test

เมนู นิยาย บน

เมนูมังงะ

3 ต.ค. 2559

Tales of Demons & Gods บทที่ 421 天元神族 เผ่าพันธุ์แห่งเทพเมฆาสวรรค์ (2)


หลังจากนั้นราวครึ่งชั่วยามหลงยู่อินและหญิงวัยกลางคนก็ไปถึงที่ป่าเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง

“กลิ่นของธูปวิญญาณหมดลงตรงจุดนี้” หลงยู่อินขมวดคิ้ว พวกนางมองเข้าไปในป่า แต่ก็มองไม่เห็นร่างของเนี่ยลี่เลยแม้แต่น้อย [กลิ่นของธูปติดอยู่กับตัวของหลงยู่อินและนางวิ่งกอดเนี่ยลี่ในตอนก่อนหน้านี้ ทำให้กลิ่นธูปติดตัวเนี่ยลี่ไป]


“หรือว่าคุณชายตรวจพบว่าร่างกายของเขามีกลิ่นของธูปวิญญาณติดอยู่?” หญิงผู้ติดตามหลงยู่อินผู้หนึ่ง อดไม่ได้ที่จะสงสัย


หลงยู่อินนิ่งเงียบไปครูหนึ่ง การรับรู้ของเนี่ยลี่นั้นเฉียบคมยิ่งนัก การที่จะรับรู้ได้ว่าร่างของเขามีกลิ่นธูปวิญญาณติดอยู่จริงก็เป็นไปได้ หลงยู่อินรู้สึกไม่พอใจ จนอดไม่ได้ที่จะทืบเท้าของนาง และพูดขึ้นมาว่า “ข้าจะต้องหาเขาให้พบ!


หลงยู่อินทะยานเข้าไปในป่า และหญิงผู้ติดตามทั้งสองก็ทะยานตามไปติด ๆ


หลังจากนั้นไม่นาน มีกลุ่มคนอีกหลายคนที่ตามมายังที่แห่งเดียวกัน หนึ่งในนั้นคือหลี่ยื่อฟง นอกจากนี้ยังมียอดฝีมือสวมหน้ากากสองคนที่ไม่รู้ว่าเป็นผู้ใด และยอดฝีมือระดับแก่นแท้แห่งสวรรค์อีกสามคน


“หลงยู่อินและผู้ติดตามทั้งสอง หายไปจากทางนี้เช่นนั้นหรือ?” หลี่ยื่อฟงเอ่ยถาม

หนึ่งในยอดฝีมือระดับแก่นแท้แห่งสวรรค์ผู้หนึ่งรีบพยักหน้าตอบกลับพร้อมกับพูดว่า “ข้าเห็นพวกเขายืนอยู่ตรงนี้ครู่หนึ่ง จากนั้นก็มุ่งหน้าไปทางด้านนั้น”

หลี่ยื่อฟงหันมองไปทิศทางนั้นอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็หันมามองยอดฝีมือที่สวมหน้ากากทั้งสอง และถามขึ้นมาว่า “พวกนางหายไปตามทิศทางนี้ ข้าอยากรู้ว่าพวกเจ้าทั้งสองพร้อมกันหรือไม่?


หนึ่งในชายที่สวมหน้ากากป้องมือคารวะและพูดออกไปว่า “นายน้อยหลี่ยื่อฟงไม่ต้องกังวลในเรื่องนี้ ท่านสามารถปล่อยให้พวกข้าจัดการได้ หลังจากนั้นพวกข้าจะกลับไปรายงานแก่ท่านนายน้อยเอง พวกข้าขอตัวก่อนนายน้อยหลี่ยื่อฟง!


ฟุ่บบ! ฟุ่บบ!


ยอดฝีมือที่สวมหน้ากากทั้งสองทะยายออกไปราวกับเป็นลำแสง


ยอดฝีมือที่สวมหน้ากากทั้งสองคนนี้อยู่ในระดับวิถีแห่งมังกร!


หลังจากที่มองดูยอดฝีมือที่สวมหน้ากากทั้งสองลับหายไปจากสายตาของเขา เหล่าผู้ติดตามที่เป็นยอดฝีมือระดับแก่นแท้แห่งสวรรค์ก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามหลี่ยื่อฟงว่า

“นายน้อย ยอดฝีมือทั้งสองคนนี้มาจากที่ใดกันขอรับ?

