Jawa

test

เมนู นิยาย บน

เมนูมังงะ

23 พ.ย. 2559

The Road of Du Ze บทที่ 12 宝 สมบัติ

  


“ที่ถ้ำของข้ามีศิลาจิตวิญญาณและของวิเศษอยู่ไม่น้อย ครอบครัวของข้าได้มาจากการสังหารพวกมนุษย์และอสูรที่คิดจะมาสังหารพวกเรา” กิเลนเพลิงพูดขึ้นมา


“เจ้าควรจะบอกเรื่องนี้ตั้งแต่ก่อนที่เราจะกลับมาจากที่นั่น” ฮวาหั่วบ่นขึ้นมาหลังจากได้ยินคำพูดของกิเลนเพลิง


“ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าพวกเจ้าต้องการที่จะใช้พวกมัน ในเมื่อพวกเจ้าไม่เคยถามข้า” กิเลนเพลิงพูดขึ้นมาพร้อมกับหัวเราะ


“ถ้าเช่นนั้น วันพรุ่งนี้พวกเราจะออกเดินทางไปที่ถ้ำของเจ้าอีกครั้ง” ตู่ซื่อพูดขึ้นมา หลังจากที่ได้ฟังฮวาหั่วและกิเลนเพลิงพูดคุยกัน


เช้าวันต่อมา ตู่ซื่อและฮาหั่วได้เตรียมตัวที่จะออกเดินทางอีกครั้ง หลังจากที่ออกจากประตูนิกายไป มีเงาของคนจำนวนมากลอบตามมา ซึ่งก็มิได้รอดพ้นสัมผัสของกิเลนฟ้าและกิเลนเพลิง


“มีคนตามหลังพวกเรามา มีจำนวนราวสิบคน และในหมู่พวกมัน มีพลังอยู่ในระดับดาราสวรรค์” กิเลนฟ้าพูดขึ้นมาในห้วงขอบเขตวิญญาณของทั้งสอง


“จงเดินทางต่อไป อย่าได้หันไปมอง ไม่เช่นนั้นพวกเขาจะรู้ตัวได้” กิเลนเพลิงพูดขึ้นมา หลังจากที่ฮวาหั่วพยายามที่จะหันหลังกลับไปดู


“เจ้ารู้หรือไม่ว่าคนเหล่านี้เป็นพวกไหนกัน” ตู่ซื่อเอ่ยถามขึ้นมา ขณะที่ทะยานไปตามเส้นทาง


“ข้าจำกลิ่นอายลมปราณของพวกมันได้ เป็นคนของตระกูลเทพนักรบ” กิเลนฟ้าตอบกลับไป


“หรือว่าจะเป็นคนของอู่หมิง?” ฮวาหั่วถามด้วยความสงสัย


“ข้าคิดว่าจะเป็นคนของอู่จินเสียมากกว่า แม้ว่าคนเหล่านั้นจะปกปิดร่องรอย แต่ข้าก็สัมผัสได้ถึงจิตสังหารที่เล็ดลอดออกมาได้” กิเลนฟ้าตอบกลับไป


“แล้วเจ้าจะปล่อยให้พวกเขาสะกดรอยตามไปเช่นนี้หรือ?” ตู่ซื่อถามออกไป


“หากเผชิญหน้ากันโดยตรง คงจะยากที่พวกเจ้าทั้งสองจะรับมือกับคนทั้งสิบได้ แต่อย่าลืมว่าพวกข้านั้นเป็นสัตว์ป่า หลังจากนี้ให้รีบทะยานออกไปหาที่หลบซ่อนและผสานเข้ากับพวกข้าซะ” กิเลนเพลิงพูดขึ้นมา นางเองก็เริ่มที่จะรู้สึกมันเขี้ยวขึ้นมาแล้ว


“ตกลง” ตู่ซื่อและฮวาหั่วตอบรับและรีบทะยานออกนอกเส้นทาง และพุ่งเข้าไปในป่าทึบ เพื่อหาที่หลบซ่อนตัวในทันที


