Jawa

test

เมนู นิยาย บน

เมนูมังงะ

5 พ.ย. 2559

The Road of Du Ze บทที่ 3 伙伴 สหายต่างเพศที่รู้ใจ


         
“เจ้ามีความรู้เกี่ยวกับพลังสวรรค์มากน้อยเพียงไหน?” ตู่ซื่อเอ่ยถามเป็นคนแรก
         

   “พลังสวรรค์สามารถดูดซับได้จากทุกแห่งหนในอาณาจักรซากมังกรแห่งนี้ แต่ด้วยที่ว่ามันมีน้อยเบาบางเป็นยิ่งนัก เหล่าผู้ฝึกตนจึงต้องดูดซับจากศิลาจิตวิญญาณแทน ซึ่งศิลาจิตวิญญาณแต่ละก้อนจะมีพลังสวรรค์บรรจุอยู่เป็นจำนวนมาก ในแต่ละก้อนสามารถดูดซับได้ราวหนึ่งวัน” อู่หมิงอธิบาย
         

   “วันละหนึ่งก้อนเช่นนั้นหรือ ถ้าเช่นนั้นพวกเราจะหาศิลาจิตวิญญาณด้วยวิธีใดกัน?” ฮวาหั่วถามด้วยความกังวล เพราะในแต่ละเดือนนางจะได้รับศิลาจิตวิญญาณเพียงแค่สิบก้อนเท่านั้น แม้ว่าจะได้รับจากตู่ซื่อมาสิบก้อน และได้รางวัลจากการจุดดวงไฟแห่งชะตามาอีกสิบก้อน ในเดือนแรกอาจจะเพียงพอ แต่รางวัลจากชั้นเรียนคงจะไม่ได้ทุกเดือนเป็นแน่
         
“อืม..ก็มีทั้งการซื้อขายแลกเปลี่ยน ของวิเศษต่าง ๆ หรือไม่ก็รับจ้างทำภารกิจ และอีกวิธีที่คือการออกไปค้นหาที่โลกภายนอก แต่ผู้ที่ไม่บรรลุระดับชะตาสวรรค์ขั้นที่สองก็จะไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไป”
         
“เหตุใดต้องบรรลุระดับชะตาสวรรค์ขั้นที่สองด้วย?” ตู่ซื่อถามด้วยความสงสัย
         

“เมื่อบรรลุระดับชะตาสวรรค์ขั้นที่สอง เจ้าสามารถที่จะนำชะตาวิญญาณไปฝากไว้ยังตำหนักชะตาสวรรค์ เมื่อเจ้าตายไป ชะตาวิญญาณของเจ้าก็จะสร้างตัวตนของเจ้าให้กลับคืนมาใหม่ได้”
         
“แปลว่าจะคืนชีพได้เช่นนั้นหรือ?” ฮวาหั่วอดไม่ได้ที่จะถามออกไป
         
“ถูกต้องแล้ว ตราบเท่าที่ชะตาวิญญาณไม่ถูกทำลายเจ้าก็สามารถคืนชีพได้ แต่การคืนชีพแต่ละครั้งเจ้าจะสูญเสียชะตาวิญญาณไปหนึ่งดวง”อู่หมิงอธิบาย
         
“ถ้าเช่นนั้น ชะตาวิญญาณจะสามารถสร้างได้เช่นใดกัน?” ตู่ซื่อมองไปที่อู่หมิงแล้วถามขึ้นมา
         

“เรื่องนั้น ข้ารู้เพียงว่าจะต้องก่อรูปชะตาวิญญาณขึ้นมาในห้วงขอบเขตวิญญาณ คล้ายกับการสร้างดวงไฟแห่งชะตาในชั้นเรียนเมื่อครู่ แต่ข้าเองก็ยังไม่อาจที่จะทำได้” อู่หมิงพูดพร้อมกับก้มหน้า เดิมทีการสร้างดวงไฟแห่งชะตา เขาเองก็ไม่อาจที่จะทำได้ แล้วเขาจะสร้างชะตาวิญญาณได้อย่างไรกัน
         

