test

เมนู นิยาย บน

เมนูมังงะ

22 ก.ค. 2559

Tales of Demons & Gods บทที่ 313 ความเข้าใจที่ลึกซึ้งในวิถีแห่งเจตจำนงค์






หลงเทียนหมิง เดินออกมาด้านหน้า กวาดตามองฝูงชนพร้อมกับยิ้มเล็กน้อย “ในตอนนี้ ฉินเยี่ย และ เยี่ยเชียน ได้แสดงความสามารถของพวกเขาแล้ว คือการดีดพิณ และ เขียนอักษร ตามลำดับ และจำเป็นต้องมีผู้เล่นสองคนในการเล่นหมากล้อม  และในตอนนี้ ข้าขอแสดงความโง่เขลาของตัวเอง ด้วยการแสดงทักษะการวาดภาพ ”



หลงเทียนหมิงยกพู่กันขึ้นแล้วจุ่มลงไปในหมึก ดวงตาของเขานั้นจ้องมองไปยังกระดาษเปล่าที่อยู่ตรงหน้าของเขา



ก่อนหน้านี้หลงเทียนหมิงได้ยิ้มอย่างสำราญใจ แต่ในตอนนี้ เขาแสดงออกราวกับเป็นน้ำนิ่งที่ไหลลึก และภูเขาที่สูงตระหง่าน ปรากฏออกมาให้เห็นบนใบหน้าของเขา พร้อมด้วยกลิ่นอายที่น่าหวาดหวั่นที่แผ่ออกมา ผู้ชมที่ด้านล่างถึงกับอดไม่ได้ที่จะอ้าปากค้าง



หลงเทียนหมิง ดูราวกับดาบที่ถูกชักออกมาจากฝัก ราวกับว่าเขาพยายามที่จะบังคับให้ผู้ชมยอมจำนนต่อกลิ่นอายที่เขาแผ่ออกไปเท่านั้น พู่กันในมือของเขานั้นเริ่มจรดลงกับกระดาษ และขีดเขียนราวกับอสรพิษและมังกร เหลือไว้เพียงแค่ลวดลายที่ตัดผ่านหน้ากระดาษ อย่างช้า ๆแต่แน่วแน่ มองเป็นรูปลักษณ์สัตว์ร้ายอยู่บนแผ่นกระดาษ มันจะต้องเป็น มังกรศักดิ์สิทธิ์ปีกโลหิต [翅血圣 : ชี่เชี่ยเซิ่นหลง] ที่ยืนตระหง่านและกำลังสยายปีกเป็นแน่




ตั้งแต่กระดูกมังกร เกล็ดมังกร ปีกมังกร [骨、龙鳞] ทุก ๆส่วนของร่างกายถูกวาดขึ้นมาอย่างแข็งแกร่ง



มังกรศักดิ์สิทธิ์ปีกโลหิต ดูราวกับว่ามันพร้อมที่จะกระโจนออกมาจากกระดาษ ดวงตาของมันมีประกายที่น่ากลัวยิ่งนัก ดูราวกับว่ามันคือผู้ที่กุมทุกชีวิตของทุกคนที่อยู่ที่นี่เอาไว้



ภาพวาดนี้บรรจุไปด้วยวิถีแห่งเจตจำนงค์ที่ไม่มีที่สิ้นสุด และคุณภาพสูงยิ่งนัก เหล่านักเรียนต่างรู้สึกหลงไหลและชิ่มชมเพียงแค่ได้เห็นมังกรศักดิ์สิทธิ์ปีกโลหิต เห็นได้อย่างชัดเจนว่าการบรรเลงพิณของฉินเยี่ย และการเขียนอักษรของเยี่ยเชียน ด้อยกว่าและห่างชั้นเมื่อเทียบกับภาพวาดนี้ รวมไปถึงกลิ่นอายที่ถูกบรรจุอยู่ในนี้ก็สูงส่งเป็นอันมาก



เมื่อเทียบกับฉินเยี่ย และ เยี่ยเชียน ความเข้าถึงในวิถีแห่งเจตจำนงค์นั้น เมื่อเทียบกับความเข้าถึงของหลงเทียนหมิงแล้ว ราวกับหิ่งห้อย กับ จันทราเลยทีเดียว ราวกับว่าพวกเขายืนอยู่บนโลกคนละใบ



“ข้านั้นได้แสดงความโง่เขลาของตัวเองออกไปแล้ว” หลงเทียนหมิง เขาได้หยุดพู่กันและวางมันลงไปด้านข้าง กลิ่นอายอันแข็งแกร่งของเขาถูกดึงออกมาพร้อม ๆกับพู่กัน



 “ศิษย์พี่หลงเทียนหมิง วาดรูปออกมาได้น่าประทับใจยิ่งนัก มันเต็มไปด้วยวิถีเจตจำนงค์แห่งราชันย์ พวกเราคงทำได้แค่เพียงส่งเสียงชื่นชมเท่านั้น!



