test

เมนู นิยาย บน

เมนูมังงะ

18 ก.ค. 2559

Tales of Demons & Gods บทที่ 305 ตระกูลเยี่ย แห่งนิกายเทพอัคคี


เยี่ยเชียนก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด แต่หัวใจของเขาในตอนนี้ ไม่อาจที่จะหยุดเต้นตึกตักเมื่อเขาได้เห็นรอยยิ้มของเซี่ยวหนิงเอ๋อ



จากที่เห็นไกล ๆ ดวงตาของเนี่ยลี่นั้น ก็มองเห็นเซี่ยวหนิงเอ๋อ และ เซี่ยวซุ่ยแล้วเช่นกัน เซี่ยวหนิงเอ๋อ ดูเหมือนว่าจะเติบโตและงดงามยิ่งกว่าเดิม



เซี่ยวหนิงเอ๋อเดินเข้าไปหาเนี่ยลี่ นางรีบก้าวขาสองสามก้าวเพื่อที่จะไปยืนอยู่ตรงหน้าเขา“หนิงเอ๋อ!” เนี่ยลี่เผลอยิ้มออกมา มันเป็นเวลาหลายเดือนแล้วที่พวกเขาแยกจากกัน และเนี่ยลี่เองก็คิดถึงพวกนางไม่น้อย



ดวงตาของเซี่ยวหนิงเอ๋อน้ำมีประกายของหยดน้ำตา ทันใดนั้นนางก็ก้าวขาไปสวมกอบเนี่ยลี่อย่างแนบแน่น กลิ่นอายหลังจากการอาบน้ำของเขาทำให้นางนั้นรู้สึกเงียบสงบและผ่อนคลาย



เนี่ยลี่ถึงกับประหลาดใจไม่น้อย แต่ก็ได้สติอย่างรวดเร็วเขาตบไหล่ของนางเบาๆ เขาถามด้วยความเป็นห่วงว่า “มีใครที่นิกายเสียงสวรรค์รังแกเจ้าหรือไม่? ถ้าหากมีใครที่กล้ารังแกเจ้า ข้าจะจัดการพวกนั้นเพื่อเจ้าเอง”



      “ไม่” เซี่ยวหนิงเอ๋อ  เช็ดน้ำตาบนใบหน้าของนาง จากนั้นก็เงยหน้ามองเนี่ยลี่ ตลอดเวลาที่นางอยู่ที่นิกายเสียงสวรรค์ นางคิดว่ามีเนี่ยลี่อยู่ใกล้ๆ และในตอนนี้เขาก็ได้มาอยู่ตรงหน้าของนาง ใจของนางในตอนนี้นั้นมีความสุขเป็นอย่างมาก



“พวกเจ้าอยู่ที่นิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างไรบ้าง?



     “ก็ไม่เลวนัก” เนี่ยลี่ตอบพร้อมกับเผลอยิ้ม  เขาเองก็ไม่รู้ว่ามันดีหรือแย่เหมือนกัน  สำหรับตัวเขาแล้วที่มีประสบการณ์ทั้งการมีชีวิตและความตายในชีวิตก่อนหน้านี้แล้ว เรื่องราวที่เกิดขึ้นในนิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์นี้ก็นับว่าเล็กน้อยนัก


เซี่ยวหนิงเอ๋อ มองดูแล้วช่างมีเสน่ห์และน่ารักในชุดสีขาวของนาง เหล่าคนที่เฝ้ามองดูพวกเขาอยู่ที่ห้องโถงด้านข้างนี้ ต่างจ้องมองด้วยความอิจฉา
เนี่ยลี่และเซี่ยวหนิงเอ๋อ พูดคุยกันว่าเป็นอย่างไรบ้าง พวกเขาไม่ได้สนใจเหล่าคนที่จ้องมองดูอยู่แม้แต่น้อย



 “เจ้าหนุ่มนั่นเป็นใครกัน?


 “เจ้าไม่รู้งั้นรึ? เขาคืออัจฉริยะที่โดดเด่นที่สุดในกลุ่มของผู้ที่เข้ามาใหม่ เขาทำการสั่งสอนจนหลงยู่อินต้องเชื่อฟังที่เขาสั่งเลยทีเดียว”



นั่นคือเขางั้นรึ!”



