test

เมนู นิยาย บน

เมนูมังงะ

4 ก.พ. 2560

Tales of Demons & Gods Next Legend บทที่ 444.101 เปิดฉากสงคราม




          เบื้องหน้าของพวกเขาเป็นกองกำลังอสูรนับล้าน และดูเหมือนว่าอสูรเหล่านี้ล้วนมีความแข็งแกร่งระดับขอบเขตแห่งพระเจ้าทั้งหมดอีกด้วย แม้ว่าอสูรเหล่านี้จะมีความแข็งแกร่งต่ำกว่าระดับขอบเขตแห่งพระเจ้าขั้นที่ห้า แต่ก็ยังเหนือกว่ากองกำลังของมนุษย์อย่างเห็นได้ชัด

          “จากนี้ไปเป็นหน้าที่ของข้า” ปรมาจารย์อินเยวี่ย เดินออกไปเบื้องหน้า นางจะเป็นผู้เปิดฉากสงครามในครั้งนี้เอง

           ปรมาจารย์อินเยวี่ยนำขลุ่ยหยกของนางออกมา และนำมาประทับตรงริมฝีปากของนาง นางเริ่มเป่าลมหายใจเข้าไปอย่างแผ่วเบา เสียงขลุ่ยของนางกังวาลออกไป ท่วงทำนองที่เป่าออกมาทำให้พวกอสูรเคลื่อนไหวได้ลำบาก และจะทำให้ระดับพลังของพวกอสูรลดลงลงไปจนถึงขั้นที่ต่ำสุดของระดับ นี่คือท่วงทำนองสยบอสูร เป็นท่วงทำนองที่ร้ายกาจยิ่งนัก แต่จะใช้ได้ผลกับอสูรที่ได้ยินท่วงทำนองนี้เท่านั้น [ระยะที่เสียงเดินทางไปได้ ไม่ไกลเท่าใดนัก]

          “สนามรบกว้างใหญ่เกินไป หากอยู่ในตำแหน่งนี้คงไม่ได้ผลมากนัก ข้าต้องการเข้าไปยังใจกลางสมรภูมิรบ” ปรมาจารย์อินเยวี่ยหยุดเป่าขลุ่ยและหันมาบอกกับเนี่ยลี่

          “ให้เป็นหน้าที่ของข้าเอง” เสวียนอวี่พูดขึ้นมาและเตรียมสั่งการให้ชนเผ่าเมฆาสวรรค์บุกโจมตี ในตอนนี้กองกำลังอสูรยังคงไม่มีการเคลื่อนไหว เพราะต้องรอคำสั่งจากบริวารแห่งเทพเช่นกัน

          “ฆ่าพวกมันให้หมด!” เสียงของบริวารแห่งเทพดังขึ้นมา กองกำลังอสูรจึงเคลื่อนทัพเข้ามาพร้อมกันทันที ทำให้กองกำลังของมนุษย์ต้องเตรียมรับมือ แต่ทุกคนก็ยังคงรอคำสั่งโจมตีเช่นกัน

          “เสวียนอวี่รอก่อน ข้าจะเปิดทางให้เอง จินตานโจมตีเข้าไปตรงกลาง” เนี่ยลี่ยกมือห้ามเสวียนอวี่และสั่งการให้จินตานเริ่มโจมตีทันที

          “คูล คูล”

          จินตานร้องพร้อมกับสยายปีกออก และบินขึ้นไปด้านบน จากนั้นก็พ่นเปลวไฟอันร้อนแรงไปยังกองกำลังอสูรที่พุ่งเข้าอย่างไม่คิดชีวิต พวกอสูรที่ถูกเปลวเพลิงของจินตานนั้นถูกเผาไหม้ไปในทันทีหลายร้อยตน ทำให้ตรงส่วนกลางมีช่องว่าง เนี่ยลี่จึงให้สัญญาณเสวียนอวี่ให้บุกเข้าไปจากเส้นทางที่จินตานเปิดเอาไว้ให้

          “ชนเผ่าเมฆาสวรรค์จะเปิดทางให้เอง จากนั้นคนที่เหลือให้ตามหลังพวกข้ามา” เสวียนอวี่ กลายเป็นทัพหน้าที่บุกจู่โจมเข้าไป โดยมีปรมาจารย์อินเยวี่ยตามหลังไปพร้อมกับเป่าท่วงทำนองสยบอสูร แม้ว่าจะได้ผลกับอสูรที่เข้ามาใกล้เท่านั้น แต่ก็ทำให้การบุกของเสวียนอวี่ง่ายขึ้น

