test

เมนู นิยาย บน

เมนูมังงะ

28 ก.ย. 2559

Tales of Demons & Gods บทที่2 坐井观天 มุมมองที่คับแคบ




          ที่นั่งติดอยู่กับเอียจื่ออวิ๋น เป็นเด็กหนุ่มหน้าตาดี เขานั้นชำเลืองมองเอียจื่ออวิ๋นเป็นครั้งคราว เมื่อเขามองไปยังเอียจื่ออวิ๋น เหนว่านางกำลังจับจ้องไปที่เนี่ยลี่ที่นั่งห่างออกไป เขาก็จ้องเขม็งไปที่เนี่ยลี่

เด็กหนุ่มผู้นี้สูงกว่าเนี่ยลี่เล็กน้อย เขาสูงโปร่ง คิ้วเรียวยาว ดวงตากลมโต และเผยให้เห็นรังสีอำมหิตแผ่ออกมา

แน่นอนว่าเนี่ยลี่เองก็รู้จักคนผู้นี้ เขามีชื่อว่า เสิ่นเอีย [沈越:ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้นไป] เขาเป็นทายาทหนึ่งในสามของตระกูลหลักที่ชื่อว่า ตระกูลศักดิ์สิทธิ์ และที่พิเศษไปกว่านั้น เสิ่นซิ่วที่กำลังสอนอยู่นั้น นางมีศักดิ์เป็นป้าของเขา

ในชีวิตที่ผ่านมาของเขา เสิ่นเอียและเอียจื่ออวิ๋นนั้นเป็นคู่หมั้นกัน ก่อนหน้าที่เมืองกลอรี่จะล่มสลาย เสิ่นเอียและเอียจื่ออวิ๋นเกือบที่จะได้แต่งงานกัน ในแง่ของภูมิหลังของตระกูล พวกเขาเรียกได้ว่าเป็นคู่ที่เหมาะสมกันยิ่งนัก ถ้าหากเมืองกลอรี่ไม่ถูกโจมตีเสียก่อน พวกเขาคงได้แต่งงานกันเป็นแน่ แต่พวกเขานั้นยังไม่ทันที่จะได้ทำพิธี สัตว์อสูรวายุเหมันต์ก็บุกทำลายเมืองอย่างบ้าคลั่ง ในเย็นวันนั้นก่อนที่เมืองจะแตกพ่าย ตระกูลศักดิ์สิทธิ์ ได้ทรยศต่อเมืองกลอรี่ และทอดทิ้ง ปล่อยเมืองให้ทิ้งร้างไป 

บางที่นี่อาจจะเป็นเพราะโชคชะตา ในชีวิตที่ผ่านมาของเขา เอียจื่ออวิ๋นจึงไม่ต้องตกเป็นภรรยาของเสิ่นเอีย แต่กลับได้ครองคู่กับเนี่ยลี่แทน

เมื่อได้คิดถึงเรื่องในตอนนั้น เนี่ยลี่ก็อดที่จะยิ้มไม่ได้ และเมื่อได้เห็นเอียจื่ออวิ๋นและเสิ่นเอียมองกลับมา เนี่ยลี่อดไม่ได้ที่จะรู้สึกปวดหัวเล็กน้อย ในตอนนี้เอียจื่ออวิ๋น ไม่ได้มีสายตาที่มองแล้วรู้สึกดีมาทางเขา และสายตาของเอียจื่ออวิ๋นที่จ้องมองมาที่เขา เนี่ยลี่รับรู้ได้ถึงความรังเกียจ และดูหมิ่นเหยียดหยามที่ส่งผ่านออกมา เอียจื่ออวิ๋นคงจะมองเห็นเขาเป็นแค่คนขี้เกียจ ไม่ตั้งใจเรียนรู้เป็นแน่!

