test

เมนู นิยาย บน

เมนูมังงะ

8 พ.ย. 2559

Tales of Demons & Gods บทที่ 12 灵魂海 ห้วงขอบเขตวิญญาณ





เมื่อเนี่ยลี่ได้พูดดักทางเอาไว้เช่นนั้น เนื่องตระกูลศักดิ์สิทธิ์มีปัญหากับเนี่ยลี่ หากเนี่ยลี่กระทำการใด ๆ ก็จะเป็นการบ่งชี้ว่าตระกูลศักดิ์สิทธิ์นั้นเป็นคนร้ายใช่หรือไม่?


ในเวลานี้ทั้งเสิ่นซิ่วและเสิ่นเอีย โกรธแค้นเนี่ยลี่จนแทบจะกระอักเลือดออกมา


เอียจื่ออวิ๋นเองก็อดไม่ได้ที่จะมองไปที่เนี่ยลี่ นางไม่คิดเลยว่าเนี่ยลี่จะกล้าหาญถึงเพียงนี้ กล้าที่จะมีความขัดแย้งกับหนึ่งในสามตระกูลหลักของเมือง ดั่งเช่นตระกูลศักดิ์สิทธิ์ แค่เพียงไม่นานมานี้ ทุกการเคลื่อนไหวของเนี่ยลี่ไม่อาจที่จะละสายตาได้เลยแม้แต่น้อย เอียจื่ออวิ๋นเริ่มมีความรู้สึกสนใจในตัวเนี่ยลี่ เนี่ยลี่ผู้นี้เป็นคนเช่นใดกันแน่?


ทางด้านเซี่ยวหนิงเอ๋อนั้น หลังจากที่ได้ยินเนี่ยลี่ใช้ถ้อยคำที่แหลมคมบาดลึกจิตใจของคนจากตระกูลศักดิ์สิทธิ์ นางก็อดที่จะรู้สึกมีความสูขไม่ได้ เพราะทางตระกูลของนางได้พยายามบีบบังคับให้นางแต่งงานกับคุณชายตระกูลศักดิ์สิทธิ์ ในใจของนางนั้นขัดขืนเป็นอย่างมาก เดิมทีนางเองก็มิได้รู้สึกชื่นชมตระกูลศักดิ์สิทธิ์แต่อย่างใด เมื่อได้ยินสิ่งที่เนี่ยลี่พูดกับเสิ่นซิ่ว กับเสิ่นเอีย ทั้งสองคนได้แต่นิ่งเงียบ แม้ว่าจะใช้วิธีที่เจ้าเล่หืไปบ้าง แต่ก็ทำให้นางอดที่จะหัวเราะมิได้ นอกจากนี้นางยังรู้สึกชื่นชมเนี่ยลี่อยู่ในหัวใจ ทั้งความรู้อันถ่องแท้ เขาสามารถรู้แหล่งที่มาของลวดลายอาคมระเบิดเพลิงสีชาดได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่ผู้อื่นใช้เวลาอย่างสูญเปล่า เนี่ยลี่กลับศึกษาหาความรู้จากตำรามากมาย


ในขณะเดียวกัน ที่นอกห้องเรียน หลี่เยี่ยรีบวิ่งกลับมา และส่งตำราอสนีบาตศักดิ์สิทธิ์ให้กับชายชราที่สวมชุดคลุมสีเทา


รองอาจารย์ใหญ่เย่เซิ่งก็ชำเลืองมองดูท่าทีของ ชายชราที่สวมชุดคลุมสีเทา


หลังจากที่ชายชราที่สวมชุดคลุมสีเทาเปิดตำราอสนีบาตศักดิ์สิทธิ์ไปหน้าที่สามสิบของบทที่เจ็ด และเห็นรูปแบบอาคมรูปที่หก รูปแบบลวดลายอาคมในตำรานี้ เมื่อเทียบกับลวดลายอาคมระเบิดเพลิงสีชาด เขาก็นิ่งเงียบพร้อมกับใบหน้าที่บึ้งตึง


เย่เซิ่งเองก็ไม่กล้าที่จะพูดสิ่งใดออกมา นี่นับเป็นเรื่องอื้อฉาวของตระกูลศักดิ์สิทธิ์อย่างแท้จริง และเกี่ยวพันถึงกลุ่มชนชั้นสูงของเมืองกลอรี่ ในเรื่องนี้เขาจึงไม่อาจที่จะพูดสิ่งใดออกไปได้


ชายชราที่สวมชุดคลุมสีเทาจับจ้องตำราอสนีบาตศักดิ์สิทธิ์ ตัวอักษรในตำราเล่มนี้มีความซับซ้อนยิ่งนัก แม่แต่เขาก็สามารถเข้าใจได้เพียงน้อยนิด การที่เนี่ยลี่สามารถรู้ซึ้งถึงเนื้อหาของมัน ทำให้เขาประหลาดใจยิ่งนัก เขาเงียบไปครู่หนึ่งและพูดขึ้นมาว่า “เด็กนักเรียนที่ชื่อว่าเนี่ยลี่นั่น มีพรสวรรค์เป็นเช่นใด?


