test

เมนู นิยาย บน

เมนูมังงะ

22 ก.ค. 2559

Tales of Demons & Gods บทที่ 312 ศิลปะ 4 แขนง琴棋书画


[ศิลปะ 4 แขนงของจีน ประกอบด้วย พิณ หมากล้อม การเขียน และ การวาดรูป]



สองแสนสองหมื่นศิลาจิตวิญญาณ!”  เหยียนหยาง ยังคงให้ราคาสูงขึ้นไปเรื่อยๆ



สองแสนสามหมื่นศิลาจิตวิญญาณ!”  กู้เบ่ยประมูลอย่างใจเย็น



ใจของทุกคนนั้นตื่นตะลึงยิ่งนัก กู้เบ่ยมีเงินอยู่จำนวนเท่าใดกันแน่? แม้แต่ผู้อาวุโสที่รู้จักเก็บออมหลายปียังมีศิลาจิตวิญญาณเพียงแค่แสนก้อน หรือว่ากู้เบ่ยจะพบขุมทรัพย์อะไรบางอย่าง?



เหยียนหยางถึงกับนิ่งเงียบไป หลังจากการบ่มเพาะพลังมาหลายปี เขามีศิลาจิตวิญญาณเพียงแค่ สองแสนห้าหมื่นก้อนเท่านั้น ทั้งๆที่ราคานั้นก็สูงอยู่แล้ว แต่กู้เบ่ยก็ยังเสนอราคาสูงขึ้นไปอีก



เหยียนหยางเคยได้ยินชื่อของกู้เบ่ยมาบ้าง เขาควรจะเป็นแค่ลูกหลานธรรมดาในตระกูลกู้ แต่ทำไมถึงได้มั่งคั่งจนน่ากลัวถึงเพียงนี้? เขาได้มาด้วยวิธีใดกันแน่ ดูแล้วไม่มีวี่แววเลยว่าเหยียนหยางจะสามารถเอาชนะกู้เบ่ยในการประมูลครั้งนี้ได้ แม้ว่าเขาจะเสนอราคาขึ้นไปอีกก็ตาม



หลังจากที่นิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง เหยียนหยางก็เปิดปากพูดขึ้นมา “ข้าขอถอนตัวจากการแข่งขันครั้งนี้ ศิษย์น้องกู้ เจ้ารับจิตรกรรมหมื่นขุนเขาและสายน้ำไปเถิด!” แม้ว่าเหยียนหยางจะรู้สึกเสียใจอยู่บ้างเล็กน้อย แต่เขาก็สามารถที่จะสงบอารมณ์ได้อย่างรวดเร็ว



ทุกคนต่างรู้สึกตกใจเป็นอันมากที่ เหยียนหยางไม่อาจเอาชนะกู้เบ่ยได้ เขาเอ่ยปากยอมแพ้นี่มันอะไรกัน? พวกเขาอดไม่ได้ที่จะชำเรืองมองไปที่กู้เบ่ย ชายคนนี้มั่งคั่งจนน่ากลัวมากเกินไปแล้ว



“ถ้าเช่นนั้นก็ขอบคุณท่านมาก ศิษย์พี่เหยียนหยาง” กู้เบ่ยยิ้มเล็กน้อยขณะที่เขาประสานมือเคารพเหยียนหยาง




หลังจากทีได้ภาพวาดมา เมื่อรวมกับสิ่งของอื่นๆ ก็นับว่าจ่ายไปเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น เนี่ยลี่ทำการคำนวนทุกอย่างทั้งหมดแล้ว พวกเขาขายจิตอสูรสายเลือดมังกรที่มีระดับการเติบโตระดับมหัศจรรย์ไปทั้งหมด 20 ตน และซื้อ จิตรกรรมหมื่นขุนเขาและสายน้ำ น้ำค้างจารึกสวรรค์ 30 ขวด แก่นแท้วิญญาณอสูร และรายการอื่น ๆ อีกมากมาย แต่เขายังคงมีกำไร 130,000 ศิลาจิตวิญญาณ


รวมกับศิลาจิตวิญญาณอีกแสนก้อนที่อยู่ในแหวนห้วงมิติของเขา เขายังคงเหลือศิลาจิตวิญญาณอยู่อีก 230,000 ก้อน
ดูเหมือนว่าการขายจิตอสูรสายเลือดมังกรเป็นการหาเงินที่ง่ายดายยิ่งนัก!




