test

เมนู นิยาย บน

เมนูมังงะ

4 ก.ย. 2559

Tales of Demons & Gods บทที่ 379 虚影神宫 ตำหนักซีอิงเสิ่น [ตำหนักเทพลวงตา]


อู๋หยาจื่อเอ่ยถามเนี่ยลี่ว่า “แล้วเลือดอสูรที่เหลือหล่ะ?

“เลือดอสูรที่เหลือข้าจักเก็บเอาไว้ในแหวนห้วงมิติ” จากนั้นเนี่ยลี่ก็สบัดแขนของเขาเก็บขวดเลือดเอาไว้

 “ได้!” อู๋หยาจื่อคิดอยู่ครู่หนึ่งและตอบกลับไป


เขาไม่ต้องการที่จะโต้เถียงกับเนี่ยลี่ในเรื่องนี้ เพราะถึงอย่างไรก็ตาม หลังจากที่ออกจากตำหนักซีอิงเสิ่น เขาก็จักสังหารเนี่ยลี่และเซี่ยวหยู่ ตราบเท่าที่แหวนห้วงมิติที่เก็บเลือดอสูรของเขาเอาไว้ เขาก็สามารถที่จะเอาคืนมาได้


แม้ว่าด้วยวิธีนั้นอาจจะโหดร้ายเกิดไป แต่อู๋หยาจื่อก็ไม่ทีทางเลือก ถ้าหากเนี่ยลี่และเซี่ยวหยู่รู้ว่าเลือดอสูรสามารถที่จะทำอะไรได้บ้าง ในภายภาคหน้าจักต้องเกิดปัญหากับเผ่าอสูรเป็นแน่


เมื่อครั้งอดีต เคยมีเผ่าอสูรให้การช่วยเหลือมนุษย์โดยการใช้วิธีสังเวยเลือดอสูร สุดท้ายเขาก็ถูกสังหารโดยยอดฝีมือของเผ่าอสูร สำหรับผู้ที่เคยสังเวยเลือดอสูรแล้ว ไม่มีผู้ใดจักได้รับผลดีเลยแม้แต่คนเดียว


ความลับของการสังเวยเลือดอสูรนั้นมีมากมายนัก แม้แต่อู๋หยาจื่อก็ยังไม่รู้ถึงความลับนั้นทั้งหมด แต่ว่ามันเป็นความลับที่ยอดฝีมือระดับสูงของเผ่าอสูรเท่านั้นที่จักรู้ความลับทั้งหมดของการสังเวยเลือดอสูร


โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อู๋หยาจื่อนั้นเป็นผู้สืบสายเลือดดั้งเดิมของอสูร เขาจักไม่ยอมให้มันตกไปอยู่ในเงื้อมมือของมนุษย์เป็นแน่


หลังจากการหาสมบัติใน ตำหนักซีอิงเสิ่น เขาจักต้องทำการสังหารเนี่ยลี่และเซี่ยวหยู่ทันที และหากมีโอกาสได้พบกันอีกหลายหลัง เขาสัญญากับตัวเองว่าจักมอบสมบัติบางอย่างเป็นการไถ่โทษในเรื่องนี้

“เอาหล่ะ! พวกเราไปกันได้แล้ว” อู๋หยาจื่อมองไปที่เนี่ยลี่และเซี่ยวหยู่

เนี่ยลี่มองไปที่เซี่ยวหยู่พร้อมกับยิ้มเล็กน้อย “ข้าได้ยินมาว่า ถ้าหากทำการกระตุ้นเลือดอสูรที่ไหลเวียนอยู่ เจ้าจักสามารถที่จะเปลี่ยนรูปลักษณ์และกลิ่นอายของพวกเราได้”


เนี่ยลี่ทำการกระตุ้นเลือดอสูรเพียงเล็กน้อย รูปร่างของเขาก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว มีการเปลี่ยนแปลงรูปใบหน้า ที่หัวมีหูแหลมยาว งอกออกมาและมีขนอยู่บ้านบน มองดูคล้ายกับอู๋หยาจื่อ ทันทีที่มองดูหน้าตัวเองจากแม่น้ำที่อยู่ใกล้ ๆ เจ้าหูที่แหลมออกมาและมีขนราวกับเศษหญ้า ทำให้เนี่ยลี่ก็แทบที่จะกระอักเลือดออกมา