ด้วยสายตาที่มองมาของเอียจื่ออวิ๋น เนี่ยลี่ก็อดไม่ได้ที่รู้สึกอึดอัดเล็กน้อย ใบหน้าที่คุ้นเคย เนี่ยลี่คิดถึงเรื่องราวในชีวิตที่แล้วที่ผ่านร่วมกันมา เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเขินอายเล็กน้อย เขายังคงจ้องมองไปที่เอียจื่ออวิ๋นและยิ้ม ต้องขอบคุณตำราจิตอสูรท่องเวลา ที่ทำให้เรากลับมาพบเจอกันอีกครั้ง

เจ้าคนประหลาดเอียจื่ออวิ๋นคิดอยู่ในใจ นางรับรู้ได้ถึงบางสิ่งที่แปลกประหลาดจากสายตาของเนี่ยลี่ ดวงตาของเด็กนักเรียนผู้นี้เป็นประดายดั่งดวงดารา ที่สัมผัสได้ถึงความโศกเศร้า ในใจของเอียจื่ออวิ๋นเต็มไปด้วยความสงสัย นางนั้นเคยรู้จักเนี่ยลี่มาก่อนหรือไม่? ทำไมเนี่ยลี่จึงจับจ้องนายด้วยสายตาเช่นนั้น?

เอียจื่ออวิ๋นนั้นราวกับจั๊กจั่นที่เพิ่งจะลอกคราบ ริมฝีปากแดงและฟันสีขาวสวย ราวกับว่านางนั้นเป็นดอกไม้ที่กำลังค่อย ๆ ผลิบาน มันมีความแปลก แต่ก็เรียบง่าย สวยงาม ไม่แปลกเลยที่มีผู้ชายมากมายรู้สึกหลงไหล

ในตอนนี้สายตาของเสิ่นซิ่วจับจ้องมาที่เนี่ยลี่ เจ้าเด็กอายุสิบสามสิบสี่ปีผู้นี้  ทุกการเคลื่อนไหวของพวกเขา ไม่อาจที่จะหลบเลี่ยงสายตาของนางได้ เพราะนางนั้นเป็นถึงร่างทรงอสูรระดับซิลเวอร์ จิตและกายของนางรู้แจ้งถึงสัมผัสที่หก ดวงตาของนางนั้นเฉียบแหลมยิ่งนัก สามารถมองเห็นได้แม้แต่หนูที่วิ่งอยู่ไกลออกไปกว่าร้อยเมตรได้

เอียจื่ออวิ๋นนั้นมีฐานะสูงส่ง นางเป็นบตรีของท่านจ้าวเมือง และเป็นหลานสาวของเอียมัวร่างทรงอสูรระดับตำนานที่ยิ่งใหญ่ และนางก็มีห้วงขอบเขตวิญญาณสีฟ้า นับว่าเป็นผู้มีพรสวรรค์ที่หาได้ยากยิ่ง!

ทั่วทั้งสถาบันกล้วยไม้ศักดิ์สิทธิ์ ไม่มีใครรู้ฐานะที่แท้จริงของเอียจื่ออวิ๋น ถ้าหากเสิ่นเอียสามารถที่จะแต่งงานกับเอียจื่ออวิ๋นได้ จะช่วยส่งเสริมให้ตระกูลศักดิ์สิทธิ์มีความมั่นคงยิ่งขึ้นในเมืองกลอรี่แห่งนี้ นั่นคือเห็นผลที่เขายอมลดตัวมาเรียนอยู่ในชั้นเรียนนักสู้ฝึกหัด และเป็นเหตุผลที่เสิ่นซิ่วต้องมาเป็นอาจารย์สอนด้วยเช่นกัน

