test

เมนู นิยาย บน

เมนูมังงะ

30 ก.ย. 2559

Tales of Demons & Gods บทที่ 4 百万妖灵币 หนึ่งล้านเหรียญจิตมาร




เนี่ยลี่ชำเลืองมองไปที่เซี่ยวหนิงเอ๋อ นางมีรูปร่างผอมบางสวมชุดสีเหลืองอ่อน กระโปรงสั้น สวมรองเท้าส้นสูงสีดำ ผมยาวนุ่มพาดอยู่บนไหล่ของนาง ดวงตาของนางใสกระจ่าง คิ้วโก่งสูง ขนตายาว ผิวขาวอมชมพู ริมฝีปากเป็นรูปสวยราวกับกลีบกุหลาบ 

ร่างกายของนางนั้นดูแล้วช่างเย้ายวน จนทำให้เด็กหนุ่มทั้งหลายหลงใหล ความงดงามของนางนั้นเกินกว่าที่จะพรรณนาออกมาได้หมด ใบหน้าของนางนั้นเย็นชาราวกับน้ำแข็ง ยิ่งทำให้นางนั้นดูแปลกและน่าสนใจยิ่งขึ้น

เนี่ยลี่หวนรำลึกถึงเมื่อชีวิตที่ผ่านมา เซี่ยวหนิงเอ๋อเป็นบุตรีของหนึ่งในเจ็ดตระกูลใหญ่ที่ร่ำรวย ห้งขอบเขตวิญญาณของนางนั้นต่ำชั้นกว่าเอียจื่ออวิ๋นอยู่หนึ่งขั้น ก่อนที่เมืองกลอรี่จะล่มสลาย นางเป็นร่างทรงอสูรระดับซิลเวอร์ที่โดดเด่น และเมื่อนางกับเอียจื่ออวิ๋นอยู่ในชั้นเรียนเดียวกัน พวกเขาถูกขนานนามคู่กันว่า ฝาแฝดราศีเมถุน ที่มีฝีมือที่โดดเด่นที่สุด!

แต่ทว่า ตระกูลเซี่ยว ต้องการที่จะเกี่ยวดองกับสามตระกูลหลัก จึงบังคับให้เซี่ยวหนิงเอ๋อแต่งงานกับคนของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ โดยให้แต่งงานกับพี่ชายของเสิ่นเอีย เซี่ยวหนิงเอ๋อนางไม่ยินยอมที่จะทำเช่นนั้น สุดท้ายนางจึงต้องแตกหักกับตระกูล และหลบหนีไปยัง ป่าทมิฬที่อยู่ใกล้กับเทือกเขาบรรพชนเพียงลำพัง และนางก็ไม่กลับออกมาอีกเลย 

ช่างเป็นผู้หญิงที่เด็ดเดี่ยวยิ่งนัก!

ในใจของเนี่ยลี่นั้นรับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดและเสียใจของเซี่ยวหนิงเอ๋อ ถ้าหากมีโอกาส เนี่ยลี่จะต้องให้การช่วยเหลือนางอย่างแน่นอน แต่เนี่ยลี่มิได้ทำเช่นนั้นเพราะความหลงใหล เพราะในใจของเนี่ยลี่มีนางในดวงใจเพียงหนึ่งเดียวคือเอียจื่ออวิ๋น

“ในอีกสองเดือนข้างหน้า จะมีการทดสอบว่าใครจะได้เดินไปในเส้นทางของนักสู้หรือเส้นทางของร่างทรงอสูร ข้าหวังว่าในระยะเวลาที่เหลืออยู่นี้ จะมีอีกหลายคนที่สามารถบรรลุระดับบรอนซ์ได้ ซึ่งข้าและสถาบันกล้วยไม้ศักดิ์สิทธิ์ จะรู้สึกยินดียิ่งนัก” มีรอยยิ้มปรากฏที่ใบหน้าของเสิ่นซิ่ว

