test

เมนู นิยาย บน

เมนูมังงะ

24 ก.ค. 2559

Tales of Demons & Gods บทที่ 317 การหยั่งเชิง


เนี่ยลี่มองไปที่กู้เบ่ย จากนั้นก็เอ่ยถามว่า “เจ้าเข้าใจว่าอย่างไรบ้าง?



ในชีวิตก่อนหน้าของเนี่ยลี่  กู้เบ่ยนั้นได้ บ่มเพาะในเจตจำนงค์แห่งกระบี่ ความเข้าใจของเขาในวิถีแห่งกระบี่นั้นเรียกได้ว่าอยู่ในระดับที่สูงส่ง เหตุผลที่ว่าเหตุเนี่ยลี่จึงได้ชี้แนะ กู้เบ่ยให้ มองดูตัวอักษร “กระบี่ ”อย่างรอบคอบ ด้วยความตั้งใจ เพราะเขาหวังว่ากู้เบ่ยนั้น จะได้รับประโยชน์จากมัน



“ข้ารู้สึกได้ถึงเจตจำนงค์แห่งกระบี่อันยิ่งใหญ่ แต่ทว่า มันล้ำลึกมากเกินไป จนข้าไม่อาจที่จะทำความเข้าใจได้ทั้งหมดในคราเดียว” ใบหน้าของกู้เบ่ยเป็นสีแดงเล็กน้อยด้วยความอับอาย



มันเป็นธรรมดาที่กู้เบ่ยจะไม่สามารถเข้าใจมันได้อย่างถ่องแท้ เจตจำนงค์ที่แฝงอยู่ในอักษรนี้ ไม่ใช่สิ่งที่จะสามารถเข้าใจมันได้ ในเวลาแค่หนึ่งหรือสองวัน นอกจากนี้ความเข้าใจของแต่ละคนก็จะแตกต่างกันในการรับรู้เกี่ยวกับมัน ดังนั้นเนี่ยลี่จึงไม่ได้ว่าอะไรกู้เบ่ย  ผู้ใดที่มีเจตจำนงค์แห่งกระบี่เหนือกว่า ก็ย่อมที่จะเข้าใจเกี่ยวกับมันได้




“ข้าจะเขียนให้กับเจ้าอีกใบหนึ่ง หลังจากที่เรากลับกันแล้ว” เนี่ยลี่พูดพร้อมกับยิ้ม



 “เนี่ยลี่ ขอบใจเจ้ามาก” กู้เบ่ยกล่าวขอบคุณอย่างจริงจัง อักษรของเนี่ยลี่นั้นสามารถขายได้ถึงหนึ่งแสนห้าหมื่นศิลาจิตวิญญาณ ซึ่งเป็นราคาที่น่าอัศจรรย์มาก กู้เบ่ยรู้สึกว่าตนเองนั้นได้ประโยชน์จากเนี่ยไม่น้อย และเขาก็เป็นคนที่ตอบแทนผู้อื่นเสมอ สิ่งที่เนี่ยลี่มอบให้เขามานั้น เขาจดจำทุกอย่างเอาไว้ในใจเสมอ



 “เราเป็นพี่น้องกัน เหตุใดจึงต้องเกรงใจด้วย?” เนี่ยลี่พูดพร้อมกับยิ้ม




หลงยู่อินมองดูเนี่ยลี่และกู้เบ่ยพูดคุยกัน มีหลายจังหวะที่นางคิดจะพูดแทรกไป แต่สุดท้ายก็จบลงด้วยที่นางอดกลั้นไม่เอ่ยคำพูดนั้นออกมา
นางมีคุณสมบัติอันใดที่จะไปเอ่ยปากถามเรื่องตัวอักษรจากเนี่ยลี่ได้



อักษรเพียงแค่ตัวเดียวของเนี่ยลี่ สามารถขายได้ถึงหนึ่งแสนห้าหมื่นศิลาจิตวิญญาณ นางสามารถจ่ายได้ถึงเพียงนั้นเชียวหรือ? ถ้าหากนางต้องการตัวอักษรจากเนี่ยลี่ นางจะนำสิ่งใดมาแลกเปลี่ยนหล่ะ? ความสัมพันธ์ของนางกับเขาก็ไม่อาจที่จะเรียกว่าใกล้ชิดได้เลย แตกต่างกับความสัมพันธ์ของเขากับกู้เบ่ย