เสิ่นซิ่วคลายการผสานร่างและกลับมาอยู่ในร่างมนุษย์ นางเอามืกอดรัดที่หน้าอก และหันไปที่นักเรียนอย่างไม่ใยดีนัก “สองปีจากนี้ไป พวกเจ้าเป็นนักเรียนของข้า แม้ว่าท่านผู้อำนวยการจะบอกว่าเหล่านักเรียนในสถาบันกล้วยไม้ศักดิ์สิทธิ์ทุกคนล้วนเท่าเทียมกัน แต่ข้าจะบอกให้พวกเจ้ารับรู้ถึงความจริงอันโหดร้าย ในโลกนี้ หาได้มีความยุติธรรมและเท่าเทียมอยู่ไม่!” เสิ่นซิ่วพูดขึ้นมาด้วยเสียงที่ชัดเจน คำพูดนี้เป็นดั่งคมมีดที่กรีดอยู่ในใจเหล่านักเรียน

เหล่านักเรียนได้แต่นั่งฟังเงียบ ๆ ไม่มีใครกล้าพูดอะไรออกไป

“และเมื่อพวกเจ้าเติบโตขึ้น หลังจากที่ได้ออกจากสถาบันกล้วยไม้ศักดิ์สิทธิ์ไป พวกเจ้าจะเห็นด้วยกับคำที่ข้าได้พูดไป ความเท่าเทียมกันก็เป็นแค่คำพูดโป้ปดของผู้ใหญ่ พวกเจ้าไม่ควรจะจมอยู่กับเทพนิยายอันเพ้อฝันเหล่านี้!

เสิ่นซิ่วมองไปที่เหล่านักเรียน และพูดต่ออีกว่า 

“เมืองกลอรี่แห่งนี้เป็นเมืองเดียวที่ร้อนพ้นจากยุคมืดมาได้ พวกเราเป็นเพียงมนุษย์กลุ่มเดียวที่เหลือรอด ที่เมืองกลอรี่นั้นอยู่รอดมาได้ก็เพราะสองสิ่ง คือนักสู้และร่างทรงอสูรที่แข็งแกร่ง การปรากฏตัวของร่างทรงอสูรนั้นคือสิ่งที่วิเศษยิ่งนัก มีโอกาที่จะปรากฏขึ้นมาได้แค่เพียงหนึ่งในพันหรือหนึ่งในหมื่นเท่านั้นที่จะปรากฏร่างทรงอสูรที่เก่งกาจ ในตอนนี้ในเมืองกลอรี่นั้นมีร่างทรงอสูรไม่กี่พันคน คนเหล่านั้นคือผู้พิทักษ์ของเมืองกลอรี่!

“นักสู้และร่างทรงอสูรจะแบ่งออกเป็น ระดับ บรอนซ์ ซิลเวอร์ โกลด์ แบล็คโกลด์ และระดับตำนานห้าระดับ ยิ่งอยู่ในระดับที่สูงขึ้นก็จะยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้น และหากตระกูลใมีร่างทรงอสูรระดับโกลด์ ก็จะได้กลายเป็นตระกูลชั้นสูง และถ้าตระกูลใดมีการกำเนิดของร่างทรงอสูรระดับแบล็คโกลด์ ก็จะได้กลายเป็นตระกูลใหญ่ที่ร่ำรวย และหากในตระกูลมีร่างทรงอสูรระดับแบล็คโกลด์สามคนขึ้นไป หรือมีร่างทรงอสูรระดับตำนาน ก็จะสามารถกลายเป็นตระกูลหลัก พวกเจ้าทั้งสามสิบหกคน มีทั้งที่มาจากตระกูลสามัญชน และบางคนมาจากตระกูลชั้นสูง แม้ว่าในตอนเริ่มต้นนั้นอาจจะเท่าเทียมกัน แต่สถานะของพวกเจ้านั้นมิได้เท่าเทียมกัน ข้าหวังว่าพวกเจ้าจะเรียนรู้มันได้ด้วยตัวเอง โดยทั่วไปนักเรียนที่มาจากตระกูลสามัญชน ก็จะยังคงเป็นสามัญชน พวกเจ้าไม่อาจที่จะกลายเป็นชนชั้นสูงได้ ดังนั้นอย่าคิดเรื่องบ้า ๆ ว่าลูกไก่จะสามารถปีนป่ายและบินทะยานเป็นดั่งวิหกเพลิงได้ แม้แต่ในหมู่ชนชั้นสูงก็ยังมีกำแพงใหญ่ ที่ไม่สามารถข้ามผ่านได้เช่นกัน!