บรอนซ์ ซิลเวอร์ โกลด์ แบล็คโกลด์ และ ตำนาน จะแบ่งออกเป็นห้าระดับเรียกว่าดาว บรอนซ์หนึ่งดาว คือขั้นที่เป็นจุดเริ่มต

เมื่อมีพลังกายถึงหนึ่งร้อยจุด หรือ พลังวิญญาณถึงหนึ่งร้อยจุด ก็จะถือว่าบรรลุในระดับบรอนซ์หนึ่งดาว แค่เพียงจุดเริ่มต้นก็เป็นเรื่องที่ยากยิ่งนัก มีหลายคนที่อายุมากแล้วก็ยังไม่อาจที่จะบรรลุได้แม้เพียงจุดเริ่มต้น ไม่อาจที่จะเป็นได้แม้แต่นักสู้หรือร่างทรงอสูรที่แท้จริงได้

เมื่อได้ยินคำพูดของเสิ่นซิ่ว นักเรียนในชั้นเรียนต่างหันมากระซิบคุยกัน ถ้าหากต้องการที่จะเป็นนักสู้ระดับบรอนซ์ จะต้องยกหินใหญ่ขนาดหนึ่งร้อยชั่ง [ห้าสิบกิโลกรัม] หรือต่อยต้นไม้ขนาดหนึ่งคนโอบให้โค่นลงได้ ก็ถือว่าบรรลุระดับบรอนซ์หนึ่งดาว ซึ่งสำหรับเด็กเหล่านี้เป็นเรื่องที่ยากยิ่งนัก เว้นแต่ว่าจะได้ทานยาทิพย์เพื่อบำรุงกำลังตั้งแต่เด็ก จึงจะมีกระดูกและร่างกายอันแข็งแกร่งจนพอที่จะทำได้ ส่วนร่างทรงอสูรนั้น การบ่มเพาะพลังวิญญาณที่อยู่ในร่างกายนั้น เป็นเรื่องที่ลำบากเสียยิ่งกว่าการเป็นนักสู้หลายเท่านัก

ห้วงขอบเขตวิญญาณทั้งเจ็ดสีนั้นได้แก่ สีชาด สีส้ม สีเหลือง สีเขียว สีคราม สีฟ้า สีม่วง ซึ่งคนทั่ว ๆ ไปมักจะมี ห้วงขอบเขตวิญญาณสีชาด ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากยิ่งนักที่จะเป็นร่างทรงอสูร ส่วนใหญ่จึงหันไปเป็นนักสู้ สำหรับคนที่มีห้วงขอบเขตวิญญาณสีส้มและสีเหลืองจึงจะเหมาะสมที่จะฝึกฝนพลังวิญญาณ ส่วนผู้ที่มีห้วงขอบเขตวิญญาณสีเขียวหรือสีคราม จะได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์เป็นพิเศษ

เหล่านักเรียนจ้องมองไปที่เอียจื่ออวิ๋น เสิ่นเอียและเซี่ยวหนิงเอ๋อ ด้วยสายตาที่รู้สึกอิจฉา เพราะพวกเขานั้นพลังวิญญาณใกล้ที่จะบรรลุระดับบรอนซ์หนึ่งดาวแล้ว

 ในอีกครึ่งปีหลังถ้าหากพวกเขาบรรลุระดับบรอนซ์หนึ่งดาวไปแล้ว พวกเขาจะได้เข้าไปเรียนในชั้นเรียนของร่างทรงอสูรอย่างเป็นทางการ ซึ่งพวกเขาไม่อาจที่จะไปได้

เมื่อรับรู้ถึงสายตาที่จับจ้องมา เสิ่นเอียก็ยืดอกด้วยความภาคภูมิใจ เขานั้นเป็นทายาทของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ จึงได้ทานยาทิพย์มาตั้งแต่เด็ก การบ่มเพาะพลังของเขานั้นจึงก้าวล้ำยิ่งกว่านักเรียนทั่ว ๆ ไป ในระยะเวลาอีกสองเดือน การเพิ่มระดับพลังวิญญาณให้ถึงหนึ่งร้อยจุดนั้น ไม่ใช่เรื่องยากอะไร เขาแทบจะอดทนให้ถึงวันทดสอบในอีกสองเดือนข้างหน้าไม่ได้!