ทันทีที่ผสานเข้ากับกิเลนฟ้าและกิเลนเพลิง ฮวาหั่วและตู่ซื่อก็ให้กิเลนทั้งสองควบคุมร่างกาย หลังจากนั้นกิเลนฟ้าและกิเลนเพลิงก็ปิดบังกลิ่นอายลมปราณของตนเองจนแทบจะสัมผัสไม่ได้


“พวกมันหายไปไหนแล้ว” เหล่าคนที่ลอบตามมา หันหน้าไปถามกันเอง


“นี่พวกมันรู้ตัวว่าพวกเราลอบตาม พวกมันมาเป็นแน่ จึงได้หลบซ่อนตัวเช่นนี้ แยกย้ายกันออกไปตามหา อีกราวครึ่งชั่วยามให้กลับมารวมตัวกันที่นี่” ชายที่ดูเหมือนกับเป็นผู้นำสั่งการ พวกเขาทั้งสิบคนสวมชุดปกปิดใบหน้า ทำให้ไม่อาจระบุตัวตนได้ พวกเขาทั้งหมดมีสิบสองคน อยู่ในระดับชะตาสวรรคขั้นที่เก้าอยู่แปดคน และระดับดาราสวรรค์ขั้นที่หนึ่งอีกสี่คน


หลังจากที่ได้รับคำสั่งแล้ว พวกเขาก็แยกกันไปหกทิศทาง ทิศทางละสองคน


ชายสองคนแรก นั้นอยู่ในระดับชะตาสวรรค์ขั้นที่เก้า ได้มุ่งหน้ามายังทิศทางที่พวกตู่ซื่ออยู่ แต่กิเลนทั้งสองได้กลบกลิ่นอายเอาไว้และหลบอยู่บนต้นไม้


“ข้าจะจัดการกับสองคนนี้เอง” กิเลนฟ้าพูดขึ้นมาจากนั้นก็ค่อย ๆ ลงไปจากต้นไม้ไปทางด้านหลังของคนผู้หนึ่งและใช้กรงเล็บกิเลนปาดเข้าที่คอของคนแรกอย่างเงียบเชียบ ชายอีกคนยังไม่ทันได้รู้ตัวกิเลนฟ้าก็พุ่งไปเฉือนกรงเล็บเข้าที่คอของเขาไปแล้ว


“อีกสองคนที่อยู่อีกด้านข้าจะจัดการเอง” กิเลนเพลิงพูดขึ้นมา และพุ่งไปที่ด้านหลังของทั้งสองคนอย่างรวดเร็ว และใช้กรงเล็บกิเลนเพลิง ตัดเข้าที่คอของทั้งสองคน คอของพวกเขาทั้งสองร่วงลงพื้นโดยที่ไม่มีโอกาสที่จะได้ส่งเสียงร้องออกมาเลยแม้แต่น้อย


เมื่อเห็นทักษะการลอบสังหารของกิเลนฟ้าและกิเลนเพลิงแล้ว ตู่ซื่อและฮวาหั่วได้แต่นิ่งเงียบ เป็นทักษะในระดับที่ทั้งสองคนไม่อาจที่จะทำได้ในตอนนี้เป็นแน่


“พวกเราไม่จำเป็นที่จะต้องสังหารพวกมันทั้งหมด เราออกเดินทางกันต่อได้แล้ว” กิเลนฟ้าพูดขึ้นมาพร้อมกับคลายการผสานร่าง เพื่อให้ตู่ซื่อควบคุมร่างกายดังเดิม


“ถ้าหากพวกเจ้ามีฟันอันแหลมคมดั่งข้า ข้าคงจะขย้ำพวกมันด้วยคมเขี้ยวไปแล้ว” กิเลนเพลิงพูดขณะที่คลายการผสานร่างเช่นกัน


