test

เมนู นิยาย บน

เมนูมังงะ

10 ก.ย. 2559

Tales of Demons & Gods บทที่ 391 灵空璧 กำแพงวิญญาณที่ว่างเปล่า



  พวกเขาเดินไปข้างหน้าอีกหลายร้อยหมี่ [เมตร] และในที่สุดก็ไปถึงบันใด ที่ทอดยาวขึ้นไปพวกเนี่ยลี่ทั้งสามคนเดินขึ้นไปตามบันได ไปยังห้องโถงใหญ่ที่งดงาม


ห้องโถงนี้มีความกว้างหลายร้อยหมี่ เป็นพื้นที่กว้างไม่มีเสาหินแม้สักต้น และที่ตรงปลายอีกด้านของห้องโถงมีภาพจิตรกรรมเป็นอสูรร้ายที่น่าเกลียดน่ากลัว และรูปมนุษย์ที่ดูแข็งแกร่งกำลังต่อสู้กันอย่างรุนแรง ตรงพื้นหลังเป็นท้องฟ้าที่ไร้ที่สิ้นสุด มีดวงดาวที่ราวกับว่าเป็นดวงตาที่กำลังจับจ้องอยู่


เนี่ยลี่จ้องมองไปยังรูปภาพดังกล่าว หาใช่รูปสัตว์อสูร หรือมนุษย์ ที่ดึงดูดความสนใจของเขา เขาสงสัยเกี่ยวกับรูปดวงตาบนท้องฟ้า ดวงตาคู่นั้น ราวกับเป็นการคงอยู่ของ กษัตริย์ของเหล่าทวยเทพ
แม้ว่าจะเป็นเพียงแค่ภาพวาดเท่านั้น เนี่ยลี่กลับรู้สึกกดดันจนแทบจะหายใจไม่ออก


ถึงจักเป็นแค่เพียงรูปวาดของดวงตาเท่านั้น แต่เนี่ยลี่ก็รู้ได้ทันทีว่า นั่นคือจักรพรรดิปราชญ์


มีคนเคยกล่าวไว้ว่า จักรพรรดิปราชญ์นั้นมิได้แข็งแกร่งที่สุด แต่หลายพันหมื่นปีที่ผ่านมา [千万年 พันหมื่นปี=สิบล้านปี] มียอดฝีมือมากมายที่ท้าทายอำนาจของจักรพรรดิปราชญ์ และไม่มีผู้ใดที่จักทำได้สำเร็จ พวกเขาต่างก็ถูกจักรพรรดิปราชญ์ทำให้หายสาปสูญไป


ในตอนนี้นับได้ว่าเราอยู่ภายใต้การควบคุมของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ในพื้นที่และห้วงเวลาที่ไม่มีสิ้นสุด
ไม่มีผู้ใดที่จักสั่นคลอนอำนาจของจักรพรรดิปราชญ์ได้เลย


ในชีวิตที่ผ่านมาของเนี่ยลี่ หลังจากการล่มสลายของดินแดนบรรพชนแห่งเทพ จักรพรรดิปราชญ์ก็ได้เริ่มสังหารผู้ที่เป็นสี่เสาหลัก ผู้คนในอาณาจักรซากมังกรถูกสังหารจนเหลือเพียงไม่กี่แสนชีวิต มียอดฝีมือจากทั่วทุกทิศมารวมตัวกัน 


เพื่อต้องการที่จะจัดการกับจักรพรรดิปราชญ์ แต่ทั้งหมดก็ถูกสังหารไป และมีเพียงแค่เนี่ยลี่เท่านั้น ที่สามารถทำลายขีดจำกัดของมนุษย์ จนมีอำนาจที่ท้าทายสวรรค์ได้ แม้ว่าพอที่จะรับมือจักรพรรดิปราชญ์ได้ แต่สุดท้ายเขาก็ตายด้วยน้ำมือของจักรพรรดิปราชญ์อยู่ดี