หลี่ยื่อฟงหันกลับไปมองยังผู้ติดตามผู้นั้นด้วย
สายตาอันเย็นชา และตอบกลับไปว่า

“นั่นคือคำถามของเจ้าเช่นนั้นหรือ?
ยอดฝีมือระดับแก่นแท้แห่งสวรรค์รีบคุกเข่าลงด้วยความหวาดกลัวและพูดขึ้นมาว่า

“นางน้อย โปรดอภัยข้าด้วย ข้านั้นพูดมากเกินไป โปรดอภัยด้วย!

“ลุกขึ้นหลังจากนี้ไป เจ้าต้องหัดเรียนรู้เอาไว้ ว่าสิ่งใดควรหรือไม่ควรถาม!” หลี่ยื่อฟงมองออกไปไกล ๆ และพูดขึ้นมา

ตระกูลเถ้าอัคคีและตระกูลผนึกมังกร นั้นอยู่ในระดับที่ทัดเทียมกัน และต่างก็มุ่งหวังกับผู้สืบทอดตระกูลลำดับที่หนึ่ง แต่ผู้ติดตามของหลี่ยื่อฟงนั้นมีความแข็งแกร่งแค่เพียงระดับแก่นแท้แห่งสวรรค์ และโดยทั่วไปยอดฝีมือระดับวิถีแห่งมังกร จะเป็นเหล่าผู้อาวุโสที่อยู่ในตระกูลของเขา


    ยอดฝีมือในระดับนั้น แม้จะเป็นผู้สืบทอดลำดับที่หนึ่งเช่นเขา ก็ไม่อาจที่จะสั่งการให้ทำสิ่งใดได้
แต่ถึงอย่างไรก็ตาม หลงเทียนหมิงก็ยังมีผู้ติดตามที่อยู่ในระดับวิถีแห่งมังกรถึงสองคน!


และเมื่อได้ติดต่อกันหลี่ยื่อฟงจึงรู้ว่าหลงเทียนหมิงนั้นยังปกปิดความแข็งแกร่งของเขาเอาไว้!


หลี่ยื่อฟงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกไม่พอใจ แม้ว่าในตอนนี้เขาจะต้องการพลังของหลงเทียนหมิง แต่เขาเองก็ไม่ต้องการที่จะเป็นหุ่นเชิดของหลงเทียนหมิงเช่นกัน ด้วยความหยิ่งทะนงในตัวเขา เขาเองก็ไม่ได้เต็มใจที่จะร้องขอความช่วยเหลือเช่นนี้ แต่เขาก็ตระหนักดีว่า กองกำลังของเขาในตอนนี้ ไม่ได้มีความแข็งแกร่งในระดับเดียวกันกับกองกำลังของหลงเทียนหมิง


แม้ไม่ต้องการที่จะก้มหัว แต่ก็จำเป็นที่จะต้องทำ หลี่ยื่อฟงคิดด้วยใจที่หดหู่


เขาไม่คิดเลยว่าหลงเทียนหมิงจะเตรียมการกำจัดหลงยู่อินและผู้ติดตามของนาง ตาของหลี่ยื่อฟงเป็นประกาย เขามองไปที่ผู้ติดตามระดับแก่นแท้แห่งสวรรค์ของเขาและพูดขึ้นว่า

“ไปกันได้แล้ว!

“ขอรับ!” เหล่ายอดฝีมือระดับแก่นแห่งสวรรค์ตอบกลับไป

จากนั้นกลุ่มของหลี่ยื่อฟงก็ทะยานออกไป


ที่ชายแดนพื้นที่รกร้างที่ไร้ที่สิ้นสุด


เมื่อมองไปยังพื้นที่รกร้างที่ไร้ที่สิ้นสุด เขามองเห็นแต่พื้นที่สีเหลืองกว้างใหญ่ไม่มีที่สิ้นสุด มันเป็นดินแดนที่แห้งแล้งโดยไม่มีการเจริญเติบโตของพืชใด ๆ

เมื่อสายลมพัดมา บนท้องฟ้าก็เต็มไปฝุ่นสีเหลืองกระจายไปทั่ว


เป็นเวลานับพันปี ที่เผ่าพันธุ์แห่งเทพเมฆาสวรรค์ ที่ต้องติดอยู่ในโลกสีเหลืองอันแห้งแล้งนี้ ต้องต่อสู้เพื่อความอยู่รอดในพื้นที่รกร้างที่ไร้ที่สิ้นสุด