เย่เซิ่งชำเลืองมองไปที่หลี่เยี่ย สำหรับนักเรียนที่ไร้ชื่อเสียง รองอาจารย์ใหญ่เช่นเขาย่อมไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับเขามากนัก


หลี่เยี่ย รีบตอบกลับไปอย่างรวดเร็วว่า “ข้าทราบเพียงเล็กน้อยว่า เขานั้นมีเพียงดวงจิตสีชาดขอรับ”

ชายชราที่สวมชุดคลุมสีเทาพยักหน้า และพูดขึ้นว่า “น่าเสียดายความรอบรู้ของเขายิ่งนัก แต่น่าเสียดายที่ไร้ซึ่งพรสวรรค์ ถ้าไม่เช่นนั้นเขาต้องเป็นผู้ยิ่งใหญ่ได้เป็นแน่ เย่เซิ่ง จัดให้เขานั้นได้เป็นผู้ดูแลหอตำรา”


“ขอรับ!” เย่เซิ่งตอบกลับพร้อมกับพยักหน้า เขารู้ดีว่าชายชราที่สวมชุดคลุมสีเทาชื่นชมผู้ที่มีความสามารถ แม้ว่าพรสวรรค์ของเนี่ยลี่จะต่ำต้อย แต่ความรู้ของเขา ที่สามารถเข้าใจได้แม้แต่ตำราอสนีบาตศักดิ์สิทธิ์ เมื่อได้เป็นผู้ดูแลหอตำรา เขาก็ย่อมหาความรู้จากตำราเหล่านั้นได้ง่ายขึ้น เมืองกลอรี่เองก็ให้ความสนใจเพียงแค่นักเรียนที่มากด้วยพรสวรรค์ แต่มีเพียงไม่กี่คนที่จะรู้ซึ้งถึงตำราโบราณเหล่านั้น และด้วยคำสั่งของชายชราที่สวมชุดคลุมสีเทาก็เป็นดั่งการปกป้องเนี่ยลี่ เพราะเมื่อเขาทำงานในตำแหน่งผู้ดูแลหอตำราของสถาบันกล้วยไม้ศักดิ์สิทธิ์ ตระกูลศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่อาจที่จะมากดดันเนี่ยลี่ได้


แต่ตามความเป็นจริง เนี่ยลี่ก็หาได้เกรงกลัวแรงกดดันจากตระกูลศักดิ์สิทธิ์เลยแม้แต่น้อย หากเป็นเนี่ยลี่ในชีวิตที่แล้ว ไม่ว่าตระกูลศักดิ์สิทธิ์ทำเรื่องที่น่ารังเกียจเพียงใด เขาก็คงได้แต่แอบหลบอยู่เงียบ ๆ แต่ในชีวิตนี้ เขาจะไม่ยอมกล้ำกลืนฝืนทนในเรื่องเช่นนี้อีก


ความคับแค้นใจในชีวิตที่แล้ว เนี่ยลี่ยังคงจดจำเป็นอย่างดี ตระกูลศักดิ์สิทธิ์จะต้องชดใช้!


เสิ่นซิ่วมองไปที่เนี่ยลี่ด้วยแววตาที่อาฆาต นางรู้สึกชิงชังเนี่ยลี่เป็นที่สุด นางพูดออกมาด้วยน้ำเสียงอันเย็นชาว่า “เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ ข้าไม่มีวันลืมเป็นแน่!” เสิ่นซิ่วเป็นคนที่อาฆาตมาดร้าย การที่นางยังอยู่ในตำแหน่งอาจารย์ผู้สอนของเนี่ยลี่ นางมีวิธีมากมายที่จะเล่นงานเขาได้


