test

เมนู นิยาย บน

เมนูมังงะ

1 พ.ย. 2559

Tales of Demons & Gods Next Legend บทที่ 444.7 ปรมาจารย์เทพทั้งสี่แห่งนิกายเทพอสูร


         
     เสียงของกระบี่พุ่งปักเข้าที่หน้าอกของปรมาจารย์ต้าเหลย แต่ก็ปักเข้าไปเพียงแค่สามถึงสี่ชุ่นเท่านั้น [หนึ่งชุ่นประมาณหนึ่งนิ้ว] แต่ก็เพียงพอที่จะให้ปรมาจารย์ต้าเหลยได้รับบาดเจ็บไม่น้อย
         

     ส่วนกระบี่สายฟ้าของปรมาจารย์ต้าเหลย นั้นถูกเจตจำนงแห่งกระบี่บรรพชนทะลวงผ่านจะแตกกระจาย แต่พลังจากสายฟ้านั้นก็ยังพุ่งเข้าปะทะร่างกายของกู้เบ่ย ทำให้เขาได้รับบาดเจ็บไม่น้อย แต่เขาก็ฝืนแสร้งทำว่าไม่ได้รับบาดเจ็บเท่าใดนัก และพูดออกไปด้วยน้ำเสียงอันเย็นชาว่า
         
“ดูเหมือนว่าเจตจำนงแห่งกระบี่บรรพชนของข้าจะรวดเร็วกว่ากระบี่สายฟ้าของเจ้านะ”
         
     หลังจากได้ยินคำพูดของกู้เบ่ย ปรมาจารย์ต้าเหลยใช้มือขวาดึงเจตจำนงแห่งกระบี่บรรพชนออกและโยนทิ้งไป จากนั้นเจตจำนงแห่งกระบี่บรรพชนก็สลายไป
         
“สมแล้วที่กล้าขนานนามตนเองว่าเทพกระบี่” ปรมาจารย์ต้าเหลยพูดขึ้นมา พร้อมกับเอามือปิดบาดแผลที่ถูกแทง
         
“นามเทพกระบี่นั้นคู่ควรกับข้าอยู่แล้ว แต่นามของเจ้าควรจะเรียกว่าหมาลอบกัด ก็คงจะเหมาะสมมิใช่น้อย” กู้เบ่ยพูดจาเหน็บแนมออกไป จริง ๆ เขารู้ดีว่า หากเขาหันหลังจะต้องถูกลอบโจมตีเป็นแน่ แต่เขาก็ไม่คิดเลยว่า กระบี่สายฟ้าที่ถูกสลายไป พลังของมันยังทำให้เขาได้รับบาดเจ็บได้ถึงเพียงนี้
         
“โอหังยิ่งนัก! ทำให้ข้าบาดเจ็บได้เพียงเท่านี้ อย่าคิดว่าจะจัดการข้าได้” ปรมาจารย์ต้าเหลยตอบกลับไป
         
“กองกำลังมดปลวกของเจ้า จะสามารถรับมือกับกองกำลังของข้าได้หรือไม่?” กู้เบ่ยโบกมือขวาของเขา กองกำลังของชนเผ่าเมฆาสวรรค์ทั้งสองร้อยคนก็บินขึ้นมา พร้อมกับแผ่ลมปราณระดับวิถีแห่งมังกรออกมา
         
     หลังจากที่ได้เห็นลมปราณที่แผ่ออกมาของเหล่าชนเผ่าเมฆาสวรรค์ที่ปกปิดใบหน้าอยู่ ปรมาจารย์ต้าเหลยก็อดที่จะตกใจไม่ได้ หากยอดฝีมือระดับวิถีแห่งมังกรทั้งสองร้อยคน จู่โจมเข้ามาพร้อมกัน เขาและเหล่าศิษย์ของนิกายห้าอสูรสายฟ้า คงไม่อาจรับมือได้อย่างปลอดภัยเป็นแน่
         
“ข้าจะให้โอกาสเจ้าในการถอนตัว เพราะข้าเองยังไม่ต้องการที่จะก่อสงครามระหว่างมนุษย์และเผ่าอสูร” กู้เบ่ยพูดออกไป หากเกิดการต่อสู้ขึ้นในตอนนี้ เขาก็คงแสดงฝีมือได้ไม่เต็มที่เป็นแน่
         

