ปรมาจารย์อินเยวี่ย [天音:เพลงสวรรค์] เป็นหญิงสูงวัยที่ยังดงดงาม สีผมของนางดำขลับ นางสวมชุดผ้าไหมสีโอรสได้เดินทางมาพร้อมกับธิดาศักดิ์สิทธิ์เอียจื่ออวิ๋น เซี่ยวหนิงเอ๋อ เซี่ยวซุ่ย และศิษย์ผู้ติดตามคนอื่น ๆ


นิกายกำเนิดสวรรค์ ปรมาจารย์ฟู่ชิน [:บิดา] ผู้มีผมหนวดและเคราสีขาวหน้าตาใจดี สวมเสื้อคลุมสีเขียวในมือถือขลุ่ยอยู่ด้วย และ ปรมาจารย์หมู่ชิน[:มารดา] เป็นหญิงนางสวมชุดสีฟ้า ผมขาวยาวถงกลางหลังที่ดูมิได้แก่ชรา และดูใจดี  ได้พา โอรสศักดิ์สิทธิ์ตู่ซื่อ และธิดาศักดิ์สิทธิ์ ฮวาหั่ว และเหล่าผู้ติดตาม


นิกายเทพไร้ลักษณ์ ปรมาจารย์อู๋เม่า [无貌:ไร้ตัวตน] เป็นชายชที่มีใบหน้าดุดัน ผมและหนวดเคราของเขายังคงมีสีดำ สวมเสื้อคลุมสีขาวและมีผ้าโพกหัวได้นำโอรสศักดิ์สิทธิ์ซูเซียงจิ้ง และ เว่ยหนาน รวมถึงผู้ติดตามอีกหลายคน


นิกายร้อยบุพผาสวรรค์ ปรมาจารย์ฮัวฮวาลี่ [华丽:ดอกไม้ที่งดงาม] เป็นหญิงที่มีใบหน้าดูเย็นชา สวมชุดรัดสีทีเทาขาว ประดับด้วยเข็มกลัดรูปดอกไม้ตรงกลางหน้าอก ได้พาโอรสศักดิ์สิทธิ์ไป๋ฮัว และ จางหมิง พร้อมกับผู้ติดตามมา [จางหมิงนั้นระดับพลังสูงกว่า แต่ไป๋ฮัวเป็นบุตรของฮัวฮวาลี่]

[ชื่อของปรมาจารย์ทั้งห้าเป็นดั่งฉายา บางคนก็ได้รับสืบทอดชื่อมาจากประมุขคนเก่า]


เนี่ยลี่และลู่เพียวมองดูเหล่าสหายของเขาที่เดินทางมาด้วยความยินดี เขาส่งเสียงผ่านห้วงวิญญาณไปบอกกับทุกคนว่า “ข้าดีใจเหลือเกินทีได้พบเห็นทุกคนอีกครั้ง เมื่อเข้ามายังตำหนักชมจันทร์จะมีเพียงพวกเจ้าและผู้นำนิกายของพวกเจ้าเท่านั้นที่จะสามารถเข้ามายังตำหนักลับที่ข้าสร้างขึ้นมาได้”


ตู่ซื่อได้ยินเช่นนั้นจึงส่งเสียงตอบกลับไปว่า “ที่อยู่ข้างกายของข้าคือฮาหั่ว นางคือคู่หมั้นของข้า นางจะสามารถเข้าไปยังตำหนักชมจันทร์ได้หรือไม่”


เนี่ยลี่แอบยิ้มและตอบกลับไปว่า “ไม่คิดเลยว่าพี่ชายของข้าจะมีคู่หมั้นแล้ว เหตุใดข้าจะต้องกีดกันมิให้พี่สะใภ้ของข้าเข้ามายังตำหนักชมจันทร์กันเล่า”


ทุกคนที่ได้ยินเสียงในห้วงขอบเขตวิญญาณต่างอดไม่ได้ที่จะยิ้ม


“แล้วคู่หมั้นของข้า ไม่คิดที่จะทักทายข้าบ้างหรืออย่างไรกัน ข้าเศร้าใจยิ่งนัก” ลู่เพียวส่งเสียงออกไป เพื่อหยอกเย้าเซี่ยวซุ่ย


“เจ้าพูดบ้าอะไร หลังจากที่จบการพูดคุยข้าจะทักทายเจ้าเป็นการส่วนตัว” เซี่ยวซุ่ยตอบกลับไป ลู่เพียวรู้สึกกลัวจนขนลุกจนไม่กล้าตอบกลับไป


เมื่อเดินทางมาถึงทางเข้าตำหนักชมจันทร์ปลอม ทางเข้าเป็นทางเดินทางเดียว เหล่าผู้นำตระกูลและผู้ติดตามของแต่ละสำนักก็ค่อย ๆ เดินเข้าไป มีเพียงผู้ที่ได้รับอนุญาติเท่านั้นที่เดินเข้าไปยังตำหนักชมจันทร์ที่แท้จริงได้
         

