test

เมนู นิยาย บน

เมนูมังงะ

5 ก.ย. 2559

Tales of Demons & Gods บทที่ 380 偶遇 เผชิญหน้า


ห่างออกไปไม่ไกลนัก มีกลุ่มคนที่คิดจะผ่านเข้าไปยังตำหนักซีอิงเสิ่น


มีหลายคนที่พยายามที่จะใช้กำลังฝ่าเข้าไป แต่ก็ไม่อ่านจะผ่านไปได้


ทั่วทั้งบริเวณนี้ถูกห้อมล้อมไปด้วยภูเขาและต้นไม้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ ค่ายกลลวงตาหนึ่งพันรูปแบบ การที่จะฝ่าเข้าไปนั้นย่อมมิใช่เรื่องง่าย


ท่ามกลางเหล่ายอดฝีมือที่มีทั้งเผ่าอสูรและมนุษย์ต่างก็จับจ้องกัน ราวกับเสือร้ายที่จ้องเหยื่อ แต่ก็ไม่มีใครที่คิดที่จะเริ่มการต่อสู้ พวกเขายังคงรักษาระยะห่างระหว่างกันเอาไว้


เห็นได้ชัดว่า หากเกิดการต่อสู้ ก็ไม่มีประโยชน์ต่อฝ่ายใด พวกเขาจักสูญเสียโอกาสในการเข้าไปยังตำหนักซีอิงเสิ่นเสียอีกด้วย มีโอกาสเหลืออีกแค่เพียงสิบวันเท่านั้น ที่จะสามารถเข้าไปยังตำหนักซีอิงเสิ่นได้ ถ้าไม่อาจจะทำได้ในสิบวันนี้การที่ต้องรอคอยครั้งต่อไปก็เป็นเรื่องที่ลำบากไม่น้อย


เนี่ยลี่พุ่งลงไปยังด้านล่าง เขาเห็นกำแพงสีรุ้งส่องประกาย และมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก


ทุกสายของเส้นรุ้งล้วนเป็นส่วนหนึ่งของค่ายกลลวงตาหนึ่งพันรูปแบบ


ที่ด้านนอกของค่ายกลลวงตาหนึ่งพันรูปแบบมีคนนับพันที่พยายามเข้าไปยังตำหนักซีอิงเสิ่น


“พวกเราจักเข้าไปได้อย่างไร?” อู๋หยาจื่อมองไปที่เนี่ยลี่แล้วเอ่ยถาม


 “ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา จักต้องรออีกหนึ่งชั่วยาม เมื่อถึงเวลาใกล้เที่ยง จักมีช่องว่างของค่ายกลลวงตาหนึ่งพันรูปแบบปรากฏขึ้นมา” เนี่ยลี่มองไปที่อู๋หยาจื่อพร้อมกับตอบคำถาม


 “โอ้!” อู๋หยาจื่อพยักหน้า เขาจำต้องฟังที่เนี่ยลี่พูดเท่านั้น แม้ว่าไม่รู้ว่าสิ่งใดจริงสิ่งใดเท็จ แต่เขารู้สึกว่า เนี่ยลี่จักต้องหาทางเข้าไปในค่ายกลลวงตาหนึ่งพันรูปแบบอย่างแน่นอน


เนี่ยลี่ยังคงทำการขัดเกลาเลือดอสูรในตัวของเขา
เมื่อเซี่ยวหยู่เห็นว่าเนี่ยลี่ทำการบ่มเพาะพลังอยู่ นางจึงทำการบ่มเพาะพลังเช่นกัน

ณ ที่ที่ห่างออกไปจาก ตำหนักซีอิงเสิ่น ไม่ไกลนัก


มีกลุ่มคนมุ่งหน้ามายังตำหนักซีอิงเสิ่น เป็นยอดฝีมือระดับแก่นแท้แห่งสวรรค์ราวสามสิบคน หนึ่งในนั้นก็คือ หลงเทียนหมิง


