test

เมนู นิยาย บน

เมนูมังงะ

27 ก.ค. 2559

Tales of Demons & Gods บทที่ 320 เต็มไปด้วยความจริงใจ



หลังจากนั้นไม่นาน เสียงโอดครวญและกรีดร้องของลู่เพียว ก็ดังมาจากห้องพักของเขา ตามมาด้วยเสียงดุด่าของเซี่ยวซุ่ย ที่ต่อว่าลู่เพียวที่ทำสัปดน แล้วก็ตามไปด้วยเสียงเฆี่ยนตีก่อนที่จะสงบลงในที่สุด




มันเป็นเสียงแห่งความเจ็บปวดอย่างแท้จริง



เซี่ยวหนิงเอ๋อกระพริบตาพร้อมกับถามเนี่ยลี่ว่า "เจ้านั้นพูดอะไรกับลู่เพียวงั้นเหรอ?"



เนี่ยลี่อดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มที่ชั่วร้ายขณะที่เขาตอบไป “ไม่ได้มีอะไรมากหรอก”


เซี่ยวหนิงเอ๋อเม้มริมฝีปากของนาง เนี่ยลี่คงจะมอบความคิดบ้าๆบางอย่างให้กับลู่เพียวเป็นแน่ ไม่เช่นนั้น ลู่เพียว คงไม่ถูกเซี่ยวซุ่ยสั่งสอนแบบนี้
ขณะที่เนี่ยลี่กับเซี่ยวหนิงเอ๋อคุยกันอยู่นั้น ก็มีเสียงเคาะประตูมาจากทางประตูลานบ้าน



 “เซี่ยวหยู่คงจะกลับมาแล้ว” เนี่ยลี่ยิ้ม ขณะที่เขาเดินไปที่ประตู เมื่อเขาเปิดมันออกก็พบกับคนสามคนยืนอยู่ที่นั่น พร้อมกับส่งกลิ่นอายที่ทรงพลังแผ่ออกมาปะทะ



ทั้งสามคนดูแล้วน่าจะอายุราวๆยี่สิบ การบ่มเพาะพลังของพวกเขาล้วนสูงกว่าระดับชะตาสวรรค์ และหนึ่งในนั้นอาจจะถึงระดับดาราสวรรค์เสียด้วยซ้ำ ในขณะเดียวกันเนี่ยลี่ก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายและจิตสังหารที่แผ่ออกมาเช่นกัน


เหล่าชายหนุ่มมองมายังเนี่ยลี่ ในขณะที่พวกเขาพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจังว่า “เจ้าคือเนี่ยลี่สินะ?


ดวงตาของพวกชายหนุ่มเบิกโพลงขึ้นเมื่อพวกเขากวาดตามองที่เซี่ยวหนิงเอ๋อ แต่พวกเขาก็ข่มใจเอาไว้ได้




“ถูกแล้ว” เนี่ยลี่มองไปที่กลุ่มพวกเขา เขาเองก็ไม่รู้ว่าคนพวกนี้มาด้วยเหตุใดกัน



“ชื่อของข้าคือ หลงโหย่ว [龙右] เป็นคนของตระกูลผนึกมังกร มีใครบางคนร้องขอให้ข้ามารับตัวอักษรที่เจ้าเขียน ” หลงโหย่ว พูดอย่างไม่ได้ใส่ใจนัก แม้ว่าคำกล่าวอ้างของเขาจะบอกว่าเป็นการร้องขอตัวอักษร แต่น้ำเสียงขอเขานั้นมิใช่การร้องขอเลยแต่น้อย


หลงโหย่วนั้นมีกลิ่นอายของพลังระดับดาราสวรรค์ จึงทำให้เนี่ยลี่รู้สึกกดดันเล็กน้อย



หลงโหย่วผู้นี้ อาจจะเป็นหนึ่งในคนของหลงเทียนหมิง ในทางกลับกัน พวกเขามาที่นี่เพื่อต้องการตัวอักษร แต่อีกทางหนึ่ง เขาต้องการที่จะให้เนี่ยลี่นั้นยอมรับความพ่ายแพ้ และ ป้องกันไม่ให้เขาหยิ่งทะนงมาเกินไป ด้วยความสามารถอันดีเยี่ยมของเขา