ตั้งแต่แรกเริ่ม เซี่ยมหนิงเอ๋อ ดึงดูดสายตาผู้คนเป็นจำนวนมาก นางเปรียบดังเทพธิดาที่ไม่มีผู้ใดกล้าที่จะเข้ามาใกล้ แต่ในตอนนี้ ทุกคนต่างตระหนักดีว่านางนั้นมีผู้ที่ครอบครองแล้ว! นางนั้นถูกเนี่ยลี่ครอบครองอย่างแท้จริง!
ทุกคนในห้องโถงถึงแสดงสีหน้าไม่พอใจออกมากันเลยทีเดียว



หลงยู่อินยืนมองอยู่ไกลๆ นางจ้องมองเซี่ยวหนิงเอ๋อ นางยอมรับเลยว่าเซี่ยวหนิงเอ๋อนั้นสง่างามยิ่งนัก นางยอมรับเลยว่าตัวเองนั้นด้อยกว่า นางเป็นอะไรกับเนี่ยลี่ หลงยู่อินไม่รู้ว่าทำไม แต่ช่วยไม่ได้ที่นางจะรู้สึกเช่นนั้น  นางรู้สึกผิดหวังจึงยกแก้วไวน์แล้วดื่มไปหมดแก้วในคราวเดียว



หลี่ชิงอวิ๋น มองเห็นภาพตรงหน้าก็ยิ้มออกมาเล็กน้อย เนี่ยลี่กับเขาได้ตกลงทำธุรกิจลับหลายเรื่อง ซึ่งเรื่องทำให้ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับพวกของเขา เขาเริ่มเห็นว่าความร่วมมือที่มีให้กันกับเนี่ยลี่นั้นมีความสำคัญมากขึ้น  ตั้งแต่ที่ได้เห็นความสามารถของเนี่ยลี่ น่นอนว่ามันไม่แปลกเลยที่เขาจะมีหญิงสาวที่งดงามยืนอยู่เคียงข้างกาย


เมื่อ มู่หลงหยี่ เห็นว่าคน คนนั้นคือเนี่ยลี่แน่นอน เขาหรี่ตาลงพร้อมกับปล่อยจิตสังหารอันเย็นยะเยือกออกมา เขาไม่คิดมาก่อนเลยว่าจะพบกับเนี่ยลี่ที่นี่ ศัตรูมักจะเดินอยู่บนหนทางที่คับแคบ’ (สำนวนจีนหมายถึง คนที่เป็นศัตรูกันไปทางไหนก็มักจะเจอกันราวกับว่า หนทางมันคับแคบ) ช่างตรงกับคำพูดนี้เสียจริง  



เขาไม่สามารถที่จะไปหาเรื่องเนี่ยลี่ได้ แม้ว่าเขาจะต้องการทำเช่นนั้นมากแค่ไหนก็ตาม ตอนที่เขาได้ยินมาว่าเซี่ยวหนิงเอ๋อนั้นมาจากโลกใบเล็ก เขาก็พอจะคาดเดาได้แล้ว แต่เขาก็คาดไม่ถึงเลยว่า เซี่ยวหนิงเอ๋อนั้นแท้จริงแล้วเป็นผู้หญิงของเนี่ยลี่


เยี่ยเชียน อดไม่ได้ที่จะยิ้มอย่างขมขื่น เมื่อเขาเห็นเซี่ยวหนิงเอ๋อ อยู่ในอ้อมกอดของเนี่ยลี่ เขาไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเซี่ยวหนิงเอ่อไม่เคยที่จะชายตามองมาที่เค้าเลย ตลอดการเดินทางมาที่นี่ มันเป็นเพราะว่าหัวใจของนางตกเป็นของผู้อื่นไปแล้วนี่เอง



มู่หลงหยี่ ยิ้มให้ เยี่ยเชียนพร้อมกับพูดว่า “ท่านพี่เยี่ยเชียน ดูเหมือนว่าเซี่ยวหนิงเอ๋อจะถูกชายอื่นครอบครองไปแล้วนะ”
         

