test

เมนู นิยาย บน

เมนูมังงะ

25 มิ.ย. 2559

Tales of Demons & Gods บทที่ 276 อันดับจิตวิญญาณแห่งแสง




   เนี่ยหลี่วางจินตานลง แล้วโยนศิลาจิตวิญญาณให้จินตานหนึ่งชิ้น “นี่รางวัลของเจ้า!



          จินตานรีบคว้าศิลาจิตวิญญาณและเคี่ยวมันลงท้องทันที เสร็จก็ส่งสายตาใส่ซื่อบริสุทธิ์ราวกับเด็กน้อยมาให้เนี่ยหลี่




        เนี่ยหลี่ที่มองจินตานอยู่ ยิ้มขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ “ข้าไม่ได้มีศิลาจิตวิญญาณมากมายขนาดนั้น เจ้าสามารถกินมันได้แค่สองชิ้นต่อวันเท่านั้น มากกว่านั้นข้าไม่มีมันให้เจ้าอีกแล้ว!” ความกระหายของจินตานนั้นน่ากลัวเกินไป




ดวงตาของจินตานเต็มไปด้วยความโศกเศร้า มันมองศิลาจิตวิญญาณสมบัติล้ำค้าที่ถูกกัดจนเหลือเพียงแค่ครึ่งอยู่ในมือ หากมันกินส่วนที่เหลือจิตใจของมันต้องอยู่ไม่สุขแน่ๆ จินตานจึงค่อยๆ แลบลิ้นมาเลียศิลาจิตวิญญาณ หยดน้ำลายที่รั่วออกมาจากปากของมันกระจัดกระจายอยู่ทั่วพื้นห้อง



(ริงป๊อปไหมล่ะ)



เนี่ยหลี่ไม่คิดเลยว่าจินตานจะมีความสามารถในการเป็นตัวละครตลกได้อย่างเต็มเปี่ยมถึงเพียงนี้ รู้สึกว่าเจ้าตัวน้อยนี่จะฉลาดขึ้นแหะ อย่างน้อยก็ฉลาดกว่าเมื่อก่อน




ยู่หยานเปิดตาของนางขึ้นมาชั่วครู่ เมื่อได้เห็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นด้านหน้าของนาง สร้างบรรยากาศตลกขบขันให้กับนางเล็กน้อย จากนั้นจึงหลับตาลงใช้สมาธิจดจ่อกับการบ่มเพาะพลังต่อ นางสัมผัสและบรรลุถึงระดับชะตาสวรรค์แล้วจึงค่อยๆเริ่มก่อรูปชะตาวิญญาณขึ้นมา



อย่างไรก็ตามนางมีลักษณะที่พิเศษกว่าบุคคลอื่น ชะตาวิญญาณของนางมีรูปร่างเป็นเปลวไฟสีทอง ที่แผ่วเบา นางไม่ทราบได้ว่าเพราะเหตุใดชะตาวิญญาณของนางจึงมีรูปร่างเช่นนี้ แต่นางมีความรู้สึกว่าเปลวไฟสีทองนี้มีพลังงานที่ไม่สิ้นสุด



ก่อนหน้านี้เมื่อนางพบกับจิตวิญญาณเปลวไฟสีทองนี้ มันได้พยายามจะกลืนกินกันตัวนาง ราวกับว่าเปลวไฟสีทองนี้จะแผดเผ่าเหล่าศัตรูให้พินาศให้สิ้นซาก นางรู้สึกว่านางกับเปลวไฟสีทองนี้มีความเกี่ยวพันธ์กันอย่างลึกซึ้งเพียงแค่เย็นวันแรก เนี่ยหลี่ได้ใช้ศิลาจิตวิญญาณไปแล้วครึ่งหนึ่งจากจำนวนทั้งหมด สามร้อยก้อน