โชคดีเหลือเกินที่เขาได้พบกับการประมูลเช่นนี้ ทำให้เขาสามารถขายจิตอสูรได้โดยง่าย โดยปกติแล้ว เป็นเรื่องที่ยากที่จะหาผู้ซื้อที่เหมาะสมได้



การประมูลยังคงดำเนินต่อไปและมีสินค้าจำนวนมากที่ถูกขายออกไป แต่ของส่วนใหญ่ไม่ได้เข้าตาเขาเลยแม้แต่น้อย เนี่ยลี่จึงไม่ได้เข้าร่วมประมูลด้วย ในตอนนี้เขารู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก หลังจากที่เขาแอบได้รับจิตรกรรมหมื่นขุนเขาและสายน้ำ เมื่อกลับถึงที่พัก เขาจักต้องหาหนทางเปิดมันออกเป็นแน่



เจ้าของชิ้นนี้ที่มีการบันทึกไว้ มีวิธีการใช้งานหนือคณานับ



แม้แต่คนระดับสูงก็ไม่อาจที่จะเปิดจิตกรรมหมื่นขุนเขาและแม่น้ำได้ เนี่ยลี่ มีความคิดว่าเขาจะต้องทำอะไรบางอย่าง



เขาเองก็ไม่มั่นใจว่าจะสามารถที่จะปลดผนึกมันได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับความเข้าใจในจารึกในรูปแบบต่าง ๆ แต่ก็ยังคงมีความเป็นไปได้สูง  แม้ว่าเขาจะสามารถปลดผนึกการใช้งานได้เพียงแค่ สิบเปอร์เซนต์ เพียงแค่นั้นก็คุ้มค่าที่จ่ายไปแล้ว


สิ่งของยังถูกขายออกไปต่อเนื่องนับสิบชิ้น ก่อนที่การประมูลจะจบลง ในบางครั้งก็มีเสียงหัวเราะดังมาแต่ไกล



ฉินเยี่ย ที่ยืนอยู่ด้านหน้าได้ส่งยิ้มเล็กน้อยพร้อมกับเอ่ยว่า “เรามาถึงจุดสิ้นสุดการประมูลแล้ว จากนี้ไปจะเป็นส่วนของการแสดงที่น่าสนใจคือ ศิลปะ 4 แขนง โดยผู้ที่รู้ซึ้งถึงวิถีของศิลปะทั้ง 4 แขนง ทุกท่านจะได้ประเมินมันด้วยสายตาของทุกท่านที่นี่เอง”



เหล่าคนงานได้ย้าย พิณ กระดานหมากล้อม พู่กัน กระดาษ หินฝนหมึก และ ของอื่น ๆ อีกหลายอย่างขึ้นไปบนเวทีด้านหน้า



เหล่าลูกศิษย์จ้องมองไปด้านหน้าด้วยความสนใจ จนใจของพวกเขาสั่นสะท้านด้วยความตื่นเต้น นับว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก ถ้าหากพวกเขาสามารถเป็นพยานของบุคคลที่จะทำการแสดงศิลปะ 4 แขนง ได้แก่ เหยียนหยาง หมิงเยี่ย วู่ซวง เพื่อที่จะรับรู้วิถีของพวกเขานั้น ใครจะรู้ว่ามันอาจจะช่วยหนุ่นส่งให้ก้าวไปสู่วิถีแห่งเจตจำนงค์ของจอมยุทธก็เป็นได้



ฉินเยี่ยเดินไปที่พิณที่ตั้งอยู่ตรงหน้า และเผยรอยยิ้มเล็กน้อยพร้อมกับเอ่ยว่า “ข้านั้นจะเป็นผู้เริ่มการแสดงก่อน ข้าจะขอแสดงทักษะอันอ่อนด้อยของข้าเป็นอันดับแรก ขอให้ทุกท่านโปรดชี้แนะด้วย”



