test

เมนู นิยาย บน

เมนูมังงะ

29 ก.ย. 2559

Tales of Demons & Gods บทที่3 罚站 การลงโทษ





เมื่อได้ยินคำพูดของเนี่ยหลี เหล่านักเรียนที่มาจากตระกูลสามัญชนต่างก็รู้สึกฮึกเหิมขึ้นมา เรื่องนี้นับว่าเป็นแรงบันดาลใจจากพระเจ้าก็ว่าได้ เรื่องราวของท่านเอียมัวผู้ยิ่งใหญ่ ที่พวกเขาเคยได้ยินมา พวกเขานั้นได้นับถือท่านเอียมัวเป็นแบบอย่าง การเลื่อนระดับสถานะของตระกูลนั้นสามารถทำได้ ถ้าหากเป็นผู้ที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริง คำพูดของเสิ่นซิ่วนั้นกดหัวผู้คนมากเกินไป ทำให้พวกเขานั้นรู้สึกหดหู่ใจยิ่งนัก

“จะ...เจ้า จากประวัติศาสตร์นับร้อยปีของเมืองกลอรี่ มีเพียงผู้เดียวเท่านั้น คือท่านเอียมัวที่ยิ่งใหญ่ และสามารถเหยียบย่างไปจนถึงระดับนั้นได้” เสิ่นซิ่วรีบตอบกลับไป ผู้ที่แข็งแกร่งนั้นสามารถที่จะทำได้จริงดั่งที่เนี่ยหลีได้พูดไว้

“อาจารย์เสิ่นซิ่วเองมิใช่หรือ ที่บอกว่าไม่อาจที่จะเป็นไปได้? เหตุใดท่านจึงพูดจาย้อนแย้งเช่นนี้?เนี่ยหลีตอบกลับไปพร้อมกับยิ้ม และพูดต่ออีกว่า

“ท่านเอียมัวเป็นตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าเด็กพวกนี้จะมาจากตระกูลเช่นใด หรือว่าจะเป็นแค่เพียงสามัญชน แต่มนุษย์นั้นมีศักยภาพไม่สิ้นสุด เรื่องในภายภาคหน้านั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากอันใด ตราบเท่าที่ยังยินดีที่จะปีนป่ายขึ้นไป!

เสิ่นซิ่วนั้นแทบจะระเบิดออกมา เจ้าเด็กเนี่ยหลีผู้นี้ช่างชั่วร้ายยิ่งนัก พยายามที่จะจับผิดคำพูดนางและโจมตีนางไม่หยุด เป็นการไม่ไว้หน้าอาจารย์อย่างเห็นได้ชัด! นางจ้องมองเนี่ยหลีด้วยสายตาเย็นชา เนี่ยหลีนั้นกล้าที่จะหักหน้านางต่อหน้านักเรียนทุกคน นางจะไม่ยอมปล่อยเนี่ยหลีไปเช่นนี้เป็นแน่!

ไม่ห่างออกไปจากที่เนี่ยหลีนั่งอยู่มากนัก ตู่ซื่อรู้สึกขอบใจเนี่ยหลียิ่งนัก แม้ว่าเนี่ยหลีจะมาจากตระกูลชนชั้นสูง แต่เขาก็กล้าที่จะพูดจาโต้แย้งกับอาจารย์เสิ่นซิ่ว เพื่อพูดแทนนักเรียนที่มาจากตระกูลสามัญชน ซึ่งทำให้เขานั้นรู้สึกชื่นชมยิ่งนัก ในใจของเด็กหนุ่มนั้นช่างเถรตรง จากนี้ไปเขานั้นได้นับว่าเนี่ยหลีเป็นสหายคนหนึ่งแล้ว

