test

เมนู นิยาย บน

เมนูมังงะ

7 ต.ค. 2559

Tales of Demons & Gods บทที่ 7 导引之术 ศิลปะการนวดกดจุด





“ข้าต้องการที่จะฝึกฝนต่อแล้ว!” เซี่ยวหนิงเอ๋อ จ้องมองไปที่เนี่ยหลีและพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา


เซี่ยวหนิงเอ๋อนั้นไม่ต้องการให้ผู้อื่นมารบกวน จึงแสดงท่าทีในการขับไล่ นางไม่ค่อยที่จะได้พูดคุยกับนักเรียนคนไหน โดยเฉพาะพวกเด็กผู้ชาย ทำให้เพื่อนร่วมชั้นต่างมองว่านางเป็นคนที่ค่อนข้างแปลก


“อีกไม่นานข้าก็จะไปแล้ว!เนี่ยหลีพูดพร้อมกับยิ้ม เขามองดูตั้งแต่หัวจรดเท้าของเซี่ยวหนิงเอ๋อ


เซี่ยวหนิงเอ๋อขมวดคิ้ว เนี่ยหลีมองนางเช่นนี้ ช่างหยาบคายยิ่งนัก ดังนั้นนางจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกไม่พอใจ ในสถาบันกล้วยไม้ศักดิ์สิทธิ์ มีเด็กหนุ่มมากมายคิดที่จะตีสนิทกับเซี่ยวหนิงเอ๋อ แต่เซี่ยวหนิงเอ๋อก็ไม่เคยที่จะสนใจใยดีกับผู้ใด นางมุ่งเน้นเพียงแค่การฝึกฝนเท่านั้น เนี่ยหลีนั้นก็ไม่ได้ต่างไปจากคนเหล่านั้น นางจึงรู้สึกว่าเป็นคนที่น่าเบื่อยิ่งนัก!


“เหตุใดเจ้าจึงยังไม่ไปอีก?” เซี่ยวหนิงเอ๋อรู้สึกไม่พอใจมากยิ่งขึ้น เนี่ยหลีสร้างความรำคาญให้นางมากเกินไปแล้ว


เนี่ยหลีจ้องไปที่เท้าของเซี่ยวหนิงเอ๋อ นางไม่ได้สวมรงเท้า ขาของนางเรียวสวยราวกับหยกที่สว่างใสและมีสีแดงเล็กน้อย เมื่ออยู่ภายใต้แสงจันทร์  เขาพูดขึ้นมาว่า


 “ในยามค่ำคืน เท้าของเจ้าคงไม่ได้เจ็บปวดราวกับไฟแผดเผาใช่หรือไม่?


เมื่อได้ยินคำพูดของเนี่ยหลี เซี่ยวหนิงเอ๋อรู้สึกตกใจยิ่งนัก “เจ้ารู้ได้เช่นใด?” เพราะเท้าของนางร้อนดั่งไฟแผดเผา ทำให้นางต้องมาฝึกฝนยามค่ำคืน และการที่เซี่ยวหนิงเอ๋อไม่สวมรองเท้าก็ด้วยเหตุนี้เช่นกัน


“แน่นอนว่าข้าต้องรู้!เนี่ยหลีตอบกลับไปพร้อมกับยิ้ม และพูดต่ออีกว่า “ข้ามิได้รู้เพียงเท่านี้ ข้ายังรู้มากกว่านี้อีกด้วยว่า ไม่เพียงแต่เท้าของเจ้าจะร้อนรุ่มราวถูกไฟแผดเผา ร่างกายของเจ้ายังรู้สึกเหน็บหนาว เมื่อถึงยามสาม ร่างกายจะรู้สึกราวกับน้ำแข็งกำลังกัดกิน ซึ่งจะเจ็บปวดยิ่งนัก! เจ้าจึงออกมาฝึกบ่มเพาะพลังวิญญาณ เพื่อที่จะระงับความเจ็บปวด มิได้มาจากความต้องการที่แท้จริงของเจ้าใช่หรือไม่?


เซี่ยวหนิงเอ๋อรู้สึกตกใจยิ่งขึ้นไปอีก นางนั้นฝึนเก็บความเจ็บปวดนี้ไว้เงียบ ๆ เพียงลำพัง นางไม่เคยบอกกับผู้ใดแม้แต่คนในครอบครัว แต่เนี่ยหลีรู้ได้เช่นใดกัน?


