test

เมนู นิยาย บน

เมนูมังงะ

13 ส.ค. 2559

Tales of Demons & Gods บทที่ 342 ทำความเคารพปรมาจารย์เทียนอวิ๋น


  หลังจากที่พวกหลี่ชิงอวิ๋นกับกู้เบ่ยได้พักฟื้นกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็ได้เริ่มเตรียมการลงมือทำตามแผนในทันที



สิ่งที่เรียกว่าชะตาวิญญาณนี้เป็นสิ่งที่ลึกลับมาก ดวงชะตาวิญญาณที่อยู่ในห้องโถงจิตวิญญาณก็เหมือนกับมีตัวตายตัวแทนของร่างเนื้อ เมื่อร่างเนื้อได้ถูกทำลายไป 


      ชะตาวิญญาณจะทำการก่อร่างเนื้อขึ้นมาใหม่ แต่จากการเกิดใหม่นี้จะทำให้สูญเสียความแข็งแกร่งไปเหลือเพียง 8ใน10 ส่วนเท่านั้นนี่จึงเป็นสาเหตุยามที่ร่างเนื้อถูกทำลายระดับชะตาวิญญาณจะถูกลงลงหนึ่งขั้น


     หากปราศจากชะตาวิญญาณนี้ เผ่าพันธุ์มนุษย์อาจจะสูญสิ้นไปจากอาณาจักรซากมังกรแห่งนี้ไปแล้วอย่างแน่นอน!


ด้วยการคงอยู่ชองชะตาวิญญาณจึงสามารถทำให้เผ่าพันธุ์มนุษย์ออกไปสู่โลกภายนอกได้


เนื่องเหตุเพราะสิ่งของสำคัญ เช่น ศิลาจิตวิญญาณ จิตอสูร และสมบัติโบราณล้ำค่าต่างๆ ในโลก



       ภายนอกมีการแย่งชิงกันอยู่เสมอ เฉพาะบุคคลที่มีความสามารถอันแข็งแกร่งโดดเด่นและมีกองกำลังที่มีอำนาจเท่านั้น จึงจะได้เป็นผู้นำตระกูลหลักอย่างเช่นตระกูลผนึกมังกร ตระกูลกู้และตระกูลเถ้าอัคคี


      และนั่นก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เหล่าผู้มีสิทธิ์สืบทอดของตระกูลทั้งสามทำการต่อสู้ช่วงชิงอำนาจกันที่โลกภายนอก



ไม่มีใครต้องการผู้นำที่อ่อนแอ!




   หากกองกำลังอสูรถูกไล่ล่าจากกองกำลังเซี่ยเยว่ [血月:จันทราโลหิต] ทางตระกูลจะไม่ทำการสอดแทรกใดๆทั้งสิ้น ในทางกลับกันแล้วพวกเขายังทำหน้าที่เสมือนเป็นผู้ชมที่ยืนดูการต่อสู้ที่ข้างเวทีเสียมากกว่า 



   หากว่ากู้เบ่ยไม่สามารถช่วงชิงสถานที่ที่ถูกแย่งชิงไปแล้วนั่นก็จะเป็นอีกจุดหนึ่งที่จะทำให้ตัดสินได้ว่ากู้เบ่ยมีคุณสมบัติที่จะเป็นผู้สืบทอดอีกหรือไม่




        ในโลกแห่งนี้ ผู้ที่อ่อนแอเป็นได้แค่เหยื่อ ผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้นที่สามารถตัดสินชี้เป็นชี้ตายได้!
กองกำลังเซี่ยเยว่ [血月:จันทราโลหิต]ได้ทำการรวมกองกำลังหลายสิบกองกำลังเพื่อล้มล้างกองกำลังอสูร หากกองกำลังอสูรยังต้องการที่จะคงอยู่ ตัวเลือกเดียวที่พวกเขามีคือยืนหยัดหันหน้าเผชิญกับการโจมตีของกองกำลังเซี่ยเยว่ เพียงเพื่อพิสูจน์ถึงความแข็งแกร่งของตัวเองเพียงเท่านั้น!



        กองกำลังกว่าห้าร้อยคนจากกองกำลังอสูรและกองกำลังเส้นทางสวรรค์รวมตัวกันภายใต้การนำโดยหลี่ชิงอวิ๋นและกู้เบ่ย เป้าหมายของพวกเขาคือทะเลสาบแห่งเทพที่กองกำลังเซี่ยเยว่ ได้ครอบครอง!