ในมือของเสวียนอวี่ถือดาบเอาไว้ทั้งสองข้าง เขาบุกไปโดยที่ไม่คิดชีวิต นี่คือสิ่งที่เขาจะสามารถตอบแทนน้ำใจของเนี่ยลี่ได้ พวกอสูรที่เข้ามาขวางเส้นทางของเขาถูกสังหารจนกองเป็นภูเขา

          เมื่อกองกำลังของชนเผ่าเมฆาสวรรค์เปิดเส้นทางให้ กองกำลังที่เหลือก็บุกตามเข้าไปเป็นกองหนุนทันที ทำให้สามารถเปิดเส้นทางบุกเข้าไปได้พวกเนี่ยลี่จึงทะยานตามไปทันที แม้ว่าพวกเขาต้องการที่จะช่วยต่อสู้ แต่ก็ได้ถูกกู้หลาน และเทพธิดายู่หยานห้ามเอาไว้ โดยพวกนางบอกให้พวกเขาเชื่อใจคนเหล่านั้น

          คำพูดของพวกนางนั้นมีความหมายแฝงเอาไว้อย่างชัดเจน หากทุกคนต้องสูญเสียพลังจากศึกแรก ในศึกต่อไปจะต้องลำบากเป็นแน่

           เสวียนอวี่ยังคงนำกองกำลังของชนเผ่าเมฆาสวรรค์บุกทะลวงเข้าไป ด้วยการต่อสู้ในรูปแบบค่ายกลเมฆาสวรรค์ ทำให้มีการเกื้อหนุนกัน และผลของท่วงทำนองสยบอสูร ทำให้พวกเขาสามารถสังหารกองกำลังอสูร และบุกเข้าไปยังใจกลางสมรภูมิรบได้

          “ตั้งกองกำลังไว้จรงจุดนี้ยังไม่ต้องฝ่าออกไป” ปรมาจารย์อินเยวี่ยตะโกนบอกเสวียนอวี่ พร้อมกับรวบรวมลมปราณทั้งหมดเพื่อเป่าท่วงทำนองสยบอสูร จากจุดที่กองกำลังของมนุษย์อยู่ในตอนนี้ ทำให้เสียงของท่วงทำนองสยบอสูรสามารถกระจายไปได้รอบทิศทาง ทำให้พวกอสูรถูกกดระดับพลังเอาไว้ แต่ดูเหมือนว่าปรมาจารย์อินเยวี่ย จะไม่อาจเป่าขลุ่ยหยกไปได้มากกว่านี้แล้ว

          “ศัตรูมีจำนวนมากเกินไป ท่านอาจารย์คงไม่ไหวเป็นแน่” หมิงเยี่ยวู่ซวงรีบรุดหน้าไปยังตำแหน่งของปรมาจารย์อินเยวี่ย พร้อมกับรีบนำพิณเมฆาสวรรค์ ออกมาบรรเลงท่วงทำนองสยบอสูรร่วมกับปรมาจารย์อินเยวี่ยทันที ทำให้ท่วงทำนองสยบอสูรนั้นแสดงพลังได้มากยิ่งขึ้น และส่งเสียงกระจายออกไปไกลกว่าเดิม

          “เพื่อชัยชนะในศึกครั้งนี้ และเพื่อไม่ให้มีการสูญเสียเกิดขึ้น พวกข้าจะต่อสู้ในศึกนี้ร่วมกับอาจารย์ พวกเจ้าหาโอกาสรุดหน้าไปก่อน พวกข้าจะเปิดทางให้เอง” เอียจื่ออวิ๋นหันไปบอกกับเนี่ยลี่ก่อนที่จะทะยานออกไปทันที

          “นี่คือศึกของพวกข้า เมื่อเอาชนะได้แล้วข้าจะตามไปภายหลัง” เซี่ยวหนิงเอ๋อหันมาบอกกับเนี่ยลี่เช่นกัน