เยี่ยเชียนลุกขึ้นพร้อมกับเอ่ยคำเยิยยอ “ศิษย์พี่หลงเทียนหมิง มังกรศักดิ์สิทธิ์ปีกโลหิต ที่ปกครองแผ่นดิน สง่างามยิ่งกว่าวีรชนใดๆ จากภาพวาดนี้ ต่างก็มองเห็นจิตใจที่กว้างขวางของศิษย์พี่หลงเทียนหมิง!




เนี่ยลี่รู้สึกขบขันกับคำเยินยอของเยี่ยเชียน เจตจำนงค์ในวิถีจากภาพวาดของหลงเทียนหมิง ยังห่างไกลจากคำว่า สูงส่ง และยิ่งห่างไกลเมื่อเทียบกับ วิถีเจตจำนงค์แห่งราชันย์ และภาพนี้ก็ไม่ได้มีอะไรที่สื่อถึงจิตใจที่กว้างขวางอย่างที่เยี่ยเชียนพูดชื่นชมเลยสักนิด ควรจะพูดว่า หลงเทียนหมิงเป็นคนที่มีความทะเยอทะยานมากจะเหมาะสมกว่า



ด้วยความจริงที่ว่า หลงเทียนหมิงนั้นเป็นคนที่ดุร้ายป่าเถื่อนและมีความทะเยอทะยานยิ่งนัก แต่ถึงอย่างนั้นความสามารถของเขานั้นก็เรียกได้ว่าน่ามหัศจรรย์ เขาจึงนับเป็นศัตรูที่น่ารำคาญจนอยากจะวิ่งหนี



หลงเทียนหมิงมองไปยัง หมิงเยี่ย วู่ซวง กับ เหยียนหยาง เขาเผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อย “สำหรับศิลปะ 4 แขนงที่ยังคงเหลืออยู่ก็คือ หมากล้อม พวกท่านยินดีที่จะเปิดเผยฝีมือเล็กน้อยสำหรับทักษะในการเล่นมากล้อมสักหน่อยไหม?



ทั้งสองคนถูกเรียกร้องให้มาเล่นหมากล้อม และผลของมันก็จะถูกตัดสินได้อย่างง่ายดาย ถ้าหากว่าผู้ใดมีวิถีแห่งเจตจำนงค์ ที่แข็งแกร่งกว่าและสามารถที่จะข่มอีกฝ่ายได้ นึกนับว่าเป็นเรื่องยากที่จะสามารถแสดงทักษะออกมาได้อย่างเต็มที่ และผู้แพ้ก็ต้องอับอายยิ่งนัก หลงเทียนหมิง พยายามที่จะให้ หมิงเยี่ย วู่ซวง กับ เหยียนหยาง ตัดสินกันด้วยวิธีนี้


หนึ่งในนั้นคือ โอรสศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักอัคคี และอีกคนก็คือ ธิดาศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักเสียงสวรรค์ ถ้าหากพวกเขาแข่งขันกันผลลัพธ์จะเป็นเช่นใด? ผู้คนที่ดูอยู่อดไม่ได้ที่จะคาดหวังในการแข่งขันครั้งนี้
เหยียนหยางยิ้มแล้วพูดขึ้นมาว่า “ข้าก็ไม่ได้รังเกียจมันหรอกนะ”



แม้ว่าเขาจะรู้ดีว่านี่เป็นแผนของหลงเทียนหมิง เหยียนหยางก็ไม่ได้ใส่ใจ ดังนั้นเขาจึงไม่ได้ปฏิเสธความคิดนี้ เพราะเหยียนหยางไม่เคยเกรงกลัวที่จะสู้กับผู้ใด