เสิ่นเอียจับจ้องไปที่เอียจื่ออวิ๋นผู้สง่างาม มีเพียงเขาเท่านั้นที่เหมาะสมคู่ควรกับเอียจื่ออวิ๋น เนี่ยลี่นั้นจะมาเทียบอะไรได้? และช่างกล้า หรือควรจะเรียกว่าบ้า ที่บังอาจท้าเดิมพันกับป้าของเขา ว่าจะสามารถบรรลุระดับบรอนซ์หนึ่งดาวได้ในอีกสองเดือนข้างหน้า ช่วงอวดดียิ่งนัก! เนี่ยลี่คิดเหรอว่าการที่จะบรรลุระดับบรอนซ์นั้นเป็นเรื่องที่ง่ายดายนักเช่นนั้นหรือ? มีแค่ห้วงขอบเขตวิญญาณสีชาด แต่กลับพูดจาเพ้อเจ้อเช่นนี้ออกมา!

เอียจื่ออวิ๋นและเซี่ยวหนิงเอ๋อ หันมาสบตากัน พวกนางมีชาติกำเนิดที่สูงส่ง และมีพรสวรรค์ที่ไม่ได้เลวร้าย เอียจื่ออวิ๋นนั้นต้องการที่จะเป็นสหายกับเซี่ยวหนิงเอ๋อ แต่เซี่ยวหนิงเอ๋อกลับมองว่านางนั้นเป็นคู่แข่ง และพยายามแข่งขันกับเอียจื่ออวิ๋นอยู่เงียบ ๆ

“สำหรับบางคนที่บอกว่าจะสามารถบรรลุระดับบรอนซ์หนึ่งดาวได้ภายในสองเดือน ข้าเองก็ต้องการที่จะเห็นเช่นกัน ว่าเขาจะมีความสามารถสักเพียงไหน?” เสิ่นซิ่วพูดด้วยความดูถูกและชำเลืองมองไปที่เนี่ยลี่

ห้วงขอบเขตวิญญาณนั้น เป็นสิ่งที่สามารถชี้วัดความเร็วในการบ่มเพาะพลังหรือพลังวิญญาณ ด้วยความสามารถของเนี่ยลี่ในปัจจุบัน ถ้าหากใช้ความเร็วในการฝึกปกติ ต้องใช้เวลาอย่างน้อยสามถึงห้าปี จึงจะสามารถเป็นนักสู้ระดับบรอนซ์หนึ่งดาวได้ สำหรับการเป็นร่างทรงอสูรนั้น ผู้ที่มีห้วงขอบเขตวิญญาณสีชาด ไม่ต้องฝันถึงเลยแม้แต่น้อย!

แต่เนี่ยลี่นั้นหาได้สนใจในคำพูดของเสิ่นซิ่วเลยไม่
“สองเดือน? นับว่ามีเวลามากพอ”  เนี่ยลี่พูดพร้อมกับเผยรอยยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่แสดงออกมาด้วยความมั่นใจว่า ในอีกสองเดือนให้คอยดูว่า ข้านั้นจะบรรลุระดับบรอนซ์หนึ่งดาวให้ดู!’