เสิ่นซิ่วพ่นลมหายใจอย่างเย็นชาและพูดขึ้นมาว่า “เจ้าเด็กน้อยฟันน้ำนม เจ้านั้นบอกว่า สามารถที่จะเปลี่ยนชะตากรรมที่โหดร้ายได้เช่นนั้นหรือ? เจ้าอาจจะเห็นว่าท่านเอียมัวที่ยิ่งใหญ่นั้นยอดเยี่ยมยิ่งนัก แล้วเหตุใดเจ้าจึงไม่มองดูชีวิตของคนส่วนใหญ่กันเล่า ที่พวกเขาเป็นเพียงแค่คนธรรมดา ไม่ต้องพูดถึงร่างทรงอสูร ก็เป็นได้เพียงแค่นักรบ การที่จะเลื่อนระดับฐานะของตระกูลไม่ใช่แค่เรื่องยาก แต่เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้! เจ้าชื่อว่าเนี่ยหลีสินะ? ดูเหมือนว่าจะมาจากตระกูลชนชั้นสูง แต่ก็เป็นคนที่ไร้มารยาทยิ่งนัก ข้าเองก็ต้องการที่จะรู้ว่าเจ้านั้นมีความสามารถสักแค่ไหนกัน?

เสิ่นซิ่วก้มลงดูกระดาษในมือ หลังจากที่ดูแล้วก็หัวเราะขึ้นมาด้วยความดูถูกและพูดว่า “เนี่ยหลี ห้วงขอบเขตวิญญาณสีชาด พลังวิญญาณห้าจุด พลังกายยี่สิบเอ็ดจุด อาศัยด้วยความสามารถของเจ้า ก็คงจะเป็นได้แค่นักสู้ระดับบรอนซ์ไปตลอดชีวิต การที่จะเป็นร่างทรงอสูรนั้นก็คงจะเป็นไปไม่ได้ ความสามารถของเจ้าก็ไม่ได้ต่างไปจากคนจากตระกูลสามัญชน ไม่น่าแปลกใจเลยที่เจ้านั้นจะพูดจาเข้าข้างพวกเขา ก็แค่ต้องการปิดบังปมด้อยของตนเองเท่านั้น!

ระดับของห้วงขอบเขตวิญญาณ จะแบ่งออกตามสีที่แตกต่างกัน สีชาด สีส้ม สีเหลือง สีเขียว สีคราม  สีฟ้า และสีม่วง เจ็ดระดับ สีชาดคือระดับชั้นที่ต่ำต้อยที่สุด เรียกได้ว่าเป็นห้วงขอบเขตวิญญาณที่เน่าเสีย คนทั่ว ๆ ไปจะมีห้วงขอบเขตวิญญาณ สีส้มหรือสีเหลือง ห้วงขอบเขตวิญญาณสีเขียวและสีครามนั้นผู้ที่ได้ครอบครองจะถูกเรียกว่าเป็นอัจฉริยะ ส่วนสีฟ้าและสีม่วงนั้น เรียกได้ว่าเป็นแค่เพียงตำนานเล่าขานเท่านั้น

เมื่อได้ยินพูดของเสิ่นซิ่ว เหล่านักเรียนที่มาจากตระกูลสามัญชนต่างก็รู้สึกเศร้าใจแทนเนี่ยหลี เนี่ยหลีนั้นเป็นคนจากตระกูลชนชั้นสูง แต่กลับไร้พรสวรรค์เช่นนี้ ในชีวิตนี้คงเป็นเรื่องยากที่เขานั้นจะประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ได้

เอียจื่ออวิ๋นมองไปที่เนี่ยหลี จากนั้นก็ถอนหายใจเบา ๆ แม้ว่านางจะมิได้รู้สึกประทับใจในตัวเขาเท่าใดนัก แต่ด้วยความสามารถอันต่ำต้อยของเนี่ยหลี ใจของนางก็เต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจ

เสิ่นเอียที่นั่งอยู่ติดกับเอียจื่ออวิ๋น ขยับมุมปากด้วยท่าทางที่ดูถูกเหยียดหยัน ถ้าหากเขารู้มาก่อนว่าเนี่ยหลีนั้นมีความสามารถต่ำต้อยถึงเพียงนี้ เขาก็คงจะไม่รู้สึกว่าเนี่ยหลีเป็นภัยคุกคามเป็นแน่ เพราะเนี่ยหลีนั้นไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นเช่นนั้น ด้วยความสามารถที่ต่ำต้อย เขาก็เป็นได้เพียงลำดับที่ต่ำชั้นสุดของเมืองกลอรี่เท่านั้น ส่วนเขานั้นเป็นทายาทของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นหนึ่งในสามตระกูลหลัก เนี่ยหลีจะมีอะไรที่เทียบกับเขาได้?