หมิงเยี่ย วู่ซวง อดไม่ได้ที่จะยิ้ม “คงจะเป็นการแสดงความโง่เขลาของตัวเอง ข้าไม่ค่อยที่จะได้เล่นหมากล้อมมากนัก ข้าจึงมิได้ชำนาญในการเล่นหมากล้อมสักเท่าใด  ดังนั้นเจตจำนงค์ในวิถีนี้ ข้าคงไม่อาจเทียบได้กับศิษย์น้องเหยียนหยาง  ข้าขอปฏิเสธที่จะแข่งกับศิษย์น้องเหยียนหยาง เพราะข้าไม่ต้องการที่จะทำให้ตัวเองต้องขายหน้า ข้าจึงขอแสดงทักษะการบรรเลงพิณแทนก็แล้วกัน”



เหล่าผู้คนอดไม่ได้ที่จะผิดหวังอยู่บ้างเล็กน้อยหลังที่ได้ยินคำพูดของหมิงเยี่ย วู่ซวง พวกเขาก็ไม่กล้าที่ตัดสินว่าหมิงเยี่ย วู่ซวง นั้นกลัวที่จะต่อสู้กับเหยียนหยาง แม้ว่าทุกคนจะพลาดชมการแข่งหมากล้อมระหว่างสองยอดฝีมือ แต่พวกเขาก็รู้ดีว่า ฝีมือด้านการดีดพิณของหมิงเยี่ย วู่ซวงนั้นเป็นอะไรที่คุ้มค่าและตื่นตาตื่นใจไม่น้อย



หลงเทียนหมิงถึงกับขมวดคิ้วเล็กน้อย ดูเหมือนว่า หมิงเยี่ย วู่ซวง นั้นหวาดเกรงกับคำค้าทายนั้นและถอนตัวออกมา จริงแล้วไม่ว่าจะเป็น หมิงเยี่ย วู่ซวง หรือว่าตัวเขาเอง ก็คงจะต้องคิดหนักถ้าหากจะต้องรับคำท้าทายของเหยียนหยาง เพราะเขานั้นเก่งกาจมากเกินไป



หมิงเยี่ย วู่ซวง เดินไปด้านหน้า แต่นางก็มิได้นั่งเมื่อมาถึงตรงหน้าพิณ แต่นางขยายนิ้วมือที่เรียวยาว ราวกับกับหยกและค่อย ๆดีดสายพิณอย่างนิ่มนวล



*แตร๊ง งงงงงงง*



เสียงที่ก้องกังวาลชัด ไพเราะราวกับ ดอกไม้กำลังผลิบาน เสียงค่อย ๆ กังวาลไปทั่วทั้งห้องโถง ท่วงทำนองเชื่องช้า วนเวียนราวกับไม่ที่สิ้นสุด



ทันทีที่ได้ยินเสียงพวกเขารู้สึกผ่อนคลาย ราวกับว่าพวกเขานั่งอยู่บนสรวงสวรรค์ เสียงเพลงเบาหวิวทำให้พวกเขารู้สึกผ่อนคลาย และใบหน้าพวกเขาแสดงออกถึงความลุ่มหลง แม้ว่าหลงเทียนหมิงกับเหยียนหยาง จะไม่ได้รับผลกระทบเท่ากับคนอื่น แต่ในใจของเขาก็ไม่อาจที่จะสงบได้จากเสียงพิณของนาง



เสียงพิณของนางนั้นทำให้จิตใจของทุกคนสงบลง



เหล่าผู้ฟังต่างจมดิ่งไปด้วยเจตจำนงค์ที่ลึกลับที่ซ่อนเร้นอยู่ในท่วงทำนองเพลงพิณของนาง และพวกเขาเหล่านั้นก็ไม่อาจที่จะหาทางออกได้เลย



หลังจากเวลาได้ผ่านไปท่วงทำนองนั้นค่อย ๆ จบลง แต่ถึงกระนั้น ท่วงทำนองเหล่านั้นยังคงคั่งค้างอยู่ในใจของทุกคน




เพียงแค่ท่วงทำนองเพลงพิณแค่บทเพลงเดียว ก็ลึกซึ้งเกินกว่าภาพวาดของหลงเทียนหมิงแล้ว ด้วยมันมีแรงขับเคลื่อนอารมณ์ให้คล้อยไหว ทำให้ผู้ฟังต่างรู้สึกเพลิดเพลิน