เมื่อได้เห็นใบหน้าของเซี่ยวหนิงเอ๋อ เนี่ยหลีรู้ได้เลยว่าที่เขาคาดเดาเอาไว้นั้นต้องใกล้เคียงเป็นอย่างมาก อาการที่เซี่ยวหนิงเอ๋อเผชิญอยู่นี้ เรียกว่าโรค เย็นสุดขั้ว มักจะปรากฏในการฝึกฝนยามค่ำคืน ที่อากาศธาตุหยิน แทรกซึมเข้าสู่ชีพจร โรคเย็นสุดขั้วเป็นโรคที่ร้ายแรงยิ่งนัก เมื่ออาการหนักขึ้นอาจจะระเบิดออกมาทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ ในชีวิตที่แล้วเซี่ยวหนิงเอ๋อนอนอยู่บนเตียงแค่เวลาสองปี ก็นับว่าโชคดีมากแล้ว


“นอกเหนือจากอาการเหล่านี้ ร่างกายของเจ้าหลายจุดจะต้องมีรอยช้ำ และรู้สึกเจ็บปวดจนเกินจะทนไหว และจะแพร่กระจายไปทั่วทั้งร่างกายของเจ้า!เนี่ยหลีพูดด้วยความมั่นใจ และพูดต่อไปอีกว่า


“ในตอนนี้ เจ้านั้นยังมิได้บรรลุระดับบรอนซ์ เมื่อเจ้าทำการบ่มเพาะพลังวิญญาณไปจนถึงระดับบรอนซ์หนึ่งดาวแล้ว อาการของโรคจะรุนแรงยิ่งขึ้น และทำให้การบ่มเพาะพลังลดน้อยลงไป และอาจจะต้องเผชิญกับความตายอีกด้วย”


เมื่อได้ยินคำพูดของเนี่ยหลี นางยืนนิ่งไปชั่วครู่ นางกำหมัดแน่น ดวงตาของนางกลายเป็นสีแดง นี่มันอะไรกัน? แม้ว่านางจะเป็นคนที่เข้มแข็ง แต่เมื่อได้ยินข่าวร้ายเช่นนี้ เซี่ยวหนิงเอ๋อก็ไม่อาจที่จะทนรับได้


เนี่ยหลีสามารถวิเคราะห์อาการเจ็บป่วยของนางได้อย่างแม่นยำ เรียกได้ว่าถูกต้องแปดถึงเก้าส่วนเลยทีเดียว


ตั้งแต่ที่นางจำความได้ นางรู้ว่าตระกูลของนางต้องการให้นางแต่งเข้าตระกูลศักดิ์สิทธิ์ โดยการที่จะให้นางแต่งงานกับเสิ่นเฟย เมื่อนางเติบใหญ่ขึ้น เซี่ยวหนิงเอ๋อก็ค่อย ๆ ได้เรียนรู้นิสัยของเสิ่นเฟย นางไม่ต้องการที่จะแต่งงานกับคนที่วิ่งหาแต่ผู้หญิง นางจึงทุ่มเวลาทั้งหมดให้กับการฝึกฝน เพราะหวังว่าจะหลุดออกจากโชคชะตาที่โหดร้ายนี้ได้ แต่ดูเหมือนว่าพระเจ้าจะไม่ยอมให้นางกระทำเช่นนั้น ทั้ง ๆ ที่อีกไม่นานนางก็จะบรรลุระดับบรอนซ์หนึ่งดาว แต่จู่ ๆ กลับต้องมารับฟังข่าวร้ายเช่นนี้


เมื่อได้เห็นเซี่ยวหนิงเอ๋อที่มักจะเข้มแข็งอยู่เสมอยืนร้องไห้ เนี่ยหลีก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกสงสาร


เนี่ยหลี เมื่อเจ้ารู้จักโรคที่ข้าเป็นอยู่ เจ้าจะต้องรู้วิธีรักษามันใช่หรือไม่?” เซี่ยวหนิงเอ๋อถามด้วยความกังวล การป้องกันที่นางเคยกั้นเอาไว้ ถูกทำลายในที่สุด นางยอมที่จะเอ่ยคำขอร้อง “เจ้าสามารถที่จะช่วยข้าได้หรือไม่?” เซี่ยวหนิงเอ๋อนั้น นางก็เป็นเพียงแค่เด็กสาวอายุสิบสามปีเท่านั้น


