test

เมนู นิยาย บน

เมนูมังงะ

2 ก.ค. 2559

Tales of Demons & Gods บทที่ 285 เอาขนไก่ไปทำลูกศร (สำนวนจีน)


[ชื่อบทนี้มาจากสำนวนจีนที่ว่า 拿着鸡毛当令箭  หนา ชี ชิ เหมา ตั้ง หลิน เจียน แปลตรงตัวได้ว่า เอาขนไก่ไปทำลูกศร เดี๋ยวจะอธิบายอีกทีเมื่อมีการกล่าวถึงในเนื้อเรื่อง]



ชายคนนี้ก็คือ หูหย่ง คู่หมั้นของ หลงยู่อิน




หูหย่งเดินไปข้างหน้าเขา แล้ว จับคอเสื้อของเนี่ยลี่ “เนี่ยลี่ เจ้ามันกำแหงนัก ที่กล้าทำร้ายหงยู่อิน เจ้าคงจะเบื่อชีวิตแล้วสินะ!




เนี่ยลี่พ่นลมหายใจ ในขณะที่ตาของเขาจ้อง หูหย่งและลูกสน้องของเขา จากนั้นก็พูดออกไปว่า"พวกเจ้ามาจากตระกูลผนึกมังกรงั้นเหรอ?"




หูหย่งจ้องหน้าเนี่ยลี่ด้วยความโกรธ พร้อมกับพูดว่า “วันนี้ ข้าจะให้เจ้าได้ตายพร้อมกับรับรู้ด้วยว่า ชื่อของข้าคือ หูหย่ง เป็นคู่หมั้นของ หลงยู่อิน” หัวใจของเขาลุกไหม้เหมือนกองไฟที่ลุกโชน ที่ได้เห็นสีหน้าของเนี่ยลี่ ที่ไม่ได้แสดงถึงความเกรงกลัวแม้แต่น้อย



ลู่เพียวจ้องไปยังเป้ากางเกงของหูหย่งพร้อมกับหัวเราะลั่นสามครั้ง “ฮ่าฮ่าฮ่า คู่หมั้นของหลงยุ่อินงั้นเหรอ? ใช่คนที่ถูกเล่าลือว่าถูกนางปู้ยี้ปู้ยำจนแทบปางตายใช่ไหม?




ข้าไม่รู้ว่าเจ้าคิดยังไง หรือว่า ว่าเจ้าจะมีอะไรติดอยู่ในหัว จนถึงกับเลอะเลือนเพราะฝีมือของนาง อย่ามาขู่ให้เสียเวลาเลย อย่าคิดว่าพวกเราจะไม่รู้กฏของสถาบันวิญญาณฟ้าแห่งนี้ ข้าก็คงจะต้องขอชื่นชมเจ้านะ ถ้าหากว่าเจ้ากล้าที่จงลงมือในที่แห่งนี้ ในเวลานี้ด้วย”  





หูหย่งรู้สึกขายหน้าและโกรธยิ่งนัก เขายังคงคว้าคอเสื้อของเนี่ยลี่ต่อ พร้อมกับมองอย่างป่าเถื่อนและพูดว่า “อย่าคิดว่าข้าไม่กล้าที่จะแตะต้องพวกเจ้า!





เนี่ยลี่จงใจจ้องหน้าของเขาแล้วก็พูดว่า “ถ้าเช่นนั้น ข้าก็ขอท้าให้เจ้าทำในตอนนี้เลย!



ในตอนนี้ หูหย่งโกรธเป็นอันมาก ก่อนที่จะมาที่นี่เขาได้รวบรวม ยอดฝีมือ ระดับชะตาสวรรค์ มาเป็นจำนวนมาก เพื่อที่เนี่ยลี่จะได้ไม่มีโอกาสตอบโต้ แต่ภายในสถาบันวิญญาณฟ้าแห่งนี้ มีกฏบ้า ๆนั่น ทำให้เขาไม่อาจที่จะทำอะไรได้ ถ้าไม่ออกไปข้างนอกสถาบัน




หูหย่งปล่อยมือที่จับเนี่ยลี่ไว้  จากนั้นก็จ้องมองเนี่ยลี่ด้วยสายตาอันเย็นชา “อย่าคิดว่าแค่มีกฏของสถาบันนั่น แล้วข้าจะทำอะไรเจ้าไม่ได้นะ  คิดจะลองดีกับข้าอย่างนั้นเหรอ? ไอ้คนกระจอกเช่นเจ้าเนี่ยนะ หูเทียน พาพวกมันสามคนไปที่เงียบ ๆ แล้วหาเรื่องดี ๆ พูดคุยกันสักหน่อย!