หลงเทียนหมิงถึงกับป้องถือคำนับด้วยรอยยิ้มอันขมขื่น “ข้าไม่เคยคิดมาก่อนว่า ศิษย์พี่หมิงเยี่ย สามารถสำเร็จท่วงทำนองพิณสันติภาพแห่งสรวงสวรรค์แล้ว มันช่างเป็นความมหัศจรรย์ยิ่งนัก หลงเทียนหมิงผู้นี้  ขอน้อมรับความพ่ายแพ้”




แม้ว่าหลงเทียนหมิง จะเอ่ยปากยอมรับความพ่ายแพ้ แต่ก็มีถ้อยคำเน้นย้ำที่แฝงอยู่ในคำพูดของเขา เขาเพียงแค่บอกว่า หมิงเยี่ย วู่ซวง บรรเลงเพลงสันติภาพแห่งสรวงสวรรค์ เขายอมรับความพ่ายแพ้ ในเทคนิคของการบรรเลงเพลงดังกล่าว แต่มิได้ยอมรับความพ่ายแพ้ต่อหมิงเยี่ย วู่ซวง แต่อย่างใด




หมิงเยี่ย วู่ซวง นั้นมิได้ใส่ใจกับคำพูดของเขา นางจึงได้เพียงแต่ยิ้ม นางบรรเลงบทเพลงนี้เพียงเพื่อต้องการให้ทุกคนสงบใจ ไม่สนใจในการแข่งขัน นางมิได้ตั้งใจจะแสดงฝีมือว่าเหนือกว่าผู้อื่นแต่อย่างใด




“ถูกต้องแล้วนั่นคือบทเพลงสันติภาพแห่งสรวงสวรรค์ ศิษย์น้องหลงเทียนหมิงมีสายตาที่เฉียบคมยิ่งนัก ในตอนนี้ข้าได้เสร็จสิ้นการแสดงฝีมือของข้าแล้ว ขอเชิญผู้ที่จะมาแสดงฝีมือคนต่อได้แล้ว” หลังจากพูดจบมิงเยี่ย วู่ซวง ได้ค่อย ๆเดินลงจากเวที ทีละก้าว อย่างสง่างาม




ไม่พียงแต่ผู้ชมที่ถูกปลุกให้ตื่นจากภวังค์ ทุกคนต่างหลงสเน่ห์อันสง่างามของนางทันที พวกเขามองไปยังหมิงเยี่ย วู่ซวง ด้วยจิตใจที่สงบยิ่งนัก  แม้จะป็นเพียงการบรรเลงพิณแค่บทเพลงเดียว แต่มันส่งผลต่อจิตใจของพวกเขายิ่งกว่าภาพวาดของหลงเทียนหมิงเสียอีก



ภาพวาดของหลงเทียนหมิงนั้นสยบผู้อื่นด้วยพลังและอำนาจ ท่วงทำนองเพลงพิณของหมิงเยี่ย วู่ซวง นั้นราวกับบทเพลงแห่งสวรรค์ ที่บ่งบอกถึงความเข้าใจอย่างเที่ยงแท้



แม้แต่ในตอนนี้ เหล่าศิษย์ทั้งหลาย ก็ยังคงตกอยู่ในท่วงทำนองของเสียงพิณของนางอยู่



ความสงบเงียบของหมิงเยี่ย วู่ซวง ได้ถ่ายทอดไปยังคนอื่น ๆ ได้อย่างชัดเจน



นางนั้นช่างเหมาะสมกับชื่อ ธิดาศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักเสียงสวรรค์   อย่างแท้จริง ความรอบรู้ในการบรรเลงพิณของนางนั้น เข้าไปสู่ขอบเขตที่เรียกว่า น่ามหัศจรรย์แล้ว



เนี่ยลี่มองดูด้านหลังของหมิงเยี่ย วู่ซวง ในขณะที่เขาจมอยู่กับความคิดของตัวเอง ไม่ต้องคิดเลยว่าผู้ใดจะแข็งแกร่งกว่ากันระหว่าง หลงเทียนหมิงกับหมิงเยี่ย วู่ซวง  เนื่องจากเห็นได้อย่างชัดเจนว่า หมิงเยี่ย วู่ซวง   นั้นเก่งกาจกว่าหลงเทียนหมิง ไปห่างไกลนัก อาจจะมีเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่สามารถเอาชนะหมิงเยี่ย วู่ซวง ได้ในแง่ของความเก่งกาจรอบรู้ได้