เขาชำเลืองมองไปที่เซี่ยวหยู่ แม้ว่ามันจะงอกยาวเช่นเดียวกับของเขา แต่ทว่ามันกลับดูแล้วช่างอ่อนนุ่ม นิ่มนวลน่ารักยิ่งนัก


หลังจากที่กระตุ้นพลังของเลือดอสูร รูปลักษณ์ภายนอกของพวกเขานั้นเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง เขาเกรงว่าแม้ลู่เพียวก็คงไม่อาจที่จะจดจำได้ทั้งเนี่ยลี่และเซี่ยวหยู่

 “อู๋หยาจื่อ ชาติพันธ์ของเจ้านั้นคือสิ่งใด” เนี่ยลี่จับที่หูแล้วพูดต่อไปอีกว่า

“หรือว่าเจ้าจักเป็นพวกกระต่าย?


หลังจากได้ยินคำพูดของเนี่ยลี่ อู๋หยาจื่อโกรธจนหน้าดำ เขาตอบกลับไปว่า “เจ้าสิเป็นกระต่าย ข้าสืบสายเลือดมาจากอสูรจิ้งจอกเลือดศักดิ์สิทธิ์ ข้าสืบสายเลือดอสูรดั้งเดิมมา เจ้ารู้จักหรือไม่?


เนี่ยลี่รู้สึกตกใจไม่น้อย เดิมทีเขาคิดว่า อู๋หยาจื่อ จักสืบสายเลือดมาจาก เผ่าจิ้งจอกเก้าหาง [九幽妖狸] ทีเป็นสายเลือดโบราณ เขาไม่คิดเลยว่า จักเป็นอสูรจิ้งจอกเลือดศักดิ์สิทธิ์ และยังเป็นสายเลือดดั้งเดิม ช่างวิเศษยิ่งนัก


นี่เขาได้การสังเวยเลือดอสูรจากอสูรจิ้งจอกเลือด
ศักดิ์สิทธิ์อยู่ เขาจักสามารถทำสิ่งใดได้บ้างนะ?


เนี่ยลี่ทำการกระตุ้นเลือดอสูรให้เชื่อมต่อเข้ากับขอบเขตวิญญาณของเขา เส้นทางของสายเลือดอสูรราวกับแม่น้ำที่ทอดสายไปห้วงทะเล ที่เป็นขอบเขตวิญญาณของเขา


ตูมม! ตูมม! ตูมม!


เลือดอสูรระเบิดพลังออกมาในขอบเขตวิญญาณของเขา และกระตุ้นขอบเขตวิญญาณของเขาร้อนขึ้นราวกับว่าเป็นน้ำเดือด


สายเลือดอสูรดั้งเดิม ช่างวิเศษยิ่งนัก



เถาวัลย์ลึกลับในร่างกายของเขาถูกกระตุ้นจากสายเลือดอสูรดั้งเดิม ทำให้เจริญเติบโตอย่างบ้าคลั่ง และเริ่มผลิดอกไม้สีขาวบานออกมา ดอกที่สอง ดอกที่สาม จนสุดท้ายเบ่งบานขึ้นมาถึงห้าดอก ดอกไม้ที่ขาวบริสุทธิ์ห้าดอกได้เบ่งบานอย่างเงียบ ๆ

พลังงานนี้ดูเหมือนว่าจักเชื่อมต่อเข้ากับจิตกรรมหมื่นขุนเขาและสายน้ำขึ้นมา และจิตอสูรทั้งสามตนของเขาก็ได้รับการกระตุ้นจากพลังเหล่านี้ด้วยเช่นกัน


พรึ่บบ!