เยี่ยเชียนถอนหายใจแล้วตอบกลับไปว่า “เมื่อเรื่องราวมันเป็นเช่นนี้ ข้าก็คงจะต้องลืมไปมันเสีย” แม้ว่าเขาจะชอบเซี่ยวหนิงเอ๋อไม่น้อย แต่เขาก็ไม่ได้ลุ่มหลงขนาดที่ว่าจะต้องครอบครองนางให้ได้ ในเมื่อใจของนางมีคนอื่นอยู่แล้ว  สิ่งเดียวที่เขาทำได้ก็คือถอนตัวออกมา


มู่หลงหยี่ ยิ้มแล้วพูดออกไปว่า “ท่านพี่เยี่ย ดูเหมือนว่าท่านจะมองโลกในแง่ดีเกินไปแล้ว เจ้าเนี่ยลี่นั้นยังไม่บรรลุขอบเขตชะตาสวรรค์เลยเสียด้วยซ้ำ และที่สำคัญเขาไม่ได้มีภูมิหลังของตระกูลอะไรเลยแม้แต่น้อย วิ่งเดียวที่เขามีก็คือใช้คารมหลอกล่อหญิงสาวไร้เดียงสาก็เพียงเท่านั้น ท่านพี่เยี่ย จะถอนตัวตอนนี้จริงเหรอ?



หลังคำพูดของ มู่หลงหยี่ ช่วยกระตุ้นความสนใจของเยี่ยเชียนไม่น้อย “อะไรนะ? เขายังไม่บรรลุระดับ ขอบเขตชะตาสวรรค์เลยอย่างนั้นเหรอ? ” ถ้าเช่นนั้นเขาล่อหลอกด้วยวิธีไหนกันเซี่ยวหนิงเอ๋อถึงได้ตอบรักรับเขาได้?
เจ้าหนุ่มผู้นี้ไม่คู่ควรกับนาง!



เนี่ยลี่สัมผัสได้ถึงการจ้องมองอย่างแปลกประหลาดจากคนรอบ ๆตัวเขา แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจกับคนพวกนั้น ในสายตาของเขา คนพวกนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับคนที่เดินผ่านไปมา


เนี่ยลี่ชำเรืองมองที่ด้านข้าง เขาเห็นเซี่ยวซุ่ยกำลังต่อว่าลู่เพียวอยู่ เขาอดไม่ได้ที่จะยิ้มเมื่อได้เห็นภาพตรงหน้า เมื่อคนรักทั้งสองได้มาพบกัน
เนี่ยลี่แนะนำเพื่อนของเขา “นึคือเพื่อนของข้า กู้เบ่ย!


“ยินดีที่ได้รู้จัก น้อง-สะ-ใภ้”กู้เบ่ย พูดพร้อมกับหัวเราะ


เซี่ยวหนิงเอ๋อถึงกับหน้าแดง เมื่อได้ยินคำพูดของกู้เบ่ย นางรีบเงยหน้าขึ้นแล้วชำเรืองมองเนี่ยลี่ ขณะที่แก้มของนางร้อนฉ่า แต่ถึงกระนั้นนางก็ไม่ได้พูดแก้ตัวและตอบกลับไปว่า “ยินดีที่ได้รู้จักท่านเช่นกัน”


ทันใดนั้น นางก็คิดว่าอยากให้เป็นเช่นดังคำพูดของกู้เบ่ยจริงๆ  หรือว่าจะควรเป็นมากหรือน้อยกว่านั้นกันแน่นะ



กลุ่มของพวกเขาเกินไปทางโต๊ะที่ว่างอยู่ตรงมุมห้อง และนั่งลงคุยกัน
เนี่ยลี่มองไปยังเซี่ยวหนิงเอ๋อที่นั่งเงียบอยู่ และถามว่า “จื้ออวิ้นไม่ได้มากับเจ้างั้นเหรอ?



 “นางนั้นกำลังทำการบ่มเพาะพลังอยู่ที่พื้นที่ฝึกฝนแห่งความลับของนิกายเสียงสวรรค์ ข้าไม่อาจที่จะติดต่อนางได้ก่อนที่เราจะเดินทางมาที่นี่” เซี่ยวหนิงเอ๋ออธิบายให้ฟัง



“งั้นเหรอ” เนี่ยลี่พยักหน้า ขณะที่เขามองไปยังที่ไกลๆ เขาสงสัยว่ามันเป็นเช่นใดกัน พื้นที่ฝึกฝนแห่งความลับ มันอย่ที่ไหนและจืออวินกำลังทำอะไร



ทันใดนั้น หลี่ชิงอวิ๋น ก็เดินมาตรงหน้าพวกเขา เขามองที่เนี่ยลี่และเอ่ยถามว่า “ข้าสามารถร่วมนั่งตรงนี้ได้หรือไม่?