        สำหรับเนี่ยหลี่เขายังคงอยู่ภายในสถาบันวิญญาณฟ้าและบ่มเพาะพลังอย่างต่อเนื่องหลังจากที่พวกเขาแยกย้ายกันได้ไม่นาน ได้มีแขกมาเยี่ยมหาเนี่ยหลี่ ผู้นั้นคืออาจารย์ชิหลิง


“ท่านอาจารย์ได้มาหาข้า มีเหตุอันใดหรือไม่?”เนี่ยหลี่ถามด้วยความเคารพ



 “ปรมาจารย์เทียนอวิ๋นอยากจะพบเจ้า” อาจารย์ซิหลิงยิ้มตอบ และพูดต่อ “เจ้าช่วยไปพบเขาได้ไหม”



      “แน่นอน”เนี่ยหลี่พยักหน้า จากชีวิตก่อนหน้านี้ในสิ่งที่ปรมาจารย์เทียนอวิ๋นได้ทำลงไป เนี่ยหลี่จึงมองเขาไว้ในทิศทางที่ดี และเนื่องจากด้วยปรมาจารย์เทียนอวิ๋นเป็นบุคคลอันทรงเกียรติของนิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์



เนี่ยหลี่ตามอาจารย์ชิหลิงไปในทางแคบๆ



ที่พำนักปรมาจารย์เทียนอวิ๋น



     ชายชราที่แสดงท่วงท่าออกมาอย่างสง่างามยืนอยู่อย่างๆเงียบๆ ที่ศาลาแห่งนั้น อาภรปลิวไสวไปตามแรงลมที่มาจากพลังของเขา ด้วยพลังโคจรจักรวาลไม่รู้จบทุกสิ่งอย่างในที่แห่งนี้อยู่ภายใต้การควบคุมของเขา



      ชายชราผู้นี้ซึ่งเป็นอาจารย์ของอาจารย์ชิหลิง และยังเป็นหนึ่งในห้าเสาหลักของนิกายขนนักศักดิ์สิทธิ์ ปรมาจารย์เทียนอวิ๋น!



        นอกเหนือจากปรมาจารย์เทียนอวิ๋นแล้ว ยังมีรุ่นเยาว์อีกห้าคนด้วยกัน พวกเขายืนอยู่รอบๆพร้อมปลดปล่อยกลิ่นอายอันทรงพลังที่จะแทงทะลุท้องฟ้าไปได้เลย บุคคลทั้งห้าคนนี้อาจจะเป็นศิษย์ของปรมาจารย์เทียนอวิ๋น



        เนี่ยหลี่และอาจารย์ชิหลิงได้เดินทางมาถึงยังที่พำนักของปรมาจารย์เทียนอวิ๋นแล้ว เนี่ยหลี่ได้มองไปที่ปรมาจารย์เทียนอวิ๋นและขณะเดียวกันปรมาจารย์เทียนอวิ๋นก็มองมาที่เขาเช่นกัน



           หลังจากที่ได้พบปรมาจารย์เทียนอวิ๋นแล้ว จิตใจของเนี่ยหลี่พลันถูกกระทบไปชั่วครู่ แรงกดดันของปรมาจารย์เทียนอวิ๋น เขาคิดว่ามันช่างคล้ายกับอิงเยว่ลู่เป็นอย่างมาก หรือว่าปรมาจารย์เทียนอวิ๋นได้ทำการฝึกฝนเทคนิค[ทำนายสวรรค์] ?



         เนี่ยหลี่เก็บสิ่งที่คิดเอาไว้ภายในจิตใจเขาไม่กล้าที่จะถามปรมาจารย์เทียนอวิ๋นเกี่ยวกับเรื่องนี้ เนื่องจากเทคนิค[ทำนายสวรรค์] ถูกจัดให้เป็นความลับอย่างมาก  ปรมาจารย์เทียนอวิ๋นยิ้มเล็กน้อย “เจ้าคงจะเป็นเนี่ยหลี่?”



