test

เมนู นิยาย บน

เมนูมังงะ

22 ก.ย. 2559

Tales of Demons & Gods บทที่ 406 黑火 เปลวเพลิงสีดำ


หลังจากที่แสงสีแดงเข้าไปด้านในจิตกรรมหมื่นขุนเขาและสายน้ำไม่นาน


ครืนน! ครืนน! ครืนน!


เป็นเสียงที่ดังราวกับแผนดินแยก ภูเขาถล่มเลยทีเดียว

มันเป็นสัญญาณของการล่มสลายของตำหนักซีอิงเสิ่นแห่งนี้ มีพลังงานอันแข็งแกร่งแทรกซึมเข้าไปในภาพจิตกรรมหมื่นขุนเขาและสายน้ำ


เมื่อรับรู้ได้ถึงพลังอันแข็งแกร่งนี้ เนี่ยลี่ถึงกับคิ้วกระตุก นี่มันเป็นพลังอันแข็งแกร่งของยอดฝีมือระดับเทพสงคราม!


เมื่อค่ายกลลวงตาหนึ่งพันรูปแบบที่ด้านนอกถูกทำลายลงไป แน่นอนว่า ที่แห่งนี้จะต้องดึงดูดความสนใจของยอดฝีมือระดับเทพสงครามเป็นแน่!


เนี่ยลี่เริ่มรู้สึกหวั่นไหว เขาหันมามองเซี่ยวหยู่และพูดขึ้นมาว่า “เจ้าจงเข้าไปอยู่ภายในจิตกรรมหมื่นขุนเขาและสายน้ำ!


หลังจากทีได้ยินคำพูดของเนี่ยลี่ เซี่ยวหยู่เกิดความสงสัยขึ้นมาเล็กน้อย ในห้วงพื้นที่ช่องว่าง ของเนี่ยลี่นั้น สามารถนำสิ่งที่มีชีวิตเข้าได้ไปด้วยหรือ? นางรู้เพียงแค่ว่า จิตรกรรมหมื่นขุนเขาและสายน้ำ นั้นเป็นของที่วิเศษยิ่งนัก แต่นางเองก็มิได้รู้ว่า มันใช้ทำสิ่งใดได้บ้าง


ด้วยการสบัดแขนขวาของเนี่ยลี่ จิตรกรรมหมื่นขุนเขาและสายน้ำก็ดูดเซี่ยวหยู่เข้าไปด้านในทันที
 “ข้าจะต้องหาทางออกไปให้ได้ ถ้าไม่เช่นนั้นผลจากการสังเวยเลือดอสูรจะต้องหายไปเป็นแน่!


เนี่ยลี่อดไม่ได้ที่จะคิด เขาไม่รู้เลยว่าท้ายที่สุดแล้วในตำหนักซีอิงเสิ่นแห่งนี้จะยังมีสมบัติใดซ่อนอยู่อีก แต่เนี่ยลี่ก็มิได้มีเวลาที่จะค้นหาอีกต่อไป


หลังจากที่ได้ครุ่นคิด เนี่ยลี่รีบตรงไปที่ค่ายกลศิลาวิญญาณล่องลอยทันที และเตรียมที่จะกลับออกไป เมื่อ โอรสศักดิ์สิทธิ์ หลีหั่วเห็นว่า ค่ายกลศิลาเริ่มที่จะพลังทะลายลงไป ยอดฝีมือคนอื่นๆ และ รวมไปถึง เสิ่นเหลย โม๋จุน ก็จะออกไปได้ด้วย นั่นก็นับว่าเป็นปัญหายิ่งนัก [เกรงว่าจะเข้าไปแย่งชิงสมบัติกันข้างใน]


เนี่ยลี่ทะยานผ่านไปอย่างรวดเร็ว และรีบไปพบเหยียนหยาง


“ข้ารู้สึกได้ว่าตำหนังซีอิงเสิ่นแห่งนี้กำลังจะพังทะลายลง นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?” เหยียนหยางลืมตาพร้อมกับยืนขึ้นและเอ่ยถาม


“ยอดฝีมือระดับเทพสงครามผู้หนึ่ง กำลังคิดจะทำลายข่ายอาคม เพื่อที่จะเข้ามายังที่แห่งนี้ พวกเราจะต้องรีบหนีออกไป!” เนี่ยลี่ตอบกลับไปและพูดอธิบายต่ออีกว่า


“ข้ารับรู้ได้ถึงลมปราณส่วนหนึ่งมันมีกลิ่นอายของอสูร คนผู้นี้จะต้องเป็นคนของนิกายเทพอสูรเป็นแน่!