“นอกเหนือจากจากการคุยกันเรื่องตัวอักษรแล้ว นายน้อยของข้านั้นมีความสนใจในตัวของเจ้า และต้องการที่จะให้เจ้าเข้าร่วมกับ กองกำลังมังกรสวรรค์ ของตระกูลผนึกมังกรด้วย” หลงโหย่วจ้องมองเนี่ยลี่ ในมุมมองของเขานั้น เนี่ยลี่มิได้มีคุณสมบัติที่จะเข้าร่วมในกองกำลังมังกรสวรรค์เลยแม้แต่น้อย เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดนายน้อย จึงบอกว่าจะตอบรับทุกข้อเสนอที่เนี่ยลี่เอ่ยมา ถ้าหากยอมเข้าร่วมกับกองกำลัง




“ข้านั้นได้ประกาศออกไปแล้วว่า ข้าจะไม่เข้าร่วมกับตระกูลใดๆ  โปรดอภัยให้ข้าด้วย สำหรับเรื่องตัวอักษรนั้น  ข้าใช้เวลาเขียนเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น และจะมอบให้พวกท่านนำกลับไป” เนี่ยลี่ตอบกลับ สังเกตุเห็นได้ถึงร่องรอยแห่งความสงสัยผ่านทางสายตาของเขา



เป็นดังที่เขาได้คาดไว้ หลงเทียนหมิง จักต้องส่งใครมาขอตัวอักษรจากเขา



ด้วยคนอย่างหลงเทียนหมิงนั้น แน่นอนว่าจักต้องไม่ยอมที่จะจ่ายศิลาจิตวิญญาณหนึ่งแสนห้าหมื่นก้อนเพื่อตัวอักษรของเนี่ยลี่เป็นแน่ เพราะถึงอย่างไรศิลาจิตวิญญาณหนึ่งแสนห้าหมื่นก้อนมิใช่เงินจำนวนน้อยๆ มารยาทของหลงเทียนหมิงนั้น เลวทรามกว่าเหยียนหยาง และ หมิงเยี่ย วู่ซวง ยิ่งนัก



เขาพยายามที่จะข่มขู่ผู้อื่นด้วยอำนาจที่เหนือกว่า และนำเอาตัวอักษรของเนี่ยลี่ไปโดยที่ไม่ต้องจ่ายสิ่งใดเลย หลงเทียนหมิงคิดว่าเรื่องนี้จักต้องได้ผลเป็นอย่างดี เขาไม่คิดจะจ่ายสิ่งใด แต่กลับที่จะต้องการได้รับผลประโยชน์



ซึ่งสำหรับเนี่ยลี่นั้น เขาระวังเกี่ยวกับหลงเทียนหมิงอยู่เสมอ ดังนั้น เขาจะไม่ยอมปล่อยให้หลงเทียนหมิง ได้รับตัวอักษรของเขาไปโดยง่ายเป็นแน่



เดิมทีหลงโหย่ว นั้นคิดว่าเนี่ยลี่จะปฏิเสธ เนื่องจากมีคำร่ำลือว่าตัวอักษรของเขานั้นขายได้ราคาสูงยิ่งนัก แต่ทว่า เมื่อเนี่ยลี่ยอมเขียนให้โดยง่ายดาย เขาก็แสดงท่าทีที่อ่อนลงเล็กน้อย มันแสดงออกถึงความฉลาดของเนี่ยลี่ ที่รู้ว่าควรจะทำเช่นใดในเวลาที่เหมาะสม



“โปรดรอคอยสักครู่ ข้าจักเขียนอะไรสักสามคำ ก่อนที่จะให้พวกท่านนำกลับไป” เนี่ยลี่พูดอย่างสุภาพพร้อมกับประสานมือ



 “ตกลงพวกเราจะรอเจ้าอยู่ตรงนี้” หลงโหย่ว พยักหน้า ด้วยคำสั่งของหลงเทียนหมิงนั้น เนี่ยลี่ได้ตอบรับไปแล้วหนึ่งคำร้องขอ ไม่มีความจำเป็นใดๆที่จะต้องสร้างปัญหาให้แก่เขา แม้ว่าอาจจะเป็นไปได้ว่าเนี่ยลี่นั้น อาจจะกลายเป็นเสี้ยนหนามของเขา  ตราบใดที่เนี่ยลี่ยังเต็มใจที่จะมอบให้ หลงเทียนหมิงก็มิได้มีแผนที่จะสร้างความลำบากอันใดให้แก่เขาในช่วงเวลานี้



เพราะถึงอย่างไร ก็ไม่มีผู้ใดที่จะทำอะไรเนี่ยลี่ได้ ตราบเท่าที่อยู่ในสถาบันวิญญาณฟ้า



