test

เมนู นิยาย บน

เมนูมังงะ

20 ก.ค. 2559

Tales of Demons & Gods บทที่ 309 หลุมพราง



        เซี่ยวหนิงเอ๋อกระซิบบอกกับเนี่ยลี่เบา ๆ “เนี่ยลี่ ข้าได้นำน้ำค้างเสียงสวรรค์มาเป็นจำนวนมาก หลังจากที่เรากลับไปแล้วเจ้าสามารถนำไปใช้ได้หลายสิบขวด”  เนื่องจากความสามารถระดับสูงของนาง สำนักเสียงสวรรค์จึงได้มอบน้ำค้างเสียงสวรรค์ ให้กับเซี่ยวหนิงเอ๋อ เพื่อใช้ในการบ่มเพาะพลัง แม้ว่านางจะใช้ไปไม่น้อยในการบ่มเพาะพลัง แต่ก็ยังคงเหลืออยู่อีกเป็นจำนวนมาก


          “อืมเนี่ยลี่ยิ้ม พร้อมกับพยักหน้า ตอบรับความหวังดีของเซี่ยวหนิงเอ่อ เมื่อนางกลับไปยังสำนักของนาง  แน่นอนว่านางจะต้องได้รับมันอีกเป็นจำนวนมาก ก่อนที่นางจะกลับไป เนี่ยลี่ก็ได้เตรียมสมบัติมากมายเพื่อที่จะมอบให้ไปเป็นของขวัญเช่นกัน รวมไปถึงจิตอสูรสายเลือดมังกร ที่มีระดับการเติบโตในระดับพระเจ้า ซึ่ง น้ำค้างเสียงสวรรค์  สำหรับเซี่ยวหนิงเอ๋อนั้นคงจะไม่จำเป็นอีกต่อไป


การประมูลก็ดำเนินต่อไป หลังจากการประมูลน้ำค้างเสียงสวรรค์ ก็ยังมี จิตอสูรสายเลือดมังกรที่มีระดับการเติบโตในระดับธรรมดาอีกเป็นจำนวนมาก แล้วยังมีของวิเศษระดับหนึ่งและ ระดับสอง รวมไปถึง ยาทิพย์อีกหลายชนิด สำหรับรักษาอาการบาดเจ็บจากการบ่มเพาะพลัง


เป็นการประมูลที่เข้มข้นยิ่งนัก หลังจากที่การประมูลสิ่งของล้ำค่าจบลง สิ่งที่ทุกคนไม่คาดคิดจนทำให้ ดวงตาของทุกคนเบิกโพลงได้ความตกตะลึง คือกู้เบ่ยยังคงจ่ายเงินประมูลซื้อของไป ห้าถึงหกหมื่นศิลาจิตวิญญาณก้อนแล้ว



ซึ่งเนี่ยลี่นั้นก็มิได้เป็นกังวล เนื่องจากเขามีศิลาจิตวิญญาณมากเพียงพอที่จะใช้ใน การบ่มเพาะพลังแล้ว ดังนั้นเขาจึง ไม่ห่วงที่จะแลกเปลี่ยนสมบัติของเขา เป็นสิ่งของที่มีประโยชน์ในการเสริมความแข็งแกร่งให้แก่เขาได้



เถาวัลย์ที่อยู่ภายในของเขานั้นทำให้การบ่มเพาะพลังของเขาล่าช้าลงเป็นอย่างมาก ในตอนนี้หนิงเอ๋อนั้นได้บรรลุระดับชะตาสวรรค์ ขั้นห้าชะตาแล้ว ในขณะที่เขานั้นเพิ่งจะเข้ามาสู่ ในขอบเขตชะตาสวรรค์ เมื่อไม่นานมานี้เอง ในขณะเดียวกัน เมื่อเนี่ยลี่ได้มีการเลื่อนระดับ ความแข็งแกร่งของเขาได้เพิ่มขึ้นหลายเท่า หรืออาจจะเป็นนับสิบเท่า ในตอนนี้เขาจึงแกร่งกว่าคนที่อยู่ในระดับเดียวกันเป็นอันมาก