เมื่อฉินเยี่ยประกาศว่านางจะเป็นผู้เริ่มการแสดง ผู้คนต่างปรบมือเสียงดัง



ฉินเยี่ย นั่งลงอย่างสง่างามอยู่ด้านหลังพิณ นางค่อย ๆยื่นมือที่งดงามของนาง และเริ่มดีดเบา ๆ ด้วยนิ้วมือที่เรียวยาวของนาง



บทเพลงที่กลมกล่อมและเต็มไปด้วยอารมณ์ก้องกังวาลไปทั่วบริเวณ เสียงประหนึ่งหยาดฝนร่วงหล่นบนใบกล้วย ถ้าหากนั่งฟังอยู่ไกลๆ อาจจะไม่ได้ยินเสียงสิ่งใด แต่ถ้าตั้งใจฟังอย่างเงียบๆ จะราวกับว่าเสียงที่ได้รับฟังผ่านใบหู จะมีร่องรอยของความห่วงใย และความเห็นอกเห็นใจ มันทั้งอ่อนโยน โศกเศร้า และงดงาม



ทันใดนั้น เสียงพิณก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างกระทันหัน ราวกับสาดสุราสีเงิน เสียงตัวโน๊ตเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แต่แทนที่จะรับรู้ได้ถึงจิตสังหาร แต่มันกลับถูกกลบไปด้วยความสง่างาม




เหล่าฝูงชนถึงกับช่วยไม่ได้ที่จะรู้สึกเคลิบเคลิ้มด้วยเสียงบทเพลงอันงดงาม ราวกับว่าขอบเขตวิญญาณของพวกเขากำลังโผบินไปด้วยท่วงทำนอง ราวกับว่าพวกเขาโผล่ไปยังดินแดนแห่งความฝัน อาบน้ำท่ามกลางแสงแดดอันอบอุ่น



ที่โต๊ะของเนี่ยลี่  เยี่ยเชียน มีการแสดงออกถึงความเมามายบนใบหน้าของเขา ในขณะที่เขาเคาะเบา ๆ บนโต๊ะ ช่างเป็นบทเพลงที่ผ่อนคลายอารมณ์ยิ่งนัก ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ “นางเล่นเพลงได้ราวกับอยู่บนสรวงสวรรค์ มันช่างรื่นรมย์ และผ่อนคลายใจเป็นอย่างยิ่ง สำหรับทุกคนที่ได้รับฟังบทเพลงของนาง วิถีแห่งเจตจำนงค์ของนางที่แฝงอยู่ในบทเพลงยิ่งทำให้นางน่าหลงไหลยิ่งขึ้นไปอีก”



หลังการบรรเลงของนางจบลง นางได้รับเสียงยกย่องสรรเสริญจากผู้คนที่อยู่ในที่แห่งนี้



“แม่นางฉินเยี่ย เสียงพิณของท่านราบรื่นราวกับสายน้ำ ถ่ายทอดวิถีแห่งเจตจำนงค์ในของตนเองผ่านทางห้วงอารมณ์ ช่างยอดเยี่ยมอย่างแท้จริง!



“แม่นางฉินเยี่ย พิณของท่านทั้งงดงาม และ กังวาลใสชวนให้หลงใหลอย่างแท้จริง!  ”



เสียงชื่นชมยังคงดังกึกก้อง แต่ถึงอย่างไร หลงเทียนหมิง หมิงเยี่ย วู่ซวง และ เหยียนหยาง ยังคงนั่งสงบนิ่ง และแสดงออกมาอย่างสงบเงียบ แม้ว่าฉินเยี่ย จะสามารถเข้าถึงแห่งวิถี แต่ก็ยังนับว่านี่เป็นเพียงแค่พื้นฐานเท่านั้น และยังด้อยกว่าเมื่อเทียบกับพวกเขา