          เดิมทีเนี่ยลี่คิดจะห้ามพวกนางเอาไว้ แต่เมื่อคิดได้ว่าศึกต่อไปจะต้องพบเจอกับพวกบริวารแห่งเทพ ที่แข็งแกร่งยิ่งกว่านี้ การที่ให้พวกนางต่อสู้ที่นี่ อย่างน้อยก็คงจะปลอดภัยกว่า เขาจึงไม่พูดอันใดออกไป

          “ลู่เพียว อย่าตายนะ!” เซี่ยวซุ่ยกุมมือของลู่เพียวเอาไว้และพูดออกไป จากนั้นนางก็ทะยานตามทั้งสองคนไป ลู่เพียวทำได้เพียงแค่พยักหน้าตอบรับเท่านั้น เขาไม่มีถ้อยคำอันใดที่จะเอ่ยออกไปได้

          ศิษย์ทั้งสี่ของปรมาจารย์อินเยวี่ยร่วมกับอาจารย์บรรเลงท่วงทำนองสยบอสูร พิณเมฆาสวรรค์ กู่เจิ้งเสียงสวรรค์ ผีผาคร่าวิญญาณ และหร่วนเทพธิดา ทำให้เสียงเพลงกระจายไปทั่วสมรภูมิ อสูรทั้งหมดจึงถูกกดระดับพลังเอาไว้ที่ระดับขอบเขตแห่งพระเจ้าขั้นที่หนึ่งเท่านั้น

          แต่เป็นเพราะขลุ่ยหยกของปรมาจารย์อินเยวี่ยนั้นเป็นเพียงขลุ่ยหยกธรรมดา และระดับพลังของนางนั้นต่ำกว่าศิษย์ทั้งสี่ ด้วยการบรรเลงที่ผสานกันทำให้ขลุ่ยหยกของนางแตกออก และนางก็กระอักเลือดออกมา

          ท่วงทำนองสยบอสูรที่ขาดขลุ่ยหยกที่เป็นศูนย์กลาง ทำให้อานุภาพลดลง แม้จะเป็นห่วงอาจารย์แต่พวกนางก็ไม่อาจที่จะหยุดบรรเลงท่วงทำนองสยบอสูรได้ เนื่องจากได้เห็นสายตาที่จริงจังของปรมาจารย์อินเยวี่ย แม้จะไม่เอ่ยออกมาเป็นคำพูด แต่สายตานั้นก็บ่งบอกถึงสิ่งที่นางต้องการเป็นอย่างดี คือให้บรรเลงท่วงทำนองสยบอสูรต่อไป

          เมื่ออานุภาพของท่วงทำนองสยบอสูรลดลง ทำให้พวกอสูรจู่โจมได้รุนแรงยิ่งขึ้น จางหมิงหันมาพูดกับพวกเนี่ยลี่ทันทีว่า “ดูเหมือนว่าพวกนางจะต้องการความช่วยเหลือจากข้านะ”

          จางหมิงนำขลุ่ยหยกสวรรค์ออกมาและทะยานไปหาพวกนางทันที จางหมิงเริ่มเปล่าขลุ่ยหยกสวรรค์ผสานเข้ากับท่วงทำนองสยบอสูรของทั้งสี่คน ทำให้อานุภาพของท่วงทำนองสยบอสูรกลับมาสมบูรณ์ยิ่งขึ้น และผลของมันทำให้ปิดกั้นพลังของกองกำลังอสูรทั่วทั้งสมรภูมิรบ

          “ข้าจะไปช่วยปกป้องพวกเขา ซูเซียงจิ้งเจ้าจะต้องไปต่อ ข้าเชื่อว่าพลังของเจ้าจะต้องมีประโยชน์กว่าใช้สู้ศึกที่นี่” เว่ยหนานหันไปบอกกับซูเซียงจิ้ง และทะยานไปหาทั้งห้าคน

          “ค่ายกลลูกคิดทองคำ!” เว่ยหนานกระจายลูกคิดทั้งหมดออก และสร้างม่านพลังปกป้องทั้งห้าคนเอาไว้ เพราะดูเหมือนว่าพวกอสูรบางส่วนเริ่มที่จะรับรู้ได้ว่า พลังที่ถูกปิดกั้นเกิดทางเสียงเพลงที่พวกมันได้ยินไปทั่วทั้งสมรภูมิรบ เว่ยหนานนั้นค่อยปรับเปลี่ยนตำแหน่งของลูกคิดทองคำตลอดเวลา เพื่อใช้ในการต้านรับพลังที่พวกอสูรปล่อยออกมา ทำให้เขาไม่มีช่องว่างที่จะโจมตีสวนกลับไปได้