ภายใต้สายตาของเสิ่นซิ่ว เหล่านักเรียนที่สวมเสื้อผ้าธรรมดาจากตระกูลสามัญต่างก็รู้สึกอึดอัดยิ่งนัก พวกเขารู้สึกอับอายและก้มหน้าลง แต่ในขณะเดียวกันมีเด็กหลายคนที่มาจากตระกูลชั้นสูง เมื่อได้ยินคำพูดของเสิ่นซิ่ว พวกเขาก็เผยให้เห็นรอยยิ้มที่แสดงความภาคภูมิใจ มีเพียงเนี่ยลี่ เอียจื่ออวิ๋น ลู่เพียว และเด็กอีกไม่กี่คนที่มาจากตระกูลชั้นสูงที่นั่งอยู่อย่างสงบ

เนี่ยลี่มองไปทางด้านหน้า มีเด็กที่สวมเสื้อผ้าเก่า รูปร่างผอม ตู่ซื่อ นั่งกำหมัดแน่น พร้อมกับกัดริมฝีปากของเขา ตู่ซื่อนั้นมาจากตระกูลสามัญชน ตระกูลของเขานั้นยากจนยิ่งนัก และเนี่ยลี่ก็รู้ดีว่า ตู่ซื่อนั้นเป็นคนที่ทะนงตนและเข้มแข็งยิ่งนัก

เมื่อชีวิตที่ผ่านมาของเนี่ยลี่ แม้ว่าตู่ซื่อจะมาจากตระกูลที่ยากจน แต่ตู่ซื่อก็พยายามฝึกฝนด้วยความยากลำบาก ด้วยการฝึกฝนของเขา ในที่สุดก็สามารถได้เป็นถึงร่างทรงอสูรระดับโกลด์ แม้ว่าไม่มีเงินทองที่มากมายจากตระกูลที่ช่วยเกื้อหนุน แม้ไม่ได้มีพรสวรรค์อะไรที่มากมาย แต่ด้วยความอุตสาหะของตนเอง เขาจึงสามารถปียป่ายไปถึงระดับที่ว่ามาได้ ใครจะรู้ว่าเขานั้นต้องพยายามทุ่มเทไปมากน้อยเท่าใด

ในวันก่อนหน้าที่เมืองกลอรี่จะล่มสลายลงไป พวกชนชั้นสูงต่างคิดแต่จะหาทางหลบหนี มีเพียงเหล่าสามัญชนในเมืองกลอรี่ดั่งตู่ซื่อ ที่ยืนหยัดเป็นด่านหน้าปกป้องเมืองกลอรี่ และสู้จนหมดสิ้นลมหายใจ 

ตู่ซื่อนั้นนับเป็นสหายรักของเนี่ยลี่ และเป็นสหายที่เขาเชื่อใจมากที่สุดคนหนึ่ง

เมื่อเขาเห็นตู่ซื่อนั้นแสดงอาการต่อต้านคำพูดของเสิ่นซิ่ว เนี่ยลี่เองก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกโกรธขึ้นมา เมื่อนึกถึงในวันที่เมืองกลอรี่ล่มสลาย ตระกูลแรกที่หันหลังให้กับเมืองกลอรี่คือตระกูลศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นเนี่ยลี่จึงรู้สึกรังเกียจทุกคนที่มาจากตระกูลศักดิ์สิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นเสิ่นเอีย หรือว่า เสิ่นซิ่ว คนพวกนี้ไม่มีอะไรดีเลยแม้แต่น้อย ในชีวิตที่ผ่านมาเสิ่นซิ่วนั้น ทำตัวอย่างน่ารังเกียจ และเนี่ยลี่ก็เห็นนางมีความสุขที่ได้ทำเช่นนั้น