“ก็ได้! หลังจากที่ข้าไปตรวจสอบเรื่องราวทั้งหมดเสร็จสิ้น ข้าจะกลับมาทวงแค้นชีวิตของศิษยเอกทั้งห้าของข้า” ปรมาจารย์ต้าเหลยโบกมือและสั่งให้เหล่าศิษย์ของนิกายห้าอสูรสายฟ้าถอนกำลังกลับ
         
หลังจากที่ปรมาจารย์ต้าเหลยและเหล่าศิษย์ของนิกายห้าอสูรสายฟ้าถอนกำลังกลับไป หลิงเหยา ก็บินมาหากู้เบ่ย
         
“ข้ารับคำสั่งจากเนี่ยลี่ให้มาดูเจ้าและส่งข่าวกลับ เจ้านั้นจะให้ข้าส่งข่าวกลับไปว่าเช่นใดบ้าง” หลิงเหยา เอ่ยปากถาม
         
“จงบอกกับเนี่ยลี่ว่า ข้านั้นทำภารกิจเสร็จสิ้นแล้ว แต่ได้รับบาดเจ็บจากการต่อสู้กับปรมาจารย์ต้าเหลย ข้าจะขอพักฟื้นอยู่ที่นิกายเร้นเมฆาราวเจ็ดวัน จากนั้นข้าจะเดินทางกลับไป” หลังจากพูดจบ กู้เบ่ยก็กระอักเลือดออกมา
         
“ตกลง! ข้าจะนำข่าวนี้กลับไปแจ้งแก่เนี่ยลี่” จากนั้นหลิงเหยาก็บินออกไป
         
หลังจากนั้นผู้นำนิกายเฉียงอวิ๋นและต้วนเจี้ยนก็บินลงมาหากู้เบ่ย และพูดขึ้นว่า
         
“ต้วนเจี้ยน จงนำท่านเทพกระบี่ไปที่ห้องรับรอง”
         
“ผู้นำนิกายเฉียงอวิ๋น ข้าคงต้องขอรบกวนท่านแล้ว” กู้เบ่ยประสานมือคารวะผู้นำนิกายเฉียงอวิ๋น
         
“ข้าควรจะเป็นฝ่ายขอบคุณท่านเสียมากกว่า” ผู้นำนิกายเฉียงอวิ๋นประสานมือขอบคุณแก่กู้เบ่ย
         
ตำหนักผู้นำนิกาย นิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์
         

     สองวันต่อมา หลิงเหยาก็กลับมารายงานแก่เนี่ยลี่ ในเวลานั้น หลี่ชิงอวิ๋น ลู่เพียว และหลงยู่อิน ก็มารวมตัวกันที่นี่ด้วย
         
“ขอบใจเจ้ามาก ถ้าเช่นนั้นข้าก็จะให้เจ้ากลับเข้าไปอยู่ในภาพจิตกรรมหมื่นขุนเขาและสายน้ำ เจ้าตกลงหรือไม่?” เนี่ยลี่มองไปที่หลิงเหยาและพูดขึ้นมา
         
“แน่นอน ข้าต้องการที่จะไปพักผ่อนแล้ว” หลิงเหยาตอบกลับไป
         
จากนั้นเนี่ยลี่ก็สะบัดแขนขวาและนำหลิงเหยาเข้าไปในภาพจิตกรรมหมื่นขุนเขาและสายน้ำ
         
“ดูเหมือนว่า กู้เบ่ยที่บรรลุระดับเทพสงครามเพียงคนเดียว จะยังคงไม่เพียงพอที่จะกำจัดนิกายห้าเทพอสูรได้ดั่งที่ข้าคิดเอาไว้” เนี่ยลี่พูดขึ้นมา นี่ก็เป็นเหตุผลที่เขาต้องการที่จะปิดประตูนิกายเพื่อฝึกฝนให้พวกเขามีความแข็งแกร่งถึงระดับเทพสงครามมากกว่านี้
         
“แค่สามารถขับไล่ปรมาจารย์ต้าเหลยให้กลับไปได้ ก็นับว่ายอดเยี่ยมแล้ว” หลี่ชิงอวิ๋นพูดตอบกลับไป
         
