Jawa

test

เมนู นิยาย บน

เมนูมังงะ

26 ต.ค. 2559

The Road of Du Ze บทที่ 1 混元神宗 นิกายกำเนิดสวรรค์


         หลังจากที่ เทียนหุน ได้พา ตู่ซื่อ ซางหมิง และ ฮวาหั่ว [ดอกไม้ไฟ] ข้ามประตูจากนครใต้พิภพก็มาถึง นิกายกำเนิดสวรรค์ นิกายแห่งนี้เป็นหนึ่งในหกนิกายศักดิ์สิทธิ์ในอาณาจักรซากมังกร ที่นับว่ามีความแข็งแกร่งยิ่งกว่านิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์เสียอีก
         
         เทียนหุน [ฟ้าสีหม่น] ได้พาพวกเขาเข้าเพื่อทดสอบระดับพลังเพื่อเข้าฝึกฝนใน สถาบันกำเนิดฟ้า เมื่อครั้งที่ยังอยู่โลกใบเล็ก ระดับพลังของตู่ซื่อนั้นอยู่ในระดับตำนานขั้นสองดาว ส่วนซางหมิงนั้น อยู่ในระดับตำนานห้าดาว ส่วน ฮวาหั่วนั้นอยู่ในระดับเซียน [ตำนานขั้นสูงสุดและมีพลังสัจธรรม]
         
          “ท่านเทียนหุน ในปีนี้ท่านก็ได้พาศิษย์เข้ามาร่วมทดสอบเพื่อเข้าสำนักเช่นกันหรือ?” มีเสียงดังมาจากทางด้านหน้า คนผู้นี้คือ หวังอ้าย [王愛] เป็นอาจารย์ผู้ดูแลการคัดเลือกศิษย์เข้าสถาบันกำเนิดฟ้า
        
          “ท่านหวังอ้าย ข้าพาศิษย์มาทั้งหมดสามคน ขอให้ท่านช่วยทำการทดสอบให้ด้วย” เทียนหุน พูดออกไปด้วยความยิ้มแย้ม เขากับหวังอ้ายมีความสนิทสนมกันอยู่ไม่น้อย
         
          “เป็นหน้าที่ของข้าอยู่แล้ว พวกเจ้าทั้งสามตามข้ามา” หวังอ้ายหันไปบอกกับพวกตู่ซื่อ
         
          “พวกเจ้าจงไปกับท่านหวังอ้าย ถ้าหากผู้ใดไม่ผ่านการทดสอบข้าจะพาไปฝึกด้วยตนเอง จากนั้นในปีถัดไปค่อยกลับมาทดสอบอีกครั้ง” เทียนหุน บอกแก่พวกเขาทั้งสาม
         
          “ไม่เห็นมีใครบอกข้าเลย ว่าจะต้องทำการทดสอบด้วย ข้านั้นเป็นยอดฝีมือระดับตำนานห้าดาว จำเป็นต้องทดสอบด้วยเช่นนั้นหรือ” ซางหมิงบ่นขึ้นมาด้วยความรำคาญ
         
           “ระดับตำนาน หรือ ระดับเซียน ก็แค่เพียงระดับชะตาดิน หาได้มีความหมายสำหรับที่นี่ไม่” หวังอ้ายพูดขัดจังหวะขึ้นมา
        
           “พวกเจ้าจะต้องทำการทดสอบรากวิญญาณ ถ้าหากต่ำกว่ารากวิญญาณฟ้า พวกเจ้าก็จะไม่ผ่านการทดสอบ” หวังอ้ายอธิบายต่อ
        
           “แล้วทดสอบด้วยวิธีใดกัน?” ฮวาหั่วเอ่ยถามด้วยความกังวลเช่นกัน แม้ว่านางจะอยู่ในระดับเซียน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทดสอบผ่านได้เช่นกัน
        