“ใช่ขอรับ ท่านปรมาจารย์”เนี่ยหลี่โค้งคำนับให้กับปรมาจารย์เทียนอวิ๋นเนื่องด้วยเขาเป็นหนึ่งในห้าเสาหลักเหล่าศิษย์ทั้งห้าของปรมาจารย์เทียนอวิ๋นต่างจับจ้องไปที่เนี่ยหลี่



      เห็นได้ชัดว่าพวกเขาได้รับรู้ตัวตนของเนี่ยหลี่มาก่อนแล้วก่อนหน้าการประชุมในครั้งนี้ ในครั้งนี้พวกเขาเพียงแค่ยืนสังเกตุการแสดงออกของเนี่ยหลี่อยู่รอบๆเท่านั้น



    ปรมาจารย์เทียนอวิ๋นมองที่เนี่ยหลี่และกล่าวว่า “ข้าได้เห็นตัวอักษรที่เจ้าเขียนแล้ว เจตจำนงที่แฝงอยู่ในคำเหล่านั้นช่างลึกซึ้งเป็นอย่างยิ่งแม้แต่ข้าเองยังรู้สึกประหลาดใจ 


     เจ้าเป็นบุคคลที่พิเศษอย่างแน่นอนที่สามารถประดิษฐ์คำเหล่านั้นภายใต้ระดับการบ่มเพาะของเจ้า ข้าได้ยินมาว่าเจ้าเป็นศิษย์ของ หมิง จากโลกใบเล็ก” (หมิง คือชื่อของ เจ้านครใต้พิภพ)




“ถูกต้องแล้ว”เนี่ยหลี่พยักหน้าลง เขาต้องใช้ชื่อเจ้านครใต้พิภพแอบอ้างเป็นอาจารย์ของเขาแทน แน่นอนพวกเขาไม่ได้รู้ว่าเขามีอาจารย์คนอื่นอีกเช่น อิงเยว่ลู่


    “เมื่อกล่าวถึงหมิง พวกเรามีความสัมพันธ์กันบางอย่าง เขาเป็นลูกศิษย์ของสหายข้า ข้าหวังว่าเจ้าจะมาเป็นลูกศิษย์คนที่สามสิบเก้าให้กับข้า เจ้าจะยินยอมหรือไม่? 



     สำหรับหมิงข้ามั่นใจว่าเขาไม่มีทางปฏิเสธ!”ปรมาจารย์เทียนอวิ๋นยิ้มให้อย่างอบอุ่นเนี่ยหลี่ไม่คาดคิดว่าปรมาจารย์เทียนอวิ๋นจะ กล่าวขอเช่นนี้ แต่ก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายของเนี่ยหลี่เท่าไหร่นัก



        การกลายเป็นศิษย์ของปรมาจารย์เทียนอวิ๋นนั้นเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับเนี่ยหลี่ เขาจะได้รับการสนับสนุนจากปรมาจารย์เทียนอวิ๋นเพื่อก้าวเข้าใกล้ตำแหน่งผู้นำนิกายมากยิ่งขึ้น



    ลูกศิษย์คนหนึ่งที่สวมใส่ชุดคลุมสีทองได้ก้าวออกมาพร้อมจ้องไปที่เนี่ยหลี่อย่างเย็นชา “อาจารย์ข้าคิดว่านี่มันไม่เหมาะสม!” ปรมาจารย์เทียนอวิ๋นขมวดคิเวเขาขึ้นชั่วครูก่อนจะกล่าวถามว่า “มีอันใดที่ไม่เหมาะสม?”


       “ก่อนที่พวกเราแต่ละคนจะได้เป็นศิษย์ของอาจารย์ระดับคนที่น้อยที่สุดก็อยู่ในระดับแก่นแท้แห่งสวรรค์เข้าไปแล้ว ตอนนี้เนี่ยหลี่ยังอยู่แค่ระดับชะตาสวรรค์ ไม่เพียงแค่นั้นก่อนหน้าที่เขาจะมาที่นี่เขาก็ยังเป็นศิษย์ของผู้อาวุโสชิหลิงอยู่ 



       ถ้าหากอาจารย์จะให้เขามาเป็นศิษย์ เกรงว่าจะเป็นการรบกวนผู้อาวุโสชิหลิงหรือไม่?” 



     ผู้เยาว์ที่สวมชุดคลุมสีทองว่ากล่าวเพื่อจะหยุดยั้งปรมาจารย์เทียนอวิ๋น (อ้าวไอ้หนูอยากมีมวยก็ไม่บอก)อาจารย์ชิหลิงปัดมือเขาและยิ้มอย่างขมขื่น “ท่านอาจารย์แม่ว่าเนี่ยหลี่จะเป็นนักเรียนของข้าจริง แต่ข้าก็ไม่มีอะไรที่จะสามารถสั่งสอนเขาได้! เขาทำการฝึกฝนด้วยตนเองเสมอ!