น่าเบื่อยิ่งนักเรื่องพวกนี้เหตุใดเจ้าจึงไม่เอ่ยถามจากข้ากันเล่ากิเลนฟ้าพูดขึ้นมาด้วยความรู้สึกเบื่อ
         
หากเจ้ารู้แล้วเหตุใดจึงไม่บอกข้าตู่ซื่อถามกลับไป
         
ก็เจ้ามิได้ถาม แต่ในเวลานี้พวกเจ้านั้นยังไม่อาจที่จะทำได้ เนื่องจากพลังสวรรค์ที่พวกเจ้าดูดซับยังมีปริมาณที่น้อยจนเกินไป จงทำการดูดซับจากศิลาจิตวิญญาณกันก่อนกิเลนฟ้าแนะนำ
         

   “พลังงานสวรรค์ที่พวกเราดูดซับมีปริมาณน้อยเกินไป ถ้าเช่นนั้นวันนี้เราแยกย้ายกันไปก่อน และไปดูดซับพลังงานสวรรค์จากศิลาจิตวิญญาณ จากนั้นพรุ่งนี้เช้าพวกเราค่อยมาเจอกันก่อนไปเข้าชั้นเรียน” ตู่ซื่อพูดขึ้นมา เขายังไม่บอกผู้อื่นว่าเป็นคำแนะนำจากกิเลนฟ้า เพราะกิเลนฟ้าเองก็ไม่ต้องการให้ใครรู้เช่นกัน
         
“ช้าก่อน ข้ายังไม่ได้บอกเรื่องสำคัญคัญเกี่ยวกับนิกายกำเนิดสวรรค์เลยนะ” อู่หมิงรีบพูดขึ้นมา
         
“เรื่องอันใดอีก?” ฮวาหั่วถามด้วยความสงสัย
         
“นิกายกำเนิดสวรรค์ผู้ที่จะบรรลุระดับสูงได้จำเป็นที่จะต้องมีสหายคู่ใจ” อู่หมิงพูดพร้อมกับหน้าแดงเล็กน้อย
         
“ข้าไม่เข้าใจ” ตู่ซื่อพูดขึ้นมา
         

   “สหายรู้ใจจะต้องเป็นการจับคู่ชายหญิง เพื่อถ่ายทอดพลังหยินและหยาง เมื่อสร้างความสมดุลแห่งหยินหยางได้การบรรลุระดับขั้นสูงก็จะทำได้อย่างรวดเร็ว” อู่หมิงพูดพร้อมกับส่ายหน้า
         

“และเมื่อทำพันธสัญญากับสหายต่างเพศแล้ว ก็ไม่อาจที่จะไปจับคู่กับผู้ใดได้อีก แม้แต่ท่านผู้นำนิกายของเราก็มีสองคนชายหญิง” อู่หมิงอธิบายต่อ
         
“ถ้าหากไม่ทำพันธสัญญาจะไม่สามารถฝึกฝนได้เช่นนั้นหรือ?” ตู่ซื่อถามออกไป
         

“สามารถฝึกฝนได้ แต่ไม่อาจที่จะเข้าตำหนักทั้งห้าเพื่อฝึกตนและรับศิลาจิตวิญญาณที่เป็นรางวัลได้ แต่การหาสหายรู้ใจนั้นเจ้ายังไม่ต้องรีบตัดสินใจ เพราะจะสามารถทำพันธสัญญาได้ก็ต่อเมื่อบรรลุระดับชะตาสวรรค์ หรือก่อรูปชะตาวิญญาณได้แล้วเท่านั้น” อู่หมิงอธิบายต่อ
         

“ถ้าเช่นนั้นเมื่อบรรลุระดับชะตาสวรรค์เจ้ามาทำพันธสัญญากับข้าได้หรือไม่?” ฮวาหั่วหันไปพูดกับตู่ซื่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง
         