“เดี๋ยวพวกเจ้าก็รู้เอง ฮ่าฮ่าฮ่า” หวังอ้ายหัวเราะพร้อมกับเดินนำไปยังห้องทดสอบ
         
ห้องทดสอบรากวิญญาณ
        
           “พวกเจ้าจะต้องนำมือวางลงบนลูกแก้วรากวิญญาณทีละคน เมื่อรากวิญญาณหยุดเติบโตก็คือระดับรากวิญญาณของเจ้า”
         
“ข้าขอทดสอบเป็นคนแรก” ฮวาหั่ว พูดขึ้นมา
         
“ถ้าเช่นนั้นข้าขอเป็นคนสุดท้าย” ซางหมิงพูดขึ้นมา เขาตั้งใจที่จะแสดงฝีมืออันโดดเด่นเป็นคนสุดท้าย
         
“ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็จงก้าวมาข้างหน้าและเริ่มทำการทดสอบได้” หวังอ้ายพูดกับฮวาหั่ว
         
         ฮวาหั่ววางมือบนลูกแก้วรากวิญญาณ จากนั้นในลูกแก้วก็เริ่มปรากฏแสงสีแดงจากนั้นก็ค่อย ๆ เข้มขึ้นจนกลายเป็นสีม่วงและแตกออกเป็นเส้นทั้งหมดสองเส้น
         
“รากวิญญาณฟ้าขั้นที่สองเช่นนั้นหรือ นับว่าไม่เลว” หวังอ้ายพูดขึ้นมาหลังจากที่เห็นผลการทดสอบรากวิญญาณของฮวาฮัว
         
“ดูเหมือนว่าข้ากับพวกเจ้าคงจะต้องจากลากันแค่นี้ ข้านั้นระดับพลังอยู่ในระดับเซียนยังได้แค่รากวิญญาณฟ้าขั้นที่สองเท่านั้น” ฮวาหั่วหันไปมองตู่ซื่อและซางหมิงและพูดขึ้นมา
         
“ข้าจะทดสอบเป็นคนต่อไป” ตู่ซื่อพูดขึ้นมา ด้วยไม่ได้สนใจกับคำพูดของฮวาฮัวเลยแม้แต่น้อย
         

         หลังจากที่ตู๋ซื่อวางมือบนลูกแก้วรากวิญญาณ ลูกแก้วก็สว่างจ้าขึ้นมาอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นแสงสีม่วงในทันที จากนั้นมันค่อย ๆ แตกออกทีละเส้น ทีละเส้น จนไปหยุดอยู่ที่หกเส้น
         

“รากวิญญาณฟ้าขั้นที่หก ไม่น่าเชื่อ นี่เจ้ามีพรสวรรค์ถึงเพียงนี้เชียวหรือ?” หวังอ้ายพูดขึ้นมาด้วยความตกใจ ผู้มีรากวิญญาณฟ้าขั้นที่หกนั้นหาได้ยากยิ่งนัก และในสถาบันกำเนิดฟ้าก็ไม่ได้พบเห็นมานับสิบปีแล้ว ผู้ที่มีพรสวรรค์ส่วนใหญ่ จะมีรากวิญญาณฟ้าขั้นที่สามเท่านั้น
         
“ทำไมกัน? ฮวาหั่วได้เห็นดังนั้น ก็รู้สึกตกใจยิ่งนัก
         

“ถ้าเช่นนั้นก็ถึงเวลาที่ข้าต้องทดสอบแล้วสินะ” ซางหมิงเดินไปด้านหน้าและวางมือบนลูกแก้วรากวิญญาณ เขามั่นใจว่าตนเองนั้นจะต้องเหนือกว่าตู่ซื่อและฮวาหั่วอย่างแน่นอน
         
        ลูกแก้วรากวิญญาณเปล่งแสงสีม่วงอย่างรวดเร็วเช่นกัน รากวิญญาณแตกออกมาหนึ่งสาย และหยุดลงแค่นั้น
         