เนี่ยลี่ ลู่เพียว ตู่ซื่อ พวกเขายืนคุยกันด้วยเสียงที่ไม่ดังมากนัก

“เนี่ยลี่! เจ้าชอบเอียจื่ออวิ๋นใช่หรือไม่?” ลู่เพียวเอ่ยถามเนี่ยลี่

“ถูกต้องแล้ว!” เนี่ยลี่ตอบกลับอย่างจริงจัง

ลู่เพียวจ้องเนี่ยลี่จากนั้นก็ถอนหายใจและพูดขึ้นมาว่า “เอียจื่ออวิ๋นนั้นนางงดงามจริง ๆ ในฐานะที่ข้าคิดว่าเจ้าเป็นพี่ชาย ข้าเองก็ไม่คิดที่จะต่อสู้เพื่อแย่งชิงกับเจ้า แต่ในฐานะพี่น้องข้าก็ต้องขอเตือนเจ้า เอียจื่ออวิ๋นนั้นสูงส่งเกินไป พวกเรานั้นไม่คู่ควร” แม้ว่าพวกเขาจะมาจากตระกูลชนชั้นสูง แต่ช่องว่างระหว่างพวกเขากับเอียจื่ออวิ๋นนั้นก็ยังคงมีระยะห่างที่มากมายนัก

“พวกเจ้าทั้งสอง ลืมตามองความจริงบ้างหรือไม่? เอียจื่ออวิ๋นนั้นเป็นผู้มีพรสวรรค์ที่มีห้วงขอบเขตวิญญาณสีคราม อีกไม่ช้านางก็จะบรรลุระดับบรอนซ์หนึ่งดาว และในอีกสองเดือนข้างหน้าก็จะสามารถเข้าเรียนในชั้นเรียนของร่างทรงอสูรอย่างเป็นทางการ และหลังจากที่ได้เป็นร่างทรงอสูรแล้ว นางจะต้องทุ่มเทกับการฝึกฝนบ่มเพาะพลังอย่างหนัก ในตอนนั้นนางจะยังจำพวกเจ้าสองคนอีกได้หรือไม่? ข้ายืนดูพวกเจ้าที่มาจากตระกูลชนชั้นสูงคุยกันแต่เรื่องผู้หญิงทั้งวัน ไม่คิดที่จะคุยกันเรื่องฝึกฝนหรืออย่างไร?” ตู่ซื่อพ่นลมหายใจออกมาอย่างเย็นชาใส่ทั้งสองคน

“คนจากตระกูลชนชั้นสูงคุยกันแต่เรื่องผู้หญิงทั้งวันเช่นนั้นหรือ? เจ้าเอาที่ไหนมาใส่ร้ายพวกข้า? ข้านั้นได้ทุ่มเทฝึกฝนอย่างหนักทุกวัน มากที่สุดข้าก็แค่คิดถึงผู้หญิงเพียงแค่ครึ่งวันเท่านั้น” ลู่เพียวยักไหล่ และตอบกลับไป

“โธ่ สวรรค์! นี่ข้าหลวมตัวมาอยู่กับคนบ้าเช่นนี้ได้อย่างไร?” ตู่ซื่อหรี่ตาพร้อมกับพูดออกมา

ตู่ซื่อนั้นเป็นคนที่มีความสามารถ ด้วยห้วงขอบเขตวิญญาณสีเหลือง และการฝึกฝนอย่างหนัก รวมถึงได้ประสบการณ์จากการจญภัยมากมาย ทำให้เขานั้นสามารถเป็นร่างทรงอสูรระดับโกลด์ได้ และเลื่อนสถานะครอบครัวให้เป็นชนชั้นสูงได้ นี่เป็นความสำเร็จที่น่าทึ่งยิ่งนัก

ตู่ซื่อเป็นคนซื่อตรงและมีภาระอันยิ่งใหญ่ รวมไปถึงการที่เป็นคนหัวเก่า คิดและทำทุกอย่างด้วยความจริงจัง ซึ่งตรงกันข้ามชัดเจนกับลู่เพียว ลู่เพียเป็นเด็กหนุ่มเจ้าสำราญจากตระกูลชนชั้นสูง แม้ว่าจะมีเพียงห้วงขอบเขตวิญญาณสีชาด แต่ด้วยความที่เป็นคนที่มีความสามารถสูง ถ้าหากเขานั้นมีความขยันในการฝึกซ้อมมากกว่านี้สักเล็กน้อย ก็น่าจะบรรลุในระดับสูงได้ แต่ด้วยความที่เขานั้นขี้เกียจจนเกินไป ในชีวิตที่ผ่านมาของเขา จึงบรรลุได้เพียงแค่ระดับซิลเวอร์ เมื่อเทียบตู่ซื่อนั้นเรียกได้ว่าแตกต่างกันมากนัก