เนี่ยลี่และเซี่ยวหนิงเอ๋อกลับเข้าไปในห้องของเขา



เซี่ยวหนิงเอ๋อจ้องเนี่ยลี่แล้วเอ่ยถามว่า “พวกเขาทั้งสามกำลังพยายามที่จะข่มขู่เอาตัวอักษรจากเจ้าโดยไม่จ่ายค่าตอบแทนอันใด และเจ้าก็กำลังที่จะเขียนให้กับพวกเขาอย่างนั้นเหรอ?  ”




เซี่ยวหนิงเอ๋อรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย  ซึ่งเรื่องแบบนี้จักต้องไม่เกิดขึ้นในสำนักเสียงสวรรค์เป็นแน่  นางรู้สึกเกลียดชังคนทั้งสามยิ่งนัก พยายามที่จะข่มขู่ไปโดยที่ไม่จ่ายสิ่งตอบแทน แล้วยังทำท่าทีราวกับว่าเป็นเรื่องปกติเช่นนี้




 “อำนาจย่อมแข็งแกร่งยิ่งกว่ามนุษย์ แน่นอนว่าข้าจะมอบให้แก่เขา เพราะถึงอย่างไร ในหมู่พวกเขานั้นมียอดฝีมือระดับดาราสวรรค์อยู่ด้วย!” เนี่ยลี่ยิ้มเล็กน้อย ในขณะที่เขาเดินไปที่โต๊ะ เขาเปิดกระดาษสีขาวออกมา และขณะที่เขายกพู่กัน ในดวงตาของเขาก็จับจ้องอย่างมีสมาธิ



เมื่อเซี่ยวหนิงเอ๋อมองดูเนี่ยลี่ มันดูราวกับว่าร่างกายของเขากำลังลุกไหม้ และกลิ่นอายที่ราวกับไฟที่ลุกโชน ยิ่งไปกว่านั้นภายในกลิ่นอายเหล่านี้ ยังมีร่องรอยของพลังสัจธรรมแห่งความมืดและแสงสว่างอยู่อีกด้วย




วิถีแห่งเจตจำนงค์ได้มารวมกันตรงปลายพู่กัน เนี่ยลี่ค่อย ๆลดมือลงและเริ่มลงมือเขียน



ดวงตาของเซี่ยวหนิงเอ๋อเบิกโพลง  ความงงงวยปรากฏขึ้นในดวงตาของนาง ก่อนหน้านี้ในงานชุมนุม เนี่ยลี่ไม่ได้ใช้วิถีแห่งเจตจำงนงค์ใด ๆในการเขียนตัวอักษรของเขา แต่ในตอนนี้ เขากำลังใช้วิถีแห่งเจตจำนงค์อยู่




เนื่องจากเซี่ยวหนิงเอ๋อนั้นฉลาดและมีไหวพริบ นางจึงคิดออกได้ในทันที เนี่ยลี่ทำเช่นนี้เพราะมีจุดประสงค์บางอย่างเป็นแน่




“ข้านั้นได้เข้าถึงพลังสัจธรรมแห่งความมืดและแสงสว่างจากโลกใบเล็ก และตระหนักได้ว่าภายในพวกมันนั้นก็มีวิถีแห่งเจตจำนงค์อยู่ ความมืดคือความหนาวเหน็บ และแสงสว่างคือความอบอุ่น โดยธรรมชาติแล้วนี่คือวิถีแห่งเจตจำนงค์ที่ข้านั้นได้เข้าถึง และยังมีช่องว่างอีกกว้างใหญ่นัก เมื่อเทียบกับวิถีแห่งเจตจำนงค์ มีเพียงยอดฝีมือขั้นสูงสุดเท่านั้นที่จะสามารถเข้าถึงได้ หลงเทียนหมิงคิดจะได้ตัวอักษรบางคำจากข้าโดยมิให้สิ่งตอบแทนงั้นเหรอ? 