“รากวิญญาณฟ้าขั้นที่หนึ่ง นับว่ายังโชคดีไม่น้อย” หวังอ้ายพูดขึ้นมา
         
“เป็นไปไม่ได้ ข้าขอทดสอบใหม่อีกครั้งจะได้หรือไม่?” ซางหมิงไม่อาจยอมรับได้ว่าตนนั้นด้อยกว่าตู่ซื่อ
         
“ไม่จำเป็น ไม่ว่าจะทดสอบกี่ครั้งก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลได้” หวังอ้ายพูดแบบไม่ใยดี
        
“จากนี้ไปข้าจะพาพวกเจ้าเข้าไปสถาบันกำเนิดฟ้า และข้าจะให้คนไปแจ้งแก่เทียนหุนเองว่า พวกเจ้านั้นได้เข้าเรียนในสถาบันกำเนิดฟ้าทั้งสามคนแล้ว”
         
“ขอรับ” ทั้งสามคนประสานมือขอบคุณและตอบกลับไปพร้อมกัน ซางหมิงมองไปที่ตู่ซื่อด้วยความไม่พอใจ เขานั้นระดับพลังสูงกว่าตู่ซื่อถึงสามขั้น แต่กลับทดสอบได้ผลที่ต่ำกว่า เขารู้สึกราวกับว่าศักดิ์ศรีของตนเองกำลังถูกทำลาย
         

          เขานั้นเป็นถึงทายาทแห่งตระกูลปีกวิญญาณ และถูกเรียกว่าผู้มีพรสวรรค์ที่สุดในดินแดนใต้พิภพ การพ่ายแพ้แต่ฮวาหั่วที่เป็นทายาทของตระกูลวิหคเหลิงนั้น เขาก็พอที่จะยอมรับได้เนื่องจากพลังของนางสูงส่งกว่าเขายิ่งนัก แต่เขายอมรับไม่ได้ที่ตนเองต้องพ่ายแพ้แก่ตู่ซื่อ

   หลังจากที่เดินเข้ามายังส่วนในของสถาบันกำเนิดฟ้า ที่ด้านในจะมองเห็นตำหนักตั้งสูงตระหง่านอยู่ห้าแห่ง ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่ตำหนักสำหรับพักผ่อนทั่ว ๆ ไปเป็นแน่

  จากนั้นหวังอ้ายก็มอบกุญแจที่พักให้แก่ตู่ซื่อ และพูดขึ้นว่า
“สำหรับผู้ที่มีรากวิญญาณฟ้าขั้นที่สามขึ้นไปจะมีบ้านพักส่วนตัวให้ และผู้ที่มีรากวิญญาณฟ้าขั้นห้าขึ้นไปจะได้บ้านพักขนาดใหญ่ ส่วนพวกเจ้าจะต้องไปอยู่ที่พักรวมของศิษย์ระดับทั่วไป”

“แต่ข้าเป็นผู้หญิงนะ!” ฮวาหั่วพูดแย้งขึ้นมา

“ชายหรือหญิงนั้นทางเราหาได้สนใจไม่ สถาบันแห่งนี้ขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งส่วนตัวเท่านั้น” หวังอ้ายตอบกลับไปอย่างไม่สนใจใยดีนัก

“ให้นางพักที่บ้านพักของข้าได้หรือไม่ เมื่อท่านแจ้งว่าเป็นบ้านพักขนาดใหญ่ แสดงว่าคงจะมีห้องพักอยู่หลายห้องเป็นแน่” ตู่ซื่อพูดขึ้นมา

“บ้านพักนั่นเป็นสิทธิ์ของเจ้า จะยกให้ผู้ใดก็แล้วแต่เจ้า บ้านหลังนั้นมีห้องพักอยู่สองห้อง แต่จงจำไว้พวกเจ้ามีสิทธิ์พักอยู่แค่เพียงหนึ่งปีเท่านั้น หากพวกเจ้าไม่อาจที่จะบรรลุระดับชะตาสวรรค์ได้ภายในหนึ่งปี พวกเจ้าก็จะต้องไปพักที่ห้องพักรวมแทน” หวังอ้ายตอบ