หลังจากที่ได้ฟังเสียงเพลงจากพิณ เนี่ยลี่ถึงกับยิ้มเล็กน้อย อารมณ์และความรู้สึกภายในเพลงช่างคล้ายคลึงกับอาจารย์ของเขา ที่ราวกับตัวโน๊ตนั้นไร้ตัวตน แต่ถึงอย่างไรความห่างชั้นก็ยังคงมีมากเกินไป แม้ว่าเนี่ยลี่นั้นจะไม่เชี่ยวชาญในเรื่องพิณ แต่เขาก็สามารถประเมินได้เป็นอย่างดี




ฉินเยี่ยลุกยืนขึ้นพร้อมกับโค้งคำนับเล็กน้อย “ข้าฉินเยี่ย ดูเหมือนว่าจะแสดงความโง่เขลาของตัวเองออกไป  แม้ว่าอาจจะดูเป็นเรื่องตลก ฉินเยี่ยได้แสดงฝีมืออันน่าเวทนาออกไปแล้ว ต่อไปข้าขอส่งต่อเวทีให้กับผู้ที่นั่งอยู่ด้านล่าง!


หลังจากสิ้นคำพูดของฉินเยี่ยหลายคนอดไม่ได้ที่จะหน้าแดงเพราะความอับอาย ฝีมือพิณของฉินเยี่ยนั้นเรียกได้ว่าถึงขั้นที่บรรลุแล้ว การที่จะขึ้นไปในตอนนี้ก็เหมือนแสดงความโง่ของตนเองออกมา ในตอนนี้ จะเป็นการดีกว่าที่จะให้ ยอดฝีมือตัวจริงได้แสดงฝีมือของพวกเขา ซึ่งแบบนั้นเหล่าฝูงชนจะได้ประโยชน์มากกว่าเป็นแน่



ทันใดนั้น เยี่ยเชียน ก็เหลือมองไปทางเซี่ยวหนิงเอ๋อ จากนั้นก็ลุกขึ้นและเดินไปด้านหน้า “แม่นางฉินเยี่ยได้แสดงฝีมือพิณของท่านแล้ว ข้าเองก็ต้องการที่จะแสดงฝีมือของข้าเช่นกัน ”



มุมปากของกู้เบ่ยถึงกับกระตุก ทันทีที่เขาเห็นเขาก็รู้สึกดูถูก เขาไม่ได้มีความคาดหวังใดๆจาก เยี่ยเชียนเลยสักนิด



 “ศิษย์พี่เยี่ยเชียน ขอความกรุณาด้วย” ฉินเยี่ยยิ้มอย่างสุภาพและพูดต่ออีกว่า 



“ข้าสงสัยว่าในศิลปะทั้ง 4 แขนง ศิษย์พี่เยี่ยเชียนจะแสดงอะไรให้เราดู?



 “การเขียน” เยี่ยเชียนยิ้มเล็กน้อย



“ถ้าเช่นนั้น ข้าจะช่วยศิษย์พี่เยี่ยเชียนฝนหมึกเอง!” ฉินเยี่ยยิ้มและนางก็เดินไปที่อีกด้านของโต๊ะแล้วทำการฝนหมึก


 “ช่างเป็นผู้ช่วยที่งดงามยิ่งนัก ให้เกียรติข้าเกินไปแล้ว!” เยี่ยเชียน หัวเราะขณะที่หยิบพู่กันที่อยู่บนโต๊ะ จากนั้นก็จุ่มลงไปในหมึก และจ้องมองไปยังกระดาษ เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย จากนั้นเขาก็โน้มตัวไปด้านหน้าเล็กน้อย จากนั้นก็เริ่มตวัดพู่กัน และลงมือเขียน เขาตวัดพู่กันราวกับงูและมังกร
หลังจากนั้นครู่เดียว ตัวหนังสือหนึ่งตัว ก็ปรากฏบนกระดาษด้วยความแข็งแกร่ง : (ชิง : รัก)



แต่ละจังหวะของการสะบัดพู่กัน เพื่อขีดเขียนคำนั้นนับว่าอยู่ในขอบเขตที่เรียกได้ว่ายอดเยี่ยเลยทีเดียว