  ก็ดั่งคำที่ว่า   ความสะดวกสบายไม่อาจที่จะทำให้ได้รับสินค้าที่ดีพอ [สำนวนจีนหมายถึง ถ้าคิดแต่จะเอาสบาย ก็จะได้รับผลตอบแทนที่ไม่ดี ]” เนี่ยลี่ยิ้มเล็กน้อย ภายในตัวอักษรนี้  เขาจงใจที่จะปกปิดวิถีแห่งเจตจำนงค์ด้วยพลังสัจธรรมแห่งความมืดและแสงสว่าง ดังนั้นด้วยธรรมชาติของตัวอักษรนี้ จึงมีวิถีแห่งเจตจำนงค์ขั้นสูงสุดอยู่เช่นกัน



ในขณะที่เขากำลังเขียนตัวอักษรด้วยวิถีแห่งเจตจำนงค์ขั้นสูงสุดนั้น จิตใจของเขานั้นก็ได้เข้าสู่ขอบเขตแห่งปาฏิหาริย์




เมื่อนางได้ฟังคำพูดของเนี่ยลี่ที่ว่า ความสะดวกสบายไม่อาจที่จะทำให้ได้รับสินค้าที่ดีพอ เซี่ยวหนิงเอ๋ออดไม่ได้ที่จะปิดปากของนาง พร้อมกับหัวเราะ เนี่ยลี่นั้นเป็นชายที่ไม่ยอมก้มหัวให้ใครแม้แต่น้อย ถ้าหากเขานั้นมิได้ยอมรับมันเอง  ไม่น่าแปลกใจเลยที่เขาตบปากรับคำที่จะเขียนตัวอักษรให้กับคนพวกนั้น การเขียนตัวอักษรแต่ละคำนั้นไม่ได้ใช้เวลามากมายอะไรเลย




เมื่อเขาเขียนคำว่า “กระบี่”เสร็จแล้ว เนี่ยลี่ครุ่นคิดในขณะที่เขากำลังยิ้มอยู่ “ดูเหมือนว่าเพียงเท่านี้ คงจะยังดูเหมือนว่าไม่มีความจริงใจมากพอ เพราะมันมีแค่เพียงหนึ่งคำเท่านั้น เช่นนั้นข้าจะเขียนเพิ่มให้อีกสองคำ”




รวมกับคำว่า “กระบี่” เนี่ยลี่เขียนมันขึ้นมาทั้งหมดสามคำ เขายิ้มเล็กน้อยแล้วพูดว่า “มากกว่าที่ข้าเขียนให้เหยียนหยาง กับ หมิงเยี่ย วู่ซวง หนึ่งคำ ในตอนนี้ พวกเขาจักต้องรับรู้ถึงความจริงใจของข้าเป็นแน่”         




เมื่อได้ยินคำพูดของเนี่ยลี่ เซี่ยวหนิงเอ๋ออดไม่ได้ที่จะยิ้ม เนี่ยลี่ร้ายกาจยิ่งนัก แม้นางจะเห็นว่าสิ่งที่เนี่ยลี่ทำนั้นเป็นการฉลาดแกมโกง เซี่ยวหนิงเอ๋อ ก็ยังรู้สึกว่าเนี่ยลี่นั้นเป็นคนที่น่าเชื่อถือยิ่งนัก ความเจ้าเล่ห์ของเขานั้นจะนำมาใช้กับศัตรู แต่เมื่อเขาอยู่กับสหาย เนี่ยลี่ ก็จะทำให้พวกเขาไว้วางใจเป็นที่สุด และคอยช่วยเหลือพวกเขาด้วยความจริงใจ



เนี่ยลี่ถือตัวอักษรของเขาขณะที่เขาเดินไปที่ประตูทางเข้า และส่งมันให้กับหลงโหย่ว “ข้าเขียนเสร็จแล้ว!



หลงโหย่วรับตัวอักษรมาจากเนี่ยลี่ และจับจ้องมันอย่างตั้งอกตั้งใจ เขาสัมผัสได้ถึงร่องรอยของวิถีแห่งเจตจำนงค์อย่างคลุมเครือ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกประทับใจอะไรมากนัก เขาอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วของเขา ในขณะที่กำลังสงสัยอยู่ว่าเนี่ยลี่นั้นหลอกลวงเขาอยู่หรือไม่? แต่ทว่า เขาก็ได้ยินมาว่า คนธรรมดานั้น ไม่อาจที่จะสัมผัสได้ถึงวิถีแห่งเจตจำนงค์ใดๆที่แฝงอยู่ในตัวอักษรได้เลย ซึ่งความจริงในข้อนี้ทั่วทั้งนิกายต่างก็ทราบกันดี




ในใจของหลงโหย่ว นั้น รู้สึกไม่มั่นใจเล็กน้อย เพราะถึงอย่างไรเขาก็เป็นยอดฝีมือระดับดาราสวรรค์และเป็นระดับหัวกะทิของ กองกำลังมังกรสวรรค์ หรือว่าแม้แต่เขาก็ไม่อาจที่จะเข้าใจได้ถึง วิถีแห่งเจตจำนงค์ที่แฝงอยู่ในตัวอักษรพวกนี้? หลงโหย่ว เก็บตัวอักษรไว้พร้อมกับชำเลืองมองเนี่ยลี่เล็กน้อย  “ข้าได้รับตัวอักษรแล้ว ไปกันเถอะ!