“เจ้ายินดีที่จะพักห้องเดียวกับข้าหรือไม่?” ตู่ซื่อหันไปถามซางหมิง

“นี่เจ้า! ทำเช่นนี้เพราะสมเพชข้าเช่นนั้นหรือ?” ซางหมิงพูดขึ้นมาด้วยความเจ็บใจ ถ้าหากเขายอมรับความเวทนาจากตู่ซื่อ เขาก็จะต้องติดหนี้บุญคุณตื่อซื่อ ซึ่งเรื่องนี้เขาไม่อาจจะยอมรับได้

“ข้าก็ไม่รังเกียจที่จะพักอยู่บ้านหลังเดียวกันกับเจ้า แต่เจ้าจงอย่ารุกล้ำห้องพักของข้าเป็นอันขาด” ฮวาหั่วพูดขึ้นมา จริง ๆ แล้วนางก็หาให้กลัวเรื่องนั้นไม่ เพราะหากตู่ซื่อคิดไม่ซื่อ นางก็สามารถจัดการกับเขาได้อย่างง่ายดาย

 “เจ้ากับข้าล้วนเป็นศิษย์ร่วมอาจารย์ และข้าก็เป็นสุภาพบุรุษมากพอ หากข้าทำเช่นนั้นกับเจ้า ข้าก็คงไม่อาจสู้หน้าบรรชนได้” ตู่ซื่อพูดไปอย่างจริงจัง เขาเป็นคนที่มีความเป็นสุภาพบุรุษและไม่เคยดูถูกผู้ใด

“ขอบใจนะ!” ฮวาหั่วรู้สึกผิดเล็กน้อยที่ได้เห็นท่าทีอันจริงจังของตู่ซื่อ นางก็รู้สึกผิดเล็กน้อย ตู่ซื่อมิได้เป็นดั่งที่นางคิดแม้แต่น้อย

“การบ่มเพาะพลังที่สถาบันกำเนิดฟ้า พวกเจ้าจะต้องทำการดูดซับพลังสวรรค์ ที่อยู่โดยรอบ และหากดูดซับจากศิลาจิตวิญญาณก็จะดูดซับได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ศิลาจิตวิญญาณนี้จะใช้ในการแลกเปลี่ยนแทนเงินตราได้อีกด้วย พวกเจ้าจะได้รับศิลาจิตวิญญาณจากทางสถาบันเดือนละครั้ง เป็นจำนวนห้าก้อนต่อระดับรากวิญญาณของพวกเจ้า” หวังอ้ายอธิบาย พร้อมกับมอบศิลาจิตวิญญาณให้แก่ทั้งสามคน

หมายความว่า ตู่ซื่อจะได้รับศิลาจิตวิญญาณเดือนละสามสิบก้อน ซางหมิงจะได้รับเดือนละห้าก้อน และฮวาหั่วจะได้รับเดือนละสิบก้อน

จากนั้นเมื่อเดินมาถึงหน้าบ้านพักแห่งหนึ่ง หวังอ้ายก็พูดขึ้นมาว่า

“ที่คือบ้านพักของเจ้า”

“ซางหมิงเจ้าจะไม่พักอยู่ด้วยกันจริงหรือ?” ตู่ซื่อหันไปถามางหมิงอีกครั้ง

“ข้าไม่จำเป็นที่จะต้องรับความหวังดีจากเจ้า ท่านหวังอ้ายรบกวนพาข้าไปยังห้องพักด้วย” ซางหมิงหันไปคุยกับหวังอ้าย

“ถ้าเช่นนั้นก็จงตามข้ามา” หวังอ้ายเดินพาซางหมิงไปยังห้องพักรวมของศิษย์ระดับทั่วไป