เพราะว่าเถาวัลย์ที่อยู่ในร่างกายของเขา ได้ทำการดูดซับพลังจากศิลาจิตวิญญาณ และยาทิพย์ จำนวนมากเข้าไป ซึ่งคนทั่วไปนั้นจะมองเห็นได้ชัด ถึงตวามเติบใหญ่ของห้วงวิญญาณ หลังจากที่ใช้ ศิลาจิตวิญญาณแค่ไม่กี่สิบก็อน ในส่วนของเนี่ยลี่นั้น ต้องใช้จำนวนกว่าร้อย หรือพันก็อน เขารับรู้ได้ว่าเถาวัลย์ที่อยู่ในร่างกายของเขา หากว่ามันเติบโตจนเต็มที่แล้ว มันจักต้องเป็นสิ่งที่ไม่ธรรมดาเป็นแน่



ถ้าจะให้ยกตัวอย่างด้วยน้ำค้างเสียงสวรรค์จำนวนสามสิบขวดที่กู้เบ่ยเพิ่งจะประมูลมาให้เขาได้ คนทั่ว ๆ ไปนั้นคงจะสามารถที่จะใช้เป็นเวลานาน แต่ถ้าเขาใช้ ทั้งหมดนี้ก็คงจะหมดไปในไม่กี่วัน


แต่นั่นก็มิได้เป็นปัญหากับเนี่ยลี่แต่อย่างใด ดังนั้นเขาจึงต้องการทรัพยากรจำนวน มหาศาล สำหรับใช้ในการบ่มเพาะพลัง



ในขณะที่กู้เบ่ยยังคงเสนอราคาประมูลสินค้าอย่างต่อเนื่อง มู่หลงหยี่และเยี่ยเชียน ถึงกับต้องเบือนหน้าหนีและแกล้งทำเป็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น และนั่งอยู่กับกู้เบ่ยต่อไป พวกเขาไม่กล้าที่จะสู้หน้าได้อีก แต่เดิมเยี่ยเชียนนั้นคิดว่าตนเป็นผู้ที่มั่งคั่ง เมื่อเทียบตัวเขา กับกู้เบ่ยในตอนนี้ ทำให้เขารู้สึกเสียหน้ายิ่งนัก



มู่หลงหยี่นั้นเกลียดกู้เบ่ยเป็นอันมาก และมากยิ่งขึ้นไปอีก เขาเริ่มที่จะกัดฟันของเขา จนแน่น มู่หลงหยี่นั้นต้องการที่จะประมูลซื้อของหลายสิ่งมา  แต่ในทุกครั้งที่เขาเริ่มที่จะ เสนอราคาประมูลไป กู้เบ่ยก็จะเสนอราคาสูงขึ้นไปในทันที ทำให้เขาต้องหยุดไปกลางคัน หลังจากที่มู่หลงหยี่ ได้รับศิลาจิตวิญญาณจำนวนมากมาอย่างลำบาก ด้วยการล่า ผี ในโบราณสถานแห่งความสะพรึง แต่เขากลับไม่มีโชคเอาเสียเลย ราวกับว่าถูกสายลมพัดพาไปเสียหมด มู่หลงหยี่ เขาแทบจะทุบกำปั้นของเขาลงบนโต๊ะ เขาทำได้เพียงแค่สาปแช่งกู้เบ่ย สุดท้ายเขาก็ต้องอดทนอยู่อย่างนั้น


           ‘ถ้าหากเจ้าไม่ยอมให้ข้าได้ไปง่าย ๆ ถ้าเช่นนั้นข้าก็จะไม่ยอมให้เจ้าได้ไปง่าย ๆ เช่นกันมู่หลงหยี่ ค่อยๆเริ่มที่จะเสนอราคาให้สูงขึ้นเป็นระยะ เพื่อที่กู้เบ่ยจะได้จ่ายเงินมากขึ้น แต่กลยุทธนี้ก็มีข้อจำกัดอยู่เหมือนกัน แต่ตราบใดที่เขาสามารถทำให้กู้เบ่ยใช้จ่ายเงินได้มากขึ้น แม้จะเพียงแค่เล็กน้อยมู่หลงหยี่ก็พอใจแล้ว