หึ! เนี่ยลี่ยิ้มเยาะอย่างไม่ใส่ใจนัก ใช้ฐานะที่เป็นอาจารย์ผู้สอน พูดจาข่มขู่ศิษย์ ช่างไร้ยางอายยิ่งนัก! แต่ทว่า ถึงแม้ตระกูลศักดิ์สิทธิ์จะไม่เล่นงานเขา เขาก็คิดที่จะหาทางเล่นงานตระกูลศักดิ์สิทธิ์เอาไว้แล้วเช่นกัน


ในครั้งนี้เป็นการต่อสู้ในยกแรกเท่านั้น เนี่ยลี่ยังมีแผนการอีกมากมายที่ซุกซ่อนเอาไว้ ในตอนนี้ความแข็งแกร่งของเขายังคงไม่เพียงพอ การเล่นงานตระกูลศักดิ์สิทธิ์ในเวลานี้มีความเสี่ยงมากเกินไป เนื่องจากพวกเขาเป็นถึงหนึ่งในสามตระกูลหลักของเมืองกลอรี่ เนี่ยลี่เข้าใจในเรื่องนี้ดี ดังนั้นเขาจะต้องเพิ่มระดับพลังของเขาให้รวดเร็วที่สุด


หลังจากเรื่องนี้จบลง เสิ่นซิ่วก็ไม่อาจมีสมาธิในการสอนต่อไปได้อีก นางจึงรีบรวบรัดจบบทเรียนในวันนี้


เรื่อราวในชั้นเรียนของวันนี้ แพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว มีการพูดคุยกันไปทั่ว แม้แต่ตระกูลใหญ่อย่างตระกูลศักดิ์สิทธิ์ ก็เป็นเรื่องยากที่จะปิดกั้นน้ำลายของผู้น ไม่ว่าตระกูลศักดิ์สิทธิ์จะพยายามปกปิดสักเพียงใด การที่พวกเขาได้ทำผิดต่อบทบัญญัติครรลองแห่งร่างทรงอสูร ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจของร่างทรงอสูรยิ่งนัก สำหรับตระกูลศักดิ์สิทธิ์ในยามนี้ เนี่ยลี่เป็นดั่งหนามยอกอก แต่พวกเขาก็ไม่กล้าที่จะทำสิ่งใดกับเนี่ยลี่ ถ้าหากเนี่ยลี่ถูกรังแกหรือกลั่นแกล้งขึ้นมา ตระกูลศักดิ์สิทธิ์ก็จะถูกทุกคนสงสัย พวกเขาจึงยังไม่กล้าทำสิ่งใด พวกเขาทำได้เพียงแค่ปฏิเสธออกไปว่าตระกูลศักดิ์สิทธิ์มิได้ตั้งใจหลอกลวงชาวเมือง


หลังจากเหตการณ์ในวันนี้ ตระกูลศักดิ์สิทธิ์ต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงเป็นอย่างมาก ผู้นำของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ต้องรีบทำเรื่องในการขอเข้าพบบิดาของเอียจื่ออวิ๋น ที่เป็นเจ้าเมือง แต่ก็ได้รับการปฏิเสธกลับมา


สำหรับเนี่ยลี่แล้ว นับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่งนัก


แม้ว่าเขานั้น จะยังหาทางในการใกล้ชิดกับเอียจื่ออวิ๋นมิได้ แต่ทว่า หากเขาสามารถทำลายการหมั้นหมายระหว่างเสิ่นเอียและเอียจื่ออวิ๋นได้ เขาก็รู้สึกมีความสุขยิ่งนัก


จากเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ ภาพลักษณ์ของเสิ่นเอียในสายตาของเอียจื่ออวิ๋น เรียกได้ว่าตกต่ำลงไปไม่น้อย


ตำหนักของรองอาจารย์ใหญ่สถาบันกล้วยไม้ศักดิ์สิทธิ์


เสิ่นซิ่วพูดออกมาเสียงดังชัดเจน


“ท่านรองอาจารย์ใหญ่เย่เซิ่ง เจ้าเด็กนักเรียนแซ่เนี่ยไม่ให้ความเคารพแก่ผู้อาวุโส กล้าโต้เถียงและขัดแย้งกับอาจารย์ผู้สอน นับว่าเลวร้ายยิ่งนัก ข้าขอให้ท่านรองอาจารย์ใหญ่ให้ความเห็นชอบในการไล่เขาออกจากสถาบัน” เสิ่นซิ่วพูดด้วยความโมโห


