Jawa

test

เมนู นิยาย บน

เมนูมังงะ

18 พ.ย. 2559

Tales of Demons & Gods Next Legend บทที่ 444.24 พ่อ ลูก

         

   หลังจากผ่านพ้นงานแต่งงานของลู่เพียว เนี่ยลี่ได้ไปพูดคุยกับท่านเอียมัว และ เอียเซิ่ง เรื่องการหาสถานที่เก็บชะตาวิญญาณ
         

     “ในนิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์มีการเก็บไว้ที่ห้องโถงวิญญาณ เจ้าจะให้ข้าทำเช่นนั้นหรือไม่?” เอียเซิ่งครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะพูดออกไป
         

     “เมืองกลอรี่ ผู้ที่บรรลุถึงระดับชะตาสวรรค์ คงจะมีเพียงท่านเอียมัว ท่านพ่อตา และ เสี่ยวหยู่ น้องสาวข้าเท่านั้น การสร้างห้องโถงวิญญาณขึ้นมา คงจะใหญ่โตเกินไป การปกป้องก็จะยากลำบากขึ้นไปอีกด้วย” เนี่ยลี่ส่ายหน้าและตอบกลับไป
         

     “ถ้าเช่นนั้นเจ้าคิดว่าควรจะทำเช่นใด?” เอียมัวจับเคราของเขาและถามขึ้นมา
         

     “ข้าต้องการให้ท่านพ่อตาสร้างห้องลับขึ้นมา เพื่อเก็บชะตาวิญญาณเอาไว้ และผู้ที่สามารถบรรลุระดับชะตาสวรรค์ ข้าต้องการให้มีเพียง ท่านเอียมัว ท่านพ่อตา และเสี่ยวหยู่ น้องข้าเท่านั้น” เนี่ยลี่ตอบกลับไป เพียงแค่สามคนที่เขาไว้ใจ ก็เพียงพอที่จะปกป้องเมืองกลอรี่จากภัยคุกคามต่าง ๆ ได้แล้ว
         

     “ที่ห้องพักของข้าก็มีห้องลับที่ไม่ผู้ใดล่วงรู้ จะใช้ที่นั่นก็ได้” ท่านเอียมัวพูดขึ้นมาหลังจากที่คิดขึ้นมาได้
         

     “เช่นนั้นก็วิเศษนัก รบกวนท่านเอียมัวพาข้าไปยังห้องลับจะได้หรือไม่?” เนี่ยลี่พูดขึ้นด้วยความยินดี หากต้องสร้างห้องลับขึ้นมาใหม่คงต้องใช้เวลาไม่น้อย และความลับอาจจะรั่วไหลได้
         

    หลังจากนั้นเอียมัวก็พาเนี่ยลี่และเอียเซิ่งไปยังห้องลับ ที่อยู่ในห้องพักของเขา เมื่อเข้าไปแล้วเป็นห้องที่กว้างพอ ๆ กับห้องพักใหญ่ ๆ สักห้อง
         

     “ข้าไม่เคยรู้มาก่อนว่าที่ห้องของท่าน มีที่เช่นนี้อยู่ด้วย ถ้าเช่นนั้นข้าคงต้องขอเอาชะตาวิญญาณมาฝากไว้ที่ห้องนี้แล้ว” เอียเซิ่งพูดขึ้นมา พร้อมกับเคลื่อนชะตาวิญญาณจากห้วงขอบเขตวิญญาณมาไว้ในมือ ก่อนที่จะนำไปวางไว้บนโต๊ะที่อยู่ในห้องลับ
         

     “ท่านเอียมัวเองก็สามารถสร้างชะตาวิญญาณดวงที่สองได้แล้ว ลองนำออกมาและเก็บในไว้ที่แห่งนี้ หากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดกับท่าน ท่านก็สามารถกลับคืนชีพ ที่ห้องแห่งนี้ได้” เนี่ยลี่หันไปพูดกับเอียมัว
         

     “ข้าเข้าใจแล้ว” เอียมัวพยักหน้าตอบกลับไป ในตอนนี้เขานั้นบรรลุระดับชะตาสวรรค์ขั้นที่สองแล้ว เขาจึงนำชะตาวิญญาณออกมาไว้บนฝ่ามือดั่งที่เอียเซิ่งทำ และนำไปวางไว้คู่กัน
         