 “นายท่านทั้งสาม รบกวนตามเราไปสักหน่อยได้ไหม?





แม้ว่าหูหย่งและลูกน้องของเขา ไม่อาจที่จะสังหารพวกเขาได้ถ้าหากไม่ออกไปข้างนอกสถาบันวิญญาณฟ้า แต่การสั่งสอนให้บทเรียนก็พอจะสามารถทำได้





กลิ่นอายที่แผ่ออกมา ของ ยอดฝีมือระดับชะตาวิญญาณขั้นที่เก้า สร้างความกดดันให้กับเนี่ยลี่และลู่เพียวไม่น้อย พวกเขาไม่สามารถที่จะตอบโต้อะไรได้ ในขณะที่พวกเขานั้นกำลังถูกต้อนไปยังมุมที่เปลี่ยวและเงียบสงัด



แต่กลับกัน เซี่ยวหยู่ไม่ได้รับผลกระทบจากกลิ่นอายที่พวกเขาแผ่ออกมาแม้แต่น้อย เพราะเขาก้าวผ่านจนบรรลุเป็น ยอดฝีมือระดับชะตาสวรรค์ขั้นที่สี่แล้ว 



 แต่เขาก็ยังไม่ได้กระทำการใด ๆ และทำได้เพียงพยายามคิดและหาทางเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แม้ว่าเขาจะดำเนินการใด ๆ ในตอนนี้ มันย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะรับมือกับยอดฝีมือระดับชะตาสวรรค์จำนวนมากเช่นนี้ได้ 






เขาไม่เคยคิดเลยว่า หูหย่ง จะเผชิญหน้าด้วยวิธีนี้ 






“หูวว ดูเหมือนว่าเจ้ากำลังจะเล่นเกมแบบเด็กๆสินะ ”




 เนี่ยลี่เหลือบมอง หูหย่งด้วยท่าทีที่ดูถูก “เหมือนกับเด็กสู้กัน เจ้าต่อข้า แล้วข้าก็ต่อยเจ้า ช่างเป็นวิธีที่น่าเอ็นดู!





หูหย่งเหลืออดกับท่าทียโสโอหังของเนี่ยลี่ เขาพ่นลมหายใจออกมาพร้อมกับพูดว่า “เจ้าปากดีได้ก็แค่ตอนนี้เท่านั้น หันหลังมา เอาหน้าชนกำแพงซะ”




เนี่ยลี่กระชากแขนของเขาออกมาพร้อมกับเผยรอยยิ้มที่แสดงความดูถูก ให้กับหูหย่ง “เจ้าคิดจริงๆเหรอว่า วันนี้จะทำอะไรข้าได้? แค่จัดการกับพวกเจ้า ข้าไม่ต้องแสดงฝีมือเลยด้วยซ้ำ!





“พวกเจ้าสามคน ยังไม่บรรลุถึงระดับชะตาสวรรค์ แม้ข้าจัดการพวกแกไม่ได้ในวันนี้ แต่ข้าสลักชื่อของข้าไว้ที่หลังของพวกเจ้าซะ!”  



        
      หูหย่งพ่นลมหายใจออกมาด้วยความโกรธ เขารู้ตัวเองดีว่าเป็นคนที่จองหองอวดดียิ่งนัก แต่เขาไม่คิดเลยว่า เนี่ยลี่นั้นจะจองหองอวดดียิ่งกว่าเขาเสียอีก แม้แต่ในตอนที่เผชิญหน้ากับศัตรูเป็นจำนวนมาก เขาก็ยังจะกล้าพูดเช่นนั้นอีก “ลากพวกมันไปเดี๋ยวนี้”





ในตอนที่หูหย่ง พูดเช่นนั้น ก็มีเสียงลึกลับที่ฟังดูมีอายุดังขึ้นมาจากข้างหลังของเขา “นายน้อยหู ข้าเกรงว่าคงไม่สามารถปล่อยให้ทั้งสามคน ไปกับท่านได้!