ถึงแม้ว่าผู้อาวุโสท่านนั้นจะไม่ให้การหนุนหลัง แต่ด้วยความรู้อันล้ำลึกราวกับปิศาจของเนี่ยลี่ แม้ว่าในภายภาคหน้าเขาไม่อาจที่จะเป็นร่างทรงอสูรที่ยิ่งใหญ่ แต่ก็อาจที่จะได้เป็นที่ปรึกษาข้างกายของร่างทรงอสูรที่ยิ่งใหญ่ได้ นักเรียนที่มีอนาคตเช่นนี้จะถูกขับไล่ออกจากสถาบันได้อย่างไรกัน? ยิ่งไปกว่านั้น ในตอนนี้เนี่ยลี่มีผู้อาวุโสที่ยิ่งใหญ่ให้การสนับสนุน แต่ถึงอย่างไรก็ตาม เสิ่นซิ่วเองก็เป็นหนึ่งในสมาชิกของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ เขาก็ต้องรักษาหน้านางไว้เช่นกัน เยเซิ่งจึงยิ้มและตอบกลับไปว่า “เรื่องนี้ข้าจะลองคิดทบทวนดู การที่จะขับไล่ศิษยผู้หนึ่งออกจากสถาบัน อาจจะมีผลกระทบตามมาได้”


“ท่านรองอาจารย์ใหญ่เย่เซิ่ง มีเรื่องใดที่ต้องคิดทบทวนอีกเล่า ข้าขอให้ท่านขับไล่เจ้าเด็กเนี่ยลี่ผู้นั้นในทันที ไม่เช่นนั้น ข้าจะไม่เข้าไปสอนในชั้นเรียนนั้นอีก!” เสิ่นซิ่วพูดด้วยความไม่พอใจเป็นอย่างมาก


ดวงตาของเย่เซิ่งเป็นประกาย ผู้หญิงเช่นเสิ่นซิ่วก้าวร้าวเกินไป ไม่รู้ว่าเวลาไหนควรก้าว หรือเวลาไหนควรถอย เขายิ้มและพูดออกไปว่า “ถ้าเช่นนั้น ข้าจะย้ายเจ้าไปสอนยังชั้นเรียนอื่น ๆ แทน เจ้ามีความเห็นเช่นใดบ้าง?


เสิ่นซิ่วตกตะลึงไม่น้อย นางคิดว่าเย่เซิ่งคงจะไว้หน้านางบ้างเล็กน้อย แต่จากคำพูดของเย่เซิ่ง นางเข้าใจถึงความหมายบางอย่างที่แฝงอยู่ ดูเหมือนว่าเยเซิ่งคิดที่จะปกป้องเนี่ยลี่ หากนางถูกย้ายไปสอนในชั้นเรียนอื่น นางก็ไม่อาจที่จะสร้างปัญหาแก่เนี่ยลี่ได้ เสิ่นซิ่วมองไปที่เย่เซิ่งด้วยความคับแค้นใจพร้อมกับสาปแช่ง นางต้องกล้ำกลืนความรู้สึกนี้ลงไป “ถ้าเช่นนั้น ให้ถือว่าวันนี้ข้าไม่ได้พูดสิ่งใดออกไป อีกสองเดือนนับจากนี้จะมีการทดสอบพลังของเหล่านักเรียน หากเจ้าเด็กผู้นั้นอยู่ในสามอันดับท้ายสุด ท่านรองอาจารย์ใหญ่เย่เซิ่งคงจะไม่มีข้อขัดแย้งใด ๆ ถูกต้องหรือไม่? ตามกฏระเบียบของสถาบันกล้วยไม้ศักดิ์สิทธิ์ นักเรียนที่ผลการทดสอบรั้งท้ายสามอันดับ จะต้องลาออกจากสถาบัน!


“ถ้าเช่นนั้นข้าก็ไม่มีข้อโต้แย้งอันใด!” เย่เซิ่งตอบกลับไปพร้อมกับหัวเราะ


เสิ่นซิ่วพ่นลมหายใจออกมาอย่างเย็นชา หลังจากนั้นก็หันหลังเดินออกไป


หลังจากที่เสิ่นซิ่วเดินออกไป ดวงตาของเย่เซิ่งก็เป็นประกายเย็นยะเยือก เสิ่นซิ่วทะนงตนว่ามาจากตระกูลศักดิ์สิทธิ์ นางจึงเย่อหยิ่งและเอาแต่ใจ เย่เซิ่งคิดว่า แม้ว่าเนี่ยลี่จะไร้ซึ่งพรสวรรค์ แต่ด้วยความรู้อันล้ำลึกของเนี่ยลี่ เป็นไปไม่ได้ที่เขานั้นจะมี ผลการทดสอบรั้งท้ายสามอันดับ แม้ว่าจะถูกไล่ออก ผู้อาวุโสที่ยิ่งใหญ่ท่านนั้นจะต้องยื่นมือมาอุ้มชูเนี่ยลี่เป็นแน่