เซี่ยวหนิงเอ๋อมักจะวางตัวว่าเป็นคนที่เข้มแข็ง ไม่เคยร้องขอความช่วยเหลือจากผู้ใด การที่ได้ยินเซี่ยวหนิงเอ๋อพูดเช่นนี้ เนี่ยหลีก็รู้สึกใจอ่อนขึ้นมา เขาเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็พูดขึ้นมาว่า “โรคนี้ไม่ได้เป็นโรคที่รักษาไม่ได้ เจ้าสามารถที่จะไปค้นได้จากหอตำราของสถาบันกล้วยไม้ศักดิ์สิทธิ์ โดยหาจากเรื่องความผิดปกติของโรค เย็นสุดขั้ว”


“จรงหรือ?” เซี่ยวหนิงเอ๋อรู้สึกมีความหวังขึ้นมา 


“แล้วรักษาด้วยวิธีใดกัน?


“เพื่อให้ร่างกายปรับอุณหภูมิได้ จะต้องใช้ลมปราณในการกดจุดชีพจร เป็นศิลปะการนวดกดจุดเพื่อจัดการรอยช้ำที่กระจัดกระจายทั่วร่าง และในทุกวันต้องกินหญ้าจินเสี้ยน [线草:หญ้าลวดทอง] และหญ้าเทียนหลวน [天銮草:หญ้าจักรพรรดิฟ้า] เพื่อที่จะค่อย ๆ ปรับสภาพร่างกาย เท่าที่ดูอาการของเจ้า น่าจะใช้เวลาราว ๆ สิบวันในการรักษา” นี่คือวิธีการรักษาอาการของโรคเย็นสุดขั้ว


“ศิลปะการนวดกดจุด โดยใช้ลมปราณในการกดจุดชีพจร” เซี่ยวหนิงเอ๋อขมวดคิ้ว นางนั้นอยู่ตระกูลใหญ่ที่ร่ำรวย แต่นางไม่เคยได้ยินศิลปะการนวดกดจุดนี้มาก่อนเลย


“นอกเหนือจากการรักษาเหล่านี้ จนกว่าจะแน่ใจว่าหายดี เจ้าจะต้องไม่ทำการฝึกบ่มเพาะพลังวิญาณในยามค่ำคืนเช่นนี้” เนี่ยหลียื่นมือออกไปด้านหน้าและพูดขึ้นมาว่า


“เจ้าสามารถนำตำราเทคนิคการบ่มเพาะพลังที่เจ้าฝึกฝนมาให้ข้าดูจะได้หรือไม่?


เซี่ยวหนิงเอ๋อจ้องมองไปที่เนี่ยหลี ถ้าหากมีคนแปลกหน้ามาขอดูตำราเทคนิคการบ่มเพาะพลังของนาง นางจะต้องรู้สึกว่าคนผู้นั้นต้องการที่จะมาแอบขโมยเทคนิคการบ่มเพาะพลังของนางเป็นแน่ นางคงจะต้องปฏิเสธหรือโกหกและปกป้องมันด้วยพลังของนาง แต่เมื่อนางมองดูเนี่ยหลี ในใของนางรู้สึกว่าคนผู้นี้ไว้ใจได้ เนี่ยหลีได้บอกอะไรแก่นางมากมาย นางจึงรู้สึกเชื่อใจเนี่ยหลีเป็นอย่างมาก นางหยิบเอาตำราเทคนิคการบ่มเพาะพลังของนางออกมาจากแหวนห้วงมิติออกมา


มันเป็นแค่กระดาษแผ่นเล็ก ๆ ที่ดูเก่าแก่ และเต็มไปด้วยตัวอักษร


เนี่ยหลีรับแผ่นกระดาษมาจากมือของเซี่ยวหนิงเอ๋อ โดยที่ไม่ได้ตั้งใจมือของเขาสัมผัสถูกด้านหลังมือของเซี่ยวหนิงเอ๋อ ที่ขาวราวกับหยก แต่เนี่ยหลีหาได้สนใจเลยไม่ เขาอ่านตำราดูอย่างตั้งใจ