หูหย่งพ่นลมหายใจด้วยความโกรธ แล้วพูดออกมาว่า “วันนี้ข้าจะต้องจัดการเจ้าสามคนนี้ ใครกล้ามาขัดขวางข้ากัน?




เขาหันกลับไปมองดูว่าใครกัน ที่กล้ามาช่วยเจ้าสามคนนี้! แต่ว่าเมื่อเขาหันกลับมา ช่วยไม่ได้ที่เขาจะตกใจเมื่อเห็นคนที่อยู่ตรงหน้าของเขา



ร่างของทั้งสองคนเดินเข้าหาเขาช้าๆ ซึ่งเป็นคนที่หูหยงรู้จักดี หนึ่งในนั้นคือ หนานเหมียนเทียนไห่ อีกคนก็คือ หวงอวี้ ทั้งสองคนอยู่ในตำแหน่งผู้อาสุโส ระดับสูงของสถาบันวิญญาณฟ้า แม้แต่คนใหญ่คนโตในตระกูล หู ยังให้ความเคารพ นอกจากนี้ หูหย่งก็ยังคงเป็นศิษย์ของสถาบันวิญญาณฟ้า และเขาก็ต้องอยู่ภายใต้กฏของสถาบัน





         “นายน้อยหู ข้าเกรงว่าภายในสถาบันวิญญาณฟ้าแห่งนี้ ท่านไม่สามารถที่จะทำอะไรตามใจของท่านได้ ทั้งสามคนนี้ล้วนเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถยิ่งนักของสถาบันวิญญาณฟ้า ไม่มีผู้ใดที่ได้รับอนุญาตให้จัดการพวกเขาได้ ถ้าหากว่าเขานั้นทำผิด ทางสถาบันจะเป็นผู้ที่พิจรณาโทษของพวกเขาเอง ” 




      หวงอวี้มองหน้าหูหย่ง ในขณะที่เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง “นายน้อยหู ท่านเองก็ยังคงเป็นศิษย์ของสถาบันวิญญาณฟ้า  ไม่ว่าในตอนนี้หรือในอนาคต คนที่กล้าทำผิดกฏของสถาบันวิญญาณฟ้า ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ มีโทษเพียงสถานเดียวคือ ไล่ออก!






ในใจของเขา หูหย่ง นั้นหดหูยิ่งนัก  ในตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่า เขาติดกับเนี่ยลี่เข้าเต็มเปา






เมื่อหนานเหมียนเทียนไห่ และ หวงอวี้ออกหน้า ในวันนี้เขาก็ไม่อาจที่จะทำอะไรเนี่ยลี่ได้  นอกจากนี้เหล่าผู้อาวุโสก็จับตาดูเขาอยู่ จากนี้ไปเขาคงทำได้แค่เพียงฝันเท่านั้น เขาจ้องหน้าเนี่ยลี่และพรรคพวกด้วยความโกรธ




        ลู่เพียวหัวเราะ ขณะที่เขามองไปที่ หูหย่ง “ฮ่าฮ่าฮ่า ก่อนหน้านี้นายน้อยหู บอกว่า ถึงแม้เขาจะไม่ลากคอพวกเราออกไปข้างนอกเพื่อจัดการได้ แต่เขาก็สามารถที่จะสลักชื่อของเขาบนหลังของพวกเราได้!




          “พวกเจ้าระวังตัวให้ดีก็แล้วกัน ข้าจะไม่ปล่อยพวกเจ้าไว้แน่ โดยเฉพาะเมื่อพวกเจ้าบรรลุขอบเขตชะตาสวรรค์แล้ว อย่าได้หวังเลยว่าจะได้ก้าวขาออกจากสถาบันวิญญาณฟ้า ไม่เช่นนั้นพวกเจ้าจะตายทุกครั้งที่ก้าวขาออกไป!” หูหย่ง ตะโกนด้วยความโกรธ จากนั้นก็หันหลังพาลูกน้องที่มีระดับชะตาสวรรค์ทั้งเก้าคนกลับไป “ไปกันได้แล้ว!





