test

เมนู นิยาย บน

เมนูมังงะ

7 ก.ย. 2559

Tales of Demons & Gods บทที่ 384 外殿 ด้านนอกตำหนัก



ในร่างกายของหลงเทียนหมิง มีร่องรอยของเลือดอสูรเช่นนั้นเหรอ?


“เจ้ามีวิธีล่วงรู้ได้ด้วยหรือ?” เนื่อลี่มองไปที่อู๋หยาจื่อและถามด้วยความสงสัย

“เลือดอสูรที่แฝงอยู่ในร่างกายเขา ตราบใดที่เขาไม่ได้ปลดปล่อยมันออกมา ก็ไม่มีใครที่จักสามารถรับรู้ได้ แม้แต่ยอดฝีมือระดับเทพสงครามก็ตามที แต่เจ้าคงไม่ลืมสินะว่าข้าเป็นใคร ข้าสืบสายเลือดมาจากจิ้งจอกเลือดศักดิ์สิทธิ์ พลังในการสัมผัสถึงเลือดอสูรของข้าจึงแม่นยำยิ่งนัก เกินกว่าเผ่าพันธุ์อื่นจักมาเทียบได้” อู๋หยาจื่อพูดอย่างภูมิใจ


เนี่ยลี่พยักหน้า จิ้งจอกเลือดศักดิ์สิทธิ์เป็นเผ่าพันธุ์ที่ลึกลับยิ่งนัก แม้แต่เนี่ยลี่เองก็ไม่อาจที่จะคาดเดาความสามารถทั้งหมดของจิ้งจอกเลือดศักดิ์สิทธิ์ได้ แม้ว่าจักเคยมีตำราบันทึกเกี่ยวกับเรื่องของพวกมันเอาไว้ แต่ก็มีคำอธิบายเกี่ยวจิ้งจอกเลือดศักดิ์สิทธิ์เพียงเล็กน้อยเท่านั้น


ถ้าหากมิได้มีเผ่าอสูรยินดีที่จะให้ความช่วยเหลือ มนุษย์ไม่มีทางที่จักได้รับการสังเวยเลือดอสูรเป็นแน่

 “เป็นไปได้ว่า จักมีใครในเผ่าอสูร ทำการสละเลือดช่วยให้เขาได้ทำการสังเวยเลือดอสูรมาแล้ว”

“ข้ารับรู้ได้ว่าเลือดอสูรในตัวของเขานั้น ไม่ได้มาจากการยินดีสละเลือดให้ แต่ข้าก็ไม่รู้แน่ชัด” อู๋หยาจื่อส่ายหน้าและยิ้มอย่างขมขื่น

“เจ้ามีวิธีที่จักตรวจสอบให้ชัดเจนได้หรือไม่? เนี่ยลี่จ้องหน้าอู๋หยาจื่อแล้วเอ่ยถาม”


    “ถ้าหากจับมัดเขาได้ จากนั้นก็ใช้เทคนิคลับของตระกูลจิ้งจอกเลือดศักดิ์สิทธิ์ของพวกข้าก็อาจจะพอรู้ได้ แต่เรื่องนี้มันยากเกินไป จากการประมือกันเมื่อครู่ ข้ารู้ดีว่าเข้าไม่ไม่อาจเป็นคู่มือให้เขาได้ ถึงแม้ว่าข้าจักพอรับมือเขาได้ ในการต่อสู้ ข้าอาจจะกระตุ้นเลือดอสูรของข้าให้พลังสูงเกินกว่าเขาได้ แต่การที่จักให้ข้าจับเขามานั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้” อู๋หยาจื่อพูดต่ออีกว่า


  “และอีกอย่าง ข้าไม่รู้ว่า ถ้าหากเขาผสานเข้ากับจิตอสูร เลือดอสูรนั้นจะผลักดันจนให้ความแข็งแกร่งของเขานั้นจักขึ้นไปถึงระดับไหน”


หลังจากที่ได้ยินคำพูดของอู๋หยาจื่อ เนี่ยลี่เงียบไปสักครู่ และพูดขึ้นมาว่า


“ถ้าเช่นนั้นก็ลืมมันไปเสีย เจ้าสังหารแค่ลูกน้องของเขาก็พอ จากนั้นก็ปล่อยเขาไว้แค่เพียงคนเดียว!