“โชคดีแล้วที่เจ้าไม่ทำเช่นนั้น หาไม่แล้วปากของข้าคงเต็มไปด้วยเลือดและเนื้อของคนพวกนี้เป็นแน่” ฮาหั่วพูดขึ้นมาด้วยความรู้สึกสะอิดสะเอียน


หลังจากนั้นพวกเขาก็มุ่งหน้าไปยังถ้ำของกิเลนเพลิงอย่างรวดเร็ว


ครึ่งชั่วยามต่อมา คนชุดดำได้มารวมตัวกันยังจุดนัดหมาย และพบว่า พวกของเขานั้นหายไปสี่คน


“จากการที่ทั้งสี่คนหายไป พวกเรก็สามารถระบุเส้นทางของสองคนนั้นได้แล้ว พวกเรามุ่งหน้าไปตามเส้นทางที่คนของเราหายตัวไป” ชายชุดดำที่เห็นผู้นำสั่งการ และแยกแปดคนที่เหลือเป็นกลุ่มละสี่คนติดตามพวกตู่ซื่อต่อไป


ถ้ำกิเลนเพลิง
         

   ด้วยระดับพลังที่สูงขึ้นทำให้ทั้งสองคนเดินทางได้อย่างรวดเร็วขึ้น เมื่อมาถึงถ้ำกิเลนเพลิง พวกเขาก็เข้าไปด้านใน ในถ้ำนี้กว้างใหญ่และลึกมาก แถมยังเต็มไปด้วยเปลวเพลิงอันร้อนแรง ทำให้ไม่มีมนุษย์หรืออสูรตนเข้ากล้าที่จะลอบเข้ามา
         

   ตู่ซื่อและฮวาหั่วต้องผลานเข้ากับกิเลนฟ้าและกิเลนเพลิง เพื่อที่จะทนความร้อนในระดับนี้ได้
         

  “ข้างใต้ถ้ำนี้ เป็นส่วนหนึ่งของภูเขาไฟอสูร จึงได้มีความร้อนถึงเพียงนี้ จึงทำให้ข้าอยู่รอดจนพบเจอกับพวกเจ้าได้” กิเลนเพลิงพูดขึ้นมา
         

   แม้ว่าด้านในถ้ำจะมีความปลอดภัย แต่ก็ไร้ซึ่งน้ำและอาหาร จึงต้องมีการออกไปจากถ้ำในบางเวลา ซึ่งนั่นก็ทำให้กิเลนเพลิงถูกลอบทำร้ายได้
         

  “สมบัติของข้าอยู่ด้านในนี้” กิเลนเพลิงนำทางเข้าไปยังห้องสมบัติ
         

      ภายในห้องสมบัติเต็มไปด้วยศิลาจิตวิญญาณนับหมื่นก้อน และมีศิลาแก่นแท้จิตวิญญาณอยู่อีกหลายสิบก้อน รวมถึงกองอวุธ ชุดเกราะวิเศษอีกเป็นจำนวนมาก ตู่ซื่อได้เดินไปหยิบเสื้อเกราะวิเศษชิ้นหนึ่งขึ้นมา เป็นชุดเกราะสีดำราวกับถูกแผดเผา ดูเหมือนว่าจะมีลวดลายอัคคีอยู่ด้วย
         
       “นี่คือเกราะอัคคีทมิฬ เป็นเกราะวิเศษระดับที่สี่ หากเจ้าสวมใส่จะสามารถปกป้องร่างกายของเจ้าจากเปลวไฟอันร้อนแรงนี้ได้ แม้แต่ยอดฝีมือระดับดาราสวรรค์หากคิดจะทำลายเกราะนี้ก็นับว่าเป็นไปได้ยากนัก” กิเลนฟ้าพูดขึ้นมา เมื่อเห็นว่าตู่ซื่อหยิบชุดเกราะสีดำขึ้นมา
         