ลูกน้องของ หูหย่ง มองมาทางเนี่ยลี่และพวก หนึ่งในนั้นแสดงความโกรธออกมาอย่างเห็นได้ชัด แล้วก็เดินตามนายน้อยของเขาไป




ความหมายของหูหย่งคือเมื่อเนี่ยลี่และพวก ก้าวไปถึงขอบเขตชะตาสวรรค์ และมุ่งหน้าออกไปทำการสำรวจด้านนอก ในตอนเองที่เขาตั้งใจจะจัดการพวกเขาทั้งสามคน แต่เมื่อถึงตอนนั้นเนี่ยลี่ คงจะวางชะตาวิญญาณดวงแรกของเขาเอาไว้ที่ห้องโถงวิญญาณเรียบร้อยแล้ว เขาไม่ได้คิดเลยว่า เมื่อเวลานั้นมาถึง พวกเขา(เนี่ยลี่)ก็ไม่มีสิ่งใดที่ต้องกลัวอีกต่อไป




สิ่งที่ดีที่สุดที่หูหย่งทำได้คือ การขัดขวางการบ่มเพาะพลังได้เพียงแค่เล็กน้อย โดยการที่ขัดขวางมิให้เนี่ยลี่ ทะลวงผ่าน ขอบเขตชะตาสวรรค์ได้ เรียกได้ว่าแม้แต่ในตอนนี้ หูหย่งก็ยังประเมินตัวเองสูงเกินไป




หูหย่งและลูกน้องของเขา หันกลับมาเพื่อข่มขวัญอีกครั้ง แต่ด้วยระยะห่างของเขาในตอนนี้มีมากเกินไป หูหย่งเองก็รู้สึกท้อแท้เป็นอย่างมาก หลงยู่อิน ถูกรังแก เมื่อเขาจะทำการล้างแค้นให้กับนาง แต่สุดท้ายเขาก็ถูกเอาขี้เถ้ามาป้ายจมูก (สำนวน  หมายถึง ถูกทำให้ขายหน้า) 



แต่เป็นเพราะสองผู้อาวุโสของสถาบันวิญญาณฟ้าออกหน้า  พวกเขาเลยต้องออกจากที่นั่นมาด้วยความเศร้าใจ



      หนานเหมียนเทียนไห่ และหวงอวี้ ละสายตาจากหูหย่ง หนานเหมียนเทียนไห่ พูดกับเขาด้วยใบหน้าที่เคร่งขรึมว่า “พวกเจ้าสามคน ภายในสถาบันแห่งนี้ การบ่มเพาะพลังนั้นต้องมาก่อนเรื่องอื่นใด อย่าได้แต่วิ่งไปรอบ ๆ แล้วสร้างปัญหา มันคือเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ถ้าหากยังเกิดขึ้นอีก พวกเจ้าจะถูกไล่ออกจากสถาบันวิญญาณฟ้า!





ลู่เพียวแย้งทันทีด้วยความไม่พอใจ เพราะเขาคิดว่าผู้อาวุโส ไม่แยกแยะว่าอะไรถูกหรือผิด “แต่ท่านผู้อาวุโส พวกเราไม่ได้เป็นคนเริ่ม คนที่เริ่มคือพวกมันต่างหาก!




หนานเหมียนเทียนไห่ พ่นลมหายใจอย่างเย็นชา เขากวาดตามองอย่างเข้มงวดไปที่ทั้งสามคน แล้วพูดว่า “แมลงวันไม่กัดไข่ที่ไร้รอยแตก ถ้าหากพวกเจ้าไม่สร้างปัญหา ผู้ใดจะมาสร้างปัญหาแก่เจ้ากัน? ” (สำนวน หมายถึง เกิดจากเหตุ จึงมีผล)





หวงอวี้ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เขายิ้มเล็กน้อยและพูดกับทั้งสามคนว่า “พวกเจ้าทั้งสามคน เป็นคนที่มีความสามารถยิ่งนัก สมควรที่จะได้รับการปกป้อง ต้องคอยระวังให้ดีแม้แต่เรื่องเล็ก ๆน้อย ๆ ตระกูลผนึกมังกร และ ตระกูล กู้ ไม่ได้เป็นกลุ่มคนที่พวกเจ้าจะสามารถล่วงเกินได้ง่าย ๆ จะเป็นการดีกว่าถ้าหากเจ้าอดทนเพื่ออนาคต อย่าได้ใส่ใจเรื่องที่เล็กน้อย จะเสียการใหญ่ได้ ”