ถ้าหากมิได้เป็นเพราะเอียจื่ออวิ๋น เขาคงจะไม่มาเรียนในชั้นเรียนขยะนี้ และต้องรู้จักกับพวกขยะอย่างเนี่ยหลี!

เสิ่นซิ่วยังคงพูดอย่างไม่ไว้หน้าขึ้นมาอีกว่า “ด้วยความสามารถเพียงเท่านี้ของเจ้า แม้แต่ในตระกูลของเจ้า ข้าคิดว่าก็คงจะไม่มีผู้ใดให้ความสนใจ เจ้าจึงได้มาทำตัวเย่อหยิ่งและไม่รู้จักสัมมาคารวะเช่นนี้!

ด้วยคำพูดของเสิ่นซิ่ว ทำให้เนี่ยหลีคิดไปถึงชีวิตที่แล้วของเขา ก่อนที่เมืองกลอรี่จะล่มสลาย เนี่ยหลีก็ยังคงอ่อนแอ เป็นดั่งที่เสิ่นซิ่วพูดไว้ เขานั้นเป็นนักสู้ระดับบรอนซ์สามดาว และไม่อาจที่จะบรรลุระดับที่สูงไปกว่านี้ ไม่ว่าจะในสถาบันการศึกษาแห่งนี้ หรือตอนที่อยู่ภายในตระกูล เขาก็เป็นคนที่ต่ำต้อยดั่งฝุ่นธุลีที่หาได้มีผู้ใดสนใจไม่

ถ้าหากเขาไม่ได้ใช้ร่างกายนี้เพื่อปกป้องเอียจื่ออวิ๋น ก็คงจะเป็นไปไม่ได้ที่จะได้รับหัวใจของเทพธิดาผู้นี้ และเมื่อได้รู้ว่าเอียจื่ออวิ๋นนั้นเป็นร่างทรงอสูรระดับโกลด์หนึ่งดาว ช่องว่างระหว่างเขาสองคนนั้นช่างห่างไกลกันยิ่งนัก และถ้ามีช่องว่างที่ห่างกันถึงเพียงนั้นเนี่ยหลีก็ไม่อาจที่จะยืนหยัดต่อสู้เคียงข้างเอียจื่ออวิ๋นได้ และสุดท้ายเขาก็ต้องมองดูนางถูกสังหารด้วยกรงเล็บของอสูร และถูกฝังอยู่ในผืนทะเลทรายแห่งนั้น

ทุกครั้งที่คิดถึงเรื่องนี้เนี่ยหลีก็รู้สึกเจ็บปวดใยิ่งนัก!

ต่อมาเนี่ยหลีนั้นโชคดีที่สามารถข้ามผ่านทะเลทรายอันไร้ที่สิ้นสุดมาได้ และเนี่ยหลีได้ออกผจญภัยไปทั่วทุกแห่ง และพบว่าบนโลกใบนี้ช่างมีแต่ความเร้นลับ แม้แต่สิ่งที่เรียกว่าห้วงขอบเขตวิญญาณ ก็ยังสามารถที่จะฝึกฝนให้พัฒนาขึ้นได้!

ถ้าหากเป็นเนี่ยหลีในชาติภพที่แล้ว แม้จะถูกอาจารย์ต่อว่า แน่นอนว่าเขาคงไม่อาจที่จะโต้แย้ง แต่ในตอนนี้เขานั้นต่างไปจากเดิม เขานั้นมีความมั่นใจในความแข็งแกร่งของตนเอง และวันหนึ่งเขาจะทำให้คนเหล่านี้ได้เห็นว่า เขานั้นสามารถที่จะก้าวข้ามไปจนถึงขอบเขตที่ทุกคนไม่อาจจะจินตนาการถึงได้!