ถึงจะอย่างไรนั้น หลี่ชิงอวิ๋น ก็คอยจับตาดูอยู่ เขารู้ดีว่ากู้เบ่ยนั้นเป็นทายาทสายตรง ของตระกูลกู้ แต่จริง ๆ แล้วเขาก็ไม่ได้มีเงินเป็นจำนวนมากถึงเพียงนี้ กู้เบ่ยนั้นอยู่กับเนี่ยลี่ เขาสามารถคาดเดาได้ว่า แท้จริงแล้วของที่พวกเขาเสนอราคาทั้งหมดนั้นเป็นไปตาม ความต้องการของเนี่ยลี่ เนื่องจากเนี่ยลี่มีเงินเก็บไว้จำนวนไม่น้อยจากการขายจิตอสูรธรรมดา ที่มีระดับการเติบโตในระดับพระเจ้าออกไป


ในตอนนั้นเอง รายการของที่ถูกนำมาออกมาประมูลคือของวิเศษระดับสามเสื้อเกราะพลอยม่วง กู้เป่ยจ้องมองมันด้วยความสนใจ  ดวงตาของเขานั้นเต็มไปด้วยประกายแห่งความต้องการ เขาเริ่มที่จะทำการเสนอราคาสำหรับมัน ในที่สุดราคา ก็พุ่งสูงขึ้นไปถึง หนึ่งหมื่นหนี่งพันศิลาจิตวิญญาณ


หนึ่งหมื่นหนึ่งพันศิลาจิตวิญญาณ ครั้งที่หนึ่ง ครั้งที่สอง…?” ฉินเยี่ยยิ้มขณะที่กวาด สายตามองฝูงชน นางอดไม่ได้ที่จะจับจ้องไปทางกู้เบ่ย กู้เบ่ยนั้นกระเป๋าหนักยิ่งนัก ในการประมูลครั้งนี้  สิ่งของอย่างน้อย ๆ ก็ สิบเปอร์เซนต์ ทีถูกขายให้เขาไป


คิ้วของมู่หลงหยี่ ขมวดเล็กน้อย เมื่อเขาเห็นว่า เสื้อเกราะพลอยม่วง กำลังจะตก อยู่ในมือของกู้เบ่ยหนึ่งหมื่นสองพันศิลาจิตวิญญาณ


เขาเพียงแค่ต้องการที่จะก่อกวนกู้เบ่ยเท่านั้น ยังไงเสียมันก็เป็นความผิดของกู้เบ่ย ที่พยายามขัดขวางเขา


กู้เบ่ยเหลือบตามอง มู่หลงหยี่ ที่กำลังก่อกวนเขาอยู่ พร้อมกับพ่นลมหายใจอย่างเย็นชาหนึ่งหมื่นสามพันศิลาจิตวิญญาณ


        “หนึ่งหมื่นสี่พันศิลาจิตวิญญาณมู่หลงหยี่ เสนอราคาเพิ่มไปอีกครั้ง มู่หลงหยี่ เฝ้าสังเกตุมาแล้ว เกี่ยวกับราคาของสิ่งที่กู้เบ่ยนั้นต้องการ ในแต่ละครั้งที่กู้เบ่ย ได้ซื้อสินค้า ในแต่ละรายการ ดังนั้น แน่นอนว่า มู่หลงหยี่ จะไม่ยอมให้ตกอยู่ในมือของกู้เบ่ยง่าย ๆ แน่นอน