เนี่ยลี่เซี่ยวหยู่สบตากัน พวกเขาทั้งคู่เป็นคนฉลาด ผู้อาวุโสคนหนึ่งพูดด้วยใบหน้าเทวทูต ส่วนอีกคนพูดด้วยใบหน้าอสูร ความหมายของพวกเขานั้นกระจ่างชัด ผู้อาวุโสทั้งสองคนมาเพื่อบอกให้กับพวกเขาว่า จากนี้ไป พวกเขาจะไม่ได้รับปัญหาใด ๆกับคนอย่าง หลงยู่อิน และ หูหย่ง
          



          ในความเป็นจริง เนี่ยลี่ ไม่ได้เพียงบ่มเพาะพลังในด่านจิตวิญญาณแห่งแสง เขาได้คิดไว้ด้วยความฉลาดของเขาก่อนแล้วว่า เขาจะทำให้ชื่อของเขาปรากฏอยู่บน ศิลาอันดับจิตวิญญาณแห่งแสง เขาตั้งใจที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่าเขานั้นเหนือกว่าหลงยู่อิน ไม่มีเหตุผลที่สถาบันวิญญาณฟ้า จะไม่ทราบถึงเรื่องนี้ 




       ซึ่งในเรื่องดังกล่าวเขาสามารถที่จะสั่งสอน และให้บทเรียนให้แก่หลงยู่อิน สถาบันวิญญาณฟ้าจึงไม่อาจที่จะมองข้ามเรื่องนี้ไปได้ เนื่องจากคนที่มีความสามารถพิเศษนับว่ามีความสำคัญยิ่งในสถาบันวิญญาณฟ้า

          


        จริงๆแล้วผู้อาวุโสทั้งสอง ได้ปรากฏขึ้นหลังจากที่ หูหย่ง กำลังจะก่อเรื่อง แม้ว่าพวกเขาจะเป็นผู้อาวุโส แต่ก็ยังคงต้องรับคำสั่งจากผู้อาวุโสสูงสุด พวกเขายังคงอยู่ภายใต้อำนาจของนิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์





เนี่ยลี่พูดด้วยน้ำเสียงที่นอบน้อมว่า “ขอบคุณท่านผู้อาวุโสทั้งสอง พวกเราไม่ได้มีความคิดที่จะสร้างปัญหาเลยแม้แต่น้อย แต่ถ้าถูกคนที่หยาบคายและไร้เหตุผล และยืนกรานที่จะหาเรื่องพวกเรา ถ้าเป็นเช่นนั้นเราก็คงไม่อาจจะทนไหว พวกเขาก็ต้องลงมือจัดการ!




หนานเหมียนเทียนไห่ และ หวงอวี้ สบตากันและยิ้มอย่างขมขื่น อันที่จริง เหล่าอัจฉริยะมักจะมีนิสัยหุนหันพลันแล่น คำพูดของเนี่ยลี่นั้นสุภาพนุ่มนวลแต่ก็ หนักแน่น เขาหมายความว่าหากหลงยู่อิน หรือ หูหย่ง กลับมาสร้างปัญหาให้อีก เขาก็จะโต้กลับแน่นอน




เซี่ยวหยู่ พยักหน้า พร้อมกับพูดว่า “ถ้าหากมีคนที่ยกตนข่มท่านและไร้เหตุผล พวกเราก็มีสิทธิที่จะป้องกันตัวเอง อย่างวันนี้ หูหย่งและพวกของเขา อยากจะพาพวกเราไปที่สงบ และ ดูแลพวกเรา ถ้าหากไม่ได้ท่านผู้อาวุโสทั้งสอง ใครจะรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ท่านจะให้เราทนกับเรื่องแบบนี้เช่นนั้นเหรอ?