นับตั้งแต่ที่เขาได้กำเนิดใหม่ เขาก็จะไม่ย่อท้อ แม้แต่พระเจ้าก็ไม่อาจหยุดมิให้เขาเข่นฆ่าได้ เพราะเขานั้นสามารถสังหารได้แม้แต่พระเจ้า!

ทุกคนต่างรู้สึกแปลกใจยิ่งนัก เนี่ยหลีนั้นถูกอาจารย์เสิ่นซิ่วพูดจาเยาะเย้ยและดูถูก แต่เขากลับไม่มีท่าทีที่ละอายเลยแม้แต่น้อย แต่สายตาที่เขาจ้องมองเสิ่นซิ่วอยู่นั้น กลับมุ่งมั่นยิ่งนัก จากนั้นเนี่ยหลีก็พูดขึ้นมาว่า “อาจารย์เสิ่นซิ่ว ท่านคิดว่า ห้วงขอบเขตวิญญาณเป็นตัวกำหนดชะตาชีวิตของแต่ละคนเช่นนั้นหรือ? ท่านนั้นเอาแต่ดุด่า และดูถูกคนที่ไร้พรสวรรค์ แต่กลับเอาใจเพียงแค่เหล่าผู้มีพรสวรรค์ ท่านรู้หรือไม่ว่าเหล่านักเรียนที่ไร้ซึ่งพรสวรรค์ พวกเขาต่างก็หัวเราะเยาะท่านเพราะความน่ารังเกียจของท่าน และด้วยความจริงในข้อนี้ ท่านจึงพยายามพูดในหลักการเพื่อที่จะปกปิดความน่ารังเกียจของตัวท่านใช่หรือไม่?

เมื่อได้ยินคำพูดของเนี่ยหลี ร่างกายของเสิ่นซิ่วสั่นด้วยความโกรธ นางไม่เคยพบกับนักเรียนเช่นนี้ กล้าที่จะโต้เถียงขัดแย้งกับนางไม่ยอมหยุด และด้วยคำพูดของเนี่ยหลี ที่จี้ใจดำของนาง ทำให้นางโกรธเกรี้ยวจนถึงกับตะโกนออกมาว่า “หุบปาก! เจ้านั้นคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน ถึงได้กล้าพูดจาใส่ร้ายอาจารย์ของเจ้าเช่นนี้?

เนี่ยหลีขดริมฝีปากด้วยความรู้สึกที่น่ารังเกียจและพูดขึ้นมาว่า “การที่ข้าได้ร่ำเรียนกับท่านนั้น ข้ารู้สึกอับอายยิ่งนัก ข้ามั่นใจว่า ในชั้นเรียนนี้ เหล่านักเรียนที่มาจากตระกูลสามัญชนหลายคน จะประสบความสำเร็จอย่างที่ท่านคาดไม่ถึง! ท่านไม่รู้หรอกว่า พวกเขาต้องอดทนแค่ไหนที่ต้องให้ท่านสั่งสอน โดยที่ใช้แต่คำพูดที่บั่นทอนความรู้สึกของพวกเขา ท่านนั้นไม่คู่ควรที่จะเป็นอาจารย์เสียด้วยซ้ำ! ถึงแม้ว่าข้านั้นจะมีความสามารถที่ต่ำต้อย แต่ท่านรู้ไหมว่า? ในอีกไม่ช้าก็เร็ว ข้านั้นจะเป็นร่างทรงอสูรระดับตำนานที่ยิ่งใหญ่ และข้าต้องได้แต่งงานกับสตรีที่งดงามที่สุดในเมืองกลอรี่!

จากนั้นสายตาของเนี่ยหลีก็จ้องมองไปที่เอียจื่ออวิ๋นที่นั่งห่างออกไป ดวงตาของเขานั้นเป็นประกายอันแรงกล้า 

เมื่อเห็นว่าสายตาของเนี่ยหลีจ้องมาที่นาง หัวใจของเอียจื่ออวิ๋นก็เริ่มสั่นไหว ใบหน้าของนางร้อนผ่าว นางไม่คิดเลยว่า เนี่ยหลีจะกล้าพูดเรื่องเช่นนี้ในชั้นเรียน และนางเห็นได้ชัดเจนว่าในดวงตาของเนี่ยหลี มีความหมายที่ชัดเจน แต่ในใจของนางนั้น กับเนี่ยหลีนั้นมิได้มีความรู้สึกชอบหรือความรู้สึกอื่นใด แต่เมื่อได้ยินคำพูดของเนี่ยหลีแล้ว นางก็บอกไม่ได้ว่ารู้สึกเช่นใด