อย่างไรก็ตามความปราถนาในตัวอักษร ที่อยู่ในใจของนางนั้นมันมีมากขึ้น และรุนแรงยิ่งขึ้น ความอยากรู้อยากเห็นนั้นราวกับว่ามดกัดอยู่ในใจของนาง คนที่หมกมุ่นอยู่กับเรื่องของการต่อสู้เช่นนาง มันยากเกินที่จะทานทน ก่อนหน้านี้ที่เนี่ยลี่ได้แสดงตัวอักษรต่อหน้าทุกคน กู้เบ่ยสามารถที่จะเข้าใจอะไรบางอย่างได้ แต่นางกลับไม่อาจที่จะเข้าใจได้เลยแม้แต่น้อย



คนอย่างหลงยู่อิน ที่มีแต่ความกระหายในความแข็งแกร่งนั้น นั่นทำให้นางรู้สึกตกต่ำเป็นอย่างมาก ความสามารถของนางยังไม่ดีพองั้นเหรอ?
แล้วมีอะไรที่แฝงอยู่ในตัวอักษรของเนี่ยลี่กันแน่?



สุดท้ายแล้ว หลงยู่อิน ได้รวบรวมความกล้าของนาง และ เอ่ยกับเนี่ยลี่ว่า “เนี่ยลี่ เจ้าพอจะให้ข้าได้ดูตัวอักษรของเจ้าได้หรือไม่?



เนี่ยลี่อดไม่ได้ที่จะแอบยิ้มอยู่ในใจ สุดท้ายหลงยู่อินก็ต้องยอมพูดออกมา อันที่จริงด้วยอุปนิสัยของหลงยู่อินนั้น เป็นไปไม่เลยที่นางจะไม่อยากรู้เกี่ยวกับตัวอักษรนั่น แต่ในตอนนี้ ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงแค่ให้หลงยู่อินมองดูตัวอักษรแบบผ่านๆเท่านั้น  เขายิ้มแล้วตอบไปว่า “เราค่อยมาคุยเรื่องนี้กันในภายหลัง”




หลังจากคำพูดของเนี่ยลี่ ใบหน้าของหลงยู่อินนั้นเปลี่ยนเป็นสีแดง นอกจากเนี่ยลี่แล้ว ไม่มีผู้ใดในรุ่นราวคราวเดียวกันที่กล้าพูดเช่นนี้กับนาง เพราะไม่เช่นนั้นนางจักต้องจัดการบดขยี้คนผู้นั้นเป็นแน่ แต่เมื่อเนี่ยลี่ยบอกว่าเป็นไปไม่ได้ นางก็ทำได้เพียงแค่นิ่งฟัง โดยไม่แสดงออกใด ๆ แม้ว่าในใจของนางจะรู้สึกหดหู่ยิ่งนัก



นั่นเป็นเพราะเนี่ยลี่ มีคุณสมบัติที่จะพูดเช่นนั้นได้!






หลงยู่อินเบือนหน้าหนี พร้อมกับพ่นลมหายใจด้วยความโมโห แม้ว่านางไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เนี่ยลี่บอกกับนาง แต่นางก็ไม่อาจที่จะทำอะไรได้



เซี่ยวหนิงเอ๋อเหลือบมองไปยังหลงยู่อิน และหันกลับมามองที่เนี่ยลี่พร้อมกับยิ้มเล็กน้อย ปกติแล้วเนี่ยลี่จะแสดงออกอย่างไม่ค่อยแยแสผู้ใด แต่ถ้าหากเป็นสหายของเขาแล้วเขาจะช่วยเหลือเป็นอย่างดี จากสถานการณ์ที่เห็นอยู่นี้ มันก็เป็นเรื่องปกติ ที่หญิงสาวมักจะตกหลุมรักเขา




นางทำได้เพียงแค่ถอนหายใจเบา ๆ ในใจของนางนั้นก็รู้สึกสงสัยว่านางอยู่ในสถานะใดกันแน่ นางเคยอยู่ในใจของเนี่ยลี่บ้างไหม?