“อาจารย์เสิ่นซิ่ว ข้านั้นมีคำถาม” จู่ ๆเนี่ยลี่ก็ตะโกนออกมาดัง ๆ

เหล่านักเรียนที่เหลือต่างนิ่งเงียบฟัง การที่จู่ ๆ เนี่ยลี่ตะโกนออกมาทำให้การเรียนหยุดชะงัก เป็นการทำให้เสิ่นซิ่วรู้สึกไม่พอใจ เสิ่นซิ่วเองก็เห็นว่า การที่เนี่ยลี่ทำเช่นนี้ก็แค่เพื่อให้เอียจื่ออวิ๋นนั้นให้ความสนใจก็เท่านั้น เรื่องที่นางพูดก่อนหน้านี้เองก็พุ่งเป้าไปที่เนี่ยลี่ [คำพูดที่ว่า แม้แต่ในหมู่ชนชั้นสูงก็ยังมีกำแพงใหญ่ ที่ไม่สามารถข้ามผ่านได้เช่นกัน!] นางเองก็ไม่คิดเลยว่า เนี่ยลี่จะกล้าโต้แย้งอะไรขึ้นมา นางจึงถามกลับไปด้วยเสียงอันดังว่า

“คำถามของเจ้าคืออะไร?

“ที่อาจารย์เสิ่นซิ่วกล่าวมาว่า เมืองกลอรี่แห่งนี้เป็นเมืองเดียวที่ร้อนพ้นจากยุคมืดมาได้ พวกเราเป็นเพียงมนุษย์กลุ่มเดียวที่เหลือรอด เรื่องนี้มีหลักฐานที่เป็นข้อเท็จจริงหรือไม่? อาจารย์เสิ่นซิ่วเคยเดินทางข้ามเทือกเขาบรรพชน ไปยังทะเลทรายอันไร้ขอบเขตหรือไม่ เคยผ่านไปยังพงไพรพิษ บึงดวงจันทร์โลหิต อ่าววิญญาณศักดิ์สิทธิ์ เทือกเขาธาราสวรรค์ และดินแดนหิมะเหนือสวรรค์หรือไม่?” ด้วยที่เขานั้นผ่านมาถึงสองชาติภพ ด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมาเนี่ยลี่จึงรู้สึกดูถูกเสิ่นซิ่ว

“เทือกเขาธาราสวรรค์อะไรกัน? ดินแดนหิมะเหนือสวรรค์อะไรของเจ้า?” เสิ่นซิ่วขมวดคิ้ว

ทะเลทรายอันไร้ขอบเขต พงไพรพิษ บึงดวงจันทร์โลหิต เสินซิ่วเคยได้ยินชื่อเหล่านี้ ว่ามันอยู่ห่างไกลมากจากเทือกเขาบรรพชน แต่เป็นชื่อที่เป็นตำนานเล่าขานเท่านั้น เสิ่นซิ่วพ่นลมหายใจออกมา “ข้ายังไม่เคยไปยังสถานที่เหล่านั้น ข้านั้นอยู่แต่ในเมืองกลอรี่ ไม่เคยออกไปยังที่แห่งไหน”

เนี่ยลี่หัวเราะเล็กน้อย และตอบกลับไปว่า “ถ้าหากอาจารย์เสิ่นซิ่วไม่เคยไปยังสถานที่เหล่านั้น เหตุใดจึงมั่นใจนักว่า มีเพียงพวกเราที่เป็นมนุษย์ที่เหลือรอดอยู่?