หลงเทียนหมิงยืนอยู่ที่ด้านนอก และมองไปยังตำหนักซีอิงเสิ่น


“นายน้อย การที่จะทำลายค่ายกลลวงตาหนึ่งพันรูปแบบนั้นแทบจักเป็นไปไม่ได้เลย และในบริเวณนี้ก็มียอดฝีมือเผ่าอสูรอยู่เป็นจำนวนมาก แล้วเหตุใดท่านจึงต้องมาด้วยตัวเองด้วยขอรับ” หนึ่งในผู้ติดตามของหลงเทียนหมิงที่สวมชุดเกราะสีทอง เอ่ยถาม


 “เวลาและสายน้ำมิเคยรอผู้ใด ในตำหนักซีอิงเสิ่นที่ยิ่งใหญ่นี้ อาจจักซุกซ่อนมรดกที่ยิ่งใหญ่เอาไว้ ตราบเท่าที่มีนมีโอกาส ข้าเองก็อยากที่จะลองเสี่ยงดู” หลงเทียนหมิงเดินไปข้างหน้าพร้อมกับแผ่ลมปราณออกมา ในตอนนี้เขานั้นได้บรรลุระดับแก่นแท้แห่งสวรรค์แล้ว


และด้วยการผสานเข้ากับจิตอสูรสายเลือดมังกรที่มีระดับการเติบโตในระดับพระเจ้า ทำให้เขานั้นแข็งแกร่งยิ่งกว่ายอดฝีมือระดับแก่นแท้แห่งสวรรค์ทั่วๆไป


ยอดฝีมือที่อยู่ในระดับแก่นแท้แห่งสวรรค์ขั้นที่หนึ่งเมื่อผสานเข้ากับจิตอสูรสายเลือดมังกรที่มีระดับการเติบโตในระดับพระเจ้า สามารถที่จะรับมือกับยอดฝีมือที่อยู่ในระดับแก่นแท้แห่งสวรรค์ขั้นที่เก้าได้ อย่างไร้ซึ่งปัญหาใดๆ นี่คือพลังของ จิตอสูรสายเลือดมังกรที่มีระดับการเติบโตในระดับพระเจ้า!


หลงเทียนหมิงพยายามที่จะเปิดทางเข้าของค่ายกลลวงตาหนึ่งพันรูปแบบ แต่เขาก็ทำได้เพียงแค่ขมวดคิ้ว และนิ่งเงียบเท่านั้น


เมื่อเห็นว่าหลงเทียนหมิงนิ่งเงียบอยู่ คนอื่น ๆจึงยืนดูอยู่ไม่กล้าที่จะพูดอะไรออกมา


ไม่ไกลออกไป มีกลุ่มยอดฝีมือเผ่าอสูรได้สังเกตุเห็นพวกของหลงเทียนหมิง แต่เขาก็มิิได้คิดที่จะหาเรื่องพวกหลงเทียนหมิงแต่อย่างใด เพราะพวกที่อยู่รอบ ๆ ตัวหลงเทียนหมิง มียอดฝีมือระดับแก่นแท้แห่งสวรรค์ราวสามสิบคนอยู่ เว้นแต่ว่า ถ้าพวกมันอยู่ในระดับวิถีแห่งมังกร ก็คงจักเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่คนส่วนใหญ่ในตอนนี้ก็ไม่กล้าที่จะมีเรื่องกับพวกของหลงเทียนหมิง


รอบ ๆ ค่ายกลลวงตาหนึ่งพันรูปแบบ มีกลุ่มยอดฝีมือทั้งจากเผ่ามนุษย์และอสูรเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ความขัดแย้งกันของ เผ่ามนุษย์และอสูรก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ในบางครั้งก็มีการต่อสู้เกิดขึ้น


หลังจากที่เนี่ยลี่บ่มเพาะพลังได้พักหนึ่ง เขาเริ่มที่จะตรวจสอบดูค่ายกลลวงตาหนึ่งพันรูปแบบ และเดินสำรวจไปรอบ ๆ ค่ายกลลวงตา
อู๋หยาจื่อก็รีบเดินมาประกบหลังทันที


“ทำไมเจ้าจักต้องมาตามติดข้าถึงเพียงนี้ด้วย?” เนี่ยลี่มองไปที่อู๋หยาจื่อ หลังจากที่อู๋หยาจื่อเกาะติดไม่ยอมห่างจากเขาเลย