       ชะตาวิญญาณทั้งสองมีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ของเอียมัวนั้นเป็นเพียงดวงไฟที่ไร้สีธรรมดาเท่านั้น แต่ของเอียเซิ่งตรงใจกลางของดวงไฟมีผลึกแก้วอยู่ตรงใจกลาง และมีดวงดาราเป้นประกายอยู่โดยรอบ ซึ่งสิ่งนี้คือสิ่งที่เรียกว่าแก่นแท้แห่งชะตาวิญญาณ เทียบได้กับจันทราที่มีดวงดาราทั้งเก้าส่องแสงอยู่โดยรอบ ผู้ที่บรรลุถึงขั้นแก่นแท้แห่งสวรรค์เท่านั้นจึงจะมีได้
         

      หลังจากนั้น ทั้งสามคนก็กลับออกมาจากห้องลับ และแยกย้ายกันไป


วันต่อมา เอียเซิ่ง ตู่ซื่อ และฮวาหั่วก็ได้ออกเดินทางไปยังนครใต้พิภพ เนื่องจากครอบครัวของฮวาหั่วอาศัยอยู่ไม่ไกลจากนครใต้พิภพมากนัก
         

      เนี่ยลี่นั้นขอให้เอียเซิ่งหยุดการบ่มเพาะพลัง หลังจากที่บรรลุระดับแก่นแท้แห่งสวรรค์ขั้นที่เก้า เพื่อที่จะสามารถคืนชีพได้ ความแข็งแกร่งเพียงเท่านี้ ก็ไม่มีผู้ใดที่เป็นภัยต่อเอียเซิ่งแล้ว เนี่ยลี่ได้ให้ทั้งสามคนพกศิลาเร้นเมฆาหลายชิ้น เพื่อปิดกั้นพลังให้อยู่ในระดับตำนานเท่านั้น หากพบเจอกับศัตรู จะทำให้ศัตรูนั้นเกิดความประมาทและเผยตัวออกมา
         

     หลังจากใช้เวลาเดินทางเกือบหนึ่งวัน ก็เดินทางมาถึง หมู่บ้านของตระกูลวิหคเพลิงของฮวาหั่ว เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่มีราวร้อยหลังคาเรือน ถูกปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกและฝุ่นละออง เพื่อปิดบังไม่ให้สัตว์อสูรพบเจอได้ง่ายนักก
         

       ฮวาหั่วได้เชิญเอียเซิ่งและตู่ซื่อไปพบกับผู้นำตระกูลวิหคเพลิง ฮวาเหยียนหั่ว [พลุดอกไม้]
         

       ภายในห้องโถงที่กว้างใกญ่ของตระกูลวิหคสวรรค์ แม้ว่าไม่อาจที่จะเทียบได้กับถ้องโถงใหญ่ของตำหนักเจ้าเมือง แต่ก็นับว่าโอ่โถงไม่น้อย
         

       “คารวะท่านผู้นำตระกูลฮวาเหยียนหั่ว ข้าคือเอียเซิ่ง เจ้าเมืองกลอรี่ที่อยู่ห่างออกไปจากที่นี่ราวร้อยลี้  วันนี้ข้ามาเป็นเถ้าแก่เพื่อขอหมั้นหมายฮวาหั่วบุตรสาวของท่านให้แก่ ตู่ซื่อหลานชายข้า เขาคือทายาทของหนึ่งในเก้าตระกูลหลักของเมืองกลอรี่” เอียเซิ่งประสานมือ และโน้มตัวพูดออกไป เขานั้นมาในฐานะเถ้าแก่สู่ขอหญิงสาวให้แก่ตู่ซื่อ หาได้มาในฐานะท่านเจ้าเมืองไม่ ด้วยท่าทีที่มีมารยาท ทำให้ฮวาเหยียนหั่วรู้สึกยินดียิ่งนัก
         

      “เชิญท่านเจ้าเมืองทำตัวตามสบาย ข้าเคยได้ยินว่ามีเมืองใหญ่ที่อยู่ห่างออกไป ไม่คิดว่าผู้เป็นเจ้าเมืองเช่นท่าน จะลดตัวเดินทางมาถึงดินแดนที่ห่างไกลเช่นนี้” ฮวาเหยียนหั่วยื่นมือออกไป และพูดให้การต้อนรับเป็นอย่างดีเช่นกัน
         