หลังจากทีได้ยินที่เนี่ยลี่พูด เหยียนหยางอดไม่ได้ที่จะรู้สึกประหลาดใจ เนี่ยลี่ใช้วิธีไหนกันในการตรวจสอบว่า อสูรตนใดมาจากนิกายเทพอสูร?
เนี่ยลี่ผู้นี้ ช่างมีความลับยิ่งนัก เขาเองก็อดไม่ได้ที่จะอยากรู้อยากเห็นทั้งหมด


“ข้าจะต้องมีชีวิตรอดกลับไปยังนิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์ คงต้องให้ศิษย์พี่เหยียนหยางช่วยเหลือแล้ว!” เนี่ยลี่ประสานมือเคารพเหยียนหยาง


“ข้าจะช่วยเหลืออย่างสุดความสามารถ!” เหยียนหยางพยักหน้าพร้อมตอบกลับไป
ทั้งรีบวิ่งไปยังทางออก


หลังจากนั้นไม่นาน ค่ายกลศิลาวิญญาณล่องลอย ก็พังทะลายลงไปอย่างรวดเร็ว ทุกคนที่ติดอยู่ในค่ายกลก็หลุดออกมา


อู๋หยาจื่อมองไปที่พื้นที่ ที่ว่างเปล่า เขามองกลับไปแล้วยิ้มอย่างขมขื่น เขาคิดที่จะสังหารเนี่ยลี่กับเซี่ยวหยู่เมื่อกลับออกไป เขาไม่คิดเลยว่าเนี่ยลี่และเซี่ยวหยู่จะคาดการณ์เอาไว้ทั้งหมดแล้ว และเขาเชื่อว่าเซี่ยวหยู่จะต้องถูกเนี่ยลี่ช่วยเหลือให้ออกจากค่ายกลศิลไปแล้วก่อนหน้านี้เป็นแน่


เขาไม่รู้เลยว่าเนี่ยลี่และเซี่ยวหยู่ ไปอยู่ที่ไหนในตอนนี้ อู๋หยาจื่อครุ่นคิดและทะยานไปยังทางออก มีเพียงการปิดกั้นทางออกเท่านั้น ที่เขาจะสามารถหยุดเนี่ยลี่และเซี่ยวหยู่ได้!


โอรสศักดิ์สิทธิ์ หลีหั่วเงยหน้ามองไปยังพื้นที่ ที่ว่างเปล่า ในดวงตาของเขาเผยให้เห็นความยินดี ในที่สุดอาจารย์ของเขาได้มาถึงแล้ว!


ตราบเท่าที่อาจารย์ของเขาอยู่ที่นี่ ก็ไม่มีผู้ใดที่จะเอาสมบัติออกไปได้!


หลังจากที่โอรสศักดิ์สิทธิ์ หลีหั่ว ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ได้นำลูกน้องของเขาออกไปยังประตูทางออก


มีเพียงเสิ่นเหลย โม๋จุน ที่ยังขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ เขายังไม่คิดที่จะยอมแพ้ และค้นหาสมบัติที่ซ่อนอยู่ในตำหนักซีอิงเสิ่นนี้ต่อไป!


ครืนน! ครืนน! ครืนน!


ในที่สุดข่ายอาคมก็พังทะลายลงไป เจตจำนงอันแข็งแกร่งได้แผ่เข้าไปยังด้านใน เพื่อค้นหาสมบัติที่ซุกซ่อนอยู่ในตำหนักซีอิงเสิ่น


ด้วยความแข็งแกร่งของปรมาจารย์เทพเสวียนหมิง การที่จะตรวจสอบพื้นที่ทั้งหมดของตำหนักซีอิงเสิ่นนั้น เป็นเรื่องที่ง่ายดายนัก หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็ตรวจพบว่า ที่ด้านในส่วนลึกของตำหนักซีอิงเสิ่น มีเปลวเพลิงสีดำอยู่


“นี่มันคืออะไรกัน?” ปรมาจารย์เทพเสวียนหมิงคิด จากประสบการณ์ที่เขามี เขาไม่รู้เลยว่าเปลวเพลิงสีดำนี้คืออะไร บางทีอาจจะเป็นสมบัติที่ซุกซ่อนอยู่ก็เป็นได้ เขาจึงส่งเจตจำนงส่วนหนึ่งเข้าไปสำรวจ เปลวเพลิงสีดำ ดังกล่าว


ทันทีที่เจตจำนงของเขาได้สัมผัสเข้ากับเปลวเพลิงสีดำ ปรมาจารย์เทพเสวียนหมิงก็ร้องอย่างเจ็บปวด

“ใครกันที่คิดกล้าเล่นสกปรกกับข้า!