เพียงแค่เฝ้ามองแค่คราเดียวก็จะตระหนักได้ทันทีว่า ถึงแม้ว่ากู้เบ่ยจะร่ำรวย แต่ก็เห็นได้ชัดว่าเขานั้นโง่เง่า ถ้าเขามองเห็นสิ่งใดที่เขาชอบ เขาก็จะมุ่งเสนอราคา โดยที่ไม่มีความลังเลเลยแม้แต่น้อย



ราคาของ เสื้อเกราะพลอยม่วง อยากมากก็อยู่ที่ประมาณหนึ่งหมื่นศิลาจิตวิญญาณ
          

ผู้คนคงจะหัวเราะเยาะกู้เบ่ย หากว่าต้องจ่ายเงินเป็นจำนวนมากเพื่อ เสื้อเกราะพลอยม่วง มู่หลงหยี่ ก็ไม่ได้คิดว่ามันดีหรือไม่ สำหรับตัวเองเลยสักนิด
          

           มู่หลงหยี่ รอที่จะให้กู้เบ่ยเสนอราคาต่อไปอีก แต่เขากลับเห็นว่า กู้เบ่ยนั่งหาวอยู่  โดยที่มิได้กระตือรือร้นอย่างที่ผ่านมา มู่หลงหยี่ เข้าใจได้ทันทีว่ามีอะไรบางอย่างที่ผิดพลาดไป


             "เนื่องจากเห็นว่าเจ้าต้องการเสื้อเกราะพลอยม่วง นี้ยิ่งนัก งั้นก็รับมันไปเถิด ข้า อาจารย์เบ่ย นั้นเป็นคนใจกว้าง ข้าจะไม่เสนอราคาแข่งกับเจ้าแล้ว" กู้เบ่ยโบกมือ ก่อนหน้านี้ กู้เบ่ยมีเป้าหมายในการเสนอราคา เพื่อที่จะยั่วยุเขาเท่านั้น ดังนั้นในตอนที่มู่หลงหยี่ ต้องการที่จะซื้อของอะไรบางอย่าง เขาก็จะตอบโต้ด้วยเสนอราคาขึ้นไป กู้เบ่ยกระทำการอย่างช้า ๆ เพื่อที่จะคำนวนศิลาจิตวิญญาณที่ มู่หลงหยี่ มีอยู่ ซึ่งก็คือประมาณหนึ่งหมื่นศิลาจิตวิญญาณ
          

                แม้ว่าเสื้อเกราะพลอยม่วง จะเป็นของวิเศษระดับสาม แต่ก็ไม่เหมาะสำหรับใช้งานจริงเนื่องจากน้ำหนักของมัน นอกจากนี้ของวิเศษชิ้นนี้สามารถหาซื้อได้จากที่อื่นอย่างไม่ยากเย็นในราคาหนึ่งหมื่นศิลาจิตวิญญาณ เหตุผลที่กู้เบ่ยแสดงท่าทีว่าต้องการมันเป็นอย่างมาก ก็เพื่อที่จะใช้เป็นเหยื่อล่อให้มู่หลงหยี่ ตกหลุมพรางเท่านั้น
         

             เดิมทีนั้นทุกคนต่างแอบหัวเราะกับการแข่งประมูลระหว่างกู้เบ่ยกับมู่หลงหยี่ โดยเฉพาะกับบุคลิกของกู้เบ่ยที่ดูไม่ค่อยเอาไหน เขาทุ่มเงินซื้อทุกสิ่งที่เขาต้องการ แม้ว่าจะต้องจ่ายไปมากสักเท่าไร แต่ทว่าจู่ๆ กู้เบ่ยก็หยุดเฉยๆ ในขณะที่ฝูงชนเฝ้ารอให้เขากลับมาเสนอราคาต่อ ทำให้ทุกคนประหลาดใจอยู่พอสมควร

ทันใดนั้นการประมูลก็ถูกเคาะ


มู่หลงหยี่ ได้ตกหลุมพรางของกู้เบ่ย!
         