“ถ้าหากมีศัตรูที่อยู่ในระดับเทพสงครามมากกว่าหนึ่งคน กู้เบ่ยอาจจะไม่โชคดีเช่นนี้” เนี่ยลี่พูดพร้อมกับส่ายหน้า การที่ทำต้องส่งสหายให้ออกไปบาดเจ็บ ทำให้เขารู้สึกโมโหตนเองไม่น้อย
         
หลังจากนั้นก็มี ศิษย์ผู้หนึ่งที่ทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลตำหนักวิ่งขึ้นมา
         
“เรียนท่านประมุขเนี่ย มีศิษย์ที่ชื่อว่า ฮัวหลิง ขอเข้าพบขอรับ” ผู้ดูแลตำหนักรายงาน
         
“ฮัวหลิง ที่มาจากห้วงสวรรค์น้อยสินะ เขาแจ้งหรือไม่ว่า มีเรื่องอันใด?” เนี่ยลี่ถามกลับไป
         
“เขาแจ้งว่า ขออนุญาตเดินทางกลับไปยังห้วงสวรรค์น้อย และหากเป็นไปได้ เขาต้องการให้ส่งยอดฝีมือ ตามไปช่วยเหลือด้วยขอรับ” ผู้ดูแลตำหนักตอบกลับไป
         
“ให้เขาเข้ามาได้” เนี่ยลี่เองก็สนใจห้วงสวรรค์น้อยอยู่เช่นกัน ในชีวิตที่แล้วของเนี่ยลี่ ไม่เคยได้ไปยังดินแดนห้วงสวรรค์น้อยมาก่อน เนื่องจากบุคคลที่จะผ่านประตูมิติข้ามไปได้นั้น จะต้องได้รับการอนุญาตจากตระกูลฮัวก่อนเท่านั้น [ฮัวหลิง ที่เป็นอริกับเซี่ยวหยู่เองก็เป็นบุตรชายจากตระกูลฮัว] และในชีวิตที่แล้วตระกูลฮัว ก็ได้ถูกสังหารไปจนหมด
         
“เรียนท่านประมุข เนื่องจากห้วงสวรรค์น้อยของข้าถูกรุกราน จึงต้องขอกลับไปเพื่อปกป้อง ขอให้ประมุขเนี่ยโปรดอนุญาตด้วย” ฮัวหลิงประสานมือคารวะและคุกเข่า พร้อมกับพูดขอร้อง
         
“ฮัวหลิง เจ้าจงเล่ารายละเอียดให้ข้าฟังก่อน” เนี่ยลี่ โบกมือเพื่อให้ฮัวหลิงลุกขึ้น
         
“ดินแดนห้วงสวรรค์น้อยของข้า เดิมทีนั้นถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนคือ ดินแดนสวรรค์และดินแดนนรก ซึ่งจะรักษาสมดุลกัน ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมาดินแดนสวรรค์ได้ร่วงหล่นสู่ดินแดนนรก จนในตอนนี้ดินแดนสวรรค์เหลือเพียง สี่ในสิบส่วนเท่านั้น หากข้าไม่รีบไปช่วยเหลือเกรงว่า พื้นที่ของดินแดนสวรรค์จะต้องร่วงลงไปนหมดแน่!” ฮัวหลิงพูดขึ้นมาอย่างร้อนใจ
         
     เดิมทีประตูทางเข้าไปยังห้วงสวรรค์น้อย จะอยู่ในตำหนักสวรรค์ เป็นพื้นที่พิเศษที่อยู่ภายในนิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์ แต่คนที่จะผ่านเข้าออกประตูได้จะต้องได้รับอนุญาตจากตระกูล ฮัว ก่อนเท่านั้น แต่ช่วงเวลาที่เนี่ยลี่สั่งปิดประตูนิกาย ตำหนักสวรรค์จึงถูกปิดกั้นไปด้วย แม้ว่าจะมีคนจากห้วงสวรรค์น้อยผ่านเข้ามา ก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ออกจากพื้นที่ของตำหนักสวรรค์ แม้ว่าจะอนุญาตให้พูดคุยกันได้ แต่ก็ต้องตะโกนคุยกันเท่านั้น และหากเปิดเผยความลับจากฝั่งนิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์ออกไป ก็จะถูกลงโทษอย่างหนักทันที
         