เขาโบกมือของเขา และเดินนำอีกสองคนออกไปจากลานบ้าน



เซี่ยวหนิงเอ๋อขมวดคิ้วของนางเล็กน้อย นางตั้งข้อสังเกตุว่าคนพวกนี้ไร้มารยาทยิ่งนัก เขาเอาสิ่งของไปจากผู้อื่นโดยมิได้เอ่ยปาก “ขอบคุณ” เลยแม้แต่น้อย



เนี่ยลี่นั้นตรงกันข้าม เขาไม่ได้สนใจในเรื่องนี้มากนัก เพราะตัวอักษรที่เขาทำให้ไปนั้นเป็นแค่ของที่ปลอมแปลงขึ้นเท่านั้น



ไม่นานนักหลังจากที่ หลงโหย่ว จากไป มีใครบางคนมาเคาะประตู เมื่อเนี่ยลี่เปิดมันออก เขาเห็นว่าเป็นอาจารย์ชิหลิง



 “ด้วยเรื่องอันใดจึงได้นำพาท่านอาจารย์ชิหลิงมาถึงหน้าประตูของข้าได้?” เนี่ยลี่เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่แสดงความเคารพ  เขายังคงทำตัวสุภาพ ถึงอย่างไร อาจารย์ชิหลิง ก็เป็นอาจารย์ แม้ว่าจะเป็นแค่ในนามก็ตามที



การแสดงออกของอาจารย์ชิหลิงนั้น รวมไปถึงท่าทีที่เกรงอกเกรงใจ ราวกับสายลมในฤดูใบไม้ผลิ [หมายถึงการนิ่งเงียบและพูดอย่างแผ่วเบา]เขายิ้มและเอ่ยว่า “ข้าขออภัยที่ต้องรบกวนเจ้า ในเรื่องที่นอกเหนือจากบทเรียน ข้าได้รับการไหว้วานจากคนที่ข้านับถือ เพื่อขอให้เจ้าเขียนอักษรให้สักคำ ถ้าหากว่าเจ้านั้นยินดีที่จะมอบให้ ข้าสามารถที่จะมอบศิลาจิตวิญญาณจำนวนหนึ่งแสนห้าหมื่นก้อนเป็นการแลกเปลี่ยน”



 “ท่านอาจารย์ชิหลิง ท่านกล่าวหนักเกินไปแล้ว การที่อาจารย์จะเอ่ยปากขออะไรบางอย่างจากศิษย์ เหตุใดข้าจะต้องพูดเรื่องเงินทองด้วยเล่า? ข้าจะเขียนให้เป็นสิบคำเพื่ออาจารย์ชิหลิง  แต่ข้าสงสัยว่าใครคือผู้ที่ต้องการงั้นหรือ?” เนี่ยลี่เอ่ยถามอย่างสุภาพ



อาจารย์ชิหลิงนั้นเป็นอาจารย์ในสถาบันวิญญาณฟ้า เขามีลูกศิษย์มากมายในนิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์ แน่นอนว่าเขาจักต้องมีเส้นสายที่มากมาย สำหรับอาจารย์ชิหลิงนั้น ใครบางคนที่เขาเรียกว่า “คนที่เขานับถือ” แน่นอนว่าจักต้องมิใช่บุคคลธรรมดา เนื่องจากว่าเขามาเสนอด้วยตัวเองถึงที่หน้าประตู เนี่ยลี่จักพลาดโอกาสนี้ไปได้อย่างไร มันก็แค่ตัวอักษรไม่กี่คำเท่านั้น  และเขาก็มิได้สูญเสียอะไรไปในการเขียนมันขึ้นมา