 ในครั้งหนึ่ง เหล่าบรรชนของเผ่าพันธุ์แห่งเทพเมฆาสวรรค์ เคยยืนหยัดอยู่บนตำแหน่งที่สูงสุด และสามารถรับมือได้แม้แต่กับจักรพรรดิปราชญ์ แต่ทว่า สุดท้ายแล้วเหล่าบรรชนของเผ่าพันธุ์แห่งเทพเมฆาสวรรค์กลับถูก  จักรพรรดิปราชญ์สาปให้อยู่ในพื้นที่รกร้างที่ไร้ที่สิ้นสุด เนื่องจากเขามองว่าเหล่าลูกหลานของเผ่าพันธุ์แห่งเทพเมฆาสวรรค์จะเป็นภัยคุกคามเขาได้ หลังจากนั้นก็ถูกผนึกให้อยู่ในพื้นที่รกร้างที่ไร้ที่สิ้นสุดไปชั่วนิรันด


เมื่อใดก็ตามที่เผ่าพันธุ์แห่งเทพเมฆาสวรรค์ออกจากพื้นที่รกร้างที่ไร้ที่สิ้นสุด พวกเขาต้องยอมลดตัวไปเป็นผู้รับใช้ของบุคคลอื่น!


ซึ่งเรื่องนี้นับว่าเป็นความอัปยศอดสูไม่มีที่สิ้นสุด
ของเผ่าพันธุ์แห่งเทพเมฆาสวรรค์


ซึ่งเหล่ายอดฝีมือที่แข็งแกร่งของเผ่าพันธุ์แห่งเทพเมฆาสวรรค์ไม่อาจที่จะยอมรับได้ หลายคนยอมตายเสียดีกว่าที่จะยอมออกไปจากพื้นที่รกร้างที่ไร้ที่สิ้นสุด แต่ก็มีคนจากเผ่าพันธุ์แห่งเทพเมฆาสวรรค์บางส่วนที่ถูกขับไล่ให้ออกจากพื้นที่รกร้างที่ไร้ที่สิ้นสุด แต่เมื่อพวกเขา ลงนามในพันธสัญญาเป็นผู้รับใช้ และออกมาจากพื้นที่รกร้างที่ไร้ที่สิ้นสุด กลับถูกข่มเหงราวกับทาส และมีชีวิตที่เจ็บปวดเสียยิ่งกว่าความตาย


เผ่าพันธุ์แห่งเทพเมฆาสวรรค์ที่เคยมีประชากรขนาดใหญ่ของพันล้านชาติพันธุ์ สุดท้ายก็เหลือรอดเพียงแค่ไม่กี่ร้อยคน ในทุกปีก็จะมีคนออกจากพื้นที่รกร้างที่ไร้ที่สิ้นสุดอยู่เสมอ พวกเขามีทางเลือกเพียงสองทางคือยอมตายอยู่ในพื้นที่รกร้างที่ไร้ที่สิ้นสุด หรือว่า ออกไปยังอยู่ที่โกลภายนอกอย่างอัปยศอดสู


แต่ในเรื่องของความแข็งแกร่งของเผ่าพันธุ์แห่งเทพเมฆาสวรรค์นั้นไม่มีข้อสงสัยเลยแม้แต่น้อย แม้แต่เผ่าพันธุ์แห่งเทพเมฆาสวรรค์ที่อ่อนแอยังมีความแข็งแกร่งอยู่ในระดับวิถีแห่งมังกร!


ที่ชายแดนพื้นที่รกร้างที่ไร้ที่สิ้นสุด มีเมืองเล็ก ๆ อยู่ ในเมืองเต็มไปด้วยเสียงจากร้านค้าต่าง ๆ ที่ได้มาตั้งรกรากยังที่แห่งนี้


พื้นที่รกร้างที่ไร้ที่สิ้นสุดแห่งนี้ ไม่มีทรัพยากรใด ๆ เผ่าพันธุ์แห่งเทพเมฆาสวรรค์ที่ต้องกลายเป็นทาส พวกเขาแลกเปลี่ยนตัวเองกับศิลาจิตวิญญาณเป็นจำนวนมาก และใช้เงินเหล่านี้ซื้ออาหารจากภายนอก และส่งอาหารไปให้คนจากเผ่าพันธุ์ของพวกเขา