ดวงตาของฉินเยี่ยอดไม่ได้ที่จะเป็นประกายขณะที่นางเงยหน้าขึ้น ผู้ชมด้านล่างต่างปรบมือเสียงดังกึกก้อง



“ศิษย์พี่เยี่ยเชียนได้มีความเข้าใจในวิถีแห่งความรักเสียยิ่งกว่าข้า แม่นางฉินเยี่ย เสียอีก!  ”



“เป็นข้อความที่ยอดเยี่ยมมาก ศิษย์พี่เยี่ยเชียน!



หญิงสาวหลายคนในสำนักบัญญัติสวรรค์ อดไม่ได้ที่จะเลิกคิ้วเบิกตาเพื่อแสดงความงดงามในสายตาของพวกนาง ภายในหนึ่งคำนี้มันลึกซึ้ง กินใจ สำหรับวิถีแห่งความรัก  หากอยู่เพียงลำพังก็เพียงพอที่จะทำเรื่องที่น่าอายได้เลยทีเดียว



เยี่ยเชียนไม่สนใจที่จะมองผู้ใด เขามองไปยังเซี่ยวหนิงเอ๋อ


เนี่ยลี่อดไม่ได้ที่จะกระซิบบอกหนิงเอ๋อด้วยน้ำเสียงที่นิ่มนวลว่า “หนิงเอ๋อ ดูเหมือนว่าเยี่ยเชียนจะมีความรู้สึกอันลึกซึ้งนี้กับเจ้านะ!



 “เนี่ยลี่ เจ้าพูดเช่นนี้ข้าไม่สนุกด้วยนะ!” เซี่ยวหนิงเอ๋อ อายจนก้มหน้าหลบ



เนี่ยลี่อดที่จะหัวเราะไม่ได้ เมื่อเห็นท่าทางของเซี่ยวหนิงเอ๋อ “ตั้งแต่ที่เยี่ยเชียนขึ้นไปบนนั้น ข้าเองก็คงต้องแสดงความสามารถอะไรสักอย่างสองอย่าง ถ้าไม่เช่นนั้นข้าคงจะดูขี้ขลาดและอ่อนแอเป็นแน่”



หลี่ชิงอวิ๋นมองดูเนี่ยลี่ด้วยความตกใจ เนี่ยลี่นั้นมีความมั่นใจยิ่งนัก นั่นหมายความว่าเขามั่นใจว่าจะไม่ด้อยกว่าเยี่ยเชียน หลี่ชิงอวิ๋นอดไม่ได้ที่จะคาดหวังในใจ ในขณะที่เขาสงสัยว่าเนี่ยลี่จะแสดงอะไรออกมา หลังจากที่ เนี่ยลี่ก้าวเข้าสู่ขอบเขตชะตาสวรรค์ และทำไมเขาถึงได้มั่นใจนักว่าจะแสดงฝีมือที่ไม่ด้อยกว่าเยี่ยเชียนได้?



เซี่ยวหนิงเอ๋อ ยุ่งอยู่กับการพูดคุยและหัวเราะเบาๆกับเนี่ยลี่ นางไม่แม้แต่จะสนใจที่จะมอง เยี่ยเชียน อดไม่ได้ที่จะสลดใจ ในขณะที่เขาเดินลงจากเวที และกลับไปยังที่นั่งของเขา



หลังจากที่เยี่ยเชียนได้ เขียนพู่กันเสร็จแล้ว ทุกคนก็สงบกันอย่างรวดเร็ว




มีเสียงของคนบางคนตะโกนออกมาจากฝูงชน “ในบรรดาเหล่าศิษย์ที่อยู่ในห้องโถงด้านข้างนี้ ผู้นำของเราก็คือ ศิษย์พี่ เหยียนหยาง ศิษย์พี่ หมิงเยี่ย และ ศิษย์พี่ หลงเทียนหมิง ได้โปรดขึ้นไปชี้แนะพวกเราด้วย”