แต่อย่างไรก็ตาม ชะตากรรมเป็นเรื่องที่น่าตลก คือการที่คนสองคนที่แตกต่างกัน แต่กลับกลายมาเป็นพี่น้องกันในชีวิตที่ผ่านมา

เมื่อได้ฟังตู่ซื่อกับลู่เพียวโต้เถียงกัน เนี่ยลี่เคยคิดว่าเรื่องที่ตู่ซื่อและลู่เพียวไม่โต้เถียงกันคงเป็นแค่เรื่องอาหารการกินเท่านั้น ในตอนนี้เนี่ยลี่รู้สึกซาบซึ้งใยิ่งนัก การที่ได้เป็นพี่น้องกับคนเหล่านี้ มันช่างดียิ่งนัก!

“เนี่ยลี่ ข้าขอแนะนำให้เจ้าลืมนางไปซะ! แล้วมีสมาธิในการฝึกซ้อมจะดีกว่า” ตู่ซื่อเตือนสติเนี่ยลี่อย่างจริงจัง ถ้าหากเนี่ยลี่ต้องมาเสียใจในเรื่องนี้ มันคงจะเป็นเรื่องที่น่าเศร้ายิ่งนัก

ในชีวิตที่แล้วของเนี่ยลี่ เขาไม่อาจที่จะหยุดรักนางได้ จนกระทั่งได้ข่าวว่าในอีกไม่นานเสิ่นเอียกับเอียจื่ออวิ๋นจะเข้าพิธีหมั้นหมายกัน ในตอนนั้นเขารู้สึกเจ็บปวดยิ่งนัก

แต่ในชีวิตนี้ ถ้าหากเขายังคงเป็นแค่เพียงเศษไม้อีก เนี่ยลี่คงจะต้องไปฆ่าตัวตายอย่างแน่นอน

“ไม่จำเป็นต้องกังวล ข้าคิดเอาไว้แล้ว เรื่องที่ข้าจะทำนั้น พวกเจ้าก็สามารถทำได้เช่นกัน!” เนี่ยลี่พูดขึ้นมาด้วยความมั่นใจ

หลังจากได้ยินคำพูดของเนี่ยลี่ ตู่ซื่อและลู่เพียวถึงกับหยุดนิ่ง พวกเขาไม่รู้เลยว่าเหตุใดเนี่ยลี่จึงมีความมั่นใจในตัวเองถึงเพียงนั้น พวกเขาจ้องมองตาของเนี่ยลี่ มองเห็นได้อย่างชัดเจนถึงความมุ่งมั่นที่จะทำให้สำเร็จ พวกเขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกถูกกระตุ้นความมั่นใจขึ้นมาเพราะเนี่ยลี่

“ก็ดี! จากนี้ไปไม่ว่าเจ้าจะทำสิ่งใด พวกข้าก็จะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่” ตู่ซื่อพูดขึ้นมาหลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง

สำหรับพวกเขาในตอนนี้พัฒนาความสัมพันธ์เป็นพี่น้องที่ผูกพันกันเกินกว่าพี่น้องร่วมสายเลือดเสียอีก

“ตู่ซื่อ ลู่เพียว ข้าจะทำให้พวกเจ้าเป็นร่างทรงอสูรที่แข็งแกร่งที่สุด!” เนี่ยลี่พูดด้วยอย่างจริงจัง ตู่ซื่อกับลู่เพียวกับเขานั้นมีชะตากรรมร่วมกัน และเคยช่วยเนี่ยลี่มานัครั้งไม่ถ้วน และตั้งแต่ที่เขาได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง แน่นอนว่าเขาจะต้องช่วยตู่ซื่อและลู่เพียวให้บรรลุความฝันของพวกเขา