 “คนที่ข้านับถือนั้นมักจะเก็บตัวอยู่เสมอ แม้ว่าข้าจะเอ่ยนามเขาออกไป เจ้าก็อาจจะไม่ทราบว่าเขานั้นเป็นใคร คนในโลกภายนอกรู้จักท่านในนามของ ปรมาจารย์เทียนอวิ๋น ” อาจารย์ชิหลิง ตอบ ปรมาจารย์เทียนอวิ๋น นั้นเก็บตัวมานานหลายปี ดังนั้นคนที่เข้ามาใหม่อาจจะไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร


ใจของเนี่ยลี่นั้นอดไม่ได้ที่จะกระโดดโลดเต้น ปรมาจารย์เทียนอวิ๋น เป็นหนึ่งในห้าเสาหลักของนิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์ ทำไมเนี่ยลี่จึงจะไม่รู้จักเสาหลักที่มีอำนาจถึงเพียงนั้น?         



ปรมาจารย์เทียนอวิ๋น เป็นหนึ่งในห้าเสาหลัก ที่ไม่มีผู้ใดที่จะกล้าท้าทายอำนาจ แต่ทว่าเมื่อนิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์ได้ล่มสลายไปในชีวิตก่อนหน้าของเขา ปรมาจารย์เทียนอวิ๋น ไม่อาจที่จะแก้ไขมันได้ เนื่องจากว่าเขานั้นมีอายุมากแล้ว และการบ่มเพาะพลังของเขาก็ถดถอยไปอย่างช้า ๆ


แต่ถึงอย่างไร ปรมาจารย์เทียนอวิ๋น ก็ยังคงมีอำนาจอยู่ในนิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์นี้



 “ในเมื่อคนที่ท่านนับถือนั้น ชื่นชอบตัวอักษรของข้า แน่นอนว่าข้าจะตั้งใจเขียนให้อย่างดีที่สุด  เพื่อให้อาจารย์ชิหลิงมีความคุ้มค่าพอที่จะนำไปแสดงให้เขาได้เห็น” เนี่ยลี่โค้งคำนับเล็กน้อย และพูดต่ออีกว่า “และเนื่องจากข้ามิได้ใช้เวลามากมายในการเขียนมันขึ้นมา ข้าจึงจะขอมอบให้เป็นของขวัญแก่อาจารย์ชิหลิงแทนก็แล้วกัน”



อาจารย์ชิหลิงมองดูเนี่ยลี่ด้วยสายตาที่แสดงความขอบคุณ “ขอบใจเจ้ามาก แน่นอนว่าข้าจะนำไปบอกปรมาจารย์เทียนอวิ๋น ให้เขาได้รับรู้ความประสงค์ของเจ้า ” 




อาจารย์ชิหลิงนั้น ไม่อาจที่จะปฏิเสธคำขอเรื่องตัวอักษรของเนี่ยลี่จาก ปรมาจารย์เทียนอวิ๋น ได้ และเขาก็ไม่อาจที่จะบากหน้าเพื่อที่จะไปขอจากนักเรียนโดยที่ไม่ให้สิ่งตอบแทนได้ ตัวเลือกเดียวของเขาจึงเป็นการมอบศิลาจิตวิญญาณจำนวนหนึ่งแสนห้าหมื่นก้อน เพื่อซื้อตัวอักษรที่จากเนี่ยลี่ แต่ทว่าเขาไม่ได้คาดหวังเลยว่า เนี่ยลี่ จะมอบให้เขาเป็นของขวัญอย่างไม่อ้อมค้อมเลยสักนิด



อาจารย์ชิหลิง ไตร่ตรองในเวลาสั้น ๆ จากนั้ก็พูดว่า “ข้าไม่อาจที่จะนำตัวอักษรของเจ้าไปโดยมิให้สิ่งตอบแทน ด้วยความคุ้มครองจากปรมาจารย์เทียนอวิ๋น เจ้าไม่ต้องกังวลว่าตระกูลใดๆ จะมากดดันเจ้าได้ ตราบเท่าที่ยังอยู่ในสถาบันวิญญาณฟ้า”


เมื่อได้ฟังคำพูดของอาจารย์ชิหลิง เนี่ยลี่รู้สึกยินดียิ่งนัก สำหรับเขาแล้ว ความสนับสนุนนี้มีค่าเสียยิ่งกว่าศิลาจิตวิญญาณหนึ่งแสนห้าหมื่นก้อนเสียอีก



“ถ้าเป็นเช่นนั้น ข้าต้องขอขอบคุณอาจารย์ชิหลิงยิ่งนัก!



 แปลโดย นายมะพร้าว


เมนู นิยาย ล่าง

เมนู มังงะ ล่าง