หัวใจของหญิงสาวทั้งสองกำลังสับสนยุ่งเหยิงไม่ต่างกัน แต่ไม่มีผู้ใดที่รับรู้เลย มู่หลงหยี่กับเยี่ยเชียนแกล้งทำเป็นไม่สนใจเนี่ยลี่ในขณะที่พวกเขากำลังจ้องมองไปที่อื่น การนั่งร่วมโต๊ะกับเนี่ยลี่เช่นนี่ นับว่าเป็นสิ่งที่น่าอับอายสำหรับพวกเขา แต่ถึงอย่างไรพวกเขาก็ไม่อาจที่จะลุกขึ้นแล้วเดินจากไปได้ เพราหากเขาทำเช่นนั้น เขาจะต้องถูกจับจ้องจากผู้อื่นเป็นแน่ ดังนั้นไม่ว่าเขาจะหดหู่แค่ไหน พวกเขาก็จำเป็นต้องทนนั่งอยู่ตรงนี้ต่อไป



หลี่ชิงอวิ๋นยกนิ้วให้กับเนี่ยลี่ พร้อมกับพูดว่า “ทั่วทั้งนิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์นี้ เจ้าเป็นเพียงผู้เดียวเท่านั้น ที่ข้ารู้สึกชื่นชม!



เนี่ยลี่ยิ้มพร้อมกับตอบกลับไปว่า “ศิษย์พี่หลี่ ชื่นชมข้าเกินไปแล้ว”



เหล่าอัจฉริยะในนิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในห้องโถงด้านข้างแห่งนี้ ต่างมุ่งความสนใจไปที่เนี่ยลี่เพียงคนเดียว ความรู้สึกสนใจของพวกเขาค่อย ๆมากขึ้น กู้เบ่ยและหลี่ชิงอวิ๋นช่างเป็นคนที่สายตาแหลมคม และกว้างไกลยิ่งนัก เนื่องจากพวกเขามีความสัมพันธ์อันดีกับเนี่ยมาก่อนแล้ว ดังคำกล่าวที่ว่า 



“ศาลาที่อยู่ริมน้ำนั้น ย่อมเพลิดเพลินไปกับแสงจันทร์ได้ก่อน” (สำนวนจีนหมายถึง ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดย่อมได้รับผลประโยชน์ก่อนผู้อื่น) ต้องขอบคุณที่กู้เบ่ยและหลี่ชิงอวิ๋นมีความสัมพันธ์อันดีกับเนี่ยลี่ มันจึงเป็นเรื่องง่ายที่ทั้งสองจะได้รับตัวอักษรจากเนี่ยลี่



ทุกคนต่างสงสัยเป็นอย่างยิ่ง ว่าจะต้องทำเช่นใดถึงจะได้ใกล้ชิดกับเนี่ยลี่ แม้ว่าพวกเขาจะไม่อาจที่จะเป็นสหายกับเนี่ยลี่ได้ แต่ถ้าหากพวกเขาได้รับตัวอักษรสักตัว ก็นับว่ากำไรยิ่งแล้ว




ถึงอย่างไรเนี่ยลี่นั้นก็เป็นศิษย์ของนิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์ พวกเขานั้นมีเวลาอีกมากมาย



ไม่ใช่เพียงแค่เหล่าศิษย์ของนิกายขนนกศักดิ์สิทธ์เท่านั้น แม้แต่ศิษย์ของอีกทั้งสองสำนัก ต่างก็มีความคิดคล้าย ๆกัน



ฉินเยี่ยมายืนอยู่ตรงหน้านางเม้มริมฝีปากเล็กน้อยพร้อมกับยิ้มแล้วพูดว่า 



“ข้าไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าศิษย์น้องเนี่ยลี่จะเข้าถึงวิถีแห่งเจตจำนงค์ได้ถึงระดับเพียงนั้น ก่อนหน้านี้ข้าประเมินเจ้าผิดพลาดไป น่าสมเพชที่ข้าโง่เกินไป จึงไม่อาจที่จะเข้าใจความหมายที่ล้ำลึกใด ๆจากตัวอักษรของเจ้า” ฉินเยี่ยระบายสิ่งที่อึดอัดอยู่ในใจ นางพูดต่ออีกว่า 




“ถ้าหากไม่ได้เป็นเพราะความจริงที่ว่าศิษย์น้องเนี่ยลี่ได้ขายตัวอักษรไปในราคาหนึ่งแสนห้าหมื่นศิลาจิตวิญญาณ ข้าคงไม่อาจที่จะหักห้ามใจ ที่จะมาร้องขอจากเจ้าสักหนึ่งคำเป็นแน่ แต่ถึงอย่างไร ศิษย์น้องเนี่ยลี่ก็ได้บอกกล่าวไปก่อนหน้านั้นแล้วว่า สิ่งที่แฝงอยู่ภายในตัวอักษรนั้นจะมีความความหมายกับผู้ที่มีชะตาต้องกับมันเท่านั้น ดูเหมือนว่าข้าคงจะไม่มีชะตาต้องกันกับมัน!
ด้วยเหตุนี้เอง ชื่อของเนี่ยลี่ จึงเป็นที่รู้จักไปทั่วทั้งสามสำนักใหญ่