“ลืมมันไปเสียเถิด ข้านั้นมีห้วงขอบเขตวิญญาณสีชาดเท่านั้น ด้วยการสนับสนุนยาทิพย์จากตระกูลของข้า การที่จะเป็นนักสู้ของข้านั้นคงไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด การที่จะเป็นร่างทรงอสูรนั้นข้าว่ามันคงจะยากเกินไปสำหรับข้า!” ลู่เพียวพูดขึ้นมา

“เจ้าจะเป็นนักสู้ไปเพื่ออะไรกัน การฝึกในระดับที่สูงขึ้นไปก็ลำบากยิ่งนัก และในระดับเดียวกันของนักสู้ก็ไม่อาจที่จะเทียบกับร่างทรงอสูรได้ ในสมรภูมิรบนักสู้ระดับตำนาน เทียบไม่ได้กับร่างทรงอสูรระดับแบล็คโกลด์เสียด้วยซ้ำ เจ้ารู้ไหมว่าร่างทรงอสูรนั้นเทียบได้กับเครื่องจักรสงครามที่มีประสิทธิภาพสูงยิ่งนัก” ตู่ซื่อพูดแย้งขึ้นมา เขานั้นมีความหวังที่จะเป็นร่างทรงอสูรอยู่เต็มเปี่ยมในหัวใจ เขาจะตั้งเป้าหมายเอาไว้และพยายามจนถึงที่สุด นั่นคือหลักการของเขา

“ไม่จำเป็นต้องพูดถึงนักสู้ระดับตำนาน แต่ข้าได้เป็นนักสู้ระดับโกลด์กพอใจมากแล้ว!” ลู่เพียวพูดขึ้นมาอย่างตรงไปตรงมา ช่างเป็นคนที่ไม่ทะเยอทะยานเอาเสียเลย

ตู่ซื่อนิ่งเงียบไป กับคนที่มักน้อยเช่นนี้เขาก็ไม่มีอะไรจะพูด 

“มีห้วงขอบเขตวิญญาณสีชาดแล้วทำไมจะต้องกลัวด้วย? ข้าเองก็มีห้วงขอบเขตวิญญาณสีชาดเช่นกัน” เนี่ยลี่พูดพร้อมกับจ้องไปที่ลู่เพียว

ลู่เพียวและตู่ซื่อถึงกับตกใจ เนี่ยลี่ที่มีเพียงห้วงขอบเขตวิญญาณสีชาด แต่เนี่ยลี่กลับมันใจว่าจะสามารถเลื่อนระดับได้ไปถึงระดับบรอนซ์หนึ่งดาวภายในสองเดือน หรือว่าเนี่ยลี่จะมีวิธีพิเศษอันใด ที่สามารถเพิ่มระดับพลังได้เช่นนั้นหรือ?

“เนี่ยลี่ เจ้านั้นมีวิธีการเพิ่มระดับพลังวิญญาณ เพื่อที่จะกลายเป็นร่างทรงอสูรได้เช่นนั้นหรือ?” ตู่ซื่อเอ่ยถาม เขาเป็นคนที่อยากรู้อยากเห็น ในความคิดของเขานั้น การบ่มเพาะพลังนั้นไม่มีทางลัด

“พวกเจ้าแค่เชื่อที่ข้าพูด ตราบเท่าที่พวกเจ้าไม่ถอดใจ ก็จะกลายเป็นร่างทรงอสูรที่แข็งแกร่งได้!” เนี่ยลี่ตอบกลับไป