ดูเหมือนว่าการสังหารหลงเทียนหมิงนั้นจักเป็นไปไม่ได้ ดังนั้น จึงควรที่จะให้อู๋หยาจื่อทำในเรื่องที่เขาพอทำได้ให้จบไป


“ง่ายมาก! เจ้ารอฟังข่าวดีก็แล้วกัน!” อู๋หยาจื่อพูดและเริ่มทำการจู่โจมอีกครั้ง


เนี่ยลี่จ้องมองไปยังหลงเทียนหมิงที่อยู่ห่างออกไป เมื่อในชีวิตก่อนหน้า ที่นิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์ได้ล่มสลายไป หลงเทียนหมิงจักต้องมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างแน่นอน หลังจากนั้นเขาก็ได้เดินทางไปยัง ดินแดนบรรพชนแห่งเทพ และหลังจากนั้นอีกร้อยปี ดินแดนบรรพชนแห่งเทพก็ถูกเผาไหม้จากเปลวเพลิงสีทอง เขาไม่รู้ว่าจักมีส่วนเกี่ยวข้องกับหลงเทียนหมิงหรือไม่


หลงเทียนหมิงผู้นี้ มีอะไรที่เก็บซ่อนเอาไว้ เนี่ยลี่จักต้องลองขุดคุ้ยหาข้อมูลเกี่ยวกับหลงเทียนหมิงให้มากยิ่งไปกว่านี้


เนี่ยลี่รู้สึกถึงอะไรบางอย่างจากตัวของหลงเทียนหมิง รู้สึกราวกับว่ามันเป็นภัยคุกคามที่แฝงเร้นอยู่


“เนี่ยลี่ เจ้าพบเจออะไรเช่นนั้นเหรอ?” เซี่ยวหยู่จ้องหน้าเนี่ยลี่และถามออกไป เพราะเนี่ยลี่ทำหน้าแปลก ๆราวกับว่าพบเจออะไรบางอย่าง


“ไม่มีอะไร หลังจากนี้จักต้องระวังหลงเทียนหมิงให้ดี โดยเฉพาะเจ้า จักเป็นการดีกว่า หากหลีกเลี่ยงการติดต่อกับเขา พยายามอยู่ห่างจากเขาไว้?” เนี่ยลี่ตอบกลับไป


“ทำไมกัน?” เซี่ยวหยู่รู้สึกสงสัย ว่าทำไมต้องเจาะจงว่า โดยเฉพาะนาง?


“แค่ฟังข้าแล้วทำไปตามนั้น!” เนี่ยลี่ตอบ ร่างกายของนางนั้น มีพลังของพ่อและแม่ของนางซุกซ่อนอยู่ ถ้าหากว่าหลงเทียนหมิงรู้เรื่องนี้ อาจจะนำไปสู่ปัญหาบางอย่าง ตราบเท่าที่ยังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสม เนี่ยลี่ก็ยังไม่คิดที่จะบอกแก่นาง


ทำไมข้าจักต้องฟังเจ้าด้วย แม้กระทั่งเหตุผลเจ้าก็ไม่ยอมที่จะบอกให้ข้ารู้เซี่ยวหยู่อดไม่ได้ที่จะบ่นกับตัวเอง แต่ก็ยังตอบรับไปว่า “อืม”


ในตอนนั้น อู๋หยาจื่อ ก็เริ่มที่จะลงมือ แม้ว่าหลงเทียนหมิงนั้นจักแข็งแกร่งกว่าอู๋หยาจื่อ แต่อู๋หยาจื่อนั้นก็สืบสายเลือดมาจาก จิ้งจอกเลือดศักดิ์สิทธิ์ จึงเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็ว หลงเทียนหมิงไม่อาจที่จะมองตามอู๋หยาจื่อได้ทัน ด้วยการซุ่มโจมตีแบบกองโจร ลูกน้องของหลงเทียนหมิงก็ลดจำนวนลงไปอย่างต่อเนื่อง