หนานเหมียนเทียนไห่ พูดอย่างจริงจังว่า “ถ้าหากมีคนที่จะก่อปัญหาให้กับพวกเจ้า พวกเราจะเป็นผู้ช่วยแก้ปัญหาให้เอง แต่ในภายภาคหน้าปัญหาก็อาจจะมีไม่หมด ไม่สิ้น ข้าไม่อยากให้เจ้าต้องเสียแรงในการต่อสู้กับศึกภายใน พวกเรานิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์ ยังมีศัตรูอีกเป็นจำนวนมากที่ภายนอก พวกเจ้าเหล่าอัจฉริยะ ของนิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์ ควรจะพร้อมใจกัน!
เนี่ยลี่กำลังรอถ้อยคำเหล่านี้จากหนานเหมียนเทียนไห่


เนี่ยลี่ยิ้ม “แค่ท่านผู้อาวุโสบอกว่าจะให้การช่วยเหลือพวกเรา ให้ยืนหยัดอยู่ได้ แน่นอนว่า มันจะต้องดียิ่งกว่านี้ ถ้าหากเราไม่เสียเวลาไปกับพวกที่เสียสติเหล่านั้น”




หนานเหมียนเทียนไห่ พ่นลมหายใจพร้อมกับพูดว่า 



“นั่นมันก็ขึ้นอยู่กับการกระทำของพวกเจ้า!





ผู้อาวุโสทั้งสองหันกลับกลับและเดินจากไป





เนี่ยลี่มองดูพวกเขา จากไป ก่อนที่จะหันกลับมายิ้มเล็กน้อย ให้กับเซี่ยวหยู่และ ลู่เพียว พร้อมกับพูดว่า “ไปกันเถอะ ธุระของพวกเราเสร็จสิ้นแล้ว พวกเรามุ่งหน้าไปยังสนามทดสอบแห่งที่สองกัน เมื่อมีผู้อาวุโสเฝ้ามองอยู่ ก็ไม่มีใครที่จะกล้ามาแตะต้องเราในสนามทดสอบอีก ถ้าไม่เช่นนั้นแล้วผู้อาวุโสทั้งสองจะผิดคำพูดได้”





          เซี่ยวหยู่ อดที่จะยิ้มไม่ได้กับคำพูดของเนี่ยลี่ สิ่งที่เนี่ยลี่ต้องการจริง ๆ ก็คือ การเอาขนไก่ไปทำลูกศร [สำนวน หมายถึง การหาเหตุผลในการใช้กำลังของผู้ที่มีอำนาจ ขนไก่มีความหมายแฝงหมายถึงอำนาจ (ในที่นี้คือเนี่ยลี่ หลอกใช้อำนาจของผู้อาวุโส ให้ปกป้องตนเอง เปรียบได้กับว่า เอาขนไก่ (อำนาจของผู้อาวุโส) มาติดประดับตัวไว้ แค่นี้ก็ไม่มีใครกล้ามาทำร้ายแล้ว)]





ที่ด้านนอกของ ด่านจิตวิญญาณแห่งแสง หนานเหมียนเทียนไห่ และ หวงอวี้ ชะงักอยู่ตรงนั้นชั่วครู่




หนานเหมียนเทียนไห่ยิ้มอย่างขมขื่นในณะที่ถามหวงอวี้ว่า “ตาแก่อวี้ ดูเหมือนว่าพวกเราจะติดกับเจ้าเด็กนั่นแล้วสินะ?




หวงอวี้ แบมือเขาออกมาพร้อมกับพูดว่า “ดูเหมือนว่าจะเป็นเช่นนั้น เราติดกับของเจ้าเด็กนั่นจริงๆ ด้วยความสามารถที่สะดุดตาในด่านจิตวิญญาณแห่งแสง 





 มันช่างน่าดึงดูดยิ่งนักสำหรับผู้ที่ติดอันดับสูงๆของสถาบันวิญญาณฟ้า  นั่นเป็นเหตุผลที่เขาไม่ได้แสดงความหวั่นเกรงต่อหงหยู่แม้แต่น้อย ”



หนานเหมียนเทียนไห่ คอตกตอบกลับไปว่า 





“ข้าเคยเห็นเหมือนที่เซี่ยวหยู่เดินออกไป พวกเขายังอายุแค่สิบสี่ปี และหลังจากปีนี้ผ่านไป พวกเขาก็จะอายุสิบห้าปี แต่ที่เหนือไปกว่านั้น พวกเขายังมีไหวพริบดีมากอีกด้วย หลงยู่อิน และ จินหยาน นับว่าโดดเด่นยิ่งนักในกลุ่มคนรุ่นใหม่ แต่เมื่อเทียบกับเขาแล้ว ดูเหมือนว่าจะด้อยกว่าอยู่เล็กน้อย”




แปลโดย นายมะพร้าว



เมนู นิยาย ล่าง

เมนู มังงะ ล่าง