test

เมนู นิยาย บน

เมนูมังงะ

31 ก.ค. 2559

Tales of Demons & Gods บทที่ 326 พยัคฆ์ปีกกระดูกมังกร


กู้เบ่ยทำการบ่มเพาะพลังอย่างเชื่องช้า ทว่านั่นเป็นสิ่งที่เขาจงใจแสดงให้ผู้อื่นได้เห็น


ในความเป็นจริง กู้เบ่ยได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการฝึกฝนเจตจำนงค์ค์แห่งกระบี่ ภายใต้การแนะนำของกู้หลาน เจตจำนงค์ค์แห่งกระบี่ของเขาได้อยู่ในระดับที่สั่นคลอนผู้คนได้แล้วในตอนนี้ ถ้าเขาไม่ได้ปิดบังระดับการบ่มเพาะพลังของเขาเอาไว้ ในตอนนี้เขาก็อยู่ในระดับชะตาสวรรค์จึงสามารถผสานร่วมกับจิตอสูรสายเลือดมังกรที่มีระดับการเติบโตในระดับพระเจ้าได้




และเมื่อกรงเล็บแหลมของกู้ควน  [顾宽] กำลังจะเจาะถึงหัวของกู้เบ่ย กู้เบ่ยเพียงแค่ขยับตัวออกเล็กน้อยหลบการโจมตี และขณะเดียวกันเขาได้ใช้มือของเขาทั้งสองข้างจับไปที่กรงเล็บของกู้ควนแล้วจับเหวี่ยงฟาดลงพื้นดินส่งเสียอึกทึกคึกโครมปานฟ้าร้อง



บรึ้มมมมม !!! (ประมาณว่าอยู่กะกิ๊กละเมียโทรหา)


หัวของกู้ควนถูกกระแทกลงพื้นอย่างรุนแรง และลวดลายจารึกที่อยู่บนพื้นเริ่มส่องแสงออกมา หากขาดลวดลายจารึกเรืองแสงเหล่านี้แล้วพื้นนี่ อาจจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ขณะที่กู้ควนถูกกระแทกลงมา แต่เนื่องด้วยลวดลายจารึกเหล่านี้เองที่ทำให้พื้นดินมีความแข็งแรงมากเป็นพิเศษ กู้ควนจึงได้รับบาดเจ็บอย่างหนัก


จิตอสูรที่กู้ควนผสานรวมร่างอยู่ๆค่อยๆสลายจางหายไป ปล่อยให้เหลือเพียงร่างไร้สติของกู้ควนนอนอยู่บนพื้น


นี่เป็นความพ่ายแพ้ในแง่ความแข็งแกร่ง !


เมื่อได้เห็นเหตุการณ์อันปรากฏอยู่เบื้องหน้า ในตาของเหล่าผู้อาวุโสเป็นประกาย รวมไปถึงกู้หยา [顾崖] ด้วยเช่นกัน ความแข็งแกร่งของกู้เบ่ยอยู่ในระดับชะตาสวรรค์! มิเช่นนั้นเขาคงไม่สามารถจัดการกู้ควนที่ผสานร่างรวมกับเหยี่ยวเหล็กทมิฬได้ภายในกระบวนท่าเดียวเป็นแน่!
          

เหล่าผู้คนในตระกูลทั้งหมดต่างตกตะลึง พวกเขาไม่คาดคิดเลยว่ากู้เบ่ยจะสามารถจัดการกู้ควนได้ด้วยกระบวนท่าเดียว นี่เจ้าเด็กไม่เอาไหนนี่แข็งแกร่งขึ้นตอนไหนกัน?



ทุกพื้นที่ต่างเงียบสงัด พวกเขารู้สึกราวกับได้รู้จักและพบเจอกับกู้เบ่ยเป็นคราแรก


“นี่ดูเหมือนว่าเจ้าเด็กนี่ปิดบังความแข็งแกร่งเอาไว้!” กู้หยายิ้มเบาๆขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ เขารู้สึกปลาบปลึ้มอยู่ในใจที่ได้รับรู้ว่า เด็กผู้ที่ทุกคนมองว่าไม่เอาไหน ไม่มีอะไรดีที่จริงแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้น กู้ควนไม่สามารถทำให้กู้เบ่ยแสดงศักยภาพที่แท้จริงออกมาได้ กู้หยาเหลือบมองไปยังกู้เหิง และกล่าวว่า 