หลังจากที่หลังมือของนางสัมผัสกับมือของเนี่ยหลี เซี่ยวหนิงเอ๋อหดมือกลับอย่างรวดเร็ว ใจของนางสั่นระรัว และรู้สึกสับสน หรือว่าเนี่ยหลีจะหลอกจับมือของนาง นางพยายามคิดว่าเนี่ยหลีกำลังคิดจะทำสิ่งใด? แต่เมื่อนางเงยหน้าขึ้น พบว่าเนี่ยหลีนั้นไม่ได้สนใจนางเลยแม้แต่น้อย นางรู้สกโล่งใจเล็กน้อย เนี่ยหลียังคงจับจ้องดูกระดาษแผ่นนั้นอย่างจริงจัง ทำให้เซี่ยวหนิงเอ๋อเหม่อลอยไปชั่วครู่ ทันทีที่นางคิดได้ว่า ก่อนหน้านี้นางคิดบ้าอะไรอยู่


“เป็นถึงตระกูลใหญ่ที่ร่ำรวย กลับให้ทายาทใช้เทคนิคการบ่มเพาะพลังที่น่าสงสารนี่ ไม่น่าแปลกใจเลยที่เมืองกลอรี่ถึงได้ตกต่ำถึงเพียงนี้...” เนี่ยหลีบ่นพึมพำขึ้นมา


“เจ้าพูดว่าอะไรนะ?” เซี่ยวหนิงเอ๋อจ้องไปที่เนี่ยหลี นางได้ยินเพียงแค่บางคำ และไม่ได้ยินคำพูดทั้งหมดของเนี่ยหลีอย่างชัดเจน


“ไม่มีอะไร!เนี่ยหลีหัวเราะเบา ๆ และพูดต่ออีกว่า “เทคนิคการบ่มเพาะพลังนี้ย่ำแย่จนเกินไป ยิ่งฝึกฝนก็ยิ่งส่งผลกระทบกับเส้นชีพจร เหตุผลที่เจ้านั้นเป็นโรคเย็นสุดขั้ว น่าจะเป็นเพราะเทคนิคการบ่มเพาะพลังนี้ ในส่วนที่ระบุว่า จิตใจอยู่เหนือวิญญาณ ให้เปลี่ยนเป็น จิตและวิญญาณผสานกัน และจิตใจอยู่เหนือธรรมชาติ...” เนี่ยหลีพูดออกมาไม่หยุด เขาแก้ไขเทคนิคการบ่มเพาะพลังจนเกินกว่าที่นางจะยอมรับได้


เซี่ยวหนิงเอ๋อได้ยินเนี่ยหลี แก้ไขเทคนิคการบ่มเพาะพลังของนาง ทำให้นางรู้สึกไม่พอใจ เทคนิคการบ่มเพาะพลังนี้ถ่ายทอดมาจากบรรชนของนาง เทียบกับระดับของเทคนิคการบ่มเพาะพลังในตระกูล เทคนิคการบ่มเพาะพลังนี้อยู่ในระดับที่หก การฝึกบ่มเพาะพลังที่เก่าแก่เช่นนี้เนี่ยหลีจะสามารถแก้ไขได้อย่างไร? แต่เซี่ยวหนิงเอ๋อก็ยังฟังทุกอย่างที่เนี่ยหลีพูดออกมา นางทำการบ่มเพาะพลังตามที่เนี่ยหลีได้แก้ไข และรู้สึกถึงบางอย่างได้จากภายใน เซี่ยวหนิงเอ๋อพบว่าจุดที่เนี่ยหลีทำการแก้ไขนั้น นางรับรู้ได้ว่ามันล้ำลึกเสียยิ่งกว่าประโยคเดิมยิ่งนัก


เซี่ยวหนิงเอ๋อจ้องไปที่เนี่ยหลีด้วยความรู้สึกไม่อยากจะเชื่อ


เนี่ยหลี เจ้าช่วยพูดอีกครั้งได้หรือไม่? ข้าจะจดบันทึกสิ่งที่เจ้าบอกมาทั้งหมดลงไป” เซี่ยวหนิงเอ๋อรีบพูดออกไป


“ได้!เนี่ยหลีพูดให้ช้าลง และบอกถึงจุดที่ต้องการไขในเทคนิคการบ่มเพาะพลังนี้ ทั้งหมดอีกครั้ง หลังจากที่เซี่ยวหนิงเอ๋อได้ทดลองฝึกตามที่เนี่ยหลีได้แก้ไข นางก็จะไม่มีทางลืม แม้ว่าเนี่ยหลีจะพูดอะไรออกมา ไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหน หรือว่าเข้าใจหรือไม่ นางก็บันทึกลงไปทั้งหมด และยิ่งได้ฟังมากเท่าใด นางพบว่าหลังจากที่เนี่ยหลีได้ทำการแก้ไขเทคนิคการบ่มเพาะพลังนี้แล้ว พบว่าเทคนิคการบ่มเพาะพลังนี้ก้าวล้ำไปจนเกินกว่าที่นางจะคาดคิดได้