       “ขออภัยที่บิดาและมารดาข้าหาใช่ชาวยุทธ จึงไม่อาจเดินทางมาด้วยตัวเอง ข้าจึงต้องรบกวนให้ท่านเจ้าเมืองมาเป็นเถ้าแก่ในการสู่ขอ และนี่ของหมั้นที่ข้าได้เตรียมมาขอรับ” ตู่ซื่อประสานมือพูดด้วยความนอบน้อมพร้อมกับนำสินสอดทองหมั้นมาจากแหวนห้วงมิติของเขา ซึ่งประกอบไปด้วยผ้าไหมหลายร้อยพับและสุรามงคลอีกหลายร้อยไห ซึ่งของเหล่านี้เป็นที่น่าตื่นตาตื่นใจสำหรับตระกูลวิหคเพลิงยิ่งนัก
         

      “สำหรับข้าแล้ว ความพึงพอใจของบุตรสาวข้าคือเรื่องที่สำคัญที่สุด หากนางไม่ปฏิเสธข้าเองก็สามารถยอมรับได้” ฮวาเหยียนหั่วพูดพร้อมกับหันไปมองที่ฮวาหั่ว
         

“ข้านั้นยินดีค่ะท่านพ่อ” ฮวาหั่วก้มหน้าพูดด้วยความเขินอาย
         

“ถ้าเช่นนั้น ข้าก็มีเรื่องที่ต้องการพูดคุยกับท่านฮวาเหยียนหั่ว เล็กน้อย” เอียเซิ่งพูดขึ้นมาด้วยท่าทีที่จริงจังเล็กน้อย
         

“ท่านมีเรื่องอันใดอีก เชิญพูดมาได้” ฮวาเหยียนหั่วผายมือตอบกลับไป
         

     “หากท่านฮวาเหยียนหั่วไม่รังเกียจ ข้าต้องการที่จะเชิญให้พวกท่าน ไปอยู่ที่เมืองกลอรี่ ยามที่บุตรสาวท่านแต่งงาน จะได้ไปมาหาสู่กันได้สะดวก เมืองกลอรี่ยังมีพื้นที่ว่างอยู่อีกมาก เพียงพอที่จะให้ทุกคนในหมู่บ้านนี้ไปอยู่ได้อย่างไม่ลำบาก”
         

     “ท่านพูดจริงใช่หรือไม่?” ฮวาเหยียนหั่วถามออกไปด้วยความตกใจ การที่พวกเขาต้องอยู่ในดินแดนแห่งนี้เนื่องจาก การหาที่ที่ปลอดภัยจากสัตว์อสูรนั้นหาได้ยากยิ่งนัก
         

    “ข้าเป็นถึงเจ้าเมืองจะพูดจาล้อเล่นในเรื่องพวกนี้ได้อย่างไรกัน หากพวกท่านยินดีที่จะไปอาศัยอยู่ที่เมืองกลอรี่ ในอีกสองวันก็สามารถออกเดินทางไปกลับไปพร้อมกับพวกข้าได้” เอียเซิ่งยืดอกพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง
         

     “น้ำใจของท่านเจ้าเมืองข้าคงต้องขอรับไว้ด้วยความยินดี” ฮวาเหยียนหั่วลุกยืนขึ้นและประานมือ ก้มหัวพร้อมกับตอบกลับไป


บุตรสาวได้คู่ครองที่เหมาะสม ตระกูลมีที่พักพิง เพียงเท่านี้ยามที่เขาสิ้นลม ก็สามารถเผชิญหน้ากับเหล่าบรรพชนได้อย่างภาคภูมิ
         

    “ถ้าเช่นนั้น ข้าขอฝากหลานชายข้าให้พักอยู่กับท่านไปก่อน ส่วนข้าต้องการที่จะออกไปสำรวจนครใต้พิภพสักเล็กน้อย” เอียเซิ่งพูดขึ้นมา หลังจากที่คิดอยู่ครู่หนึ่ง จริง ๆ แล้วเขาตั้งใจที่จะมาสำรวจนครใต้พิภพแต่แรกอยู่แล้ว
         