ภายในบ้านพักของตู่ซื่อ

“ห้องรับแขกนี้จริง ๆ ก็สามารถพักได้อีกคน แม้ว่าจะไม่ส่วนตัวนัก ข้าควรไปพาซางหมิงกลับมาหรือไม่” ตู่ซื่อหันไปถามฮวาหั่ว


“เมื่อเขานั้นไม่ยินดีที่จะรับความหวังดีจากเจ้า เจ้าก็ไม่ต้องไปสนใจ เจ้าก็ได้เห็นแล้วที่นครใต้พิภพว่าเขาเป็นคนเช่นใด” ฮวาหั่วพูดขึ้นมาอย่างไม่สนใจนัก

“จริงสิ ข้าขอมอบศิลาจิตวิญญาณพวกนี้ให้แก่เจ้า” ตู่ซื่อหยิบศิลาจิตวิญญาณออกมาจากนวนสิบก้อนและมอบให้กับฮวาหั่ว

“ข้ารับเอาไว้ไม่ได้!” ฮวาหั่วรีบปฏิเสธทันที แค่นางได้รับที่พักจากตู่ซื่อนางก็ไม่รู้ว่าจะตอบแทนเช่นใดแล้ว

“หากเจ้าไม่รับไป ก็เท่ากับว่าเจ้าไม่คิดว่าพวกเรานั้นเป็นสหายกัน” ตู่ซื่อพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง จนนางต้องยอมรับไป

“เมื่อใดที่เจ้ามีศิลาจิตวิญญาณมากกว่าข้า ในเวลานั้นค่อยมอบคืนให้แก่ข้า” ตู่ซื่อพูดพร้อมกับยิ้ม

เจ้าจะมีน้ำใจมากเกินไปแล้วนะ เจ้ารู้หรือไม่ว่าของสิ่งนั้นมันจำเป็นเพียงไหน?’ มีเสียงดังขึ้นมาในหัวของตู่ซื่อ

ตู่ซื่อเองก็นิ่งไปเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้สนใจมากนัก

“ข้าคิดว่าเราควรจะฝึกดูดซับพลังสวรรค์ ในห้องโถงรับแขกนี้ก่อน จะได้ให้คำชี้แนะกันได้” ฮวาหั่วเสนอขึ้นมา


 “ก็ดี ถ้าเช่นนั้น เราจะได้ช่วยกันชี้แนะในส่วนที่ยังไม่เข้าใจ เพราะในตอนนี้ข้าก็ยังไม่เข้าใจเกี่ยวกับพลังสวรรค์ที่ท่านหวังอ้ายพดก่อนหน้านี้” ตู่ซื่อพูดขึ้นมา


“ข้าเองกไม่รู้จักพลังสวรรค์ที่ว่ามาเช่นกัน ดังนั้นพวกเราลองทำการบ่มเพาะพลัง และพยายามสัมผัสถึงพลังที่ว่ากันดูก่อน หากใครสัมผัสได้ก็ให้ช่วยชี้แนะแก่คนที่อีกคน หลังจากที่เข้าใจถึงพลังสวรรค์แล้วพวกเราค่อยทำการดูดซับพลังสวรรค์จากศิลาจิตวิญญาณ” ฮวาหั่วตอบกลับไป

ถ้าเช่นนั้นก็มาเริ่มกันได้แล้วตู่ซื่อพูดขึ้นมาพร้อมกับเริ่มนั่งสมาธิ


พลังสวรรค์โคจรอยู่ทุกพื้นที่ ค่อย ๆ ดูดซับเข้าไปข้างในห้วงขอบเขตวิญญาณ หากทำได้เพียงเล็กน้อย จากนั้นก็จะสามารถดูดซับส่วนที่เหลือได้อย่างง่ายดายมีเสียงดังเข้ามาในหัวของตู่ซื่ออีกครั้ง.....จบตอน




แต่งโดย นายมะพร้าว


เมนู นิยาย ล่าง

เมนู มังงะ ล่าง