แน่นอนเนี่ยลี่ตอบพร้อมกับยิ้ม



กู้เบ่ยและหลี่ชิงอวิ๋น ทักทายกันเล็กน้อย แม้ว่ากู้เบ่ยกับหลี่ชิงอวิ๋น จะเคยได้ยินเรื่องของอีกฝ่ายมาก่อน แต่พวกเขาก็ไม่เคยติดต่อกัน นี่เป็นการพูดขุยของพวกเขาครั้งแรกผ่านการสังสรรค์ของเนี่ยลี่



 “พวกเราสามารถนั่งตรงนี้ด้วย ได้หรือไม่?” เยี่ยเชียน และ มู่หลงหยี่ เดินมาหาพวกเขาพร้อมกับชี้ไปยังเก้าอี้ที่ว่างอยู่ถัดจากเซี่ยวหนิงเอ๋อ



เซี่ยวหนิงเอ๋อถึงกับขมวดคิ้วเล็กน้อย และจ้องไปยังเยี่ยเชียน ในการเดินทางมาที่นี่ เยี่ยเชียน ได้พยายามที่จะพูดคุยกับนาง แต่นางก็ไม่ได้ให้ความสนใจเขาแม้แต่น้อย แต่เยี่ยเชียนผู้นี้ก็เป็นคนมีมารยาท ดูสุภาพไม่น้อย ดังนั้นหนิงเอ๋อจึงไม่ได้ปฏิเสธและทำอะไรที่ไม่เหมาะสมแก่เขา



แต่หลังจากที่เยี่ยเชียน พยายามที่จะเข้ามานั่งถัดจากนาง  นางจึงกังวลว่าเนี่ยลี่อาจจะเข้าใจผิดได้



“ตรงนี้เป็นที่นั่งของข้า” เซี่ยวซุ่ย นั่งลงทันทีตรงที่นั่งข้างๆเซี่ยวหนิงเอ๋อ



เซี่ยวหนิงเอ๋อ อดไม่ได้ที่จะขอบคุณเซี่ยวซุ่ยผ่านทางสายตา เซี่ยวซุ่ยยิ้มตอบกลับมา ตลอดการเดินทางมาในครั้งนี้ นางเป็นคนที่เข้าใจเซี่ยวหนิงเอ๋อมากที่สุด



 “ถ้าเช่นนั้น ข้านั่งตรงนี้แทนก็ได้” เยี่ยเชียน หยุดชะงักเล็กน้อย เขาจึงไปนั่งอยู่กับมู่หลงหยี่ ตรงด้านตรงข้ามของโต๊ะแทน



ในขณะที่กู้เบ่ยกำลังจะนั่งลงข้าง ๆเนี่ยลี่ หลงยู่อินก็นั่งลงก่อน กู้เบ่ยถึงกับนิ่งไปพักหนึ่ง แล้วก็ยิ้มอย่างขมขื่น ดูเหมือนว่าเขาจะต้องหาที่นั่งใหม่สินะ  หลงยู่อินนั้นเป็นนางเสือร้าย ดังนั้นแน่นอนว่าเขาคงไม่กล้าที่จะยั่วยุนางด้วยเรื่องเล็กน้อยแค่นี้



ที่ห้องโถงด้านข้างเหล่าลูกศิษย์ของทั้งสามนิกายพูดคุยกันอย่างคึกคัก และแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับหนทางของการต่อสู้ โดยปกติแล้วการพูดคุยก็จะมีเสียงดังไม่น้อย หลังจากที่พวกเนี่ยลี่นั่งลงแล้ว  เหล่าผู้คนก็หยุดและหันมาให้ความสนใจกับพวกเขา



เซี่ยวหนิงเอ๋อมองหลงยู่อินที่นั่งถัดจากเนี่ยลี่ด้วยความสงสัยว่านางเป็นใครกัน



เยี่ยเชียน ยกแก้วไวน์ขึ้นด้วยท่าทีที่สง่างาม ด้วยท่าทางที่มีมารยาทพร้อมกับกล่าวว่า “ในงานเลี้ยงวันนี้ เหล่าชนชั้สูงของทั้งสามนิกายได้อนุญาติให้พวกเรานั้นได้มาทำความรู้จักซึ่งกันและกัน เพื่อที่พวกเราจะได้ดูแลกันในอนาคต ข้า เยี่ยเชียน ขอดื่มอวยพรให้กับทุกท่าน ตอนนี้พวกเราทุกคนก็นับว่าเป็นสหายกันแล้ว!