     “ท่านต้องการให้ข้าเดินทางไปด้วยหรือไม่?” ตู่ซื่อหันมาพูดกับเอียเซิ่งด้วยความกังวล
         

     “เจ้ากับฮวาหั่วจะต้องคอยดูแลผู้คนจำนวนมาก และเตรียมการเคลื่อนย้ายคนทั้งหมู่บ้าน ข้าต้องการแค่ไปสำรวจเล็กน้อยเท่านั้น ด้วยระดับพลังของข้า เจ้าไม่จำเป็นที่จะต้องกังวล” เอียเซิ่งโบกมือปฏิเสธ
         

   “ถ้าเช่นนั้นโปรดระวังตัวด้วย” ตู่ซื่อพูดพร้อมกับถอนหายใจ


หลังจากนั้นเอียเซิ่งก็เดินทางไปยังนครใต้พิภพ และไปที่หุบเหวตามคำบอกกล่าวของเนี่ยลี่
         

     “ข้าไม่คิดเลยว่าจะได้เจอท่านพ่อบุญธรรมที่นี่” มีเสียงดังขึ้นมาจากใต้หุบเหว และมีคนผู้หนึ่งทะยานขึ้นมา
         

    “เอียฮั่น! เป็นเจ้าจริง ๆ สินะที่สังหารเจ้านครใต้พิภพ?” เอียเซิ่งพูดออกไปด้วยความตกใจ เมื่อได้เจอกับเอียฮั่น ณ ที่แห่งนี้
         

    “ถ้าหากเป็นข้าแล้วจะเป็นเช่นใด บัดนี้ข้าคือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดบนโลกใบนี้ ข้าสามารถทำทุกอย่างได้อย่างที่ใจข้าคิด เดิมทีข้าเองก็คิดที่จะไปสังหารท่าน เพื่อยึดครองเมืองกลอรี่ เมื่อท่านมารนหาที่ตายถึงนี่ ก็นับว่าสะดวกยิ่งขึ้น” เอียฮั่นยืนกอดอกพูดขึ้นมาพร้อมกับหัวเราะ
         

    “เหตุใดเจ้าจึงยังหลงผิด และยึดติดกับเรื่องนี้นัก” เอียเซิ่งพูดพร้อมกับถอนหายใจ
         

     “เจ้าไม่มีสิทธิ์ที่จะมาพูดเช่นนี้กับข้า เจ้าลืมไปแล้วเช่นนั้นหรือ เจ้านั้นเลี้ยงดูข้าเพื่อให้สืบทอดตำแหน่งเจ้าเมือง แต่หลังจากที่เจ้าเนี่ยลี่ปรากฏตัวขึ้นมา ท่านก็ไม่เคยสนใจข้าอีกเลย” เอียฮั่นชี้ที่หน้าเอียเซิ่งและพูดขึ้นมาด้วยความเจ็บแค้น
         

    “เรื่องนี้ข้ายอมรับผิด แต่ตำแหน่งเจ้าเมืองนั้น สมควรที่จะมอบให้ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด และคนผู้นั้นก็ไม่ใช่เจ้า” เอียเซิ่งตอบกลับไป หลังจากที่ยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งด้วยคำพูดของเอียฮั่น
         

     “ถ้าเมื่อสองปีก่อนก็คงเป็นเช่นนั้น เจ้าสัมผัสถึงกลิ่นอายลมปราณจากตัวข้าได้หรือไม่ มันก้าวล้ำเกินกว่าระดับตำนานยิ่งนัก นี่คือระดับที่เรียกว่าชะตาสวรรค์ขั้นสูงสุด อีกแค่ก้าวเดียวข้าก็จะบรรลุระดับดาราสวรรค์แล้ว” เอียฮั่นผายมือสองข้างออกมา พร้อมกับปลดปล่อยลมปราณของเขาออกมา พร้อมกับหัวเราะ
         

     คลื่นลมปราณอันรุนแรงเข้าปะทะกับร่างกายของเอียเซิ่ง และพัดฝุ่นบนพื้นให้กระจายออกมา
         