“เจ้าอยู่แค่เพียงระดับชะตาสวรรค์ ที่นี่เต็มไปด้วยยอดฝีมือระดับแก่นแท้แห่งสวรรค์จำนวนมาก ข้าเกรงว่าเจ้าอาจจะพบเจอกับปัญหาได้ ” อู๋หยาจื่อตอบพร้อมกับหัวเราะ


“มั่นใจได้ว่า ข้าจะช่วยเจ้าในการหาหนทางเข้าไปยัง ตำหนักซีอิงเสิ่น แต่ว่าพวกเราจักต้องแบ่งสมบัติกันคนละห้าส่วน! และข้าจักต้องเป็นผู้ที่เลือกสมบัติก่อนด้วย” เนี่ยลี่พูดออกไป


“ไม่มีปัญหา!” อู่หยาจื่อตอบโดยไม่ลังเล จะตกลงเช่นใดก็ไม่ต่างกัน เพราะหลังจากที่ออกมาจากตำหนักซีอิงเสิ่น เขาก็คิดที่จะกำจัดเนี่ยลี่และเซี่ยวหยู่ทันทีอยู่แล้ว ดังนั้นเขาจึงไม่คิดจะโต้แย้งการที่เนี่ยลี่ขอเลือกสมบัติก่อน


พวกเขาทั้งสามคนยังคงเดินสำรวจไปเรื่อย ๆ


“เนี่ยลี่ เจ้ามองที่นั่นสิ!” เซี่ยวหยู่ชี้ไปยังที่ ที่ห่างออกไป


เนี่ยลี่หันไปทิศทางที่เซี่ยวหยู่บอก และมองเห็นหลงเทียนหมิงและพวกของเขายืนอยู่ที่นั่น


จริงๆแล้วเขากับหลงเทียนหมิงนั้น หาได้มีความขัดแย้งกันไม่ แต่เนี่ยลี่รับรู้ได้ว่า หลงเทียนหมิงผู้นี้ไม่ใช่คนที่ดีนัก เพราะจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา ไม่ได้สร้างความประทับใจให้แก่เขาเลย


เขานิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง และเนี่ยลี่ก็คิดสิ่งหนึ่งได้


เพราะถึงอย่างไร ในตอนนี้เนี่ยลี่กับเซี่ยวหยู่ก็มิได้อยู่ในรูปลักษณ์ของมนุษย์ แม้แต่หลงเทียนหมิงก็ไม่อาจที่จะรู้ได้ว่า พวกเขาคือใคร


เนี่ยลี่จงใจที่จะเดินเข้าไปใกล้กลุ่มของหลงเทียนหมิงอย่างช้า ๆ โดยแกล้งทำเป็นว่ากำลังทำการตรวจสอบค่ายกลลวงตาหนึ่งพันรูปแบบ


“ค่ายกลลวงตาหนึ่งพันรูปแบบบริเวณนี้ มีลมปราณแผ่ออกมาอย่างรุนแรง ทางเข้าอาจจะอยู่ใกล้ๆนี่ก็เป็นได้” เนี่ยลี่พูดอย่างตื่นเต้น และก้าวเดินไปยังทางหลงเทียนหมิงเร็วยิ่งขึ้น


“ช้าก่อน! คนกลุ่มนั้นล้วนอยู่ในระดับแก่นแท้แห่งสวรรค์!” อู๋หยาจื่อรีบพูดขึ้นมาเพื่อหยุดเนี่ยลี่
เนี่ยลี่ขมวดคิ้ว มองมาที่อู๋หยาจื่อ พร้อมกับพูดขึ้นมาว่า


“นี่เจ้ากลัวที่จะประมือพวกเขาเช่นนั้นเหรอ?