แต่ทว่า ทุกคนกลับแค่ชำเลืองมองเยี่ยเชียนแบบผ่าน ๆ จากนั้นก็พูดคุยกันต่อ ไม่มีผู้ใดสักคนที่สนใจเขา และปล่อยให้เขาอยู่ในสถานการที่น่าอึดอัดเป็นอย่างยิ่ง



และที่โต๊ะนี้ ไม่มีสนใจเยี่ยเชียนเลยสักนิด  ไม่ว่าจะเป็น หลี่ชิงอวิ๋น หลงยู่อิน หรือแม้แต่กู้เบ่ย เนี่ยลี่ก็ยังคงพูดคุยอยู่กับเซี่ยวหนิงเอ๋อ ไม่ยอมเสียเวลากระทั่งทักทายความรู้จักกับเยี่ยเชียนเลยแม้แต่น้อย ใครพอจะบอกได้บ้างว่า นี่มันนรกอะไรกันแน่?


ส่วนเซี่ยวซุ่ยกับลู่เพียว พวกเขาพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ราวกับเป็นคู่แต่งงานใหม่


ที่มุมปากของมู่หลงหยี่ ขดเล็กน้อยคล้ายกับว่ากำลังยิ้มอยู่ ที่เขาต้องการเห็นคือความขัดแย้งระหว่างเยี่ยเชียนกับเนี่ยลี่ มู่หลงหยี่ ถือแก้วไวน์ของเขาไปหาเนี่ยลี่ “ก่อนหน้านี้ ที่โบราณสถานแห่งความสะพรึง ข้าไม่ทราบว่าท่านท่านคือใคร ศิษย์น้องเนี่ยลี่ ในวันนี้ ข้าขออภัยกับสิ่งที่ข้าได้ทำผิดพลาดไป ที่อาจทำให้ศิษย์น้องเนี่ยลี่ไม่สบายใจ!


เนี่ยลี่ขมวดคิ้วและจ้องหน้ามอง มู่หลงหยี่ หลังจากที่เขาพูดจบ เนี่ยลี่ไม่ได้พูดถึงการเผชิญหน้าของพวกเขาใน โบราณสถานแห่งความสะพรึง แม้แต่น้อย และเขาก็ไม่คิดเลยว่า มู่หลงหยี่จะเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาก่อน เนี่ยลี่มองเห็นรอยยิ้มของมู่หลงหยี่ อย่างนี้นะหรือที่เรียกว่าการขอโทษ? นี่เป็นการพยายามที่จะยั่วยุเขาอย่างเห็นได้ชัด


ลู่เพียวกับกู้เบ่ย ก็พยายามที่จะจับตามองอยู่ เพราะพวกเขารู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้นที่โบราณสถานแห่งความสะพรึง


แต่ถึงอย่างไร เนี่ยลี่ก็ยังสามารถที่จะสงบสติ อดกลั้นเอาไว้ได้  แน่นอนว่าเขานั้นจะไม่ปล่อยให้ตัวเองถูกความโกรธแค้นครอบงำได้โดยง่าย “ศิษย์พี่มู่หลงคงพูดล้อเล่นเป็นแน่ ศิษย์พี่อยู่ในระดับชะตาสวรรค์ขั้นที่ 5 ท่านคงแค่อยากจะชี้แนะข้าเท่านั้น  ข้าหวังว่าจะได้พบกับท่านอีกครั้ง สักคราหนึ่งในโบราณสถานแห่งความสะพรึง ” ครั้งต่อไปที่เนี่ยลี่นั้นเข้าไปยังโบราณสถานแห่งความสะพรึง เขาจึงได้ทำการท้าทายมู่หลงหยี่



มู่หลงหยี่ หันหลังกลับไปและยิ้มอย่างเย็นชา “แน่นอน ข้าพร้อมที่จะต้อนรับเจ้าเสมอ ในทุกเวลา” ดูเหมือนว่าเนี่ยลี่ต้องการที่จะเจ็บตัวอีกครั้งสินะ?