     “ข้าขอถามเจ้าได้หรือไม่ ว่าเจ้านั้นเรียนรู้ระดับพลังขั้นนี้มาจากผู้ใด” เอียเซิ่งถามออกไป ในตอนนี้เขานั้นใช้ศิราเร้นเมษาปิดกั้นพลังเหลือเพียงระดับตำนาน เอียฮั่นจึงไม่อาจที่จะสัมผัสพลังที่แท้จริงของเขาได้
         

“ข้าจะบอกให้เป็นของขวัญก่อนที่จะส่งเจ้าลงนรก” เอียฮั่นพูดด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเย้ยหยัน
         

     “ราวสองปีก่อน ข้าพลาดท่าเจ้าเนี่ยลี่ ทำให้ตกลงไปในเหวลึกนี้ ข้านั้นได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่สวรรค์ยังมีตา ให้ข้าได้พบกับยอดฝีมือผู้หนึ่งที่อยู่ใต้เหวลึกนี้ เขานั้นรักษาข้าและบอกเล่าเรื่องให้ข้าฟังมากมาย” เอียฮั่นค่อย ๆ เล่าอย่างช้า ๆ
         

     “คนผู้นั้นเรียกตัวเองว่า ทายาทแห่งจักรพรรดิคงหมิง เขานั้นมีความแข็งแกร่งระดับชะตาสวรรค์ขั้นที่หนึ่ง แต่ขาของเขานั้นพิการจึงไม่อาจขึ้นจากเหวลึกนี้ได้ เขาได้มอบศิลาจิตวิญญาณหลายพันก้อนให้แก่ข้า และสอนให้ข้าดูดซับพลังสวรรค์ โดยแลกเปลี่ยนกับการที่ให้ข้าพาเขาออกไปจากหุบเหวลึกนี้” เอียฮั่นพูดขึ้นมาพร้อมกับหัวเราะ
         

     “แล้วตอนนี้ทายาทแห่งจักรพรรดิคงหมิงนั้นอยู่ที่ใดกัน? ” เอียเซิ่งอดไม่ได้ที่จะถามออกไป
         

    “ข้ายังเล่าไม่จบ หลังจากที่ข้าบรรลุระดับชะตาสวรรค์ เจ้าแก่นั่นก็บอกความลับสำคัญแก่ข้า มันได้สลักมรดกที่จักรพรรดิคงหมิงทิ้งเอาไว้ และเขียนเรื่องราวอื่น ๆ อีกมากมาย ไว้บนผนังด้วยอักษรของอาณาจักรกล้วยไม้ศักดิ์สิทธิ์โบราณ  และได้สอนภาษาของนครกล้วยไม้ศักดิ์สิทธิ์แก่ข้า 


     หลังจากที่ข้าสามารถอ่านอักษรเหล่านั้นได้ ข้าจึงทราบว่าเมื่อทายาทแห่งจักรพรรดิคงหมิงนั้นสามารถเข้าใจมรดกที่จักรพรรดิคงหมิงทิ้งเอาไว้ ก็จะสามารถบรรลุระดับพลังที่เกินกว่าจะจินตนาการได้ ผู้สืบทอดแต่ละคนจะเข้าใจได้คนละส่วน แต่หากสามารถสังหารผู้สืบทอดคนอื่น ๆ ได้ 


   ก็จะได้รับสืบทอดมรดกที่ว่าจากคนที่ถูกสังหารได้ เมื่อข้าได้ยินเช่นนั้นจึงไช้มีดปักเข้าที่หัวใจของเจ้าแก่นั่น และได้กลายเป็นทายาทแห่งจักรพรรดิคงหมิง หลังจากนั้นข้าก็ใช้เวลาถึงสองปีในการการฝึกฝนจนบรรลุระดับชะตาสวรรค์ขั้นที่เก้า ฮ่าฮ่าฮ่า” เอียฮั่นพูดพร้อมกับหัวเราะด้วยความยินดี
         

     “แม้แต่ผู้ที่ช่วยชีวิตเจ้า เจ้าก็สามารถสังหารได้โดยที่ไม่มีความละอายใจแม้แต่น้อย ข้าไม่เคยสั่งสอนเจ้าเช่นนี้ เหตุใดจึงหลงผิดได้ถึงเพียงนี้” เอียเซิ่งมองไปที่ใบหน้าของเอียฮั่น และพูดพร้อมกับถอนหายใจ
         