คนผู้นั้นก็คือ ท่านอาจารย์ อิงเยว่ลู่



ต่อไปก็เป็นรอบของเหยียนหยาง เขาค่อย ๆเดินที่ด้านหน้า



เหล่าฝูงชนอดไม่ได้ที่จะจ้องมอง และคาดเดาว่าเขาจะเลือกแสดงฝีมืออะไรในศิลปะ 4 แขนง



“เป็นเรื่องที่น่าเสียดายยิ่งนัก ที่ศิษย์พี่หมิงเยี่ย วู่ซวง ไม่ต้องการที่จะเล่นหมากล้อมกับข้า  ดังนั้นข้าคงจะทำได้เพียงแสดงการเล่นอย่างไม่เป็นทางการเท่านั้น” เหยียนหยานพูดพร้อมกับยิ้ม และเดินไปที่กระดานหมากล้อม เขาหยิบเม็ดหมากล้อมสีดำขึ้นมาหนึ่งเม็ด และหันมามองที่กระดานหมากล้อม



ทันทีที่เขายกตัวหมากขึ้นไป ได้เกิดเหตุการณ์ผิดปกติขึ้น แม้ว่าจะเห็นได้ชัดเหยียนหยางนั้นยืนอยู่บนเวที แต่กลับมีความรู้สึกว่าเขาจางหายไป ไม่มีใครที่ตรวจจับการคงอยู่ของเขาได้



ในเวลาเดียวกัน กระดานหมากล้อมนั้นก็แผ่ขยายออกอย่างไร้ที่สิ้นสุด ราวกับว่ามันกลายเป็นพื้นผิวของโลกอีกใบ



มันราวกับว่ามีภูเขาและพื้นน้ำ ปรากฏขึ้นมาบนกระดานหมากล้อม แต่ก็มิได้เป็นสิ่งที่มีชีวิต เป็นเพียงโครงสร้างของพื้นผิวของมันเท่านั้น เหยียนหยางได้ค่อย ๆวางตัวหมากลงไป



ทันทีที่วางตัวหมากลงไป ลำธารแห่งชีวิตก็ได้ระเบิดออกมาในรูปแบบของ ดอกไม้ พืชตามเนินเขาและสิ่งมีชีวิตในน้ำ พลังที่แข็งแกร่งจนเอ่อล้นออกมา ทำให้ในใจของทุกคนนั้นได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก



การเปลี่ยนแปลงในโลกใบเล็ก ๆนี้ ทำให้ผู้ที่ได้พบเห็นต่างตื่นตกใจเป็นอันมาก พวกเขารู้สึกว่าพืชพรรณและดอกไม้ เจริญงอกงามในดินแดนเล็กๆนี้ และมันเต็มไปด้วยพลังของ ฟ้าและดินอย่างเหลือล้น



ตัวหมากของเหยียนหยางนั้นเต็มไปด้วยวิถีแห่งเจตจำนงค์ที่ไม่มีที่สิ้นสุด มันถูกวางลงตรงจุด เทียนหยวน [天元 จุดกึ่งกลางกระดาน]
เป็นเวลาอันยาวนานที่ทุกคนจมอยู่กับโลกใบเล็กแห่งนี้



หลังจากที่ได้วางตัวหมากลงไปแล้ว เหยียนหยางก็ยกมือของเขาออกมา เขายังคงยืนนิ่งอยู่ พร้อมกับยิ้มเล็กน้อย จากนั้นก็พูดขึ้นมาว่า “เนื่องจากว่าไม่มีผู้ใดเล่นกับข้า ข้าจึงขอวางหมากเพียงแค่ตัวเดียวเท่านั้น”
เหยียนหยางค่อย ๆเดินลงมาจากเวทีด้วยท่าทางที่สงบนิ่ง