นอกเหนือไปจากชะตาวิญญาณสีแดง ฟ้า เหลือง ดำ และม่วง ชะตาวิญญาณสีเขียวก็ก่อรูปขึ้นมาอย่างรวดเร็ว


ชะตาวิญญาณดวงที่หก

“นี่! เจ้าเลื่อนระดับพลังเช่นนั้นเหรอ?” อู๋หยาจื่อสัมผัสได้ถึงพลังที่เปลี่ยนแปลกไปของเนี่ยลี่จึงเอ่ยถามขึ้นมา


เนี่ยลี่เองก็ดูสับสนเช่นกัน เขาตอบไปว่า “ข้าไม่รู้ว่าทำไม จู่ๆระดับพลังของข้าก็เพิ่มขึ้น ก่อนหน้านี้ข้าอยู่ในขั้นสูงสุดของระดับห้าชะตา ข้าไม่รู้ว่าทำไม จู่ ๆ ก็เลื่อนระดับพลังได้เอง”

 “อืม” อู๋หยาจื่อพยักหน้า


ทั้งสามคนยังคงทะยานไปยังตำหนักซีอิงเสิ่น ด้วยการนำทางจากอู๋หยาจื่อ ด้วยวิธีนี้อู๋หยาจื่อสามารถที่จะอยู่ใกล้กับเนี่ยลี่และเซี่ยวหยู่ตลอดเวลา แม้ว่าเนี่ยลี่และเซี่ยวหยู่นั้นจักเป็นเพียงยอดฝีมือระดับชะตาสวรรค์ ส่วนอู๋หยาจื่อนั้นอยู่ในระดับแก่นแท้แห่งสวรรค์ก็ตาม หากเนี่ยลี่และเซี่ยวหยู่คิดจะหลบหลี่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ทว่า อู๋หยาจื่อก็ยังรู้สึกกังวลไม่น้อย


ตอนที่ทั้งสามกำลังทะยานผ่านไป เนี่ยลี่ยังคงพยายามที่จะกระตุ้นสายเลือดอสูรอย่างต่อเนื่อง


การบ่มเพาะพลังของเผ่าอสูรนั้น มันจักไปสะสมอยู่ที่เลือดอสูรด้วย ด้วยพลังที่อู๋หยาจื่อได้บ่มเพาะเอาไว้ หลังจากที่ผ่านการสังเวยเลือดอสูร ทำให้เนี่ยลี่นั้นได้ผสานเข้ากับสายเลือดอสูรของอู๋หยาจื่อ หากเลือดอสูรของอู๋หยาจื่อนั้นถูกเนี่ยลี่กระตุ้นอย่างทั่วถึง เนี่ยลี่ก็จักเพิ่มพลังในการบ่มเพาะอย่างรวดเร็ว และจักเทียบเท่ากับระดับพลังของอู๋หยาจื่อเลยทีเดียว


ในตอนนี้ เขาไม่จำเป็นที่จักต้องบ่มเพาะพลังถึงสามเดือนอย่างที่ผ่านมา


และนอกจากนี้อู๋หยาจื่อนั้นยังครอบครองสายเลือดอสูรดั้งเดิม ย่อมมีเจตจำนงของเหล่าบรรษชนของเขาไหลเวียนอยู่ด้วยเป็นแน่ เมื่อเนี่ยลี่กระตุ้นให้เลือดอสูรที่ถูกผนึกเอาไว้ได้ เขาก็จักได้อำนาจของสายเลือดอสูรดั้งเดิม ใช้ในการเปลี่ยนแปลงกล้ามเนื้อของร่างกายได้


ร่างกายของเผ่าอสูรนั้นแข็งแกร่งมากที่สุด แม้ว่ามนุษย์จักได้รับความแข็งแกร่งนั้นมาจากการผสานร่างเข้ากับจิตอสูร แต่ก็ไม่อาจเทียบได้กับร่างกายของเผ่าอสูรที่แท้จริง ในรูปแบบของมนุษย์ก่อนที่จะทำการผสานร่างนั้น สามารถถูกกำจัดได้โดยง่าย แต่เมื่อมนุษย์นั้นได้ครอบครองเลือดอสูร เนี่ยลี่ก็จักปรับเปลี่ยนความแข็งแกร่งของร่างกายได้ และร่างกายของเขานั้นจักแข็งแกร่งราวกับเผ่าอสูรที่แท้จริง