“กู้เหิง ส่งผู้ที่อยู่ในระดับชะตาสวรรค์ขึ้นไปทดสอบเด็กนั่น”



 กู้เหิงแทบจะสูญเสียความเยือกเย็นไปเพราะความโกรธ เดิมทีเขาคิดว่าเพียงแค่การส่งกู้ควนไปก็นับว่าเพียงพอแล้วที่จะ ตบตีกู้เบ่ยได้ แต่เขาไม่คาดคิดเลยว่ากู้เบ่ยจะแสร้งทำเป็นเหยื่อที่แสนอ่อนแอแล้วพลิกกลับมาเป็นนักล่า พร้อมกับส่งมอบความพ่ายแพ้ให้กับกู้ควนด้วยกระบวนท่าเดียว เขาสัมผัสได้ถึงความชื่นชมจากน้ำเสียงของกู้หยา



แม้ความแข็งแกร่งของกู้เบ่ยจะไม่ได้โดดเด่นมากนัก แต่นั่นก็นับว่าเขายังเยาว์ เมื่อกู้เบ่ยแสดงความสามารถออกมาเพียงพอทางตระกูลย่อมให้ความสำคัญและใกล้ชิดกับกู้เบ่ย แน่นอน ในอีกสิบถึงยี่สิบปีข้างหน้า อาจจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง กู้เบ่ยอาจจะเหนือกว่ากู้เหิงก็เป็นได้!



กู้เบ่ยเป็นน้องชายของกู้หลาน กู้เหิงจึงไม่ประมาทเขาอีกครั้ง
และจากนี้เขาจะไม่อดกลั้นใดๆทั้งสิ้น



“กู้อวิ๋น เจ้าไป!” กู้เหิงเปล่งเสียงออกมาอย่างเย็นชา กู้อวิ๋น [顾云]อยู่ในระดับสูงสุดของชะตาสวรรค์ขั้นที่ 1



“ขอรับ!” กู้อวิ๋นพยักหน้ารับ และกระโจนตัวขึ้นไปยังบนเวที
กู้ควนถูกใครบางคนนำตัวออกจากเวทีไปเรียบร้อย



กู้อวิ๋นมองกู้เบ่ย และเปล่งเสียงฮึ่มออกมาเบาๆ “ข้าไม่คาดคิดเลยว่า ขยะอย่างเจ้ายังคงมีความสามารถบางอย่าง แต่เจ้าไม่มีแม้แต่โอกาสจะเอาชนะข้า!”
“เจ้าหมายถึงอะไรความสามารรถบางอย่าง ? สงสัยตาของเจ้าคงจะไม่เห็นว่าข้าแค่เหวี่ยงมันลงพื้น แค่ครั้งเดียว?” กู้เบ่ยไม่ได้มีความกดดันแม้แต่น้อย “อย่าบอกนะว่าเจ้าชื่นชมข้าเพียงแค่การกระทำเล็กน้อยนั่น?” (แค่จับเหวี่ยงลงพื้น โดนบอกมีความสามารถบางอย่าง 555+)



ด้วยการแสดงของกู้เบ่ยที่ทำทีท่าเยี่ยงคนโง่ กู้อวิ๋น ยกริมฝีปากขึ้นเล็กน้อย และกล่าวว่า “ข้าจะดูว่าเจ้าจะทำเก่งได้อีกแค่ไหน!” กู้อวิ๋นทะยานตัวขึ้นเหวี่ยงหมัดทั้งสองข้างเข้าจู่โจมกู้เบ่ย  หมัดนั้นปล่อยแรงระเบิดออกมาอย่างเห็นได้ชัด แสงที่มันเปล่งออกมาบ่งบอกได้ถึงความรุนแรง



กู้อวิ๋นดูเหมือนยังไม่ได้ วางแผนที่จะผสานร่างรวมกับจิตอสูร เขาอยู่ห่างจากขั้นที่ 2 ระดับชะตาสวรรค์ เพียงแค่ครึ่งก้าวและสามารถบดขยี้กู้เบ่ยได้อย่างง่ายดาย



เมื่อเห็นกู้อวิ๋นโจมตีเข้ามา กู้เบ่ยแปรเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นไม่มีแววขี้เล่นหลงเหลืออีกต่อไป เข้ายกมือขวาขึ้นมาอยู่ระดับหน้าอก กางสองนิ้วออกไปด้านนอก



ขณะนี้กู้เบ่ยถูกห่อหุ้มด้วยเจตจำนงค์ค์แห่งกระบี่



นิ้วมือแปรเป็นกระบี่ นับตั้งแต่ที่เขาได้รับคำว่า กระบี่จากเนี่ยหลี่ ความเข้าใจในเจตจำนงค์ค์แห่งกระบี่ของเขาก็ได้ก้าวข้ามไปอีกระดับหนึ่ง
ทันทีที่กู้อวิ๋นเข้ามาปะทะนั้น
วูช!