เมื่อได้เห็นท่าทีของเอียจื่ออวิ๋น เสิ่นเอียก็รู้สึกขายหน้า แม้ว่าเนี่ยหลีจะไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกับเขา แต่เขาก็รับรู้ได้ถึงภัยคุกคามจากเนี่ยหลี!

“ฮ่าฮ่าฮ่า! นี่เป็นเรื่องน่าขันที่สุดเท่าที่ข้าเคยได้ยิน เป็นแค่คนที่มีห้วงขอบเขตวิญญาณสีชาด แต่กลับบอกว่าจะป็นร่างทรงอสูรระดับตำนานที่ยิ่งใหญ่ ในวัยเยาว์ของท่านเอียมัวนั้นก็มีความสามารถที่น่าทึ่ง พร้อมกับมีห้วงขอบเขตวิญญาณสีคราม เจ้าคิดว่าใช้แค่เพียงโชคก็จะสามารถประสบความสำเร็จได้เช่นนั้นหรือ? ไร้สาระสิ้นดี!” เสิ่นซิ่วตอบกลับไปแบบไม่ไว้หน้า

เนี่ยหลีตอบกลับไปด้วยเสียงอันดัง “ข้ารู้ดีแก่ใจว่าจะต้องถูกท่านพูดจาดูถูก แต่ในวันหนึ่งข้าจะให้ท่านได้เห็นความจริง และทำให้ท่านนั้นหุบปาก! ระดับของห้วงขอบเขตวิญญาณมิได้กำหนดความสำเร็จของบุคคลใด จงสยบผู้เข้มแข็งด้วยความอ่อนแอของตน ผู้ฝึกฝนอย่างพวกเราย่อมต้องท้าทายสิ่งที่เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว สักวันท่านก็จะได้เห็นมันเอง!

คำพูดของเนี่ยหลี ทำให้เหล่านักเรียนที่มาจากตระกูลสามัญชนรู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาได้ การฝึกฝนก็เป็นดั่งการท้าทายสวรรค์ ถ้าหากไม่มีใจที่มุ่งมั่นก็ไม่ต้องมาพูดถึงเรื่องการฝึกฝน!

เนี่ยหลียังคงพูดขึ้นมาด้วยเสียงอันดังว่า “ถ้าหากใจนั้นยังมุ่งมั่นที่จะต่อสู้และฝึกฝน ก็ไม่มีผู้ใด สามารถมาพูดได้ว่าเป็นไปไม่ได้ แม้ว่าจะมีพรสวรรค์สูงส่ง บางทีมันก็เป็นแค่เศษไม้ที่ไร้ค่าได้ นับตั้งแต่ที่ข้า เนี่ยหลีผู้นี้ได้กำเนิดมาบนโลกใบนี้ จะขอท้าทายในทุกสิ่งที่มีคนพูดว่าเป็นไปไม่ได้ อาจารย์เสิ่นซิ่ว ท่านคิดที่จะเดิมพันกับข้าหรือไม่?

แม้ว่าในชีวิตที่แล้วของเนี่ยหลีจะมีประสบการณ์การที่ล้มเหลวมามากมาย เนี่ยหลีก็ไม่เคยที่จะยอมแพ้ ในวันนี้พระเจ้าได้ให้โอกาสให้เขามาเกิดใหม่อีกครั้งบนโลกใบนี้ เขาจะต้องฝึกฝนให้แข็งแกร่งขึ้นรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ และมุ่งสู่จุดสูงสุดให้เร็วที่สุด