คนที่เหลือต่างกู่ร้องหลังจากที่สิ้นเสียงคนผู้นั้น



เหยียนหยาง หมิงเยี่ย วู่ซวง และ หลงเทียนหมิง มีความรู้ซึ้งเป็นอย่างยิ่งในวิถีแห่งจอมยุทธจนถึงระดับที่น่าอัศจรรย์อย่างยิ่งแล้ว หากพวกเขาจะแสดงฝีมือเพียงเล็กน้อย คนที่เหลือก็จะได้ประโยชน์เป็นแน่



หลงเทียนหมิง เหลือบมองไปยัง เหยียนหยาง และ หมิงเยี่ย วู่ซวง พร้อมกับหัวเราะ “ในหมู่พวกเราสามคน ข้านั้นอ่อนด้อยที่สุด ถ้าเป็นเช่นนั้น ข้าขอเป็นคนแรกที่จะแสดงความโง่เขลาเป็นคนแรก  ข้าหวังว่าศิษย์พี่หมิงเยี่ย และศิษย์พี่เหยียนหยาง จะขึ้นไปบนเวทีเพื่อแสดงความสามารถของพวกท่านด้วยเช่นกัน!  ”



ทุกคนอดไม่ได้ที่จะยกย่องถ้อยคำของหลงเทียนหมิง พวกเขาทั้งสามคนเป็นที่รู้จักดีในสามสำนักหลัก การแข่งขันของพวกเขาเป็นสิ่งที่ไม่อาจเลี่ยงได้ ความสัมพันธ์ของพวกเขาเองก็ไม่ได้ดีนัก แต่ถึงอย่างไร หลงเทียนหมิง จึงชิงลงมือก่อนโดยการพูดไปว่าเขานั้นอ่อนด้อยที่สุดในสามคน เพื่อที่ให้ทุกคนคิดเช่นนั้นเขาจะได้ทำตามที่วางแผนไว้ได้



จากระยะไกล เนี่ยลี่ มองเห็นรอยยิ้มอันเย็นชาของ หลงเทียนหมิง หลงเทียนหมิงนั้นเป็นคนที่เต็มไปด้วยอุบาย ตั้งแต่ที่พวกเขาถูกเรียกร้องให้ขึ้นไปแสดงฝีมือ หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าพวกเขาจะต้องถูกเปรียบเทียบกับการแสดงของอีกสองคน  แทนที่จะเรียกว่าการแสดงฝีมือ คงต้องเรียกว่าการแข่งขันเสียมากกว่า


เขาได้บอกไปโดยการยอมรับว่าเขานั้นความสามารถอ่อนด้อยที่สุด ถ้าหากเขาทำได้ไม่ดีเท่ากับคนอื่น ผู้คนก็จะไม่เห็นว่าเป็นเรื่องที่น่าอับอาย แต่ถ้าหากว่าเขาทำได้ดีกว่าอีกสองคนที่เหลือ เขาก็จะได้รับคำชื่นชมเป็นอย่างมาก ในตอนนี้ถือว่าหลงเทียนหมิงนั้นยืนอยู่ในจุดที่ปลอดภัยที่สุด


ปากของเหยียนหยางกระตุกด้วยความเหยียดหยาม ในขณะที่เขามองไปยังด้านหลังของหลงเทียนหมิง ทำไมเขาถึงจะไม่เข้าใจว่าหลงเทียนหมิงตั้งใจจะทำอะไร? แต่จริง ๆ แล้ว เขาก็ไม่ได้ใส่ใจกับกลยุทธ์เล็กน้อยนี้หรอก



ขณะที่หมิงเยี่ย วู่ซวง ที่อยู่อีกด้าน นางยังคงสงบนิ่งดั่งเช่นเคย ชนะหรือพ่ายแพ้ ไม่ใช่สิ่งสำคัญสำหรับนาง



ภายใต้สายตาของผู้คน หลงเทียนหมิงเดินออกไปด้านหน้า



 แปลโดย นายมะพร้าว


เมนู นิยาย ล่าง

เมนู มังงะ ล่าง