          “ที่นี่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพวกข้าเอง” ปรมาจารย์เทียนหั่วแห่งนิกายเทพอัคคี พร้อมกับปรมาจารย์คนอื่น ๆ พูดขึ้นมา เมื่อเห็นว่ากองกำลังของมนุษย์สามารถต้านรับเอาไว้ได้แล้ว ที่เหลือคือการเปิดทางให้พวกเนี่ยลี่บุกผ่านไปเท่านั้น

          “จินตานเปิดทางบุกไปด้านหน้า” เนี่ยลี่ตะโกนออกคำสั่งจินตานในทันที

          จินตานรีบรวบรวมพลังพ่นไฟเพื่อเปิดเส้นทางอีกครั้ง ในครั้งนี้เปลวไฟที่จินตานพ่นออกมา เป็นแนวยาวทะลุไปจนฝึกอีกฟากของกองกำลังอสูร แต่ก็ทำให้จินตานหมดแรงจนร่วงลงมา

          เมื่อจินตานเปิดเส้นทางให้ ชนเผ่าเมฆาสวรรค์ที่นำโดยเสวียนอวี่จึงบุกฝ่าเข้าไปทันที เมื่อสามารถบุดฝ่าไปอีกด้านได้ พวกเขาก็แปรเปลี่ยนสภาพกองกำลังเป็นการป้องกันไม่ให้พวกอสูรบุกตามพวกเนี่ยลี่มา

          กองกำลังของมนุษย์ทั้งหมดเริ่มทำการต่อสู้อย่างอิสระ ไหไห่เองก็บุกฝ่าเข้าไปต่อสู้กับพวกอสูรโดยที่ไม่หวาดเกรงแม้แต่น้อย เขาพยายามที่จะต่อสู้เพื่อปกป้องพวกเซี่ยวซุ่ยที่บรรเลงท่วงทำนองสยบอสูรอยู่อย่างไม่คิดชีวิต

          เซียงตังและสหายของเขาก็เช่นกัน เขารู้ดีว่าเอียจื่ออวิ๋นและเซี่ยวหนิงเอ๋อนั้นมีความสำคัญต่อศึกในครั้งนี้มากเพียงไหน ดังนั้นอสูรที่บุกเข้ามาประชิดพวกนางจะต้องถูกพวกเขาสังหารทันที

          เสี่ยวฉีหลิงและเสี่ยวหนีเสิ่นเองก็ได้รับคำสั่งจากตู่ซื่อและฮวาหั่ว ให้ช่วยกันปกป้องพวกจางหมิงและเว่ยหนานเอาไว้ ด้วยวรยุทธกิเลนสวรรค์ของทั้งสองคน พวกอสูรที่ถูกปิดกั้นพลังเอาไว้ก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพวกเขา

          ปรมาจารย์เทียนหั่วเองก็ใช้ลมปราณสร้างกำแพงไฟล้อมรอบพวกเอียจื่ออวิ๋นเอาไว้ จึงสามารถลดทอนจำนวนศัตรูที่บุกเข้ามาได้

          ปรมาจารย์ฮัวฮวาลี่แห่งนิกายร้อยบุพผาสวรรค์นางไปยืนอยู่ท่านกลางพวกอสูรและปล่อยออกไม้ออกไปรอบทิศทาง ดอกไม้ของนางทะลุทะลวงร่างของอสูรจำทำให้ล้มตายไปนับร้อยตน

          ปรมาจารย์ฟู่ชินและปรมาจารย์หมู่ชินแห่งนิกายกำเนิดสวรรค์ เมื่อทั้งสองต่อสู้ร่วมกัน พวกอสูรก็ไม่อาจต่อต้านได้ แม้ว่าวรยุทธที่ใช้จะเป็นเพียงมือเปล่า แต่ก็เรียกได้ว่าไร้เทียมทาน