อู่หมิงอดที่จะหัวเราะไม่ได้และพูดออกไปว่า “การขอทำพันธสัญญา ในนิกายกำเนิดสวรรค์ไม่ต่างจากการขอแต่งงาน ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะเป็นผู้ที่เอ่ยขอออกมา”
         

 ฮวาหั่วอดที่จะเขินอายไม่ได้ ใบหน้าของนางเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ


ตู่ซื่อนิ่งเงียบและตอบกลับไปว่า “เราจะคุยกันเรื่องนี้หลังจากที่ก่อรูปชะตาวิญญาณได้สำเร็จ”
         

“แม้ว่าจะบรรลุระดับชะตาสวรรค์ นักเรียนใหม่ทั้หมดจะยังไม่สามารถเข้า ไปยังตำหนักได้ จนกว่าจะเรียนรู้พื้นฐานทั้งหมด ดังนั้นในชั้นเรียนของเราจึงยังไม่มีผู้ใดที่ได้ทำพันธสัญญา”
         

   “ตำหนักทั้งห้าประกอบไปด้วย ตำหนักชะตาสวรรค์ ตำหนักดาราสวรรค์ ตำหนักแก่นแท้แห่งสวรรค์ ตำหนักวิถีแห่งมังกร และตำหนักเทพสงคราม ผู้ที่บรรลุถึงขั้นตามชื่อของตำหนักเท่านั้นจึงจะสามารถเข้าไปในตำหนักได้ ตำหนักแต่ละแห่งจะมีทั้งหมดเก้าชั้น เมื่อผ่านในแต่ละชั้นจะได้รับศิลาจิตวิญญาณ และเมื่อผ่านชั้นบนสุดของแต่ละตำหนักจะได้รับของวิเศษและจิตอสูรที่มีสายเลือดมังกร”
         
“ด้านในตำหนักเป็นเช่นใดบ้าง?” ตู่ซื่อถามด้วยความสงสัย
         

“ข้าเองก็ไม่เคยเข้าไป แต่ที่ข้าได้ยินมาในตำหนักชะตาสวรรค์ชั้นแรก จะเป็นการนั่งประสานวิญญาณ เมื่อสามารถผสานจิตเป็นหนึ่งเดียวกันกับสหายต่างเพศก็จะสามารถขึ้นไปยังชั้นต่อไปได้ และตั้งแต่ชั้นที่สองขึ้นไป จะเป็นการร่วมใจต่อสู้กับอสูรที่อยู่ในแต่ละชั้น ที่ข้ารู้ก็มีเพียงเท่านี้ และการฝึกตนในตำหนักเป็นหนทางหนึ่งที่จะหาศิลาจิตวิญญาณได้ไม่ยากนัก แต่ว่าในแต่ละชั้นสามารถที่จะรับรางวัลได้แค่เพียงครั้งเดียว ว่ากันว่าถ้าหากสามารถผ่านตำหนักเทพสงครามขั้นที่เก้าจะได้รับจิตอสูรสายเลือดมังกรที่มีระดับการเติบโตระดับพระเจ้า แต่ในนิกายของเรามีเพียงผู้นำตระกูลหลักทั้งห้าเท่านั้นที่บรรลุถึงระดับเทพสงคราม [รวมสิบคน] แต่มีแปดคนที่อยู่ในระดับเทพสงครามขั้นที่ห้าเท่านั้น มีเพียงท่านประมุขทั้งสองที่บรรลุถึงระดับเทพสงครามขั้นที่เจ็ด” อู่หมิงอธิบาย
         
“ภายในตำหนักเมื่อเข้าไปแล้วจะเป็นห้วงมิติที่แตกต่างกัน เมื่อเข้าไปแล้วจะมีเพียงแค่ตนเองกับสหายคู่ใจเท่านั้น” อู่หมิงอธิบายต่อ
         