เจตจำนงของปรมาจารย์เทพเสวียนหมิง น้ำถูกเปลวเพลิงสีดำเผาไหม้ ดวงตาข้างซ้ายของเขานั้นร้อนราวกับถูกเผาไหม้ เปลวเพลิงสีดำพยายามที่จะเผาเจตจำนงค์ของเขาจนหมดสิ้น ปรมาจารย์เทพเสวียนหมิง จึงตัดเจตจำนงนั้นทิ้งไป

หึ!

ปรมาจารย์เทพเสวียนหมิงได้แยกเจตจำนงเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งถูกตัดออกไปเนื่องจากถูกเผาไหม้ด้วยเพลิงสีดำ


ปรมาจารย์เทพเสวียนหมิงถึงกับหายใจหอบ เขารู้สึกโกรธยิ่งนัก แม้ว่าเขาจะตัดเจตจำนงนั้นออกไป แต่ด้วยความเสียหายจากเปลวเพลิงสีดำที่เผาไหม้เจตจำนงของเขา ทำให้เขาเองก็ต้องบาดเจ็บมิใช่น้อย


หลังจากที่บรรลุระดับวิถีแห่งมังกรขั้นที่เก้า ชะตาวิญญาณทั้งเก้าจะรวมเป็นหนึ่ง ถ้าหากเมื่อใดที่ถูกสังหารก็คือการดับสูญ 


แต่เมื่อก้าวถึงระดับเทพสงคราม นอกจากเก้าชะตาวิญญาณจะรวมเป็นหนึ่งแล้ว ก็จะไปถึงกายเนื้อและวิญญาณรวมเป็นหนึ่ง 


กล่าวคือ ร่างกายและวิญญาณของยอดฝีมือระดับเทพสงครามเป็นหนึ่งเดียวกัน เมื่อจิตวิญญาณถูกเผาไหม้ไป ก็คือการดับสูญเช่นกัน[ตรงส่วนนี้รอให้เนี่ยลี่ไปถึงระดับวิถีแห่งมังกรคงจะมีการอธิบายโดยละเอียดอีกรอบ ตอนนี้ขอแปลไปตามนี้ก่อนนะครับ จุดที่ไม่มั่นใจคือ ชะตาวิญญาณจะมารวมตัวกันในตอนไหนกันแน่ ระหว่าง วิถีแห่งมังกรขั้นที่หนึ่ง หรือว่า จะรวมตอนขั้นที่เก้า]


แต่ในระดับเทพสงคราม หากสามารถที่จะบรรลุไปถึงขอบเขตที่เหนือล้ำยิ่งไปกว่านั้น ที่เรียกได้ว่าเป็นตำนาน ก็จะสามารถเรียกขานเขาได้ว่า พระเจ้า! [บรรลุขอบเขตแห่งพระเจ้า]


จิตวิญญาณของ ปรมาจารย์เทพเสวียนหมิง ห้าส่วนได้ถูกเผาไหม้ไป ระดับการบ่มเพาะพลังของเขาจึงลดไปเป็นอย่างมาก ทำให้เขารู้สึกโกรธยิ่งนัก
การที่จะคืนพลังกลับมาเท่าเดิมนั้น เขาต้องทำการบ่มเพาะพลังนับสามสิบปี!


การบ่มเพาะพลังสามสิบปีของเขา กลับสลายไปในพริบตา จะไม่ทำให้เขาโกรธแค้นได้เช่นใด?


เขาได้ตรวจสอบทั่วทั้งตำหนักซีอิงเสิ่นแล้ว แต่ก็ไม่พบสมบัติเลยสักชิ้น เป็นไปได้ว่า มีใครบางคนเก็บเอาสมบัติทั้งหมดไปแล้วใช่หรือไม่?