     ผู้ติดตามคนอื่น ๆ เมื่อเดินเข้าไปยังตำหนักชมจันทร์ปลอม ก็ไปถึงห้องโถงใหญ่ มีที่ให้นั่งพัก พร้อมกับน้ำชา และอาหารมากมาย แน่นอนว่าโอรสศักดิ์สิทธิ์ไป๋ฮัว ก็เข้ามาในห้องโถงนี้
         

  “ประมุขนิกายของข้าหายไปที่ใดกัน?” โอรสศักดิ์สิทธิ์ไป๋ฮัวเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความสงสัย
         

    “โอรสศักดิ์สิทธิ์ไป๋ฮัว ท่านอย่าได้เป็นกังวล ประมุขนิกายของท่านได้ไปยังห้องดื่มชากับเหล่าประมุขนิกายท่านอื่นแล้ว เชิญท่านพักผ่อนให้สบายใจ” กู้เบ่ยทำหน้าที่เป็นผู้รับรองผู้ติดตามของนิกายนิกายร้อยบุพผาสวรรค์
         

  “ไม่ทราบว่าเจ้าคือ?”  โอรสศักดิ์สิทธิ์ไป๋ฮัวถามออกไป เขารู้สึกคุ้นเคยกับเสียงของบุคคลผู้นี้
         

  “แม้ว่าเราจะไม่เคยพบกันมาก่อน แต่เราเคยเผชิญหน้ากันผ่านประตูนิกายมาแล้ว ข้าคือเทพกระบี่กู้เบ่ย!” กู้เบ่ยประสานมือคารวะและพูดออกไป
        

    เมื่อได้ยินเช่นนั้นโอรสศักดิ์สิทธิ์ไป๋ฮัวก็อดที่จะแปลกใจไม่ได้ พลังลมปราณที่เขาสัมผัสได้จากกู้เบ่ยเป็นเพียง ระดับวิถีแห่งมังกรชั้นที่สองเท่านั้น ต่างจากที่เคยเผชิญหน้ากันก่อนหน้านี้เป็นอย่างมาก
         

    “เหตุใดข้าไม่เห็น เหล่าโอรสศักดิ์สิทธิ์และธิดาศักดิ์สิทธิ์ของนิกายอื่น ๆ ในห้องโถงนี้เลย?” โอรสศักดิ์สิทธิ์ไป๋ฮัวถามออกไป เมื่อกู้เบ่ยมีระดับพลังเพียงเท่านี้ เขาก็ไม่จำเป็นต้องใส่ใจมากนัก
         

   “ท่านประมุขของเราเห็นว่าพวกท่านเดินทางมาไกลคงเหน็ดเหนื่อย จึงได้จัดแยกห้องโถงให้แต่ละนิกายได้พักผ่อนเป็นการส่วนตัวไปก่อน เมื่อถึงเวลาชมจันทร์จึงจะพาไปยังห้องโถงใหญ่เพื่อพบปะกัน” กู้เบ่ยตอบกลับไป


หากโอรสศักดิ์สิทธิ์ไป๋ฮัวรู้ว่าเขาถูกกีดกันออกมาจาก ผู้นำนิกาย รวมถึงโอรสและธิดาศักดิ์สิทธิ์คนอื่น ๆ คงจะเจ็บใจไม่น้อย เรื่องนี้ทำให้กู้เบ่ยต้องแอบหัวเราะอยู่ในใจ


ณ ตำหนักชมจันทร์


ผู้นำนิกายคนอื่น ๆ เมื่อได้เห็นตำหนักชมจันทร์ ที่สามารถชมจันทร์และดาราได้ในยามกลางวัเช่นนี้ ก็รู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก


เนี่ยลี่ได้จัดเตรียมโต๊ะสำหรับนั่งจิบน้ำชาและชมดวงจันทร์ ได้อย่างสมเกียรติประมุขทุกท่าน ปรมาจารย์เทียนอู่ได้เชิญประมุขของแต่ละนิกายนั่ง แต่ตัวเขากลับยืนอยู่หลังเก้าอี้


“ท่านปรมาจารย์เทียนอู่ ข้าไม่คิดเลยว่านิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์จะมีตำหนักชมจันทร์ที่งดงามถึงเพียงนี้ แต่ข้าสงสัยว่าไป๋ฮัวของข้านั้นอยู่ที่ใด เหตุใดเขาจึงมิได้อยู่ในที่แห่งนี้” ปรมาจารย์ฮัวฮวาลี่ถามด้วยความสงสัย เนื่องจากโอรสศักดิ์และธิดาศักดิ์สิทธิ์ของนิกายอื่น ๆ ต่างอยู่กันพร้อมหน้า แต่ศิษย์ของนิกายร้อยบุพผาสวรรค์กลับมีเพียงจางหมิงเท่านั้นที่อยู่ที่นี่



“โอรสศักดิ์สิทธิ์ไป๋ฮัวอาจจะเดินหลงทางไปยังห้องอื่น ๆ ข้าจะให้คนไปตามมาในภายหลัง ที่ข้าเชิญพวกท่านมาในวันนี้เพราะมีเรื่องสำคัญ” ปรมาจารย์เทียนอู่ตอบกลับไป.........จบตอน

แต่งโดย นายมะพร้าว



เมนู นิยาย ล่าง

เมนู มังงะ ล่าง