การที่จักรพรรดิปราชญ์นั้นแข็งแกร่ง ก็เป็นเพราะเลือดอสูรดั้งเดิมเช่นกัน แต่เนี่ยลี่ก็ไม่อาจที่จะรู้ได้ว่า เลือดอสูรดั้งเดิมที่จักรพรรดิปราชญ์ครอบครองอยู่นั้น เมื่อเทียบกับอสูรจิ้งจอกเลือดศักดิ์สิทธิ์ ใครจักแข็งแกร่งยิ่งกว่ากัน


นี่เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของความสามารถที่ได้รับ
จากการสังเวยเลือดอสูร!


เนี่ยลี่ทำการกระตุ้นเลือดอสูรอย่างสนุก เขารับรู้ว่าเส้นชีพจรทั่วร่างของเขา กำลังโครจรไปทั่วร่างพร้อมกับเลือดอสูร ในขณะเดียวกันก็ใช้พลังงานสวรรค์ในการชำระล้างเลือดอสูรให้บริสุทธิ์ยิ่งขึ้น  ราวกับเป็นการขัดเช็ดเครื่องโลหะให้สะอาดใส


พรึ่บบ!


นอกเหนือไปจากชะตาวิญญาณทั้งหกดวง ชะตาวิญญาณดวงที่เจ็ดสีน้ำเงินเข้ม ก็ได้ก่อรูปขึ้นมาดูแล้วช่างงดงามยิ่งนัก มีพลังโคจรอยู่รอบ ๆเนี่ยลี่ เนี่ยลี่พยายามที่จะปกปิดเอาไว้แต่ก็ไม่อาจที่จะทำได้

พลังของสายเลือดอสูรรุนแรงเกินไป


เนี่ยลี่อดคิดไม่ได้ว่า นี่เขาแค่เพียงกระตุ้นส่วนหนึ่งของเลือดอสูรเท่านั้นก็ยังทำได้ถึงเพียงนี้

 “นี่เจ้าเลื่อนระดับอีกแล้วเหรอ?” ระหว่างที่ทะยานอยู่นั้น อู๋หยาจื่อหันมาถามเนี่ยลี่ด้วยความตกใจ

“ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม อาจจะเป็นเพราะเทคนิคที่ข้าใช้ในการบ่มเพาะพลังก็เป็นได้” เนี่ยลี่ตอบกลับไปหลังจากที่ขบคิดชั่วครู่


อู๋หยาจื่อรู้สึกสงสัยอยู่บ้าง แต่ทว่า ขั้นแรกเขานั้นจักต้องไปให้ถึงตำหนักซีอิงเสิ่นก่อน หลังจากที่ค้นหาสมบัติในตำหนักซีอิงเสิ่นแล้ว เขาก็จะรีบกำจัดเนี่ยลี่และเซี่ยวหยู่ ถ้าไม่เช่นนั้นการที่เลือดอสูรของเขานั้นอยู่ในตัวของมนุษย์ มันรบกวนจิตใจของเขามากเกินไป


แม้ว่าเนี่ยลี่นั้นจักเลื่อนระดับขึ้นไปถึงสองระดับ แต่ก็ยังคงเป็นเพียงระดับชะตาสวรรค์ขั้นที่เจ็ดเท่านั้น เขายังคงสามารถควบคุมสถานการณ์นี้เอาไว้ได้


อู๋หยาจื่อจักไม่ยอมให้เกิดสถานการณ์ที่เขาไม่อาจควบคุมได้เป็นแน่


ทั้งสามคนยังคงทะยานไปยังตำหนักซีอิงเสิ่น ซึ่งตั้งอยู่ในหุบเขาที่ห่างไกลออกไป เป็นตำหนักยิ่งใหญ่ที่ ห้อมล้อมไปด้วยแสงประกายทั้งเจ็ดสี เป็นตำหนักที่งดงามยิ่งนักราวกับว่าเป็นภาพลวงตา

ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงตำหนักซีอิงเสิ่น……………จบตอน

แปลโดย นายมะพร้าว

เมนู นิยาย ล่าง

เมนู มังงะ ล่าง