    “บนโลกนี้ผู้ที่มีระดับพลังขั้นสูงสุดมีเพียง จ้าวนครใต้พิภพ ซึ่งข้าก็ก้าวล้ำเกินกว่าเขาไปแล้ว จากนี้ไปข้าจะเป็นผู้ปกครองโลกนี้” เอียฮั่นพูดขึ้นมาพร้อมกับหัวเราะ
         

     “ข้าเคยสั่งสอนเจ้าเอาไว้แล้วไม่ใช่หรือ เหนือฟ้ายังมีฟ้า จงอย่าได้ทะนงตน” เอียเซิ่งเก็บศิลาเร้นเมฆาเอาไว้ในแหวนห้วงมิติและปลดปล่อยลมปราณที่แท้จริงของเขาออกมา
         

      เอียฮั่นที่สัมผัสได้ถึงพลังนั้น ก็รู้สึกตกใจยิ่งนัก พลังนี้เหนือกว่าเขานับร้อยเท่า
         

       “นี่คือพลังในระดับแก่นแท้แห่งสวรรค์! วันนี้ข้าจะสั่งสอนเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย” เอียเซิงพูดจบ ก็เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วไปยืนอยู่ตรงหน้าเอียฮั่นและใช้หลังมือตบเข้าที่ใบหน้าของเอียฮั่นอย่างรุนแรง จนเลือดไหลออกมาจากริมฝีปากของเอียฮั่น
         

      “ข้าไม่คิดเลยว่าคนแก่เช่นเจ้าจะแข็งแกร่งได้ถึงเพียงนี้ ” เอียฮั่นเช็ดเลือดที่ริมฝีปากพร้อมกับพูดขึ้นมา
         

      หลังจากนั้นเขาก็เรียกจิตอสูรมังกรพสุธาเขาทองคำออกมาผสานในทันที
         

 “ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะยังใช้จิตอสูรที่ได้รับไปจากข้า” เอียเซิ่งส่ายหน้าและพูดออกไป จิตอสูรตนนี้เขาได้เป็นผู้มอบให้แก่เอียฮั่นเมื่อหลายปีก่อน
         

  “ทะลายปฐพี!” เอียฮั่นที่ผสานเข้ากับจิตอสูรมังกรพสุธาเขาทองคำใช้มือขนาดใหญ่ทุบลงไปที่พื้นดินอย่างรุนแรง ทำให้พื้นดินแตกออกและมีฝุ่นควันขึ้นมาปกคลุมจนทำให้เอียเซิ่งมองไม่เห็น
         

    “แม้จะมองไม่เห็นข้าก็สามารถที่จะสังหารเจ้าได้” เอียเซิ่งปลดปล่อยลมปราณพุ่งกระแทกเข้าไปในฝุ่นควันที่บดบังอยู่นั้น เขาสามารถสัมผัสถึงตำแหน่งที่เอียฮั่นยื่นอยู่ได้อย่างชัดเจน จากกลิ่นอายลมปราณที่แผ่ออกมา
         

   พลังลมปราณที่พุ่งออกไปจากจากมือเอียเซิ่งกระแทกเข้ากับหน้าอกของเอียฮั่นอย่างจัง ทำให้เขานั้นคลายการผสานร่าง พร้อมกับกระอักเลือดออกมา


“ข้าจะเห็นแก่ความสัมพันธ์ในอดีตจะปล่อยเจ้าไปสักครั้ง จงออกไปจากหุบเขาบรรพชน และอย่าได้กลับมาอีก” เอียเซิ่งพูดพร้อมกับถอนหายใจ เขยังคงห่วงใยเอียฮั่น จึงไม่อาจที่จะทำใจสังหารเอียฮั่นได้
         
    “เมื่อข้าได้ครอบครองมรดกที่จักรพรรดิคงหมิง มากกว่านี้ ข้าจะกลับมาชำระแค้นทั้งหมดคืน” เอียฮั่นค่อย ๆลุกขึ้น และพูดออกมาด้วยความเจ็บแค้นขณะที่เดินจากไป................จบตอน
        
        

แต่งโดย นายมะพร้าว




        
<< Back                  Next >>

เมนู นิยาย ล่าง

เมนู มังงะ ล่าง