ในเวลาเดียวกัน ที่ชั้นสามของหอตำรา มีห้องเล็ก ๆ อยู่มากมาย สถาบันกล้วยไม้ศักดิ์สิทธิ์ได้แบ่งเอาไว้ให้นักเรียนได้มาอ่านตำราหาความรู้ แต่ในตอนนี้ เนี่ยลี่ได้ทำให้เป็นดั่งพื้นที่ส่วนตัว เนื่องจากเนี่ยลี่ได้รับการว่าจ้างให้เป็นผู้ดูแลหอตำราแห่งนี้ ตำแหน่งงานผู้ดูแลหอตำราไม่มีการระบุสิ่งที่ต้องทำ และยังได้รับค่าตอบแทนเดือนละสามร้อยเหรียญจิตมาร แล้วเหตุใดเขาจึงจะไม่รับทำงานนี้เล่า?


การที่สถาบันกล้วยไม้ศักดิ์สิทธิ์ได้ว่าจ้างเนี่ยลี่นั้น เขาเองก็ยังคงแปลกใจไม่น้อย แต่หลังจากที่เนี่ยลี่คิดไตร่ตรองดูเขาก็สามารถเข้าใจได้ว่า มีผู้อาวุโสของสถาบันกล้วยไม้ศักดิ์สิทธิ์พยายามที่จะปกป้องเขาจากการกดดันจากตระกูลศักดิ์สิทธิ์! แม้ว่าตำแหน่งผู้ดูแลหอตำรา จะเป็นเพียงตำแหน่งเล็ก ๆ แต่ก็นับว่าเป็นคนของสถาบันกล้วยไม้ศักดิ์สิทธิ์ แม้แต่ตระกูลศักดิ์สิทธิ์ก็ต้องหยุดคิด หากจะเล่นงานเขาจะต้องส่งผลกระทบกลับคืนไปเป็นแน่


ในเรื่องนี้ เนี่ยลี่จึงรู้สึกขอบคุณ ผู้อาวุโสของสถาบันกล้วยไม้ศักดิ์สิทธิ์ไม่น้อย


รองอาจารย์เย่เซิ่งเองก็ไม่ทราบเลยว่า ด้วยคำสั่งของผู้อาวุโสท่านนั้น ที่ให้เนี่ยลี่เป็นผู้ดูแลหอตำรา ในภายภาคหน้าจะนำพาผลประโยชน์มากมายให้แก่สถาบันกล้วยไม้ศักดิ์สิทธิ์


“เนี่ยลี่ การสร้างควมขัดแย้งกับตระกูลศักดิ์สิทธิ์ จะเป็นเรื่องที่ดีเช่นนั้นหรือ?” ตู่ซื่อพูดขึ้นมาหลังจากที่นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เขาเป็นคนที่รอบคอบ และทำอะไรอย่างระมัดระวัง


“ใครจะสนว่าดีหรือไม่กันเล่า แค่ทำแล้วรู้สึกดีก็นับว่าเกินพอ” ลู่เพียวพูดพร้อมกับยิ้ม การที่เห็นใบหน้าอันเจ็บปวดของเสิ่นซิ่ว การที่ได้เห็นผู้หญิงคนนี้มีความทุกข์ ก็ทำให้เขามีความสุขแล้ว


เนี่ยลี่หันไปมองตู่ซื่อและพยักหน้าพร้อมกับพูดขึ้นว่า “ข้านั้นคิดเอาไว้แล้ว หลายวันที่ผ่านมาพวกเราก็มิได้เข้าไปในชั้นเรียน ข้าว่าเสิ่นซิ่วต้องกังวลไม่น้อย”