ร่างกายของกู้เบ่ยกลายเป็นลำแสงฟาดฟันมายังกู้อวิ๋น เขาวิ่งปะทะฝ่ายตรงข้ามโดยตรงโดยมีเพียงเจตจำนงค์ค์แห่งกระบี่ที่อยู่บน สองนิ้วมือของเขาเท่านั้น



แต่เดินกู้อวิ๋นคิดว่าสามารถจัดการกู้เบ่ยลงได้ หลังจากที่เขาอยู่จุดสูงสุดของขั้นที่ 1 ระดับชะตาสวรรค์ ดังนั้นเขาจึงเสียเวลาที่จะต้องผสานร่างรวมจิตอสูรกับการต่อสู้ระดับนี้ เขาไม่เคยคิดว่ายามเขาต่อสู้แล้วเขาจะถูกทำร้ายโดยกู้เบ่ย



กู้เบ่ยไม่ได้หันหน้าไปมองกู้อวิ๋น อีกครั้ง ก่อนจะพูดด้วยเสียงนุ่มลึก “ลงไปจากเวทีนี้ซะ หากนี่เป็นการต่อสู้จริงแล้วมีแต่ความตายเท่านั้นที่รอเจ้าอยู่!”


สายลมพัดผ่านเส้นผมของกู้เบ่ยปลิวไสวไปตามแรงลม การแสดงออกของเขาในตอนนี้นั้นสร้างบรรยากาศน่าเกรงขามเป็นอย่างยิ่ง


เสียงร้องอุทานด้วยความตื่นเต้นดังมาจากเหล่าผู้ชมที่เป็นสตรีที่อยู่ด้านล่างเวที การแสดงออกของกู้เบ่ยในตอนนี้ ช่างน่าหลงใหลเป็นยิ่ง พวกเขาไม่สามารถบอกได้ว่ากู้เบ่ยนั้นทำได้อย่างไร


ดวงตาของกู้หยา เบิกกว้างขึ้นเมื่อได้เห็นการโจมตีของกู้เบ่ย เขาไม่เคยคาดคิดเลยว่าเจตจำนงค์ค์แห่งกระบี่ของกู้เบ่ยจะอยู่ระดับนี้แล้ว ด้วยเจตจำนงค์ค์แห่งกระบี่ระดับนี้ แม้แต่ยอดฝีมือขั้นที่ 2 ของระดับชะตาสวรรค์ก็มิอาจจะเป็นคู่มือ!


การบ่มเพาะพลังนั้นเป็นเรื่องง่าย แต่เจตจำนงค์ค์แห่งกระบี่นั้นคนละเรื่องกัน มันเป็นเรื่องที่ยากมากในการจะฝึกฝนมัน แต่เมื่อมันสำเร็จการบ่มเพาะของกู้เบ่ยจะพัฒนาอย่างก้าวกระโดด!


พวกเขาทุกคนต้องประเมินกู้เบ่ยเสียใหม่ พวกเขาคิดว่ากู้เบ่ยเป็นเพียงคนที่ไม่เอาไหนไม่มีอะไรดี แต่ความจริงแล้วในขณะที่พวกเขาไม่รู้ กู้เบ่ยได้ฝึกฝนเจตจำนงค์ค์แห่งกระบี่จนมีประสิทธิภาพ!