          ก่อนหน้านี้กู้เบยได้ใช้เงินไปเป็นจำนวนมาก แม้ว่าของบางชิ้นนั้นเขาจะเสนอราคาสูงไปมาก แต่เขาก็คิดว่าอยู่ในราคาที่เหมาะสม มีเพียงแค่เสื้อเกราะพลอยม่วง เท่านั้นที่เป็นข้อยกเว้น ในตอนที่มู่หลงหยี่ ปั่นราคาขึ้นไปถึงหนึ่งหมื่นสี่พันศิลาจิตวิญญาณ กู้เบ่ยจึงถอยออกมาในทันที และ ทำให้มู่หลงหยี่ ถึงกับหัวทิ่มที่ได้มันมาอยู่ในมือ
          

มู่หลงหยี่ ไม่รู้ว่าสิ่งที่เห็นอยู่นี้เกิดขึ้นกับเขาได้อย่างไร? เขาตำหนิตัวเอง ในขณะที่เหงื่อเริ่มออกมาเป็นเม็ดเต็มใบหน้าของเขา
          

            มู่หลงหยี่ นั้นได้ตกหลุมพรางของกู้เบ่ยที่ถูกขนานนามว่า คนรวยในรุ่นที่สอง (สำนวนจีนหมายถึงเด็กที่เป็นลูกเศรษฐี เทียบกับสำนวนไทยได้ว่า เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ) คนที่รู้จักแต่การโปรยเงินไปทั่ว และมันก็ช่วยไม่ได้ที่จะมีแต่คนมองดูเขาด้วยความดูถูก แต่ในตอนนี้ เขากลับต้องเอาหัวมุดลงหลุมฝังศพ ที่เขาได้ขุดขึ้นมาเอง

          
           แม้ว่าจริงแล้ว เสื้อเกราะพลอยม่วง จะเป็นของวิเศษระดับสาม แต่ในการใช้งานจริงนั้นมันกลับไร้ความหมาย มู่หลงหยี่เองก็มีเสื้อเกาะสำหรับใส่ต่อสู้อยู่แล้ว เขาไม่มีความจำเป็นใดๆที่จะต้องใช้ เสื้อเกราะพลอยม่วง เลยเสียด้วยซ้ำ นอกจากนี้ถ้าหากเขาจ่ายเงินในการซื้อมันแล้ว ศิลาจิตวิญญาณของเขาก็แทบจะหมดไปเลยทีเดียว


"ดูเหมือนว่าจะมีคนกลัวที่จะเสนอราคาให้สูงขึ้นไปยิ่งกว่านี้" มู่หลงหยี่ ยิ้มอย่างเย็นชา เขาพยายามเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อที่จะยั่วยุกู้เบ่ย

          
        กู้เบ่ยโบกมือ "เสื้อเกราะพลอยม่วง มีราคาอย่างมากก็ไม่เกินหนึ่งหมื่นศิลาจิตวิญญาณ มีแค่เพียงคนโง่เง่าเท่านั้นที่จะยินดีจ่ายหนึ่งหมื่นสี่พันศิลาจิตวิญญาณเพื่อที่จะซื้อมัน! "


            "เจ้า..." มู่หลงหยี่ ตระหนักได้ทันทีว่าเขานั้นได้ตกหลุมพรางของกู้เบ่ย แต่เรื่องที่เขาตกหลุมพรางนั้นนับว่าปัญหานั้นเป็นเรื่องรอง ปัญหาใหญ่ของเขานั้นก็คือ เขาเอง มู่หลงหยี่ ได้กลายเป็นตัวตลกสำหรับฝูงชน ดวงตาของเขาถึงกับแดงก่ำแทบลุกเป็นไฟ

          

        เนี่ยลี่อดไม่ได้ที่จะหัวเราะกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เท่าที่คนอื่นนั้นได้รับรู้มา กู้เบ่ยเป็นคนที่ไม่ได้ความเลยสักนิด ทำให้ผู้อื่นคิดไปเองเกี่ยวกับความแข็งแกร่งของเขาว่าเป็น รุ่นที่สองที่ไร้ค่า  ถ้าไม่เช่นนั้น มู่หลงหยี่ คงไม่ตกหลุมพรางเป็นแน่