ถ้าหากว่าเขาไม่มีตำราจิตอสูรท่องเวลา เนี่ยลี่ก็คงเป็นเถ้าธุลีล่องลอยไปแล้ว


   “สายตาพวกนั้นมันคืออะไรกัน? เพียงแค่จ้องมองก็รับรู้ได้ถึงความกดดันที่น่ากลัว ราวกับมีเข็มนับพันหมื่นเล่ม ทิ่มแทงเข้าไปในร่างกาย” เซี่ยวหยู่เอ่ยถามเนี่ยลี่


  “เจ้าหมายถึงดวงตาคู่นั้นสินะ? มันเป็นดวงตาของเทพบรรพชนที่ยิ่งใหญ่” อู๋หยาจื่อยิ้มและตอบกลับไป


  “การควบคุมดินแดนบรรพชนแห่งเทพของเขาเป็นจุดสูงสุดของเผ่าอสูรของพวกเรา พวกเราให้การเคารพบูชาเขาเป็นอย่างมาก ไม่มีมนุษย์เช่นพวกเจ้าคนไหน ที่จักสามารถท้าทายกับเทพบรรพชนที่ยิ่งใหญ่ของพวกเราได้!


เนี่ยลี่ถึงกับขมวดคิ้ว เผ่าอสูรเคารพบูชาจักรพรรดิปราชญ์ ทั้งที่จักรพรรดิปราชญ์นั้นหาได้สนใจใยดีเผ่าอสูรเลยสักนิด เผ่าอสูรก็แค่เป็นเครื่องมือของจักรพรรดิปราชญ์ก็เท่านั้น แต่ถึงเนี่ยลี่จักพูดเรื่องนี้ออกไป พวกเผ่าอสูรก็คงไม่มีทางที่จะเชื่อเขาเป็นแน่


แค่เขาไม่รู้เลยว่าทำไม จึงมีภาพจิตกรรมนี้อยู่ที่ผนังของตำหนักซีอิงเสิ่น


หลังจากที่เขาคิดถึงสิ่งที่จักรพรรดิปราชญ์ได้ทำลงไป เนี่ยลี่กำหมัดจนแน่นจนเส้นเลือดปูดออกมา การที่จะท้าทายอำนาจของจักรพรรดิปราชญ์นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย


นับจากนี้ไปสองร้อยปี เนี่ยลี่จักค่อย ๆ ดำเนินการตามแผนที่วางไว้อย่างช้า ๆ จักไม่รีบร้อนที่จะไปท้าทายอำนาจของจักรพรรดิปราชญ์ดั่งในชีวิตที่แล้ว


ที่ใจกลางห้องโถงใหญ่ มีแผ่นหยกแก้วที่ดูราวกับเป็นกำแพง ดูแล้วเป็นเงา มันส่องแสงประกายหลายแสงอย่างงดงาม


ใกล้ ๆ แผ่นกำแพงหยกแก้ว มียอดฝีมือนับร้อยคน พวกเขานั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้น และจ้องมองไปที่แผ่นกำแพงหยกแก้วที่อยู่ตรงหน้า แต่ละคนมีสีหน้าที่ขบคิดอยู่ไม่น้อย


“แล้วมีคนอยู่ที่นี่เป็นจำนวนมากได้เช่นใด?” อู๋หยาจื่อรู้สึกสงสัยยิ่งนัก


เหล่ายอดฝีมือที่นั่งอยู่บนพื้น อยู่ในระดับดาราสวรรค์ แก่นแท้แห่งสวรรค์ แม้แต่ระดับวิถีแห่งมังกรก็มี แต่อู๋หยาจื่อก็ไม่รู้ว่าทำไม พวกเขาจึงต้องมานั่งทำหน้าครุ่นคิด อยู่ตรงหน้าแผ่นกำแพงหยกแก้วนี้


“พวกคนเหล่านี้มาที่นี่ได้อย่างไร?