หลังจากที่ได้ฟังคำพูดของฉินเยี่ย เนี่ยลี่ได้บอกกับเซี่ยวหนิงเอ๋อว่า “ก่อนที่เจ้าจะกลับไปที่สำนักเสียงสวรรค์ ข้าจะเขียนอะไรบางอย่างให้กับเจ้า เมื่อเจ้ากลับไปถึงสำนักเสียงสวรรค์ เจ้าสามารถขายมันได้หากเจ้าต้องการ หรืออีกทางหนึ่งเจ้าอาจจะให้มันเป็นของขวัญที่ล้ำค่าให้กับใครสักคนที่คู่ควร”



 “ได้” เซี่ยวหนิงเอ๋อพยักหน้า นางนั้นฉลาดจึงเข้าใจสิ่งที่เนี่ยลี่คิด จากสิ่งที่เขากระทำอยู่ สำหรับเรื่องดังกล่าว นางตัดสินใจที่จะช่วยเขาอีกแรง ถ้าหากนางจะทำสิ่งใดได้ในสำนักเสียงสวรรค์ แน่นอนว่านางจักต้องช่วยเนี่ยลี่อย่างแน่นอน



“ข้าไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าจะได้มาพบกับอัจฉริยะที่มากด้วยพรสวรรค์ที่นิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้  ข้าสงสัยว่าข้าสามารถที่จะพบเจอกับศิษย์น้องเนี่ยลี่อีกครั้งในโลกภายนอกได้หรือไม่?” ฉินเยี่ยเผยรอยยิ้มให้กับเนี่ยลี่ และมองดูด้วยความสนใจ



จากคำพูดของฉินเยี่ยเนี่ยลี่ถึงกับคิดไปไกล เป็นเรื่องปกติที่จะต้องก้าวออกไปยังโลกภายนอก และจะเป็นการแข่งขันกับคนที่อยู่นอกสำนัก ซึ่งหมายความว่าจะมีคู่แข่งเพิ่มขึ้นอีก  ถ้าหากเขามีความสามารถอันโดดเด่น พวกเขาก็สามารถที่จะสร้างกองกำลังขึ้นมาได้เอง เสียด้วยซ้ำ



แต่ในตอนนี้ เขาต้องการเพียงกำลังที่จะได้สิทธิ์ในการครอบครองอำนาจ และตำแหน่งภายในนิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์ก่อน



คำพูดของฉินเยี่ยนั้น เป็นการหยั่งเชิงว่าเขาจะออกไปยังโลกภายนอกหรือไม่ เหล่าศิษย์ของสามสำนักใหญ่ รวมทั้งหลงเทียนหมิง ต่างจับตาเพื่อที่จะรอฟังคำตอบจากเขา



เนี่ยลี่ยิ้มเล็กน้อยแล้วตอบกลับไปว่า “ขอบคุณศิษย์พี่ฉินเยี่ยยิ่งนัก ในช่วงเวลานี้ ข้าไม่ได้มีแผนสำหรับการออกไปยังโลกภายนอกเลย”



หลังจากที่ได้ยินคำพูดของเนี่ยลี่ ทุกคนต่างรู้สึกโล่งใจเล็กน้อย ถ้าหากเนี่ยลี่นั้นก้าวออกไปสู่โลกภายนอก เขาจะกลายเป็นศัตรูที่น่ากลัวของคนที่อยู่ในห้องโถงนี้เป็นแน่ แต่ก็มีบางคนที่สังเกตุถึงการตอบของเนี่ยลี่ “ในช่วงเวลานี้ ไม่ได้มีแผนสำหรับการออกไปยังโลกภายนอก”  ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่ออกไปในอนาคต เนี่ยลี่นั้นมักจะคิดอย่างระมัดระวังก่อนที่จะพูดเสมอ เขาไม่พูดอะไรที่ทำให้ตัวเองต้องพบจุดจบเป็นแน่



จากนั้นเสียงของเหยียนหยางก็ดังขึ้นมา “ถ้าหากศิษย์น้องเนี่ยลี่ได้ออกไปยังโลกภายนอกหล่ะก็ เหล่าศิษย์ของสำนักอัคคีของข้า จะไม่ทำสิ่งใดให้เจ้าต้องลำบาก ถ้าหากมีอะไรให้ข้าช่วย สามารถมาหาข้าได้ทุกเมื่อ!