ด้วยการกระทำเช่นนี้ ทำให้ในช่วงสิบปีมานี้ ประชากรเผ่าพันธุ์แห่งเทพเมฆาสวรรค์จึงไม่ได้ลดลง
จะมีหลายร้อยคนในแต่ละปี ที่เหล่ายอดฝีมือจากเผ่าพันธุ์แห่งเทพเมฆาสวรรค์ ได้ออกไปจากพื้นที่รกร้างที่ไร้ที่สิ้นสุด ที่ต้องยอมไปเป็นทาสรับช้
ยอดฝีมือเผ่าพันธุ์แห่งเทพเมฆาสวรรค์ที่อยู่ในระดับวิถีแห่งมังกร ในระดับที่หนึ่งนั้น จะต้องจ่ายค่าจ้างเริ่มต้นที่อย่างน้อยสามหมื่นศิลาจิตวิญญาณหรือสูงกว่านั้น และในระดับที่สองนั้น จะต้องจ่ายสูงขึ้นไปอีกสองเท่า และในระดับที่สามนั้นก็จะแพงยิ่งขึ้นไปอีก ดังนั้นจึงมีแค่เพียงคนจากตระกูลใหญ่ที่ร่ำรวยเท่านั้น จึงจะมีทาสจากเผ่าพันธุ์แห่งเทพเมฆาสวรรค์ที่แข็งแกร่งได้


การลงนามในพันธสัญญาเป็นผู้รับใช้ของยอดฝีมือจากเผ่าพันธุ์แห่งเทพเมฆาสวรรค์ จักรพรรดิปราชญ์เป็นผู้กำหนดขึ้นมา ยอดฝีมือจากเผ่าพันธุ์แห่งเทพเมฆาสวรรค์ไม่อาจที่จะทำลายพันธสัญญานี้ได้ ดั้งนั้นเมื่อยอดฝีมือจากเผ่าพันธุ์แห่งเทพเมฆาสวรรค์ได้ลงนามในพันธสัญญาเป็นผู้รับใช้ ก็จะต้องทำตามคำสั่ง แม้ว่าจะเป็นคำสั่งให้พวกเขาต้องตาย พวกเขาก็จะไม่อาจที่จะปฏิเสธได้ ด้วยเหตุนี้ทาสที่มาจากเผ่าพันธุ์แห่งเทพเมฆาสวรรค์ จึงเป็นที่นิยมยิ่งนัก


เนี่ยลี่เดินไปตามถนนเล็ก ๆในเมือง นอกเหนือจากการพูดคุยกันของร้านค้าที่สวมชุดผ้าไหม ก็จะเห็น ทาสที่มาจากเผ่าพันธุ์แห่งเทพเมฆาสวรรค์ที่ซูบผอมอยู่หลายคน


    แม้ว่าราคาที่ต้องจ่ายสำหรับยอดฝีมือจากเผ่าพันธุ์แห่งเทพเมฆาสวรรค์จะสูงกว่าสามหมื่นศิลาจิตวิญญาณ แต่อาหารจากทั่วทุกมุมโลกที่ได้จัดส่งมายังที่แห่งแห่งนี้ ก็ยังจำหน่ายในราคาที่สูงนัก ยอดฝีมือจากเผ่าพันธุ์แห่งเทพเมฆาสวรรค์ ก็สามารถนำไปแลกเปลี่ยนอาหารได้เพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น และไม่เพียงพอที่จะซื้อเสื้อผ้าได้


เนี่ยลี่เดินไปจนสุดทาง และมองไปโดยรอบ ก็จะเห็นร้านค้าที่เคยค้าขายติดต่อกับเหล่านิกายศักดิ์สิทธิ์

เมื่อได้เห็นคนเหล่านั้นเนี่ยลี่จะก้าวขาให้เร็วขึ้นอีกครึ่งก้าว

เนี่ยลี่สวมเสื้อคลุมและเดินก้มต่ำ ในช่วงเวลาที่เดินผ่านก็ได้ยินเสียงมากมาย มีผู้คนเดินไปมามายมายไปรวมตัวกันยังที่แห่งหนึ่ง

“นี่มันเกิดอะไรขึ้น!” เนี่ยลี่ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะเดินตามเหล่าฝูงชนไปยังที่แห่งนั้น..................จบตอน

  แปลโดย นายมะพร้าว





เมนู นิยาย ล่าง

เมนู มังงะ ล่าง