          ปรมาจารย์อู๋เม่าแห่งนิกายเทพไร้ลักษณ์แม้ว่าวรยุทธของเขาจะไม่โดดเด่นนัก แต่ความสามารถในการสังหารของเขานั้นไม่มีผู้ใดเทียบ ด้วยเทคนิคการลอบสังหารที่เงียบเชียบ ทำให้พวกอสูรถูกสังหารโดยที่ไม่เห็นตัวเขาเสียด้วยซ้ำ

          ส่วนปรมาจารย์ทั้งหาของนิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์ก็ทำหน้าที่สั่งการรบให้แก่กองกำลังอื่น ๆ และคอยเข้าไปช่วยเหลือพวกเขา เมื่อพวกอสูรเริ่มบุกเข้ามา

          ในสมรภูมิรบยังเต็มไปด้วยความวุ่นวาย แต่ก็ดูเหมือนว่ากองกำลังของมนุษย์นั้นจะได้เปรียบเป็นอย่างมาก แม้ว่าจะมีจำนวนที่น้อยกว่าก็ตาม

          พวกเนี่ยลี่มุ่งหน้าไปยังก้อนเมฆที่มีลักษณะเป็นประตูขนาดใหญ่ ราวกับภูเขา เมื่อลองใช้มือผลักประตู มือของพวกเขาก็ไม่อาจที่จะสัมผัสกับประตูได้ ราวกับว่าเป็นเพียงก้อนเมฆธรรมดาเท่านั้น

          “นี่มันผนึกเมฆาสวรรค์! หากไม่อาจทำลายได้พวกเราก็ไม่อาจที่จะมุ่งหน้าต่อไปได้อีก” เนี่ยลี่พูดขึ้นมาด้วยความตกใจ ผนึกนี้เป็นผนึกโบราณ แม้ว่าเนี่ยลี่จะรู้วิธีทำลาย แต่ก็ต้องใช้เวลาไม่น้อยและสิ้นเปลืองพลังเป็นอย่างมาก

          “นี่เป็นหน้าที่ของข้า” ซูเซียงจิ้งเดินไปด้านหน้าพร้อมกับพู่กันสวรรค์ของเขา

          ซูเซียงจิ้งเริ่มเขียนลวดลายอาคม ขึ้นมาบนประตูเมฆนั้น แม้ว่าจะไม่อาจสัมผัสได้ แต่พู่กันสวรรค์ของซูเซียงจิ้งนั้นใช้พลังสวรรค์ของเขาแทนน้ำหมึก จึงสามารถเขียนขึ้นมากลางอากาศได้

          “แม้ว่าความสามารถของข้าจะไม่มากพอที่จะทำลายผนึกนี้ได้ แต่แค่การเปิดเส้นทางนั้นก็ไม่เกินกำลังของข้า” ซูเซียงจิ้งเริ่มนั่งลงกับพื้นและเชื่อมโยงกับลวดลายอาคม ทำให้เกิดช่องว่างที่กว้างพอที่จะเดินผ่านเข้าไปได้

          “ฝึนเปิดเส้นทางด้วยอาคมเช่นนั้นหรือ? แต่หากพลังของเจ้าหมดลงไปก่อนที่พวกข้าจะกลับมา ประตูนี้ก็จะไม่อาจเปิดขึ้นได้อีกเป็นครั้งที่สอง ข้าจะเชื่อใจเจ้าได้แค่ไหนกัน” จอมมารพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่ดูถูก เพราะซูเซียงจิ้งนั้นมีพลังอ่อนด้อยกว่าเขาเสียอีก

          “จอมมาร อย่าได้ดูถูกสหายของข้า ซูเซียงจิ้งข้าจะกลับมาให้เร็วที่สุด” เนี่ยลี่หันไปพูดกับซูเซียงจิ้งก่อนที่จะเดินเข้าไป เขานั้นไร้ซึ่งความลังเลในตัวเหล่าสหายของเขา ทำให้ทุกคนเดินตามเข้าไป

          “ข้าเองก็ไม่รู้ว่าจะทนไปได้นานแค่ไหน? แต่ข้าจะไม่ทำให้เจ้าผิดหวัง” ซูเซียงจิ้งพูดขึ้นมาพร้อมกับใช้พลังของเขาเพื่อเปิดเส้นทางเอาไว้

แต่งโดย นายมะพร้าว




เมนู นิยาย ล่าง

เมนู มังงะ ล่าง