เสิ่นซิ่วไม่มีอะไรที่โต้แย้งจึงได้แต่นิ่งเงียบไป

นักเรียนในชั้นต่างหันมาพูดคุยกันเบา ๆ พวกเขาไม่รู้ว่าสถานที่ที่เนี่ยลี่พูดถึงคือที่ใดกัน และมีอยู่จริงหรือไม่ แม้แต่เอียจื่ออวิ๋นที่ได้ยินยังมองเห็นดวงตาเป็นประกาย นางเริ่มที่จะแปลกใจในตัวเนี่ยลี่ นางนั้นเป็นคนที่อยากรู้อยากเห็น เนี่ยลี่รู้เรื่องราวพวกนี้มาได้เช่นใดกัน?

เสิ่นเอียที่นั่งอยู่ติดกับเอียจื่ออวิ๋นก็ถึงกับขมวดคิ้ว เขามองไปที่เนี่ยลี่ ใบหน้าของเนี่ยลี่มีโครงหน้าที่เข้ารูป และเรียกว่าได้ว่าดูดีไม่น้อย ถึงแม้ไม่อาจที่จะเทียบกับเขาได้ แต่ไม่รู้ว่าทำไม เขารู้สึกหวั่นใจไม่น้อย

เมื่อเห็นเหล่านักเรียนแอบพูดคุยกัน ใบหน้าของเสิ่นซิ่วแสดงอาการไม่พอใจ ช่างดูน่าเกลียดไม่น้อย นางพูดจาดูถูกออกไปว่า “แล้วเจ้านั้นมีหลักฐานอื่นใดว่า ยังมีมนุษย์กลุ่มอื่นที่เหลือรอดอยู่อีกเล่า?

“หลักฐานเช่นนั้นเหรอ?” เนี่ยลี่ยิ้มขึ้นมาอย่างเย็นชา ประสบการณ์ที่ชีวิตที่ผ่านมาของเขาก่อนหน้านี้ ล้วนเป็นหลักฐานได้อย่างดี สติปัญญาของมนุษย์นั้นลึกล้ำยิ่งนัก ในขณะที่อยู่ในยุคมืดอันน่าหวาดกลัว ยังคงมีมนุษย์อยู่อีกเป็นจำนวนมากที่รอดชีวิต พวกเขาก่อตั้งเมืองที่ยิ่งใหญ่ขึ้นมาหลายแห่ง แต่เขาไม่จำเป็นที่จะต้องเล่าเรื่องเหล่านี้ เขาพูดขึ้นมาอย่างใจเย็นว่า

“อาจารย์เสิ่นซิ่ว ข้ามีเรื่องที่อยากเล่าให้ท่านฟัง มีกบตัวหนึ่งเกิดมาในบ่อน้ำที่ลึกมาก ตั้งแต่เกิดมา มันก็มองเห็นท้องฟ้า ที่เห็นจากปากบ่อเท่านั้น ดังนั้นมันจึงคิดว่า ท้องฟ้านั้นกว้างใหญ่เท่ากับปากบ่อที่มันมองเห็นเท่านั้น แต่ท้องฟ้าที่แท้จริงนั้นมิได้มีขนาดใหญ่เท่าากบ่อน้ำเท่านั้น เราจึงเรียกมันว่า กบที่นั่งในก้นบ่อมองฟ้า ย่อมมีมุมมองที่คับแคบ”  

[坐井观天 : จั้ว จิ่ง กวาน เทียน : สำนวนจีนหมายถึง กบที่นั่งในก้นบ่อมองฟ้าย่อมเห็นท้องฟ้าในมุมอันจำกัด มุมมองคับแคบ เทียบได้กับ สำนวนไทย กบในกะลา]

เมื่อได้ยินคำพูดของเนี่ยลี่ นักเรียนในชั้นต่างก็อดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้ พวกเขารู้สึกว่า เนี่ยลี่นั้นพูดได้อย่างมีเหตุผลมากกว่า และคำที่ว่า มีมุมมองที่คับแคบ ในสำนวนนั้น ถ้าหากไม่เปรียบกบตัวนั้นเป็นเสินซิ่ว ก็ไม่รู้ว่าจะเปรียบกับสิ่งใดแล้ว