“ฮัวหลิง ข้าต้องขอเวลาในการตัดสินใจ อีกราวห้าวันกู้เบ่ยก็จะกลับมาแล้ว ในตอนนั้นข้าจะให้คำตอบแก่เจ้า” เนี่ยลี่ตอบกลับไป
         
“ขอรับ!” ฮัวหลิงแม้จะรู้สึกร้อนใจ แต่ก็ยังสบายใจที่ไม่ถูกปฏิเสธในทันที  
         
สามวันต่อมา ที่นิกายเร้นเมฆา
         
     ด้วยความช่วยเหลือจากชนเผ่าเมฆาสวรรค์ จึงสามารถฟื้นฟูนิกายเร้นเมฆาได้รวดเร็วไม่น้อย ในวันนี้ผู้นำนิกายเฉียงอวิ๋น ได้เรียกให้ศิษย์ทั้งหมดมารวมตัวกัน เพื่อประกาศเรื่องสำคัญ
         
“เหล่าศิษย์ของนิกายเร้นเมฆา นิกายของเราได้รับความเสียหายไม่น้อยจากการรุกรานของนิกายห้าอสูรสายฟ้า และเหล่าศิษย์ที่เป็นยอดฝีมือระดับวิถีแห่งมังกรต้องสละชีพไปแทบทั้งหมด” ผู้นำนิกายเฉียงอวิ๋นพูดพร้อมกับถอนหายใจ
         
“ในวันนี้คนแก่ชราเช่นข้า คงไม่อาจที่จะปกปักนิกายเร้นเมฆาได้อีกต่อไป ข้าจึงขอมอบตำแหน่งให้แก่ศิษย์เอกของข้า ต้วนเจี้ยน นับจากนี้ต้วนเจี้ยน เจ้าจงนำพานิกายเร้นเมฆาให้ไปสู่ความรุ่งเรือง” ผู้นำนิกายเฉียงอวิ๋นถอดสร้อยคอผู้นำนิกายมอบให้กับต้วนเจี้ยน
         
“จากนี้ไป ข้าจะคอยให้การสนับสนุนเจ้าจากเบื้องหลัง ฝากเจ้าดูแลนิกายเร้นเมฆาด้วยนะ ผู้นำนิกายต้วน”
         
“ข้าจะไม่ทำให้ท่านอาจารย์และเหล่าพี่น้องที่ต้องสละชีวิตไปผิดหวัง” ต้วนเจี้ยนประสานมือคารวะผู้นำนิกายเฉียงอวิ๋น ผู้เป็นอาจารย์และหันไปบอกกับเหล่าศิษย์ในนิกายว่า
         
“จากนี้ไปข้าจะขอปกป้องนิกายเร้นเมฆาด้วยชีวิต!
         
“คารวะประมุขต้วน” เสียงของเหล่าศิษย์นิกายเร้นเมฆา คุกเข่าและประสานมือทำความเคารพผู้นำนิกายคนใหม่
         
     กู้เบ่ยที่นอนพักอยู่ ยืนมองจากทางหน้าต่างก็อดที่จะยินดีกับต้วนเจี้ยนไม่ได้ จริง ๆ แล้ว เขาก็หวังที่จะให้ต้วนเจี้ยนขึ้นครองตำแหน่งผู้นำนิกาย เพราะเนี่ยลี่จะสามารถร้องขอแร่ลึกลับ ที่อยู่ในถ้ำเร้นเมฆาจากทางต้วนเจี้ยน ได้ง่ายกว่าผู้นำนิกายเฉียงอวิ๋น
         
     หลังจากนั้นกู้เบ่ยจึงออกไปพูดคุยกับต้วนเจี้ยนและเฉียงอวิ๋น เพื่อขอตัวลา และเดินทางกลับพร้อมกับชนเผ่าเมฆาสวรรค์ทันที
         

นิกายเทพอสูร
         

     ปรมาจารย์เทพทั้งสี่แห่งนิกายเทพอสูรได้มารวมตัวกัน หลังจากได้ทราบข่าวที่นิกายห้าอสูรสายฟ้าได้บุกเข้าโจมตีนิกายเร้นเมฆา
         
“เสวียนหมิง เจ้านั้นเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หรือไม่?” ปรมาจารย์เทพจูเชวี่ย [朱雀:วิหคสีชาด] ถามออกไป
         
“เหตุใดเจ้าจึงต้องเจาะจงถามข้าด้วย” ปรมาจารย์เทพเสวียนหมิง [玄冥:เต่าดำ]ถามกลับไปด้วยความไม่พอใจ
         