เนี่ยลี่เองก็สงสัยไม่น้อย ยอดฝีมือที่แข็งแกร่งเหล่านี้ อาจจะเข้ามาที่นี่ก่อนที่พวกเขาจะทำลายค่ายกล หลังจากที่พวกเขาเข้ามาที่นี่ได้ พวกเขาก็ยังคงอยู่ตรงนี้ และครุ่นคิดอยู่ตรงหน้าแผ่นกำแพงหยกแก้วนี้


แผ่นกำแพงหยกแก้วนี้ มันคือ กำแพงวิญญาณที่ว่างเปล่า มีเพียงผู้ที่ทำลายปริศนาบนกำแพงนี้ได้ จักสามารถเข้าไปยังตำหนักซีอิงเสิ่นที่แท้จริงได้


พวกเนี่ยลี่ทั้งสามคนเดินเข้าไปใกล้ ๆ กำแพงหยกแก้ว พวกเขาเดินเข้าไปจนถึงระยะห้าสิบหมี่ การบ่มเพาะพลังของพวกเขาหาได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไป แต่ว่าพวกเขาไม่อาจที่จะทำการรวบรวมพลังสวรรค์ได้เลย ราวกับว่ามันถูกแช่แข็งไปเลยทีเดียว


ถ้าหากพวกเขาเข้าไปใกล้กำแพงหยกแก้ว มากกว่านี้ พวกเขาจักต้องสูญเสียความสามารถในการต่อสู้ไปเป็นแน่


จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า มนุษย์กับพวกเผ่าอสูรที่แข็งแกร่งอยู่รวมกันที่นี่ อย่างสงบและไม่มีการต่อสู้เลย


เมื่อเห็นทั้งสามคนที่มาใหม่ เหล่ายอดฝีมือก็แค่เงยหน้ามาดูแค่เล็กน้อยเท่านั้น ก่อนที่จะหันไปมองและทำความเข้าใจในแผ่นกำแพงหยกแก้ว เช่นเดิม
อู๋หย่าจื่อประหลาดใจยิ่งนัก อะไรคือสิ่งที่ทำให้เหล่ายอดฝีมือพวกนี้นั่งอยู่ที่นี่ได้?


อู๋หยาจื่อนั่งลงขัดสมาธิด้วยทันที และเงยหน้ามองแผ่นกำแพงหยกแก้ว เขาเริ่มที่จะเห็นร่องรอยอักษรจารึกลึกลับ ที่อยู่บนผิวหน้าของมัน ตลอดจนอาคมต่างๆ จริงๆแล้วเขานั้นหาได้เป็นคนที่สนใจพวกอาคมต่าง ๆมากนัก แต่สิ่งนี้กลับดึงดูดความสนใจของเขาเป็นอย่างมาก


หรือว่าแผ่นกำแพงหยกแก้วนี้ จักบันทึกการบ่มเพาะพลังที่ลึกลับเอาไว้?


ทันใดนั้นอู๋หยาจื่อ เขาก็จมดึ่งเข้าไปถึงความนึกคิดแห่งเทพ และจับจ้องไปที่แผ่นกำแพงหยกแก้ว

ท่าทีที่เปลี่ยนไปของอู๋หยาจื่อ ทำให้เนี่ยลี่รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย จากนั้นเขาก็นั่งลงขัดสมาธิ และทำการไตรตรองกำแพงวิญญาณที่ว่างเปล่าที่อยู่ตรงหน้า

เซี๋ยวหยู่ก็นั่งลงที่ข้างๆเนี่ยลี่นั่นเอง


ชายหนุ่มจากเผ่าอสูรมองมาที่พวกเขาสามคนและเอ่ยถามเนี่ยลี่ว่า “พวกเจ้ามาจากนิกายใดกัน? ข้ามิได้เห็นคนจากเผ่าอสูรเข้ามาในนี้ เป็นเวลานานแล้ว ข้าไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่าเวลาผ่านไปกี่ปีแล้ว ”


ชายหนุ่มจากเผ่าอสูร นั้นเข้าใจผิดว่าเนี่ยลี่และเซี่ยวหยู่เป็นคนจากเผ่าอสูร เนื่องจากพวกเขายังคงแปลงรูปลักษณ์อยู่


“พวกข้ามาจากนิกายเทพอสูร” เนี่ยลี่ตอบกลับไป เนื่องจากพวกเขายังคงรูปลักษณ์อสูรอยู่


“ข้าเองก็มาจากนิกายเทพอสูรเช่นกัน!” ชายหนุ่มจากเผ่าอสูร พูดอย่างตื่นเต้น


“ท่านนั่งอยู่ต่อหน้าแผ่นกำแพงหยกแก้วนี้มานานเท่าใดแล้ว?” เนี่ยลี่เอ่ยถามชายหนุ่มจากเผ่าอสูร