“เดิมพันด้วยเรื่องอะไรกัน?” เสิ่นซิ่วพ่นลมหายใจด้วยความเย็นชาและเอ่ยถาม

“ข้าขอเดิมพันด้วยเรื่องการทดสอบในอีกสองเดือนข้างหน้า ว่าจะต้องสามารถบรรลุถึงระดับบรอนซ์ และหากข้าไม่อาจที่จะทำได้ข้าจะลาออก แต่ถ้าข้าสามารถทำได้ อาจารย์เสิ่นซิ่วจะต้องลาออกเช่นกัน! ท่านจะมีความเห็นเช่นใด?เนี่ยหลีมองไปที่เสิ่นซิ่วพูดออกไปด้วยความมั่นใจ

เมื่อได้ยินคำพูดของเนี่ยหลี ทุกคนถึงกับรู้สึกหวาดกลัว เหล่านักเรียนต่างไม่คาดคิดเลยเลยว่า เนี่ยหลีจะกล้าท้าทายอาจารย์เสิ่นซิ่วเดิมพันเช่นนี้ แม้ว่าเหล่านักเรียนที่มาจากตระกูลสามัญชนจะรู้สึกรังเกียจเสิ่นซิ่ว พวกเขาก็ต้องการที่จะให้เนี่ยหลีเป็นผู้ชนะ แต่ไม่มีใครคาดหวังว่าเนี่ยหลีจะมีหนทางที่จะเอาชนะเดิมพันนี้ได้

“ฮ่าฮ่าฮ่า ช่างพูดจาไร้สาระยิ่งนัก เจ้าคิดหรือว่าจะสามารถบรรลุระดับบรอนซ์ได้ในสองเดือน เจ้าคิดเหรอว่าภายในสองเดือนนี้เจ้าสามารถที่จะเพิ่มระดับพลังวิญญาณจากห้าจุดเป็นหนึ่งร้อยจุดได้เช่นนั้นหรือ?” เสิ่นซิ่วตอบกลับไปด้วยความดูถูก เนี่ยหลีผู้นี้เป็นบ้าไปแล้วใช่หรือไม่?

“ที่ข้าถามคือ อาจารย์เสิ่นซิ่วท่านกล้าเดิมพันหรือไม่?เนี่ยหลีพูดกลับไปโดยไม่ได้สนใจที่เสิ่นซิ่วพูดกลับมา

“ถ้าเป็นเรื่องเช่นนี้ เหตุใดข้าจะไม่กล้า! ข้าไม่เชื่อหรอกว่าคนเช่นเจ้าจะสามารถประสบความสำเร็จอันใดได้! อะไรที่ทำให้เจ้ากล้าที่จะพูดจาโกหกอวดดีเช่นนี้!” เสิ่นซิ่วตอบกลับไปด้วยความโกรธ และพูดต่ออีกว่า “และเนื่องจากเจ้านั้นไร้สัมมาคารวะ นับจากนี้ไปเป็นเวลาสองเดือน เจ้าจะต้องไปยืนเรียนที่หลังห้อง!

เสิ่นซิ่วนั้นขึ้นชื่อเรื่องความไร้เหตุผล เนี่ยหลีจ้องมองเสิ่นซิ่วด้วยสายตาที่ดูถูกเหยียดหยาม ส่วนเรื่องการยืนเรียนที่หลังห้องนั้น เนี่ยหลีก็ไม่ได้รู้สึกเจ็บแสบแต่อย่างใด

“เมื่ออาจารย์เสิ่นซิ่วตัดสินใจที่จะเดิมพันกับข้าแล้ว หวังว่าคงจะไม่เสียใจเมื่อเวลานั้นมาถึง!” เนี่ยหลีพูดขณะที่เดินไปทางด้านหลังห้อง

“ข้ารึต้องเสียใจ ช่างพูดจาไร้สาระยิ่งนัก เมื่อเวลานั้นมาถึงเจ้าอย่าได้มาร้องไห้ขอร้องข้าก็แล้วกัน!” เสิ่นซิ่วตอบกลับไปพร้อมกับหัวเราะเสียงดัง

เมื่อเห็นเนี่ยหลียืนอยู่ด้านหลังห้อง เหล่านักเรียนจากตระกูลชนชั้นสูงเริ่มที่จะพูดจาเยาะเย้ย

“อนาคตร่างทรงอสูรระดับระดับตำนานถูกลงโทษให้ยืนหลังห้อง!