และด้วยเหตุนี้เองทำให้เนี่ยหลี่ตระหนักขึ้นว่าศิลาจิตวิญญาณที่มีอยู่ตอนนี้ไม่เพียงพอ ขึงต้องหาวิธีการที่ทำให้ได้ศิลาจิตวิญญาณมากขึ้น (ไหนเอ็งบอกใช้ได้นานไง วันเดียวล่อไป 150ก้อน fu*k)
เช้าวันรุ่งขึ้น



เนี่ยหลี่และหลู่เปียว ตื่นขึ้นมาเร็วมาก หมอกยังไม่เริ่มจางหายไปในยามเช้า น้ำค้างยังเกาะอยู่ตามใบของดอกไม้ที่ขึ้นเรียงอยู่เรียงราย ช่างเป็นบรรยากาศที่ดีจริงๆเซี่ยวหยู่ มองมาที่เนี่ยหลี่กับหลู่เปียว “เนี่ยหลี่ หลู่เปียว พวกเจ้าต้องการจะไปสถานที่หนึ่งกับข้ามั้ย?”



“ที่ไหน?”




“หนึ่งในสถานที่ทดสอบสำคัญในสถาบันวิญญาณฟ้า ด่านจิตวิญญาณแห่งแสง”



“โอ้โห มันเป็นสถานที่แบบไหนกันหรือ?”หลู่เปียวถามด้วยความอยากรู้




          “ด่านจิตวิญญาณแห่งแสงเป็นสนามทดสอบที่มีความปลอดภัยมากที่สุดในสถาบันวิญญาณฟ้า แต่ว่าการจะเข้าไปได้นั้นมีเงื่อนไขที่สูงทีเดียว เฉพาะผู้ที่มีรากวิญญาณขั้นสูงเท่านั้นถึงจะสามารถเข้าไปได้”เซี่ยวหยู่ยิ้มเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ “เมื่อพวกเจ้าไปถึงก็จะรู้เอง”




ด่านจิตวิญญาณแห่งแสง เนี่ยหลี่ไม่เคยได้ยินสถานที่นี้มาก่อนเลยในชีวิตก่อนหน้านี้ ดังนั้นเนี่ยหลี่จึงสงสัยมากว่ามันเป็นสถานที่แบบไหน




         “เอาละลองไปดูกันเถอะ” เนี่ยหลี่พยักหน้าแล้วพูดขึ้นความสงสัยที่มีต่อสถานที่นี้จะได้กระจ่างเสียทีด้วยการนำของเซี่ยวหยู่ ทั้งสามจึงออกจากห้องพัก ห่างไปไม่ไกลจากทางเข้านัก มีสายตาบางพวกจับจ้องไปยังทั้งสามแล้วซุบซิบหารือกัน



“เจ้าสามคนนั้นออกมากันแล้ว! พวกข้าจะกลับไปรายงานนายท่านฮัวหลิง พวกเจ้าจงตามเจ้าสามคนนั้นไปและจับตาดูพวกมันเอาไว้!




“รับทราบ!” คนกลุ่มนั้นรีบตามพวกเนี่ยหลี่ไปทันที




เนี่ยหลี่และอีกสองคนยังเดินไปตามถนนปกติ (เปียวเปียว กับ หยูหยู กลายเป็นตัวประกอบเฉย หยูเป็นคนชวนนะเฟ้ย!!)




“ดูเหมือนว่าจะมีบางคนสะกดรอบพวกเราอยู่นะ”หลู่เปียวถามเนี่ยหลี่เสียงค่อย




เซี่ยวหยู่ที่อยู่ข้างหน้ายิ้มกล่าว “อย่าไปใส่ใจกับตัวตลกพวกนั้นเลย ในสถาบันวิญญาณฟ้าพวกมันไม่สามารถทำอะไรพวกเราได้หรอก ถ้าสถานที่ที่เรากำลังไปเป็นหนึ่งในสองสนามทดสอบที่เหลือก็อาจจะเป็นปัญหาบ้างสำหรับพวกเรา แต่ที่ด่านจิตวิญญาณแห่งแสง หากพวกมันคิดจะทำอะไรพวกเราจริง พวกมันก็คงได้แต่ฝันเท่านั้นแหละ!