  “ข้าเองก็ไม่รู้ว่านานเท่าใด อย่างน้อย ๆ ก็น่าราวหกปี น่าเสียดายที่ข้านั้นโง่เขลานัก จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่อาจที่จะเข้าใจแผ่นกำแพงหยกแก้วนี้ได้ทั้งหมด” ชายหนุ่มจากเผ่าอสูรตอบพร้อมกับถอนหายใจ


   “แต่ความคืบหน้าในการบ่มเพาะพลังถือว่ารวดเร็วยิ่งนัก ตอนแรกข้านั้นอยู่เพียงระดับแก่นแท้แห่งวิญญาณขั้นที่หนึ่ง ในตอนนี้ข้านั้นบรรลุขั้นที่สามแล้ว”


การที่หกปีนั้นสามารถบรรลุระดับแก่นแท้แห่งสวรรค์ได้ถึงสองระดับ นับว่ารวดเร็วยิ่งนัก ไม่แปลกใจเลยว่าชายหนุ่มจากเผ่าอสูรจึงอยู่ที่นี่ได้ถึงหกปี และยังไม่คิดจะออกไป


ไม่เพียงแค่ชายหนุ่มจากเผ่าอสูรนี้เท่านั้น รวมถึงคนอื่น ๆ ก็ไม่คิดที่จะออกไปเช่นกัน


“ไม่ทราบว่าศิษย์พี่มีนามว่าอันใดกัน?” อู๋หยาจื่อ ละสายตาจากแผ่นกำแพงหยกแก้ว แล้วเอ่ยถาม


“เจิ่นหยวน [真源]” ชายหนุ่มจากเผ่าอสูรยิ้มและตอบกลับไป


   “ศิษย์พี่เจิ่นหยวน ท่านพอจะอธิบายได้หรือไม่ว่าแผ่นกำแพงหยกแก้วนั่นคืออะไรกันแน่?” อู๋หยาจื่อแกล้งถามเพื่อทดสอบเขา ว่าเขานั้นได้ค้นพบสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ในแผ่นกำแพงหยกแก้วหรือไม่ เขาต้องการที่จะสอบถามก่อนที่จะไตร่ตรองดูเองอีกครั้ง เพื่อที่จะได้มุ่งไปยังเส้นทางที่ถูกต้อง


  “เท่าที่ข้ารู้เบื้องต้นนั้น มันอาจจะเป็นเทคนิคการบ่มเพาะพลังลึกลับของเจ้าของตำหนักซีอิงเสิ่นแห่งนี้ ถ้าเจ้านั้นสามารถที่จักเข้าใจได้สัก หนึ่ง หรือสอง ในสิบส่วน เจ้าก็จักกลายเป็นยอดฝีมือที่แข็งแกร่งได้” เจิ่นหยวนอธิบายพร้อมกับถอนหายใจ


  “ข้าขบคิดถึงสิ่งที่มันซ่อนเร้นอยู่ แต่ก็ทำได้เพียงแค่เลื่อนระดับจาก แก่นแท้แห่งสวรรค์ขั้นที่หนึ่ง จนบรรลุขั้นที่สามเท่านั้น ถ้าข้าสามารถที่จะเข้าใจได้มากกว่านี้ก็คง.........”


เมื่อได้ยินคำพูดของเจิ่นหยวน อู๋หยาจื่อก็รู้สึกตื่นเต้นยิ่งนัก ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง มันก็วิเศษไปเลย



อู๋หยาจื่อไม่รู้ว่าเจ้าของตำหนักซีอิงเสิ่นแห่งนี้ ก่อนที่เขาจักดับสูญไป เขานั้นอยู่ในระดับใดกันแน่ แต่จักต้องเป็นคนที่ยิ่งใหญ่มากเป็นแน่ เพราะการที่จะเหลือเทคนิคการบ่มเพาะพลังเช่นนี้ไว้ได้ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายเลย...........จบตอน

แปลโดย นายมะพร้าว

เมนู นิยาย ล่าง

เมนู มังงะ ล่าง