“ถอดใจเช่นนั้นหรือ? ไม่มีทาง” ตู่ซื่อพูดอย่างแน่วแน่ เขาจะต้องกลายเป็นคนที่ยิ่งใหญ่ และเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของตระกูลของเขาให้ได้ ด้วยเรื่องนี้เขาจึงไม่มีทางที่จะยอมถอดใจ

ถ้าหากสามารถเป็นร่างทรงอสูรได้ ลู่เพียวก็จะรู้สึกยินดียิ่งนัก ถ้าหากเขากลายเป็นร่างทรงอสูรได้ เขาก็จะไม่ต้องถูกบิดาตีเพราะขี้เกียจอีกต่อไป ลู่เพียวนั้นเป็นคนที่ไม่ได้มุ่งมั่นอะไรนัก ถ้าหากมีโอกาสที่จะแอบไปหลบพัก เขาไม่มีทางที่ปล่อยให้โอกาสนั้นหลุดรอดไป

“แล้วมันลำบากมากหรือไม่?” ลู่เพียวพูดขึ้นมาเบา ๆ

ตู่ซื่อจ้องไปที่ลู่เพียว คนผู้นี้ช่างคิดแต่เรื่องที่สบาย ต้องการที่จะเป็นร่างทรงอสูรโดยที่ไม่ต้องลำบาก การฝึกที่จะเป็นร่างทรงอสูร มันจะไม่ลำบากได้เช่นใด? และความลำบากที่จะต้องเผชิญนั้นไม่ว่าจะหนักเพียงไหน เขาก็จะฝ่าไปให้ได้!

“ก็มิได้ลำบากอะไรมากนัก” เนี่ยลี่ยิ้มและส่ายหน้า พร้อมกับพูดต่อไปอีกว่า “แต่จำเป็นที่จะต้องใช้เงินเป็นจำนวนมาก!

“ถ้าหากเป็นเรื่องเงินนั้น ข้าไม่มีปัญหา เป็นเรื่องที่ง่ายดายยิ่งนัก!ลู่เพียวตอบกลับไปพร้อมกับถอนหายใจด้วยความโล่งอก และถามต่อไปว่า “เจ้านั้นต้องการเท่าไหร่ ข้านั้นมีเก็บไว้เป็นจำนวนมาก สามปีที่ผ่านมาข้านั้นใช้จ่ายอย่างประหยัดและมีเงินเก็บกว่าสองพันเหรียญจิตมาร ถ้าหากเจ้าสามารถที่จะทำให้ข้าเป็นร่างทรงอสูรได้ ข้ายินดีที่จะยกให้เจ้าได้ทั้งหมด!

ถ้าหากเงินแค่สองพันเหรียญจิตมารสามารถที่จะเปลี่ยนให้เป็นร่างทรงอสูรได้ มันก็คงจะง่ายเกินไปแล้ว!

เนี่ยลี่มองไปที่ลู่เพียว ลู่เพียวนี่คงจะเป็นบ้าไปแล้ว เขาคิดว่าเงินแค่สองพันเหรียญจิตมารเป็นเงินจำนวนมากเช่นนั้นหรือ? เนี่ยลี่ถึงกับทำอะไรไม่ถูก แต่ก็ยังตอบกลับไปว่า “สองพันเหรียญจิตมารของเจ้าจะทำอะไรได้? แน่นอนว่ามันต้องไม่พอ อย่างน้อยเราต้องมีหนึ่งล้านเหรียญจิตมาร หรืออาจจะต้องมีถึงสิบล้านเหรียญจิตมาร!

         สิบล้านเหรียญจิตมาร ทั้งลู่เพียวและตู่ซื่อถึงกับอ้าปากค้าง เงินสิบล้านเหรียญจิตมาร เป็นรายได้ในหนึ่งปีของตระกูลชนชั้นสูง! แล้วพวกเขาจะหาเงินจำนวนมากถึงเพียงนั้นมาจากที่ไหนกัน?..................จบตอน


 แปลโดย นายมะพร้าว

เมนู นิยาย ล่าง

เมนู มังงะ ล่าง