เนี่ยลี่มองดูเหยียนหยางด้วยความประหลาดใจ เขาไม่คิดมาก่อนเลยว่า ความเข้าถึงวิถีแห่งเจตจำนงค์ของเหยียนหยางจะไปถึงระดับนี้ได้ ความเข้าใจของหลงเทียนหมิงนั้นไม่อาจจะเรียกได้ว่า สูงส่ง แต่สำหรับเหยียนหยางนั้น ความเข้าถึงของเขานั้นอาจเรียกได้ว่า วิถีเจตจำนงค์แห่งราชันย์ ไม่น่าแปลกใจเลยที่ในชีวิตที่แล้วของเขา ในยุคที่เหยียนหยางได้เป็นผู้นำสำนักอัคคี ถึงได้เฟื่องฟูนัก



เมื่อเทียบกันระหว่าง เหยียนหยาง หมิงเยี่ย วู่ซวง และหลงเทียนหมิงแล้ว เห็นได้ชัดว่าเหยียนหยางนั้นเหนือกว่าทั้งสองคนอย่างเห็นได้ชัด



อย่างไรก็ตามไม่มีผู้ใดในสามคนนี้ ที่สามารถโน้มน้าวอีกสองคนที่เหลือได้ ความสามารถของพวกเขานั้นส่งกระทบต่อคนอื่น ๆได้ แต่การกระทำของเขาก็พิสูจน์ให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า แม้เขาจะเหนือกว่าอีกสองคน แต่เขาก็ไม่ได้คิดที่จะปกครองอีกสองคนนั้น



หลังจากที่เหยียนหยางได้ลงจากเวที ราวกับเป็นการปลุกผู้ชมให้ตื่นจากภวังค์ พวกเขายังคงรู้สึกสับสนเล็กน้อยกับสิ่งที่เขาเพิ่งจะได้เห็นไป



ฉินเยี่ย ยิ้มเล็กน้อยพร้อมกับพูดว่า “ศิษย์พี่ทั้งสามได้เปิดโลกทัศน์ใหม่ให้แก่พวกเรา ในความเห็นของข้านั้น ผู้ใดชนะหรือผู้ใดนั้นพ่ายแพ้นั้น ไม่ได้สำคัญเลย สิ่งสำคัญคือเหล่าศิษย์พี่ ได้แบ่งปันความรู้แจ้ง ในวิถีแห่งเจตจำนงค์ของจอมยุทธ  วันนี้นับว่าคุ้มค่ายิ่งนัก ความก้าวหน้าในการบ่มเพาะพลังของแต่ละคนต้องก้าวหน้าขึ้นราวกับการบ่มเพาะพลังมานับเดือน การเดินทางมาครั้งนี้นับว่าไม่สูญเปล่าเลยแม้แต่น้อย”




เหล่าศิษย์ของสามสำนักใหญ่ต่างเห็นพ้องไปกับคำพูดของฉินเยี่ย แพ้หรือชนะหาได้สำคัญเลยไม่ พวกเขาได้เปิดโลกทัศน์ใหม่อย่างแท้จริง พวกเขายังคงจมอยู่กับสิ่งที่ทั้งสามคนได้แสดงออกมา



ยอดฝีมือทั้งสามคนได้รับความสนใจเป็นอันมากในถ้องโถงด้านข้างนี้ นอกเหนือไปจากการได้รับรู้ถึงความเข้าใจในบางอย่าง เหล่าลูกศิษย์ก็รู้สึกอยู่ลึก ๆว่า พวกเขานั้นด้อยกว่าถึงเพียงไหน พวกเขาทั้งสามคนนั้นมีเจตจำนงค์ที่เหนือล้ำเกินกว่าคนธรรมดา การที่จะไปให้ถึงระดับของทำสามคนนั้นเป็นสิ่งที่ยากเย็นเกินไป




ฉินเยี่ยยิ้มและกวาดสายตาของนางไปยังฝูงชน “ยังมีผู้ใดอีกไหม ที่ต้องการแสดงทักษะของตนเองให้พวกเราได้เห็น?




ทุกคนต่างหันไปจ้องหน้ากัน ทั้งสามคนนั้นเพิ่งจะแสดงทักษะของพวกเขาเสร็จสิ้นไป  ผู้ใดจะกล้าที่จะออกไปแสดงฝีมืออีกหล่ะ? ถ้าหากมีผู้ใดขึ้นไป  การแสดงของเขาก็จะเป็นแค่ทักษะที่น่าสมเพช หลังจากที่ได้เห็น ฝีมือของเหล่ายอดฝีมือก็เท่านั้น


 แปลโดย นายมะพร้าว


เมนู นิยาย ล่าง

เมนู มังงะ ล่าง