“วันนี้พวกเราก็พูดคุยนานมากแล้ว ข้าคงต้องขอตัวก่อน” อู่หมิงรีบลุกขึ้นและเดินออกไป
         
“ถ้าเช่นนั้นพวกเราควรทำการดูดซับพลังจากศิลาจิตวิญญาณก่อน เจ้าจงก็ทำด้วยเช่นกัน” ตู่ซื่อหันไปบอกกับฮวาหั่ว
         
“ข้าเข้าใจแล้ว” ฮวาหั่วเริ่มนั่งทำการดูดซับพลังสวรรค์ จากศิลาจิตวิญญาณ
         
“เรื่องอื่นยังไม่จำเป็นที่จะต้องคิด รอจนกว่าข้าจะสามารถก่อรูปชะตาวิญญาณได้ก่อน” เมื่อคิดเช่นนั้นได้นางก็เริ่มทำการดูดซับพลังสวรรค์ทันที
         

  พลังสวรรค์จากศิลาจิตวิญญาณนั้นมีความเข้มข้นเป็นอย่างมาก ตู่ซื่อและฮวาหั่วรับรู้ถึงพลังวิญญาณที่ดูดซับเข้าไปในห้วงขอบเขตวิญญาณอย่างรวดเร็ว ในห้วงวิญญาณของตู่ซื่อพลังวิญญาณค่อย ๆ ทำการรวมตัวกันก่อรูปชะตาวิญญาณขึ้นมาอย่างช้า ๆ ด้วยคำชี้แนะจากกิเลนฟ้า ทำให้เขานั้นก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว และเทคนิคการบ่มเพาะพลังกิเลนฟ้าก็มีความเหมาะสมกับห้วงขอบเขตวิญญาณของตู่ซื่อยิ่งนัก ส่วนเทคนิคการบ่มเพาะพลังของฮวาหั่วนั้น แม้ว่าจะไม่ใช่เทคนิคการบ่มเพาะพลังที่เทียบได้กับของตู่ซื่อ แต่ก็นับว่าเป็นเทคนิคการบ่มเพาะพลังที่ไม่เลวนักสำหรับผู้ที่มาจากโลกใบเล็ก

เจ้าหนู ข้ามีเรื่องที่ต้องคุยกับเจ้า เสียงของกิเลนฟ้าดังขึ้นมาในหัวของตู่ซื่อ

มีเรื่องอันใดกัน?’ ตู่ซื่อถามกับไป

เมื่อกฏของนิกายแห่งนี้คือการต้องหาสหายรู้ใจ เหตุใดเจ้าจึงไม่ยอมรับคำขอของเด็กสาวผู้นี้กันเล่า ข้าอยู่ในตัวเจ้า ข้าย่อมรู้ว่าเจ้ารู้สึกเช่นใดกับนางกิเลนฟ้ารู้สึกท้อใจกับท่าที ที่ตู่ซื่อแสดงออกมากับฮวาหั่ว


ข้าไม่รู้ว่าต้องทำเช่นใด ข้านั้นเกิดมาในตระกูลที่ต่ำต้อย ชีวิตข้ามีเพียงการฝึกฝนเพื่อที่จะยกระดับฐานะของตระกูล สหายที่เป็นหญิงข้าเองก็มิได้มีมากนักตู่ซื่อตอบกลับไปอย่างตรงไปตรงมา จริง ๆ แล้ว ตู่ซื่อเองก็หลงเสน่ห์ฮวาหั่วตั้งแต่ก่อนจะเข้ามายังนิกายกำเนิดสวรรค์แล้ว แต่เขาเป็นคนหัวโบราณและไม่เคยคบหากับหญิงสาวมาก่อน



เจ้าเด็กน้อย ข้าจะเป็นอาจารย์ให้เจ้าเอง ฮ่าฮ่าฮ่ากิเลนฟ้าพูดพร้อมกับหัวเราะ…….จบตอน

แต่งโดย นายมะพร้าว



เมนู นิยาย ล่าง

เมนู มังงะ ล่าง