อาศัยเพียงเจตจำนงค์ค์แห่งกระบี่ของกู้เบ่ยนี้ก็นับว่าเพียงพอแล้วที่จะได้รับสิทธิ์เข้าร่วมเป็นผู้นำตระกูลรุ่นถัดไป



อย่างไรก็ตามกู้อวิ๋นยังไม่ยอกมเลิกรา เขายังไม่ตระหนักถึงว่าเหตุใดถึงได้ถูกกู้เบ่ยทำร้ายได้ เขาหันไปและยังจะทำการต่อสู้กับกู้เบ่ยต่อ



“กู้อวิ๋น กลับลงมา เจ้าไม่ใช่คู่มือเขา!” กู้หยากล่าว น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความปีติ


เหล่าผู้อาวุโสต่างจ้องมองซึ่งกันและกัน ประกายความปลื้มปีติ สะท้อนอยู่เต็มแววตา พวกเขารู้สึกดีที่ได้พบกับอัจฉริยะเพิ่มอีกคนที่จะสามารถสร้างชื่อเสียงให้แก่ตระกูลได้ และเป็นกู้เบ่ยนั่นเอง บุคคลซึ่งไม่เคยได้รับการคาดหวังใดๆ


กู้เหิงจับพนักแขนของเก้าอี้ไว้แน่น เผยให้เห็นเส้นเลือดที่ปูดโปนออกมา แต่ตอนนี้เขาได้ประเมินกู้เบ่ยใหม่แล้ว กลับกลายเป็นว่ากู้เบ่ยฝึกฝนเจตจำนงค์ค์แห่งกระบี่มาอย่างหนักในที่ผ่านมา เขาใช้เวลานานมากในการฝึกเจตจำนงค์ค์แห่งกระบี่ แต่เมื่อฝึกสำเร็จผลลัพธ์ที่มันแสดงออกมากับเป็นที่น่าตกใจเป็นอย่างมาก



เมื่อกู้เบ่ย ฝึกเจตจำนงค์ค์แห่งกระบี่สำเร็จ เขาจะสามารถท้าทายเหล่าผู้ที่มีระดับการบ่มเพาะสูงกว่าเขาได้


แม้ว่าเจตจำนงค์ค์แห่งกระบี่ของกู้เบ่ยจะยังไม่สูงพอ แต่มันก็น่าตกใจมากแล้วสำหรับอายุเพียงเท่านี้


กู้เหิงรู้สึกถูกกดดันมากขึ้นไปทุกที หากกู้เบ่ยยังคงแสดงความสามารถเพิ่มมากขึ้น เขาก็จะกลายเป็นผู้มีสิทธิท้าชิงตำแหน่งผู้นำตระกูลอย่างแน่นอน มันจะเป็นปัญหาแน่หากว่ากู้เบ่ยสามารถดึงกู้เหิงลงจากตำแหน่งผู้สืบทอดลำดับที่ 1
          

เนี่ยหลี่ยิ้มเบาๆ ทั้งหมดนี้อยู่ในการคาดการณ์ของเขา เจตจำนงค์ค์แห่งกระบี่ของกู้เบ่ยเองก็ก้าวหน้าไปมากกว่าก่อนหน้านี้


ทางด้านหลงยู่อินเองก็เฝ้ามองอยู่เงียบๆ จากด้านของเหล่าฝูงชนที่ได้รับอนุญาต เมื่อหลงยู่อินเห็นเนี่ยหลี่อยู่ด้านข้างเวทีประลอง และได้เห็นกู้เบ่ยเอาชนะกู้อวิ๋น


นางสามารถยืนยันความแข็งแกร่งของกู้เบ่ยได้อย่างง่ายดายว่ามีความแข็งแกร่งมากกว่านาง แต่ก่อนหน้านี้เห็นได้ชัดว่าความแข็งแกร่งของกู้เบ่ยยังห่างไกลจากนาง นี่คือเจตจำนงค์ที่เข้าใจคำว่า กระบี่ที่เขียนจากเนี่ยหลี่ ? มือทั้งสองข้างของนางกำแน่นนางอยากจะเข้าใจสิ่งที่ซ่อนอยู่จากคำว่า กระบี่อย่างไรก็ตามเนี่ยหลี่ได้ปฏิเสธนางทำให้นางหดหู่เป็นอย่างมาก
         

อย่างไรก็ตาม เจตจำนงค์ที่ถูกเขียนจากเนี่ยหลี่มีมูลค่า ถึง 150,000 ศิลาจิตวิญญาณ นางจะไปเอ่ยปากขอเขาได้อย่างไร?



ภายในใจนางรู้สึกรันทด เป็นอย่างมากนางอยากจะได้รับคำที่เนี่ยหลี่เขียนขึ้นสักคำใดคำหนึ่ง



กู้หยาเผยให้เห็นรอยยิ้มเล็กน้อย ขณะที่เขาโบกมือ



“กู้ปิง ขึ้นไปและรับมือกับกู้เบ่ย!”