          

            กู้หลานนั้น เมื่อเร็ว ๆนี้ได้รับการรักษาจนหายดีแล้ว ดังนั้นกู้เบ่ย จึงได้ตัดสินใจที่จะเผยเขี้ยวเล็บ และต่อสู้เพื่ออำนาจและตำแหน่งในตระกูล แต่เขาก็ไม่ได้แก้ไขภาพลักษณ์ของตนเองต่อผู้อื่น ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยที่ มู่หลงหยี่ จะตกหลุมพรางของเขา

          

               ระหว่างกู้เบ่ยและกู้หลานนั้น เพียงคนเดียวก็มีความโดดเด่น และ สามารถต่อสู้เพื่อตำแหน่งผู้นำตระกูลได้ กู้เบ่ยนั้นไม่ได้นั่งอยู่ให้เวลาผ่านไปเฉย ๆ เขาเฝ้าจับตาดูกู้เฮงที่นั่งรออยู่และหวังจะควบคุมตระกูลกู้



ต้องขอบคุณการรักษาของเนี่ยลี่ กู้หลานจึงได้รับการรักษาจนหายสนิท

          

              แต่ถึงอย่างไรนางก็ยังคงต้องปกปิดเรื่องของตนเองไว้ และในตอนนี้กู้เบ่ยก็ได้ผสานเข้ากับจิตอสูรที่มีสายเลือดมังกร ที่มีระดับการเติบโตในระดับพระเจ้าแล้ว กู้เบ่ยจึงมามีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะยืนหยัดและออกไปเพื่อที่จะต่อสู้แย่งชิงเก้าอี้ผู้นำตระกูล  ดังนั้นเขาจึงไม่จำเป็นที่จะต้องปกปิดความแข็งแกร่งของตนเองไว้เฉกเช่นอดีตที่ผ่านมา

          
               สำหรับในการประมูลนั้น แม้ว่ามู่หลงหยี่ นั้นจะตกหลุมพราง เขาก็ทำได้เพียงแค่กลืนมันลงคอเท่านั้น แต่ถึงอย่างไรมันก็ได้ฝังลึกลงไปในใจของเขา ความโกรธของเขานั้นมันแทบจะทำให้กลืนกินกู้เบ่ยลงไปทั้ง ๆที่มีชีวิตอยู่เลยทีเดียว

          
         นอกเหนือไปจากความโกรธของเขาแล้ว นั่นคือการทิ้งศิลาจิตวิญญาณหนึ่งหมื่นสี่พันก้อนลงท่อไป แม้ว่าหากมู่หลงหยี่ จะทำการขายเสื้อเกราะพลอยม่วงออกไป เขาก็ได้แค่ศิลาจิตวิญญาณกลับมาบางส่วน เขาจะต้องขาดทุนไปถึงสี่ถึงห้าพันศิลาจิตวิญญาณ ในขณะที่เขาคิดถึงมัน เขาก็แทบอยากจะกระอักเลือดทันที

          

         เยี่ยเชียนกระซิบที่ข้างหูของมู่หลงหยี่ "ท่านพี่มู่หลง มันก็แค่ความประมาทเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ที่ท่านได้ซื้อเสื้อเกราะพลอยม่วง"


                  "มันก็แค่ศิลาจิตวิญญาณหนึ่งหมื่นสี่พันกอนเท่านั้น ไม่มีอะไรมาก" มู่หลงหยี่ ฝืนยิ้มในขณะที่ยกแกวดื่มไวน์รวดเดียวหมดในอึกเดียว เขามิได้กระเป๋าหนักเฉกเช่นกู้เบ่ย การทิ้งเงินจำนวนมากทำให้เขาปวดใจจนแทบจะอาเจียนเป็นเลือดออกมา

          