“ฮ่าฮ่า นอกจากนี้เขานั้นก็ต้องกลัวที่จะถูกไล่ออกเช่นกัน!

“เจ้านั่นคงจะเป็นบ้าไปแล้ว?

“เวลาแค่สองเดือนจะยกระดับพลังวิญญาณจากห้าจุดเป็นหนึ่งร้อยจุด เขาคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน? แม้แต่ท่านเอียมัวเมื่อตอนเยาว์วัย ยังไม่อาจที่จะทำเช่นนั้นได้เลย”

เสิ่นซิ่วยิ้มอย่างเย็นชา เจ้าเนี่ยหลีผู้นี้กล้าอวดดีแล้วเป็นเช่นใด ห้องเรียนนี้อยู่ในความดูแลของนาง แน่นอนว่านางจะไม่สนใจคำพูดของเนี่ยหลีอีกต่อไป ภายในเวลาแค่สองเดือนจะเพิ่มระดับพลังวิญญาณจากห้าจุดเป็นหนึ่งร้อยจุด เสิ่นซิ่วรู้สึกว่าเป็นเรื่องไร้สาระยิ่งนัก เรื่องนั้นไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นได้! เนี่ยหลีก็แค่ยืดเวลาที่จะต้องถูกไล่ออก ออกไปเท่านั้น

เมื่อเห็นว่าเนี่ยหลีนั้นถูกเสิ่นซิ่วลงโทษให้ไปยืนที่ด้านหลังห้อง ตู่ซื่อนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เขากัดฟัน และลุกขึ้นยืน และเดินไปยืนอยู่ข้าง ๆ เนี่ยหลี การที่เขาลุกขึ้นมายืนอยู่ข้างเนี่ยหลี เพราะเนี่ยหลีพูดแทนนักเรียนที่มาจากตระกูลสามัญชน เขาจะไม่ยอมให้เนี่ยหลีถูกเสิ่นซิ่วสั่งให้ไปยืนเพียงลำพัง เขาจะขอร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเนี่ยหลี!

เมื่อเห็นตู่ซื่อไปยืนอยู่กับเนี่ยหลี เสิ่นซิ่วก็หลี่ตาลงเล็กน้อย และพูดออกไปว่า “ถ้าหากเจ้าต้องการที่จะยืนเรียนกับเขา ก็จงยืนไปด้วยกัน!

เนี่ยหลีและตู่ซื่อสบตากัน ดวงตาของพวกเขาเป็นประกาย ก่อนที่จะยิ้มให้กันเล็กน้อย

ในตอนนั้น เนี่ยหลีราวกับว่าหวนกลับไปตอนที่ได้พบเจอกับตู่ซื่อเมื่อชีวิตที่แล้ว ตู่ซื่อ คนผู้นี้คือตู่ซื่ออย่างแน่นอน!

เมื่อได้เห็นตู่ซื่อไปยืนอยู่ข้างหลัง ลู่เพียวก็เดินไปยืนอยู่ข้าง ๆ เนี่ยหลีอีกคน

“เจ้าเองก็จะมายืนด้วยกันเช่นนั้นหรือ?”เมื่อเห็นลู่เพียวเนี่ยหลีจึงพูดขึ้นมาพร้อมกับหัวเราะ

ลู่เพียวยักไหล่และพูดขึ้นมาว่า “นั่งเรียนเฉย ๆ มันรู้สึกน่าเบื่อ ข้ายืนอยู่ตรงนี้เย็นสบายกว่า ไม่ได้เช่นนั้นหรือ?