จากเกือบสามสิบคน เหลือยี่สิบคน จากนั้นก็เหลือแค่สิบกว่าคน และในตอนนี้ ก็เหลือเพียงแค่หลงเทียนหมิงและหลงลิ่วเท่านั้น


หลงเทียนหมิงโกรธจนที่หัวของเขาแทบจะมีควันขึ้นมา เขาพยายามที่จะจับอู๋หยาจื่อ หลายครั้ง แต่ก็จับได้แค่เพียงภาพติดตา เห็นได้ว่าว่าอู๋หยาจื่อนั้นไม่คิดที่จะเล่นงานหลงเทียนหมิง แต่จะเล่นงานแค่คนที่อยู่รอบ ๆตัวเขา จึงเป็นการยากที่เขาจะรับมือได้ทัน


ความเร็วของอสูรเผ่าจิ้งจอกนั้น มันเร็วเกินกว่าที่จักจินตนาการได้เลย


ลูกน้องของหลงเทียนหมิงทั้งหมดถูกสังหารไปแล้ว เหลือเพียงแค่หลงลิ่วเท่านั้น


“ตามข้ามา!” หลงเทียนหมิงพูดอย่างโกรธเกรี้ยว เขากระชากหลงลิ่วและทะยานไปทั้งสองคนอย่างรวดเร็ว


อู๋หยาจื่อกลับมาที่เนี่ยลี่และเซี่ยวหยู่ เขายักไหล่และพูดว่า “ข้าจัดการพวกมันแล้ว ส่วนที่เหลืออีกสองคน ก็เป็นปัญหาแค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น”


เนี่ยลี่มองไปยังด้านหลังของหลงเทียนหมิงและหลงลิ่วที่ทะยานหนีไป เนี่ยลี่อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา นี่คงเป็นการพ่ายแพ้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของหลงเทียนหมิง  แต่การต่อสู้ของหลงเทียนหมิงกับเนี่ยลี่นั้น เรียกได้ว่าเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น


“เอาหล่ะ ไปกันเถอะ!” เนี่ยลี่ยิ้มและมองไปที่เซี่ยวหยุ่กับอู๋หยาจื่อ และพูดต่ออีกว่า


“พยายามตามข้ามา อย่างใกล้ชิด อย่าอยู่ห่างจากข้าเกินกว่าสามหมี่[เมตร] ถ้าไม่เช่นนั้นจักพลัดหลงกันได้ แล้วอย่ามาตำหนิข้าในภายหลัง!


ภายใต้การนำของเนี่ยลี่ พวกเขาทั้งสามคนก็เข้าไปยังใจกลางของ ค่ายกลลวงตาหนึ่งพันรูปแบบ


ในตอนนี้ ที่ด้านนอกค่ายกลลวงตาหนึ่งพันรูปแบบ


หลังจากที่พวกเขาเข้าไปไม่นาน ก็มียอดฝีมือจากสำนักและนิกายต่าง ๆ มารวมตัวกัน ซึ่งก็มีหลายคน ที่อยู่ในระดับวิถีแห่งมังกร


หลายคนรู้อยู่แล้วว่าที่นี่คือ ตำหนักซีอิงเสิ่น พวกเขาเคยมาที่นี่หลายครั้งแล้ว และหลายครั้งที่พวกเขาคิดที่จะทำลายค่ายกลลวงตาหนึ่งพันรูปแบบเพื่อเข้าไปด้านใน แต่ทุกคนต่างก็ล้มเหลว และหลายคนคนต่างที่ยอมละทิ้งความตั้งใจ แต่ทุกครั้งที่ประตูของตำหนักซีอิงเสิ่นเปิดออก พวกเขาก็กลับมาทุกครั้ง


ไม่ว่าพวกเขาจักมาจากสามนิกายอสูร หรือหกสำนักใหญ่ พวกเขาต่างก็แข็งแกร่งยิ่งนัก พวกเขาจ้องมองกันราวกับพยัคฆ์ที่รอตระครุบเหยื่อ