       
 ทั้งสามคนยังมุ่งไปที่สนามวิญญาณนักบุญไปเรื่อยๆ โดยมีกลุ่มที่สะกดรอยตามมาจับจ้องอยู่ทุกฝีก้าว




ในทิศใต้ของสถาบันวิญญาณฟ้า มีเทือกเขารายล้อม มีหุบเขาอยู่ภายในหุบเขาอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพันธุ์ไม้นานาชนิด ต้นไม้ขนาดคนร้อยคนโอบขึ้นอยู่ ที่ศูนย์กลางเป็นหินก้อนมหึมา ที่มีความสูงมากกว่า12เมตร ด้านบนสุดของศิลานี้สลักคำว่า [อันดับจิตวิญญาณแสง]






“ที่เห็นนั่นคือ ศิลาอันดับจิตวิญญาณแสง เฉพาะนักเรียนที่มีรายชื่อสองร้อยอันดับแรกเท่านั้นจึงจะมีสิทธิที่จะเข้าสู่ด่านจิตวิญญาณแห่งแสง”





บนศิลาเหล่านั้นสลักชื่อเอาไว้มากมายเนี่ยหลี่กวาดตามองอย่างรวดเร็วก็พบเห็นชื่อที่คุ้ยเคยอยู่บ้าง หลงยู่อิน จากตระกูลผนึกมังกรอยู่ในอันดับที่ 10 ในขณะที่จินหยาน จากตระกูลจิน อยู่ในอันดับที่ 23 ฮัวหลิงคู่แข่งของเซี่ยวหยู่ก็รวมอยู่ในนั้นด้วยโดยอยู่อันที่ 67 ไม่แค่นั้นยังมีเอี๋ยนห่าวที่อยู่อันดับที่ 121 และหวงอิ้ง อยู่อันดับที่ 137





แต่เนี่ยหลี่ไม่เห็นกู้เบ่ยมีรายชื่อปรากฏอยู่บนศิลานี้เลย อย่างไรก็ตามหลังจากพิจารณาแล้วคาดว่ากู้เบ่ยน่าจะตั้งใจปกปิดความสามารถของตนไว้เพื่อเตรียมการบางอย่าง ดังนั้นเขาจึงไม่แสดงพลังที่แท้จริงออกมาให้เห็น 




 เนี่ยหลี่ขมวดคิ้วก่อนถาม “อันดับจิตวิญญาณแห่งแสงนี้ไม่ได้จัดอันดับจากความแข็งแกร่งหรอกรึ?”




หากมันถูกจัดขึ้นจากความแข็งแกร่งแล้วผลของมันคงไม่ออกมาเป็นเช่นนี้ อย่างน้อยที่สุดปัจจุบัน ฮัวหลิงแข็งแกร่งกว่าหลงยู่อินและจินหยานเล็กน้อย แต่เขาก็ยังอยู่อันดับที่มากกว่าหลงยู่อินกับจินหยาน




               “อันดับนี้ไม่ได้จัดขึ้นจากความแข็งแกร่งส่วนบุคคล แต่เป็นความสามารถของจิตวิญญาณ ที่ทำการเชื่อมต่อพลังงานจากฟ้าและดิน เพื่อการบ่มเพาะพลังจากพลังสวรรค์ต้องสื่อสารและเข้าใจพลังงานฟ้าและดิน บุคคลที่มีการบ่มเพาะพลังที่สูงก็มิใช่ผู้ที่สามารถสื่อสารและเข้าใจพลังฟ้าและดินได้เสมอไป 