เมื่อเนี่ยลี่พูดเช่นนี้ ตู่ซื่อก็ไม่พูดสิ่งใดอีก


นอกเหนือจากเนี่ยลี่ ตู่ซื่อ และลู่เพียวแล้ว ในห้องนี้ยังมีคนจากตระกูลสามัญอีกสามคน พวกเขาคือคนที่เคยไปยืนที่หลังห้องเรียนกับพวกเนี่ยลี่ ความสามารถของพวกเขาเองก็ไม่ได้ดีนัก เนื่องจากมีเพียงห้วงขอบเขตวิญญาณสีชาดเท่านั้น พวกเขาทั้งสามมีชื่อว่า เว่ยหนาน ซูเซียงจิ้ง และจางหมิง เนี่ยลี่ให้ความเชื่อมั่นในคนทั้งสาม เนื่องจากในชีวิตที่แล้ว พวกเขาทั้งสามเป็นดั่งมือขวาของตู่ซื่อ แม้ว่าความสัมพันธุ์ของพวกเขากับเนี่ยลี่จะไม่มีมากนัก แต่พวกเขามีความผูกพันและจงรักภักดีต่อตู่ซื่อเป็นอย่างมาก ในยามที่เมืองกลอรี่เกิดสงคราม พวกเขาต่อสู้ และปกป้องกัน จนต้องสละชีวิตดั่งพี่น้องสายเลือดเดียวกัน


และในชีวิตนี้ ในกลุ่มเล็ก ๆ ของพวกเขา ได้มอบหมายให้เนี่ยลี่เป็นผู้นำ


“ข้าได้ใช้เงินหกพันเหรียญจิตมาร ซื้อคริสตัลวิญญาณขั้นต้นมาทั้งหมดหกชิ้น จากนี้ไปข้าจะทดสอบพลังของพวกเจ้า!” เนี่ยลี่พูดขณะที่จ้องมองพวกเขา


“ทดสอบความสามารถ? มิใช่ว่าทุกคนได้รับการทดสอบความสามารถจากสถาบันแล้วมิใช่หรือ?” ตู่ซื่อถามด้วยความสงสัย


เนี่ยลี่เผยรอยยิ้มอันลึกลับและตอบกลับไปว่า “การทดสอบของข้ากับพวกเขานั้นมีความแตกต่างกัน”


ทุกคนต่างรู้สึกสงสัย ในเมืองกลอรี่นี้ การทดสอบเช่นนั้นเป็นเรื่องปกติ พลังวิญญาณของพวกเขาได้รับการตรวจสอบไปแล้ว ถ้าเช่นนั้นสุดท้ายแล้วเนี่ยลี่ต้องการที่จะทดสอบสิ่งใดอีก คริสตัลวิญญาณขั้นต้นนี้ มีราคาถึงหนึ่งพันเหรียญจิตมาร! เนี่ยลี่กลับซื้อมาถึงหกก้อน! แต่เนี่ยลี่นั้นมีความรอบรู้เป็นอย่างมาก พวกเขารู้สึกประทับใจกับความรู้ที่เนี่ยลี่ได้แสดงออกมาก่อนหน้านี้ ดังนั้นเขาจึงเชื่อมั่นในตัวเนี่ยลี่เป็นอย่างมาก


“ปกติแล้วการทดสอบด้วยคริสตัลวิญญาณที่ไม่เคยถูกใช้งานจะมีความแม่นยำสูงสุด หากนำมาทดสอบห้วงขอบเขตวิญญาณของคนเพียงคนเดียวจะมีความแม่นยำยิ่งนัก หากนำไปใช้ทดสอบกับคนมากกว่าหนึ่งคน คริสตัลวิญญาณจะถูกรบกวนจากข้อมูลที่แตกต่างกัน ทำให้ไม่อาจที่จะตรวจสอบห้วงขอบเขตวิญญาณ และระดับพลังวิญญาณที่แม่นยำได้ จึงทำได้เพียงตรวจระดับสีของห้วงขอบเขตวิญญาณและระดับความแข็งแกร่งเบื้องต้นเท่านั้น” เนี่ยลี่พูดพร้อมกับยิ้ม


“เจ้าจะพูดว่า นอกเหนือไปจากระดับสีของห้วงขอบเขตวิญญาณและระดับความแข็งแกร่ง ยังมีสิ่งอื่นที่สามารถตรวจสอบได้เช่นนั้นหรือ?” ลู่เพียวถามด้วยความสงสัย


“คุณสมบัติของห้วงขอบเขตวิญญาณและรูปลักษณ์ของห้วงขอบเขตวิญญาณ” เนี่ยตอบกลับไปพร้อมกับยิ้ม


ตู่ซื่อ ลู่เพียวและคนอื่น ๆ ต่างหันไปมองหน้ากัน สิ่งที่เนี่ยลี่พูดออกมาดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ลึกล้ำยิ่งนัก...............จบตอน


เมนู นิยาย ล่าง

เมนู มังงะ ล่าง