คำพูดของเขาสร้างความงุนงงแต่ทุกคน สำนักอัคคีจะไม่ทำให้เนี่ยลี่ต้องลำบากงั้นเหรอ? คำพูดนี้ของเขามีน้ำหนักยิ่งนัก นอกจากนี้เหยียนหยาง ยังบอกว่ายินดีที่จะช่วยเหลือเนี่ยลี่ หรือว่าเหยียนหยางจะใช้โอกาสนี้ในการเพิ่มขุมกำลังให้กับตนเองเช่นนั้นเหรอ?



ตาของหลงเทียนหมิงถึงกับหลี่ลงเล็กน้อย เขานั้นไม่รู้ ว่าเขาไปทำอะไรให้เหยียนหยางไม่พอใจ เขารับรู้ถึงความเป็นปฏิปักษ์จากเหยียนหยาง มันอาจจะเป็นไปได้ว่าคำพูดนี้ของเหยียนหยางมุ่งเป้ามาที่เขา อย่างนั้นเหรอ? หลงเทียนหมิงเหลือบตามองไปที่เนี่ยลี่ ถ้าหากเนี่ยลี่นั้นมีความคิดที่จะต่อสู้เพื่อแย่งชิงอำนาจใด ๆ  แน่นอนว่าเขาจะไม่มีทางให้เนี่ยลี่ได้เติบใหญ่เป็นแน่



เนี่ยลี่เผยรอยยิ้มเล็กน้อย พร้อมกับพูดว่า “ข้าคงต้องขอขอบคุณศิษย์พี่เหยียนหยาง เป็นอย่างมาก ข้านั้นได้พูดไปแล้วว่ายังไม่มีแผนอันใดที่จะออกไปยังโลกภายนอกในช่วงเวลานี้”



หลังจากคำพูดของเนี่ยลี่ หลงเทียนหมิงก็รู้สึกเบาใจขึ้นเล็กน้อย ดูเหมือนว่าเนี่ยลี่ก็นับว่าฉลาดไม่น้อย



ด้วยคำถามดังกล่าวเป็น หัวข้อที่ดูเลื่อนลอยมากเกินไป ทำให้คนที่อยู่ในห้องโถงด้านข้างแห่งนี้รู้สึกไม่ค่อยดีนัก ฉินเยี่ย จึงกวาดสายตามองฝูงชนพร้อมกับหัวเราะและพูดว่า “มีผู้ใดที่ต้องการแสดงทักษะให้พวกเราได้เห็นกันอีกหรือไม่?



ด้วยคำพูดของฉินเยี่ย ทุกคนต่างยิ้มอย่างขมขื่น มีเพียงแค่คนที่ไม่ธรรมดาอย่างเนี่ยลี่เท่านั้น ที่จะกล้าไปยืนแสดงความสามารถหลังจากที่เหยียนหยางกับอีกทั้งสองคนได้แสดงไปแล้ว พวกเขาที่เหลือเหล่านี้ย่อมไม่กล้าที่จะออกไปแสดงฝีมืออยู่แล้ว หลังจากที่เนี่ยลี่ได้แสดงให้ดูแล้ว จะมีผู้ใดกล้าออกไปที่นั่นอีกหล่ะ?



หลังจากที่หยุดรออยู่เป็นเวลานานพอสมควร ก็มิได้มีผู้ใดตอบรับ ฉินเยี่ยจึงยิ้มและพูดว่า “ดูเหมือนว่าจะไม่มีผู้ใดอีกแล้ว ถ้าเช่นนั้นการแสดงเกี่ยวกับวิถีแห่งเจตจำนงค์ก็ขอจบลงเพียงเท่านี้! ขอบคุณทุกท่านที่เข้าร่วมชุมชุมในครั้งนี้ และข้าหวังว่าทุกท่านจะมีส่วนร่วมในงานเลี้ยง ในค่ำคืนนี้เช่นกัน!”
เมื่อการชุมนุมสิ้นสุดลง ทุกคนก็แยกย้ายกันไป.



เนี่ยลี่ก้มหัวลงไปกระซิบบอกเซี่ยวหนิงเอ๋อว่า “เดี๋ยวเราไปที่ห้องพักของข้าก่อนนะ!