“กบที่นั่งในก้นบ่อมองฟ้า ช่างเป็นคำอธิบายที่เหมาะสมยิ่งนัก” นักเรียนหญิงหลายคนพูด จากนั้นก็ยิ้มและหัวเราะ พวกนางนั้นรู้สึกรังเกียจเสิ่นซิ่ว พวกนางอดไม่ได้ที่จะชำเลืองมองเนี่ยลี่ บางทีอาจจะมีเนี่ยลี่แค่เพียงคนเดียว ที่กล้าพูดจาเช่นนี้กับอาจารย์ผู้สอน

“นี่เจ้า.....” เสิ่นซิ่วจ้องมองไปที่หน้าของเนี่ยลี่ นางโกรธเสียจนแทบจะกระอักเลือดออกมา เนี่ยลี่เปรียบเทียบกับ กบที่มีมุมมองอันคับแคบ! นางไม่เคยพบเจอกบนักเรียนที่ไร้มารยาทเช่นนี้!

ที่นั่งห่างออกไปไม่ไกลนัก เอียจื่ออวิ๋น ก็อดที่จะหัวเราะไม่ได้ นางเห็นว่าเนี่ยลี่ผู้นี้ น่าสนใจไม่น้อย ช่างมีคารมคมคายยิ่งนัก และกล้าพูดกับเสิ่นซิ่วตรงๆเช่นนี้ 

เอียจื่ออวิ๋นที่มีความงดงามตามธรรมชาติ เมื่อนางหัวเราะก็ยิ่งดูสดใสยิ่งขึ้น เนี่ยลี่กระพริบตาให้กับเอียจื่ออวิ๋นพร้อมกับยิ้ม

เมื่อได้เห็นการแสดงออกของเนี่ยลี่ เอียจื่ออวิ๋นก็รบหันหน้ากลับมา และรู้สึกเศร้าใจยิ่งนัก เนี่ยลี่นี่ไร้มารยาทเสียจริง ในสายตาของนางนั้น เนี่ยลี่ก็ยังเป็นนักเรียนที่นิสัยไม่ดีเช่นเดิม

ไม่เพียงแค่เห็นเนี่ยลี่ทำให้เสิ่นซิ่วแทบจะกระอักเลือด นอกจากนี้ยัง แสดงท่าทีหยอกเย้าเอียจื่ออวิ๋น ลู่เพียอดไม่ได้ที่จะแอบยกนิ้วให้ เด็กคนนี้ช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก

เนี่ยลี่ยังคงมองไปที่เสิ่นซิ่ว และพูดขึ้นว่า “อาจารย์เสิ่นซิ่ว ข้ายังมีอีกหนึ่งคำถาม!

เซิ่นซิ่วพยายามหักห้ามอารมณ์โกรธ มันคงเป็นเรื่องที่ไม่ดีนักถ้าหากนางทำร้ายนักเรียน นางพูดด้วยอารมณ์ขุ่นมัวว่า “เจ้ายังมีคำถามอะไรอีก?

“ที่อาจารย์เสิ่นซิ่วพูดว่า คนที่มาจากตระกูลสามัญชน ก็จะยังคงเป็นสามัญชน ไม่มีทางที่จะเป็นชนชั้นสูงได้ ข้านั้นมีข้อสงสัยเล็กน้อยว่า ร่างทรงอสูรระดับตำนาน ท่านเอียมัว เมื่อตอนยังเป็นเดกนั้นก็เป็นเพียงคนจากตระกูลสามัญชนมิใช่หรือ?” เนี่ยลี่ถามออกไปพร้อมกับกระพริบตาให้กับเสิ่นซิ่ว และพูดต่อไปอีกว่า
“หรือว่าอาจารย์เสิ่นซิ่วนั้นไม่ทราบในเรื่องนี้?…………………จบตอน


 แปลโดย นายมะพร้าว






เมนู นิยาย ล่าง

เมนู มังงะ ล่าง