              กู้เบ่ยเหลือบตามองมู่หลงหยี่อีกครั้ง "ข้าสงสัยจริงว่า จะมีอะไรออกมาให้ประมูลต่อไปอีกนะ? ถ้าหากว่า มู่หลงหยี่ มีความมั่นใจเช่นนั้น เหตุใดจึงไม่เสนอราคาให้กับสิ่งของอื่นนอกจากนี้อีกหล่ะ? "



ลู่เพียวนั้น รู้สึกมีความสุขจนแทบบ้าอยู่ในใจ และแอบยกนิ้วให้กับกู้เบ่ย

          

           เซี่ยวหนิงเอ๋ออดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเบา ๆ ในขระที่มองดูเนี่ยลี่ สหายของเนี่ยลี่นี่ช่างเหมือนกับเขายิ่งนัก เต็มไปด้วยความคิดที่ร้ายกาจ และไม่ยอมอ่อนข้อให้กับผู้ใด

          

            มีเด็กรุ่นใหม่ของตระกูลกู้อยู่หลายคน พวกเขานั่งอยู่ตรงมุมห้อง เหลือบมองมายังทิศทางที่พวกเขานั่งอยู่ พวกเขาพูดคุยกันด้วยเสียงอันเบา



"ดูสินั่นคือกู้เบ่ยใช่หรือไม่?"



            "พี่สาวของกู้เบ่ยนั้น ได้ถูกปลดจากตำแหน่งผู้สืบทอดของตระกูล และเขาเองก็เป็นแค่เด็กหนุ่มที่เสเพล ดังนั้นเขาจึงไม่อาจที่จะเข้าแข่งขันในตำแหน่งผู้สืบทอดได้ ก่อนหน้านี้ ข้ายังคิดว่าเขาเป็นแค่คนที่เสเพลและไม่ได้ความเท่านั้น แต่ตอนนี้เท่าที่ข้ามองดูเขาอยู่ เขามิได้เหมือนกับที่ถูกเล่าลือเลยสักนิด"


"ใช่แล้ว เขาสามารถซื้อสิ่งของจำนวนมากได้ในคราเดียว อาศัยแค่ความมั่งคั่งของเขา ก็สมควรที่จะได้รับความเคารพแล้ว!"

          

              เหล่าเด็กรุ่นใหม่ของตระกูลกู้ เขาตระหนักได้ว่าจักต้องประเมินกู้เบ่ยใหม่หลังจากทีได้เห็น ตระกูลกู้นั้นนับได้ว่าเป็นหนึ่งในสามตระกูลที่มีอำนาจที่สุดในนิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์ และแข็งแกร่งอย่างไม่ต้องสงสัย ก่อนหน้านี้พี่สาวของกู้เบ่ย ที่ชื่อว่ากู้หลานนั้น มีความสามารถที่โดดเด่น จนเทียบได้กับหลงเทียนหมิง 


      แต่ทว่าสวรรค์กลับอิจฉาความเป็นอัจฉริยะของนาง วันหนึ่งก็ได้เกิดปัญหาจากการบ่มเพาะพลังของนาง ทำให้ร่างกายส่วนล่างของนางนั้นเป็นอัมพาต แม้ว่าความมีพรสวรรค์ของกู้เฮงนั้นจะได้รับการยอมรับ แต่เขาก็ยังด้อยกว่าผู้ที่เป็นอัจฉริยะที่โดดเด่นอย่างหลงเทียนหมิง หลังจากนั้นในตระกูลของเขาก็กังวลอยู่เสมอ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเกิดอัจฉริยะคนใหม่ขึ้นมาอีกครั้งในรุ่นถัดไปของพวกเขา

          และในตอนนี้ กู้เบ่ย คนที่ไม่เคยมีผู้ใดให้ความสำคัญจนถึงถึงตอนนี้ โดยที่ไม่มีใครคาดคิดว่า เขาจะเผยคมเขี้ยวของเขาออกมาให้เห็น

  แปลโดย นายมะพร้าว




เมนู นิยาย ล่าง

เมนู มังงะ ล่าง