สำหรับงานเลี้ยงในตอนเย็นนั้น เขาไม่ได้มีความสนใจที่จะเข้าร่วม เพราะในช่วงที่เขาแสดงตัวออกไป คงไม่อาจที่จะเลี่ยงปฏิกิริยาของคนรอบข้างได้  “จ๊ะ” ใบหน้าของเซี่ยวหนิงเอ๋อแดงขึ้นเล็กน้อยในตอนที่นางพยักหน้า หลังจากที่นางได้เข้าใจผิดกับคำพูดก่อนหน้านี้ นางก็รู้สึกเขินอายเล็กน้อยขึ้นมาอีกครั้ง


กู้เบ่ย ลู่เพียวและคนอื่น ๆ ต่างก็ลุกขึ้นยืน เตรียมที่จะออกไปพร้อมกับเนี่ยลี่



“น้องชายเนี่ยลี่ ข้าขอตัวก่อนนะ!” หลี่ชิงอวิ๋น ประสานมือบอกกับเนี่ยลี่ และพูดต่ออีกว่า “ถ้ามีข่าวใดๆจากน้องชายเนี่ยลี่ สามารถแจ้งข้าได้ทุกเวลา สำหรับศิลาจิตวิญญาณจำนวนหนึ่งแสนก้อนนั้น ข้าจะให้คนนำไปส่งกับเจ้าเอง”



“แน่นอน ถ้าหากว่าข้านั้นมีข่าวใด ๆ ข้าจะแจ้งให้ท่านทราบเป็นแน่” เนี่ยลี่พยักหน้าตอบ เขากับเนี่ยลี่นั้นได้มีข้อตกลงพูดคุยกันเรื่องจิตอสูรสายเลือดมังกรที่มีระดับการเติบโตในระดับพระเจ้า อย่างไรก็ตาม จิตอสูรสำหรับหลี่ชิงอวิ๋นนั้นเป็นเรื่องรอง  เขาจักต้องทำจิตอสูรสำหรับหนิงเอ๋อก่อน



ในขณะที่ทุกคนที่อยู่ในห้องโถงด้านข้างนี้ กำลังแยกย้ายกันออกไป พวกเขายังคงพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องทีเกิดขึ้นในวันนี้



การแสดงออกของเนี่ยลี่ในวันนี้ นับว่าเป็นม้ามืดที่พุ่งทะยานออกมา ดึงดูดความสนใจอย่างไม่สิ้นสุด ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ชื่อของเนี่ยลี่ ได้เป็นที่รู้จักในสามสำนักใหญ่ไปแล้ว




มีเพียงแค่เหยียนหยางกับหมิงเยี่ย วู่ซวงเท่านั้น ที่สามารถสัมผัสได้ถึงวิถีแห่งเจตจำนงค์ที่แฝงอยู่ในตัวอักษร “กระบี่” ของเนี่ยลี่ แต่ทว่าหลงเทียนหมิง กลับไม่อาจสัมผัสถึงมันได้อย่างนั้นเหรอ? เรื่องนี้ก็ทำให้ทุกคนอยากรู้อยากเห็นเช่นกัน



เหยียนหยางชำเลืองมองเนี่ยลี่ ที่อยู่ในฝูงชนที่ห่างออกไป เขาละสายตาของเขาพร้อมกับถอนหายใจ “ช่างน่าเศร้ายิ่งนัก ที่คนผู้นี้มิได้อยู่ในสำนักอัคคีของเรา และคนที่มี ความสามารถเช่นเขา กลับถูกละเลยในนิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์ ถ้าหากว่าเขานั้นอยู่ในสำนักอัคคี เขาจักต้องกลายมาเป็นหนึ่งในเสาหลักที่แข็งแกร่งเป็นแน่”



 “ศิษย์พี่เหยียนหยางไม่กังวลเหรอว่า เขาจะมาฉกชิงตำแหน่งของท่านไป?”  ลูกศิษย์ของสำนักอัคคีเอ่ยถามเขา



 “ข้านั้นจะเป็นอะไรไป คนอย่างข้าเหยียนหยาง ข้านั้นมิเคยเกรงกลัว ถ้าหากว่าใครบางคนที่มีความสามารถยิ่งกว่าข้าและนำความรุ่งเรืองมาสู่สำนักอัคคีได้  แม้ว่าข้าจะต้องยกตำแหน่ง โอรสศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักอัคคี ให้ไป เหตุใดข้าถึงจะไม่ยอมหล่ะ?” เหยียนหยางตอบกลับด้วยเสียงอันเบา ขณะที่สายตาของเขาจ้องไปออกไปไกลแสนไกล

   แปลโดย นายมะพร้าว




เมนู นิยาย ล่าง

เมนู มังงะ ล่าง