ตรงจุดนี้ หลี่ชิงอวิ๋น ได้พูดแทรกขึ้นมาจากด้านข้าง  “มู่หลงหยี่ เจ้าได้ลองดี ท้าทายกับข้าก็หลายครั้งแล้ว แต่ข้าก็จัดการเจ้าได้อย่างง่ายดาย ดังนั้นใครกันที่บอกว่าพร้อมทุกเวลา  ตอนนี้ข้านั้นก็พร้อมอยู่แล้ว เจ้ายังจำที่เจอกันครั้งสุดท้ายได้หรือไม่ ที่ข้าบอกไว้ว่าให้เจ้าไปให้ไกลจากข้า ดูเหมือนว่าความจำของเจ้าจะไม่ค่อยดีสินะ ข้าคิดว่า ข้าคงต้องทำให้เจ้าสำนึกอีกรอบสินะ ”


มู่หลงหยี่เสียงแผ่วลงเล็กน้อย เนี่ยลี่นั้นแข็งแกร่งที่สุดในปีนี้  มู่หลงหยี่เป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในปีที่แล้ว และหลี่ชิงอวิ๋น ก็เป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในปีก่อนหน้านั้น มู่หลงหยี่ได้ประมือกับหลี่ชิงอวิ๋นมาหลายครั้ง แต่ก็ไม่เคยชนะแม้แต่ครั้งเดียว มู่หลงหยี่ สามารถพูดจาเยอะเย้ยเนี่ยลี่ได้ แต่เมื่ออยู่ตรงหน้าของหลี่ชิงอวิ๋นแล้ว เขาไม่อาจที่จะ แม้แต่เงยหน้าขึ้นมาได้


เยี่ยเชียนยิ้มแล้วพูดขึ้นมาว่า “นี่คงจะเป็นน้องชายหลี่ชิงอวิ๋น ข้าเคยได้ยินท่านพ่อของข้ามักจะเอ่ยถึงท่านอยู่เสมอ ตระกูลเยี่ย จากนิกายเทพอัคคี และตระกูลเถ้าอัคคีของท่าน ที่อยู่ในนิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์ ต่างก็เป็นสหายกันมาอย่างยาวนาน”


หลี่ชิงอวิ๋นถึงกับใจเต้นไม่เป็นจังหวะเมื่อได้ยินคำพูดของเยี่ยเชียน ถ้านี่เป็นคนแซ่เยี่ย จากนิกายเทพอัคคีแล้วหล่ะก็  ในนิกายเทพอัคคีนั้น ตระกูลเยี่ย นั้นถือครองกำลังอยู่ถึง หกส่วน


หลี่ชิงอวิ๋น เคาะโต๊ะด้วยนิ้วของเขา และเอ่ยถามว่า “ข้าขอถามได้ไหม ท่านคือผู้ใดกัน?


 “ข้าคือ เยี่ยเชียน” เยี่ยเชียนประกาสอย่างภาคภูมิใจ



ในตอนนี้ หลี่ชิงอวิ๋น เข้าใจสถานการณ์อย่างชัดเจนแล้ว เขาเคยได้ยินเกี่ยวกับตระกูลเยี่ยมาหนึ่งถึงสองเรื่อง เยี่ยเชียน นั้นเป็นผู้สืบทอดสายตรงลำดับที่หนึ่ง และสถานะของหลี่ชิงหยุนนั้นก็ไม่อาจที่จะเทียบได้ และในปัจจุบันนั้นพวกเขาอยู่ในนิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์ แน่นอนว่าหลี่ชิงอวิ๋น เองก็ไม่ได้เกรงกลัว เยี่ยเชียน แต่ถึงอย่างไร ในตอนนี้เขาก็ไม่อาจที่จะทำอะไรได้

 แปลโดย นายมะพร้าว




เมนู นิยาย ล่าง

เมนู มังงะ ล่าง