กู้หยาได้เรียกลูกสมุนของกู้เหิงมาอีกหนึ่งคน ผู้นี้คือ กู้ปิง ระดับชะตาสวรรค์ ขั้นที่ 3


ความตั้งใจมุ่งมั่นแน่วแน่ ปรากฏในสายตาของกู้เบ่ย ขณะที่เขาเดินไปรอบๆเวทีประลอง ความเป็นจริงข้างในเขาตื่นเต้นเป็นอย่างมาก นับตั้งแต่พี่สาวเขาเริ่มล้มป่วยเขาต้องทำตัวกลายเป็นคนอ่อนแอไม่เอาไหน ทุกครั้งที่มีการปะทะกันเขาจะเป็นฝ่ายยอมแพ้ แต่ในตอนนี้เขาไม่ต้องการจะปิดกั้นความรู้สึกที่มีอีกต่อไปแล้ว ปล่อยให้อารมณ์มากมายระเบิดออกมา เขาต้องการจะบดขยี้ลูกสมุนของกู้เหิงอย่างไร้ปราณี ให้สยบแทบเท้าเขา!



กู้ปิงกระโจนตัวขึ้นบนเวที แต่ที่แตกต่างจากสองคนก่อนหน้านี้คือเขาไม่ประมาทกู้เบ่ย



เจตจำนงค์ค์แห่งกระบี่ของกู้เบ่ยทำให้เขารู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา


“ข้ายอมรับว่าได้ประเมินความแข็งแกร่งของเจ้าต่ำไป แต่ในเมื่อผู้อาวุโสกู้หยา ให้ข้าขึ้นมาประมือกับเจ้า อย่าหวังว่าทุกอย่างเรียบง่าย!” กู้ปิงพูดด้วยน้ำเสียงเอาจริงเอาจัง



อย่างเจ้านะหรือ” กู้เบ่ยยักไหล่ขึ้น ในขณะที่เขามองไปที่กู้ปิง



กู้ปิงไม่ทราบว่าทำไม แต่เขารู้สึกกังวลเล็กน้อยกับกู้เบ่ย แต่อย่างไรก็ตามเขาก็ยังสงบเยือกเย็นไว้ได้อยู่  เขาทำการผสานร่างรวมกับจิตอสูรที่มีที่มีระดับการเติบโตในระดับพระเจ้า แต่ก็เป็นเพียงสายเลือดสามัญ ระดับชะตาขั้นที่ 3 หมียักษ์เพลิงสีชาด เมื่อผสานร่างรวมแล้วส่งผลให้มันมีขนาดความสูงกว่า 3 เมตร และเปลวไฟลุกโชติช่วงอยู่ทั่วร่าง



คลื่นความร้อนและกลิ่นอายของกู้ปิงเริ่มกดดันกู้เบ่ย


กู้เบ่ยรู้สึกกดดันจาก ผู้ที่มีระดับชะตาสวรรค์ขั้นที่ 3 แต่ถึงอย่างนั้นจิตวิญญาณของเขาก็พุ่งทะยานขึ้น เขาไม่ได้ปิดบังความแข็งแกร่งของตนเองอีกต่อไป ขณะนี้เขาอยู่ในระดับขอบเขตชะตาสวรรค์ขั้นที่ 1 แต่มันยังไม่หยุดแค่นั้นภายใต้แรกกดดันจากระดับชะตาสวรรค์ขั้นที่ 3 แดนจิตวิญญาณของกู้เบ่ยราวกับจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ



กู้เบ่ย ร้องออกมาอย่างเจ็บปวด พลังภายในร่างของเขาทันใดนั้นเองก็ก้าวข้ามเข้าสู่ขั้นที่ 2 ระดับชะตาสวรรค์ และ หมียักษ์เพลิงสีชาด ก็อยู่ในระดับที่มากกว่าเขาแค่ขั้นเดียว แต่ด้วยชนิดจิตอสูรที่กู้เบ่ยมี แน่นอนว่าเขาเหนือกว่าเป็นอย่างมาก


*โฮก!!!*



พยัคฆ์ปีกกระดูกมังกร แผดเสียงคำรามทำเอา หมียักษ์เพลิงสีชาดดูเป็นเด็กน้อยไปเลย



ความแข็งแกร่งของมันทั้งคู่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง


 แปลโดย สินธ์นวล

เมนู นิยาย ล่าง

เมนู มังงะ ล่าง