  “ฮวาหั่ว เจ้าสนใจที่จะใส่ชุดเกราะอัคคีทมิฬหรือไม่?” ตู่ซื่อหันไปหามฮวาหั่ว
         

  “ข้าไม่สนใจชุดเกราะสีดำนั่นหรอกนะ” ฮวาหั่วตอบกลับไปขณะที่หยิบเสื้อเกราะอ่อนขึ้นมา เป็นเกราะอ่อนที่ไม่มีส่วนป้องกันไหล่ มีลวดลายดอกไม้มีแดงประดับอยู่โดยรอบ ทำให้นางรู้สึกสนใจยิ่งนัก
         

  “นี่คือเกราะเพลิงบุบฝา เป็นเกราะวิเศษระดับสีมีคุณสมบัติใกล้เคียงกับเกราะอัคคีทมิฬ แต่ก็เหมาะสมสำหรับหญิงสาวเช่นเจ้า” กิเลนเพลิงพูดขึ้นมา
         

   ขณะที่ตู่ซื่อและฮวาหั่วกำลังเลือกชุดเกราะอยู่นั้น กลุ่มชายชุดดำก้เดินทางมาถึงยังหน้าถ้ำกิเลนเพลิง
         

   “ไม่ผิดแน่ ข้าเห็นรอยเท้าของคนสองคนอยู่บริเวณหน้าถ้ำ แต่ถ้ำนี้มีความร้อนแรงยิ่งนัก พวกเราจะดักรอที่หน้าถ้ำ หรือเข้าไปด้านในกันดี ท่านหัวหน้า” ชายชุดดำผู้หนึ่งที่เดินไปสำรวจบริเวณทางเข้า หันมาถามชายที่เป็นหัวหน้า
         

    “พวกเราดักรออยู่ตรงนี้ ราวหนึ่งชั่วยาม หากพวกมันยังไม่กลับออกมา พวกเราจะตามเข้าไปด้านใน จงรวมกลุ่มกันไว้ให้ดีด้วย” ชายที่เป็นหัวหน้าสั่งการออกไป
         

    ในตอนที่พวกเขาเดินทางมา ได้เจอศพของทั้งสี่คนที่ยังไม่สลายไป ร่องรอยของบาดแผลเป็นการถูกลอบสังหารในคราเดียว ดังนั้นในตอนนี้ เขาจึงไม่แบ่งกลุ่มออกไปสำรวจ
         

    “พวกเจ้าจงเก็บสมบัติทั้งหมดไป ดูเหมือนว่าเจ้าคนกลุ่มนั้นมาอยู่ที่หน้าถ้ำกิเลนเพลิงของข้าแล้ว” กิเลนเพลิงพูดขึ้นมาหลังจากที่สัมผัสถึงกลิ่นอายลมปราณที่หน้าถ้ำ
         

     “เข้าใจแล้ว แต่พวกข้าต้องการอาวุธ เจ้าคิดว่า ข้ากับตู่ซื่อควรจะใช้อาวุธประเภทไหนจึงจะเหมาะสมกับวรยุทธของพวกเจ้า” ฮวาหั่วถามออกไปขณะที่พยายามเก็บสมบัติทั้งหมดเข้าไปในแหวนห้วงมิติ
         

      “วรยุทธของพวกเจ้าเป็นวรยุทธที่เน้นการต่อสู้ประชิดตัว ฮวาหั่วสำหรับเจ้าข้าคิดว่าควรที่จะมีอาวุธที่ใช้จู่โจมระยะไกล  ธนูเพลิงสวรรค์นี้ก็นับว่าเหมาะกับเจ้าไม่น้อย” กิเลนเพลิงแนะนำ ธนูเพลิงสวรรค์นับว่าเป็นอาวุธวิเศอย่างแท้จริง สามารถยิงออกไปโดยที่ไม่ต้องใช้ลูกธนู แต่จะเป็นการยิงออกไปด้วยพลังสวรรค์และพลังอัคคีของกิเลนเพลิง
         