“ฮ่าฮ่าฮ่า สมแล้วที่เป็นเจ้า!เนี่ยหลีหัวเราะออกมา ลู่เพียวก็ยังคงเป็นลู่เพียว แม้ว่าจะปากเสียไปบ้าง แต่ก็มีความจริงใจต่อกัน แม้ว่าเรื่องนี้จะไม่ได้เกี่ยวกับลู่เพียวเลยแม้แต่น้อย แต่ลู่เพียวก็ยังปฏิบัติกับเขาดั่งเช่นสหาย สหายย่อมร่วมเผชิญปัญหาด้วยกัน

หลังจากนั้นนักเรียนจากตระกูลสามัญชนอีกสามคนก็ลุกขึ้นยืน และไปยืนอยู่ข้าง ๆ เนี่ยหลี เนี่ยหลีนั้นเป็นคนจากตระกูลชนชั้นสูง แต่กลับไม่ลังเลที่จะวางเดิมพันเพื่อนักเรียนจากตระกูลสามัญชน พวกเขานั้นรับรู้ได้ถึงความจริงใจและรู้สึกขอบคุณ พวกเขารู้สึกว่าจำเป็นที่จะต้องตอบแทนด้วยการไปยืนอยู่ที่ด้านหลังห้องร่วมกันกับเนี่ยหลี!

เมื่อมีเหล่าพี่น้องเหล่านี้อยู่เคียงข้าง เนี่ยหลีรู้สึกยินดียิ่งนัก และรู้สึกร่าเริงเป็นพิเศษ

เสิ่นซิ่วจ้องมองด้วยใบน่าที่ดูแล้วช่างน่าเกลียดน่ากลัว จากนั้นพูดบรรยายต่อไปด้วยใบหน้าอันเย็นชา

“หลังจากที่ได้ทำการทดสอบ ในเหล่านักเรียนทั้งหมดในชั้นเรียนนี้ เอียจื่ออวิ๋นมีห้วงขอบเขตวิญญาณสีคราม พลังวิญญาณแปดสิบหกจุด เสิ่นเอีย และเซี่ยวหนิงเอ๋อ [肖凝儿:สาวน้อยผู้เย็นชา] ห้วงขอบเขตวิญญาณสีเขียว พลังวิญญาณเจ็ดสิบแปดจุดเท่ากัน อีกไม่นานก็จะบรรลุระดับบรอนซ์หนึ่งดาวแล้ว คงต้องขอแสดงความยินดีกับพวกเขา!” เสิ่นซิ่วพูดขึ้นมาพร้อมกับชำเลืองมองไปที่เนี่ยหลี ต้องเช่นนี้สิ จึงจะเรียกได้ว่าผู้มีพรสวรรค์อย่างแท้จริง แล้วเนี่ยหลีจะนับว่าเป็นอะไรกัน?’

เมื่อได้ยินคำพูดของเสิ่นซิ่ว เหล่านักเรียนก็อดไม่ได้ที่จะส่งเสียงอุทานขึ้นมาห้วงขอบเขตวิญญาณสีคราม พลังวิญญาณแปดสิบหกจุด! พวกเขาช่างเป็นผู้มีพรสวรรค์อย่างแท้จริง ด้วยความแข็งแกร่งถึงเพียงนี้โดยที่อายุเพียงเท่านี้ นางนั้นจะต้องกลายเป็นร่างทรงอสูรระดับตำนานได้เป็นแน่!

เช่นเดียวกันกับเสิ่นเอียและเซี่ยวหนิงเอ๋อ พรสวรรค์ของพวกเขาก็สูงมากเช่นกัน ในภายภาคหน้าจะต้องเป็นคนที่ประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน!

เอียจื่ออวิ๋นนั้น ไม่มีใครรู้ชาติกำเนิดที่แท้จริงของนาง นางนั้นมีรูปลักษณ์ภายนอกที่งดงามและสดใส และด้วยพรสวรรค์ที่ยอดเยี่ยม และพื้นหลังอันลึกลับ ทำให้นางเป็นหญิงสาวที่เปร่งประกายที่สุดในชั้นเรียน ในขณะที่เซี่ยวหนิงเอ๋อความงดงามของนางนั้นมิได้ด้อยไปกว่าเอียจื่ออวิ๋น เพียงแค่พรสวรรค์นั้นด้อยกว่าเพียงเล็กน้อย

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม พวกเขานั้นก็ไม่อาจที่จะเปรียบเทียบกับพวกนางได้................จบตอน
 แปลโดย นายมะพร้าว

 


เมนู นิยาย ล่าง

เมนู มังงะ ล่าง