มีหลายร้อยกองกำลัง และมีนับแสนคน พวกเขามองไปยังค่ายกลลวงตาหนึ่งพันรูปแบบที่อยู่ตรงหน้า

บางคนอาจจะโชคดี หาทางเข้าไปยังค่ายกลลวงตาได้ แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังคงอยู่ด้านนอกของค่ายกลลวงตา


ถึงแม้ว่าจักเข้าไปในค่ายกลลวงตาได้ แต่การที่จะไปให้ถึงตำหนักซีอิงเสิ่น มันก็ยากราวกับการปีนขึ้นไปบนสวรรค์เลยทีเดียว


หลงเทียนหมิงและหลงลิ่วยังคงติดอยู่ในค่ายกลลวงตา เขาไม่รู้ว่าทิศใดคือทิศตะวันออก หรือตะวันตก เขายังคงวนเวียนอยู่ที่เดิม จนแทบจะเป็นบ้า


และในตอนนี้เซี่ยวหยู่และอู๋หยาจื่อ ได้ตามเนี่ยลี่มุ่งไปยังด้านหน้า พวกเขาทะยานผ่านภาพลวงตาอื่น ๆ เป็นจำนวนมาก และในที่สุดก็มองเห็นตำหนักซีอิงเสิ่น


อู๋หยาจื่อรู้สึกตกใจยิ่งนัก เนี่ยลี่รู้ทุกซอกทุกมุมของค่ายกลลวงตาหนึ่งพันรูปแบบ ราวกับว่าไม่มีอะไรอยู่ตรงหน้าเลยสำหรับเนี่ยลี่


และที่เนี่ยลี่บอกว่าสามารถที่จะสร้างค่ายกลค่ายกลลวงตาหนึ่งพันรูปแบบ เขาก็ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ


หลังจากนั้นราวครึ่งชั่วยาม เนี่ยลี่ เซี่ยวหยู่ และ อู๋หยาจื่อก็ได้มายืนตรงหน้าค่ายกลโบราณขนาดใหญ่ ที่นี่มีเสา ห้าถึงหกต้นตั้งตระหง่านอยู่ พ้นด้านหน้าของค่ายกลโบราณนี้ไป จักมองเห็นตำหนักซีอิงเสิ่น แม้ว่าพวกเขาจะยังมิได้เข้าไป แต่ก็รับรู้ได้ถึงแรงกดดันที่น่ากลัว


ราวกับว่าเป็นสุสานขนาดใหญ่ ที่แผ่ลมปราณที่น่าเกรงขามออกมา แม้แต่อู๋หยาจื่ต้องรู้สึกเคารพ ไม่อาจทำเป็นเล่นอย่างที่ผ่านมาได้


อู๋หยาจื่อไม้รู้เลยว่ายอดฝีมือที่ยิ่งใหญ่คนไหนที่สร้างตำหนักซีอิงเสิ่นที่ยิ่งใหญ่นี้ขึ้นมา อู๋หยาจื่อแทบจะไม่กล้าขยับตัว แม้จักไม่มีผู้ใดบอกแต่เขาก็ต้องระมัดระวังตัวเป็นอย่างมาก


ตำหนักซีอิงเสิ่นแห่งนี้ บางทีอาจจะยังคงมีเจตจำนงที่ยิ่งใหญ่คงเหลืออยู่

ไม่เพียงแต่อู๋หยาจื่อ เนี่ยลี่และเซี่ยวหยู่ก็รู้สึกเช่นกัน เนี่ยลี่เงยหน้ามองขึ้นไป มองสิ่งก่อสร้างอันงยิ่งใหญ่และงดงามนี้ เขาพูดขึ้นมาว่า


“หลังจากเข้าไปแล้วจักต้องเชื่อฟังที่ข้าพูด อย่าได้คิดที่จักทำอะไรเอง ถ้าหากว่าตายไปก็จงอย่าได้มาตำหนิข้า!” เนี่ยลี่พูดอย่างจริงจัง ต่างจากก่อนหน้านี้.............จบตอน


แปลโดย นายมะพร้าว

เมนู นิยาย ล่าง

เมนู มังงะ ล่าง