    “ตู่ซื่อ เจ้านั้นควรที่จะหาอาวุธที่มุ่งเน้นต่อสู้ระยะประชิด ที่อยู่ตรงหน้าของเจ้าคือ ถุงมือเพลิงอัสนี สามารถเพิ่มพลังในการป้องกัน และยังเพิ่มความรุนแรงจากการใช้พลังเพลิงและสายฟ้าของข้าได้” กิเลนฟ้าแนะนำ ธนูและถุงมือนี้ เป็นของวิเศษในระดับที่สี่ ซึ่งนับว่ายอมเยี่ยมไม่น้อย
         

  หลังจากที่เก็บสมบัติทั้งหมดไว้ในแหวนห้วงมิติแล้ว ฮวาหั่วและตู่ซื่อก็เดินออกมาจนเกือบถึงปากถ้ำ
         

    “ตู่ซื่อข้าต้องการที่จะทดสอบธนูเพลิงสวรรค์สักเล็กน้อย” ฮวาหั่วพูดขึ้นมาขณะที่ยืนมือขวางไม่ให้ตู่ซื่อเดินออกไป จากนั้นก็ยกธนูขึ้นมาประทับ และรวบรวมพลังสวรรค์และพลังจากกิเลนเพลิงไว้ที่ธนูก่อนที่จะยิงออกไป
         

ฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ
         

    ทันทีที่ปล่อยออกไป ลูกศรเพลิงพุ่งออกไปทันทีเป็นสี่สาย และพุ่งออกจากถ้ำ ปักเข้าที่หน้าอกยอดฝีมือระดับชะตาสวรรค์ขั้นที่เก้าสี่คน หลักจากที่ถูกลูกธนูเพลิง ร่างกายของพวกเขาก็ลุกไหม้ จนตายไปในทันที
         

    “นี่มันธนูเพลิงสวรรค์!” ชายทีเป็นหัวหน้ากลุ่มพูดขึ้นมา ตอนนี้พวกเขาเหลือเพียงยอดฝีมือระดับดาราสวรรค์สี่คนเท่านั้น
         

    หลังจากนั้นตู่ซื่อและฮวาหั่วก็เดินออกมาด้านนอกถ้ำ
         
  “พวกเจ้าเป็นใครกัน เหตุใดจึงต้องลอบตามพวกเข้าด้วย” ตู่ซื่อตะโกนถามออกไป
         

  “สังหารพวกมันซะ!” ชายที่เป็นหัวหน้าตะโกนสั่งการ ลูกน้องของเขาทั้งสามชักกระบี่ออกมาและพุ่งเข้าโจมตีตู่ซื่อและฮวาหั่วอย่างรวดเร็ว
        
ฟุ่บ!

ฮวาหั่วเห็นดังนั้นจึงยิงอนูไปที่ชายผู้หนึ่ง แต่ลูกธนูกลับถูกชายผู้นั้นผ่าออกเป็นสองซีกทันที ขณะที่ชายผู้นั้นกำลังจะฟันกระบี่ใส่ฮวาหั่ว ธนูเพลิงที่กลายเป็นสองส่วนนั้นพุ่งย้อนกลับมาปังเข้าที่หลังของชายผู้นั้นทันที


“กิเลนทะลวงสวรรค์เทพอัสนีบาต” ตู่ซื่อใช้วรยุทธกิเลนทะลวงสวรรค์พร้อมกับเพิ่มพลังสายฟ้าเข้าไป ชายสองคนที่พุ่งเข้ามาหาตู่ซื่อกระเด็นออกไป มือของทั้งสองคนถูกสายฟ้าเผาไหม้จนไม่อาจที่จะถืออาวุธได้อีกต่อไป


“ตอนนี้พวกเจ้าจะตอบได้หรือยัง?” ตู่ซื่อยืนอย่างสงบและถามออกไปอีกครั้ง....จบตอน
        

แต่งโดย นายมะพร้าว



เมนู นิยาย ล่าง

เมนู มังงะ ล่าง