“เป็นเพราะในกลุ่มพวกเราทั้งสี่ เจ้ามักจะทำอะไรตามใจชอบที่สุด” ปรมาจารย์เทพชิงหลง [:มังกรคราม] พูดขึ้นมาบ้าง
         
“พวกข้าทั้งสามจะทำสิ่งใดก็มาหารือกันเสมอ เรื่องในควานี้เจ้าจึงน่าสงสัยเป็นที่สุด” ปรมาจารย์เทพไป๋หู่ [:พยัคฆ์ขาว]
         
“แม้ว่าข้าจะชิงชังมนุษย์เพียงใด แต่ข้าก็คงไม่เริ่มสงครามโง่ ๆ เช่นนี้” ปรมาจารย์เทพเสวียนหมิง พูดออกไปด้วยความไม่พอใจยิ่งนัก ในสายตาของปรมาจารย์เทพทั้งสาม ต่างก็เห็นเขาเป็นตัวปัญหา
         
“ข้าเองก็คิดเช่นนั้น การจัดการกับนิกายเล็ก ๆ เช่นนิกายเร้นเมฆา หาได้มีประโยชน์อันใดไม่ มีแต่จะสร้างความขัดแย้งให้มากขึ้นอีกไม่น้อย!” ปรมาจารย์เทพจูเชวี่ยพูดออกไป เดิมทีนั้นเขามักจะขัดแย้งกับปรมาจารย์เทพเสวียนหมิง แต่เรื่องคราวนี้  เสวียนหมิง คงไม่ทำเรื่องโง่ ๆ เช่นนั้นเป็นแน่
         
“แล้วพวกเจ้าคิดว่า นิกายเทพอสูรของเรา ควรที่จะเข้าร่วมสงครามครั้งนี้หรือไม่?” ปรมาจารย์เทพไป๋หู่ พูดขึ้นมา
         
“นิกายเทพอสูรของเรานั้น ยิ่งใหญ่ที่สุดในสามนิกายอสูร หากพวกเราเคลื่อนไหว จะต้องเกิดเป็นสงครามระหว่างมนุษย์และอสูรครั้งใหญ่เป็นแน่” ปรมาจารย์เทพชิงหลง พูดขึ้นมาด้วยความใจเย็น เขาเป็นผู้ที่มีความสงบนิ่งที่สุดในปรมาจารย์เทพทั้งสี่
         
“ถ้าหากนิกายเทพอสูรจะเคลื่อนไหว เป้าหมายของเราจะต้องเป็นพวกนิกายศักดิ์สิทธิ์ หาใช่นิกายเล็ก ๆ พวกนั้นไม่!” ปรมาจารย์เทพเสวียนหมิงพูดขึ้นมา เขานั้นยังมีความแค้นกับ นิกายเทพอัคคี เมื่อครั้งที่ถูกขัดขวางขณะที่กำลังจะจัดการกับโอรสศักดิ์สิทธิ์เหยียนหยาง
         
“ข้าทราบข่าวมาว่า นิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์นั้นปิดประตูนิกายมาร่วมครึ่งปีแล้ว ไม่รู้ว่าพวกมันวางแผนอะไรอยู่” ปรมาจารย์เทพชิงหลงพูดขึ้นมา
         
“ข้าสามารถหาข่าวของนิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์มาได้ หากพวกเจ้าต้องการ” ปรมาจารย์เทพเสวียนหมิงพูดขึ้นมาพร้อมกับดวงตาที่เป็นประกาย..................จบตอน

    *หมายเหตุ ชื่อของ ปรมาจารย์เทพทั้งสี่แห่งนิกายเทพอสูร มาจากชื่อของสี่สัตว์เทพในตำนานของจีน ได้แก่ วิหคสีชาด มังกรคราม พยัคฆ์ขาว และ เต่าดำ [หงส์แดง มังกรฟ้า พยัคฆ์ขาว เต่าคะนอง ในเรื่องเบย์เบลด หากเรียกตามชื่อญี่ปุ่นจะเป็น  ซูซาคุ เซริว เบียคโกะ เก็นบุ]



 แต่งโดย นายมะพร้าว



เมนู นิยาย ล่าง

เมนู มังงะ ล่าง