“น่าขัน! ทำไมข้าจักรับมือพวกมันไม่ได้ แค่ข้าคนเดียวก็สามารถที่จะจัดการพวกมันได้ทั้งหมดแล้ว!” อู๋หยาจื่อยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย พร้อมกับตอบกลับไป


“ก็ดี! ถ้าเช่นนั้นเราก็ไปตรวจสอบกันต่อ” หลังจากได้ยินคำพูดของอู๋หยาจื่อ เนี่ยลี่ก็เดินไปต่อ


“แต่พวกเขาเป็นยอดฝีมือระดับแก่นแท้แห่งสวรรค์และมีจำนวนถึงสามสิบคน ถ้าหากมีการต่อสู้กัน มันก็จักเกิดปัญหาขึ้นมาได้” อู๋หยาจื่อพูดพร้อมกับขมวดคิ้ว


“ถ้าเช่นนั้นก็ลืมไปเสีย กลุ่มของพวกเขายืนนิ่งอยู่ตรงนั้น เป็นไปได้ว่าพวกนั้นหาทางเข้าเจอแล้ว ถ้าหากว่าพวกเขาสามารถที่จะเข้าไปด้านในได้ก่อน พวกเขาจักต้องได้สมบัติล้ำค่าในตำหนักซีอิงเสิ่นไปเป็นแน่!”เนี่ยลี่ทำท่าทีไม่สนใจและหันหลังกลับ


อู๋หยาจื่อคิด ถ้าที่พวกเขายืนอยู่ใกล้กับทางเข้าจริงอย่างที่เนี่ยลี่พูด การที่เขาต้องถอยหนีออกมา ก็จักไม่เป็นการขาดทุนหรือ?


ในความคิดของเขา แม้ว่าคนกลุ่มนี้จะอยู่ในระดับแก่นแท้แห่งสวรรค์ และสามารถรับมือได้ยาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าเขานั้นจะรับมือไม่ไหว


“เจ้าตรวจสอบต่อไป ถ้าหากว่าเจ้าสามารถที่จะหาทางเข้าได้ทางอื่นได้ ก็จักเป็นการดี แต่ถ้าจักต้องทำให้พวกนั้นออกจากตรงนั้นไป ข้าจะจัดการให้เอง เพราะถึงอย่างไร พวกนั้นก็เป็นแค่มนุษย์” อู๋หยาจื่อคิดอยู่ครู่หนึ่งและพูดออกไป


หลังจากที่ได้ยินคำพูดของอู๋หยาจื่อ เนี่ยลี่ก็แอบยิ้มโดยที่แทบจะมองไม่เห็น และเดินไปยังกลุ่มของหลงเทียนหมิงต่อไป


เมื่อพวกเขาทั้งสามเดินเข้าไปใกล้กลุ่มของหลงเทียนหมิง ยอดฝีมือระดับแก่นแท้แห่งสวรรค์ที่สวมเกราะสีทอง ก็มาขวางทางพวกเขาเอาไว้ เขาจ้องมองมาที่พวกเนี่ยลี่อย่างโกรธเกรี้ยว และพูดว่า 

“เจ้าพวกขยะ เผ่าอสูร! ถอยไปซะ! ถ้ายังก้าวเข้ามาอีกเพียงแค่ก้าวเดียว อย่าได้ตำหนิข้าก็แล้วกัน!


ชายผู้นี้เป็นลูกน้องของหลงเทียนหมิงและดูแข็งแกร่งยิ่งนัก เขามีหน้าที่ปกป้องบริเวณดังกล่าว เขาตะโกนไล่พวกเนี่ยลี่ เมื่อเข้ามาใกล้บริเวณนี้


เขาสามารถที่จะรับรู้ได้ว่าเนี่ยลี่และเซี่ยวหยู่นั้นอยู่ในระดับชะตาสวรรค์ แม้ว่าจักไม่รู้ว่าอู๋หยาจื่อนั้นอยู่ในระดับใด แต่การที่มารวมกลุ่มอยู่กับคนที่อยู่ในระดับชะตาสวรรค์ เขาจักมีฝืมืออยู่ในระดับไหนกันเชียว?


หลังจากทีได้ยินคำพูดของชายผู้นี้ ใบหน้าของอู๋หยาจื่อก็เปลี่ยนเป็นสีดำด้วยความโกรธ



“นี่เจ้า! เรียกใครว่าขยะ!?” อู่หยาจื่อจ้องมองไปที่ยอดฝีมือระดับแก่นแท้แห่งสวรรค์ผู้นั้นด้วยสายตาอันเย็นชา....................จบตอน


แปลโดย นายมะพร้าว

เมนู นิยาย ล่าง

เมนู มังงะ ล่าง