“แต่ถึงกระนั้นเราก็ยังไม่สามารถตัดสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์กับนักเรียนได้อยู่ดี!



ชายหนุ่มที่อยู่ในชุดคลุมสีทองกล่าวขึ้นอย่างชัดเจนและเด็ดขาดยิ่ง



       ปรมาจารย์เทียนอวิ๋นยิ้มและสะบัดมือไปมา “เราไม่จำเป็นที่จะต้องใส่ใจว่าจะถูกมองยังไง ในแง่ของระดับการบ่มเพาะอาจจะเป็นรอง แต่ความเข้าใจลึกซึ้งถึงเส้นทางแห่งเจตจำนง ของเนี่ยหลี่น่าจะอยู่สูงกว่าผู้ที่มีระดับแก่นแท้สวรรค์!



        คำพูดของปรมาจารย์เทียนอวิ๋น ทำให้ศิษย์ทั้งห้าคนต่างหันมาสบตากัน ดูเหมือนว่าปรมาจารย์เทียนอวิ๋นได้ตั้งใจกำหนดให้เนี่ยหลี่เป็นศิษย์แต่แรกแล้ว ศิษย์อีกสี่คนที่เหลือไม่ได้มีความเห็นใดๆเกี่ยวกับเรื่องนี้ มีเพียงชายหนุ่มผู้สวมชุดคลุมสีทองเท่านั้นที่ดูไม่ยินยอม



เนี่ยหลี่แอบส่งเสียถามอาจารย์ชิหลิง “ท่านอาจารย์เขาคือผู้ใดกัน?”



      “เขาคือ อาจารย์อู๋เยี่ยน [无焰]ศิษย์คนโตของอาจารย์ข้า เมื่ออาจารย์ยุ่งอยู่กับการบ่มเพาะพลังเขาเป็นผู้รับหน้าที่ดูแลสถานที่พำนักแห่งนี้ทั้งหมด ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ถูกชะตากับเจ้านะ”อาจารย์ชิหลิงส่งเสียงกลับไปให้เนี่ยหลี่ และเขาก็อดยิ้มขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ เขาช่างเป็นคนตรงฉินเสียจริง


      เนี่ยหลี่ประสานมือคาราวะต่อปรมาจารย์เทียนอวิ๋นพร้อมกล่าวว่า “ข้าขอขอบคุณในความเมตตาของปรมาจารย์เทียนอวิ๋นมาก ข้ายินดีที่จะเป็นศิษย์ของท่าน แต่ข้าต้องการมีอิสระ ข้าจะไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ใด ถ้าข้ากลายเป็นศิษย์ของท่านข้าหวังว่าข้าจะมีอิสระภายใน สภานที่แห่งนี้”



“โอหังนัก!” อาจารย์อู๋เยี่ยนจ้องมองเนี่ยหลี่อย่างคาดคั้นหาเรื่อง และกล่าวเสียงดังว่า “เพียงแค่การที่ท่านอาจารย์รับเจ้าเป็นศิษย์ก็นับว่าเป็นเกียรติอันยิ่งใหญ่แก่ชีวิตเจ้าแล้ว แทนที่จะซาบซึ้งในพระคุณของท่านเจ้ายังมีหน้าร้องขอเงื่อนไข?”



      เนี่ยหลี่ขมวดคิ้วเขาเป็นเวลาสั้นๆ ด้วยถ้อยคำจาก อาจารย์อู๋เยี่ยนไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวแห่งความประทับใจใดๆให้แก่เขาแม้แต่น้อย เหตุผลที่เนี่ยหลี่ร้องของเงื่อนไขเมื่อครู่เพราะเขาเกรงว่าจะถูกกดดันจาก อาจารย์อู๋เยี่ยนแม้ว่าเขาจะได้กลายเป็นศิษย์ปรมาจารย์เทียนอวิ๋นมันจักไม่มีความหมายใดเลยหากเขาไม่มีอิสระจะกระทำตามแผนการในอนาคตของเขา!


     หากเขาไม่สามารถทำสิ่งใดๆได้โดยอิสระแล้ว เนี่ยหลี่เองก็ไม่อยากที่จะเป็นศิษย์ของปรมาจารย์เทียนอวิ๋น!

  แปลโดย สินธ์นวล




เมนู นิยาย ล่าง

เมนู มังงะ ล่าง