เซี่ยวหนิงเอ๋อจ้องมองไปที่เนี่ยหลี จากความรู้สึกสับสนในตอนเริ่มต้น แปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกชื่นชมและนับถือ

จะต้องรู้ซึ้งถึงการบ่มเพาะพลังถึงเพียงไหน จึงสามารถที่จะแก้ไขเทคนิคการบ่มเพาะพลังให้ดียิ่งขึ้นไปได้ นางเกรงว่าแม้แต่ร่างทรงอสูรระดับแบล็คโกลด์ก็ไม่อาจที่จะทำได้ กล่าวได้ว่า ความเข้าใจของเนี่ยหลีนั้นก้าวล้ำเกินกว่าร่างทรงอสูรระดับเบล็คโกลด์ บางทีอาจจะเกินกว่าร่างทรงอสูรระดับตำนานเลยก็เป็นได้?


เซี่ยวหนิงเอ๋อจดทุกคำพูดของเนี่ยหลีราวกับว่าเป็นสมบัติล้ำค่า ทุกถ้อยคำของเนี่ยหลีนั้น ถูกบันทึกไว้ในใจของนาง นางไม่อาจบอกได้เลยว่า ในตอนนี้นางรู้สึกเช่นใดกับเนี่ยหลี หวาดกลัว? หรือว่า นับถือ?


เนี่ยหลีนั้นก็อายุมิได้ห่างจากนาง แต่เซี่ยวหนิงเอ๋อรับรู้ได้ถึงช่องว่างระหว่างเขากับนาง เดิมทีนางอาจจะคิดว่าเป็นแค่เรื่องไร้สาระ เนี่ยหลีนั้นเป็นแค่เด็กที่ไม่มีพรสวรรค์ ในตอนนี้นางตระหนักดีแล้วว่า เสิ่นซิ่วและนักเรียนเหล่านั้นที่หัวเราะเยาะเนี่ยหลี และนางเองก็เกือบที่จะคิดเช่นนั้น กับสิ่งที่เนี่ยหลีได้พูดออกไป ว่าเขานั้นจะกลายเป็นร่างทรงอสูรระดับตำนาน


คำพูดที่เนี่ยหลีพูดเอาไว้นั้น นางพูดได้เลยว่า มันจะต้องเป็นจริงอย่างแน่นอน!


เซี่ยวหนิงเอ๋อนั้น นับตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นความสามารถหรือสติปัญญา นางมักจะก้าวล้ำเพื่อน ๆ ไปเสมอ นี่เป็นครั้งแรกของนาง ที่ต้องเงยหน้ามองคนที่อยู่สูงกว่า


เนี่ยหลีได้ประกาศเอาไว้ก่อนหน้านี้ ว่าจะต้องได้แต่งงานกับหญิงที่งดงามที่สุดในเมืองกลอรี่ เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ เซี่ยวหนิงเอ๋อก็รู้สึกสับสน นางก้มหน้าเงียบ แค่พริบตาเดียวในใจของนางก็ปรากฏรูปของเอียจื่ออวิ๋น แม้ว่าเซี่ยวหนิงเอ๋อจะมั่นใจในรูปร่างหน้าตาของตนเอง แต่นางก็ต้องยอมรับ ว่าความงดงามของนางนั้นไม่อาจที่จะเทียบได้กับเอียจื่ออวิ๋น


“เจ้ากำลังคิดสิ่งใดอยู่?เนี่ยหลีมองเซี่ยวหนิงเอ๋อและเอ่ยถาม เมื่อเห็นว่าเซี่ยวหนิงเอ๋อมีท่าทีแปลกไปเล็กน้อย


“มะ...ไม่มีสิ่งใด?” เซี่ยวหนิงเอ๋อรีบตอบกลับไปพร้อมกับส่ายหน้า ความคิดที่อยู่ในหัวถูกสะบัดออกไปจนหมด นางเอ่ยถามเนี่ยหลีว่า


เนี่ยหลี เจ้าสามารถแนะนำศิลปะการนวดกดจุด โดยใช้ลมปราณในการกดจุดชีพจรได้หรือไม่?” 