ปรมาจารย์เทพเสวียนหมิงจ้องมองไปที่ตำหนังซีอิงเสิ่น ทุกคนที่ติดอยู่ในตำหนังซีอิงเสิ่นแห่งนี้ เขาจะไม่ยอมปล่อยให้คนที่ครอบครองสมบัติรอดออกไปได้เป็นแน่


ปรมาจารย์เทพเสวียนหมิงเปร่งเสียงผ่านลมปราณดังกึกก้องทั่วทั้งตำหนักซีอิงเสิ่น “ถึงผู้ที่ติดอยู่ในตำหนักซีอิงเสิ่นแห่งนี้ หากพวกเจ้าต้องการที่จะรอดกลับไป จงทิ้งแหวนห้วงมิติที่ใช้สำหรับเก็บของไว้ ถ้ามิเช่นนั้นจะถูกสังหารโดยไม่มีการให้อภัยเด็ดขาด!


ทั่วทั้งตำหนักซีอิงเสิ่น ไม่เพียงแค่คนจากนิกายเทพอสูร ยังมีคนจากแปดนิกายศักดิ์สิทธิ์ [นอกจากหกนิกายใหญ่แล้วก็มีนิกายเล็ก ๆอยู่อีก] และมีหลายคนที่อยู่ในระดับ โอรสศักดิ์สิทธิ์ และ ธิดาศักดิ์สิทธิ์ [ผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำนิกาย] แม้ว่า ปรมาจารย์เทพเสวียนหมิง จะแข็งแกร่ง และมีตำแหน่งสูงสุดในนิกายเทพอสูร แต่เขากล้าที่จะก่อสงครามขึ้นที่ไร้จุดจบขึ้นเช่นนั้นหรือ?


การที่จะสังหารทุกคนที่อยู่ในตำหนักซีอิงเสิ่นนี้ มันจะเป็นการสร้างความเคียดแค้นต่อผู้คนจำนวนมาก

การสังหารคนทั่วไปนั้นก็มีความเป็นไปได้ แต่การสังหารคนในระดับ โอรสศักดิ์สิทธิ์ และ ธิดาศักดิ์สิทธิ์ มันไม่ใช่เรื่องที่ง่ายดายเป็นแน่ แม้ว่านิกายเทพอสูรจะมีพลังมากพอสู้กับนิกายศักดิ์สิทธิ์ แต่ถ้าเหล่ายอดฝีมือระดับเทพสงครามของนิกายศักดิ์สิทธิ์ร่วมมือกัน เกรงว่านิกายเทพอสูรจะต้องย่อยยับเป็นแน่ สุดท้ายเขาก็ต้องแบกรับปัญหาที่ก่อเอาไว้เอง


ยิ่งไปกว่านั้น เขาเพิ่งจะสูญเสียการบ่มเพาะพลังไปถึงสามสิบปี ในตอนนี้เป็นเวลาที่เขาอ่อนแอที่สุดเสียด้วยซ้ำ!


ที่ด้านนอกตำหนักซีอิงเสิ่น กองกำลังของนิกายเทพอสูรคอยขวางมิให้ใครออกไปข้างนอกได้ พวกเขานั้นราวกับเสือและหมาป่า ที่คอยจับจ้องผู้ที่คิดจะออกไปจำตำหนักซีอิงเสิ่น


“นี่คือแหวนห้วงมิติสำหรับเก็บของของข้า!” ยอดฝีมือจากนิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์ผู้หนึ่งโยนแหวนให้อสูรพวกนั้น ดวงตาของเขานั้นเต็มไปด้วยความโกรธ และเดินออกไปที่ด้านนอก


“ช้าก่อน!” ยอดฝีมือของนิกายเทพอสูรหลายคนได้มาหยุดเขาเอาไว้


“ข้าได้มอบทั้งหมดที่ข้ามีให้พวกเจ้าไปแล้ว พวกเจ้ายังต้องการสิ่งใดอีก?” ยอดฝีมือจากนิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์เอ่ยถามอย่างขมขื่น


ยอดฝีมือจากนิกายเทพอสูร กระชากเสื้อของเขาออก มีของวิเศษสองชิ้นร่วงลงมา “เจ้ากล้าที่จะซุกซ่อนสมบัติเอาไว้ เจ้าคงจะไม่ต้องการชีวิตแล้วสินะ?


“สังหารมันซะ!

กระฉูด!



ยอดฝีมือจากนิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์ถูกตัดหัวด้วยกระบี่ในคราเดียว เลือดก็พุ่งกระจายไปทั่วพื้น.............จบตอน


แปลโดย นายมะพร้าว

เมนู นิยาย ล่าง

เมนู มังงะ ล่าง