“แน่นอน!เนี่ยหลีพยักหน้าตอบกลับไป และพูดต่ออีกว่า


“การใช้ลมปราณในการกดจุดชีพจร จำเป็นที่จะต้องนวดไปยังจุดที่ผู้ป่วยมีรอยช้ำ ถ้าข้าเป็นผู้ทำมันอาจจะไม่เหมาะสมอยู่บ้างสักเล็กน้อย”


เซี่ยวหนิงเอ๋ยเงยหน้ามองเนี่ยหลี เนี่ยหลีเองก็มีใบหน้าที่ราวกับแกะสลัก คิ้วโค้งราวกับกระบี่ ในดวงตาเป็นประกาย มีกลิ่นอายความหล่อเหลาอยู่บ้าง และภาพนั้นก็ประสานเข้าไปในความคิดของนาง เซี่ยวหนิงเอ๋อก้มหน้าเล็กน้อยและพูดออกไปว่า “ข้านั้นไม่ขัดข้อง เจ้าสามารถที่จะรักษาให้ข้าได้หรือไม่? ข้าไม่ต้องการที่จะเป็นคนที่ไร้ค่า” เซี่ยวหนิงเอ๋อพูดประโยคสุดท้ายขึ้นมาราวกับจะปลอบใจตัวเอง


เมื่ออยู่ต่อหน้าเนี่ยหลี นางนั้นกปลดปล่อยตัวเองจากก้อนน้ำแข็งอันชาเย็นได้


“เอิ่ม...” เนี่ยหลีถึงกับพูดอะไรไม่ออก เมื่อฝ่ายหญิงไม่ได้ขัดข้องอันใด สำหรับเขาเองนั้นก็เป็นแค่เพียงเรื่องเล็กน้อย หัวใจของเขานั้นเต็มไปด้วยเอียจื่ออวิ๋น สำหรับเซี่ยวหนิงเอ๋อนั้นเขามีแค่ความปรารถนาดีเลก ๆ น้อย ๆ เมื่อเขาไม่ได้คิดเกินเลยแม้แต่น้อย เขาจึงตอบกลับไป


“ได้! ทุกสามวันข้าจะใช้ศิลปะการนวดกดจุด โดยใช้ลมปราณในการกดจุดชีพจรให้แก่เจ้า เจ้าจงกลับไปและทำตามที่ข้าบอก ทานยาสมุนไพรพวกนั้น ข้าเชื่อว่าไม่นานเจ้าจะหายดี”


“อืม” เซี่ยวหนิงเอ๋อพยักหน้าตอบกลับไป


“รอยฟกช้ำของเจ้าอยู่ตรงส่วนไหนกัน?เนี่ยหลีถามออกไป


เซี่ยวหนิงเอ๋อรู้สึกสั่นไหวเล็กน้อย ด้วยความเขินอาย นางชี้ไปที่เท้าและตอบกลับไปว่า “มีอยู่หนึ่งจุดตรงนี้”


เนี่ยหลีมองลงไป เขาเห็นที่เท้าของเซี่ยวหนิงเอ๋อ มันเป็นรอยช้ำสีม่วงเข้ม นี่มันรุนแรงยิ่งนัก


“ร้ายแรงกว่าที่ข้าคิดเอาไว้” เนี่ยหลีขมวดคิ้ว และพูดต่อไปว่า “โชคดีที่ตำแหน่งของมันอยู่ที่หลังเท้า ถ้าหากมันอยู่ในตำแหน่งอื่น คงจะเป็นปัญหายิ่งกว่านี้ ที่เท้าข้าสามารถรักษาได้อย่างสะดวก มีแค่ตรงจุดนี้ใช่หรือไม่?เนี่ยหลีนั่งบนพื้นหญ้า


“อืม” เซี่ยวหนิงเอ๋อพยักหน้าตอบ นางไม่ได้บอกว่ามีรอยช้ำตรงจุดอื่นอีก นางค่อย ๆ นั่งลง และยื่นขาไปทางเนี่ยหลี นางกระพริบตา ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่.......จบตอน

 แปลโดย นายมะพร้าว



เมนู นิยาย ล่าง

เมนู มังงะ ล่าง