                บางคนก็มีความสามารถพิเศษที่สามารถก้าวข้ามระหว่างเขตแดนได้ไวกว่าลองมาดูสิบอันดับแรกกัน เช่น หลงยู่อิน ที่สามารถบรรลุขอบเขตวิญญาณได้ในระยะเวลาอันสั้นขณะที่คนอื่นใช้เวลาที่นานกว่า”เซี่ยวหยู่อธิบาย (ตอนนี้นี่เอามาอวยความสามารถไอ้หลี่ สำหรับการย้ายมาโลกใหม่ว่างั้น วันเดียวดูดซึม 150 ก้อน ดูดบุหรี่วันละซองยังอาย)



เนี่ยหลี่มองอันดับรายชื่ออย่างตั้งใจ “การแข่งขันในแง่ความสามารถความเข้าใจในการสื่อสารพลังงานฟ้าและดิน?”




          “ด่านจิตวิญญาณแห่งแสงเป็นสถานที่ลึกลับ สถานที่แห่งนี้อุดมไปด้วยพลังงานฟ้าและดิน นักเรียนปกติจะสามารถเข้าใช้ที่นี่เพื่อฝึกฝนได้ 2 ชั่วโมงต่อเดือน แต่นักเรียนที่อยู่200อันดับแรกจะสามารถเข้าใช้ที่นี่เพื่อฝึกฝนได้อย่างน้อยก็ 6 ชั่วโมงต่อเดือนยิ่งเจ้ามีอันดับสูงมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งสามารถใช้เวลาได้นานมากขึ้นเท่านั้น”



ด่านจิตวิญญาณแห่งแสง เปรียบได้กับบ่อน้ำที่เต็มไปด้วยพลังจิตวิญญาณ ผลที่ได้รับจากการฝึกฝนอยู่ที่นี้ไม่อาจจะประเมินได้ทีเดียว




เซี่ยวหยู่ยังอธิบายต่อไป “นอกจากนั้นผู้ที่มันดับอยู่ในระดับท็อปยังได้รับของรางวัลทุกสิ้นปีอีกด้วย รางวัลที่ว่านั่นก็มีตั้งแต่ศิลาจิตวิญญาณ ยาทิพย์และของวิเศษ ผู้ที่ได้อันดับ1นั้นจะของวิเศษระดับ5 ศิลาแก่นแท้จิตวิญญาณ5ชิ้น จิตอสูรที่มีการเติบโตระดับมหัศจรรย์สายเลือดมังกร น้ำยาแก่นแท้จิตวิญญาณอสูร! และผู้ที่อยู่ใน5อันดับแรกก็จะได้ ของวิเศษระดับ4 3แก่นแท้จิตวิญญาณ จิตอสูรที่มีการเติบโตระดับยอดเยี่ยมสายเลือดมังกร และศิลาจิตวิญญาณจำนวนหนึ่งพันก้อน...”




คำพูดของเซี่ยวหยู่ทำให้เนี่ยหลี่ตาเป็นประกาย ภายในสถาบันวิญญาณฟ้าแห่งนี้ ของวิเศษระดับ5 มูลค่าอย่างต่ำก็อยู่ที่ ห้าถึงหกพันศิลาจิตวิญญาณเข้าไปแล้ว ประสิทธิภาพของแก่นแท้วิญญาณมีค่าเทียบเท่ากับศิลาจิตวิญญาณถึงห้าร้อยก้อน ไม่ต้องพูดถึงจิตอสูรที่มีการเติบโตระดับมหัศจรรย์สายเลือดมังกรมันเป็นสิ่งที่หายากมากที่สามารถนำมันมาใช้ปรับแต่งจิตอสูรได้




หลู่เปียวตาเบิกกว้างขึ้นและถามว่า “ถ้าพวกเราสามารถเข้าไปมีรายชื่ออยู่ในอันดับพวกนี้มันไม่ได้หมายความว่าเราสามารถได้รับของรางวัลพวกนี้ทุกปีหรอกหรือ?”




              “ถูกต้อง แต่อย่างไรก็ตามรางวัลของห้าอันดับแรกนั้นสามารถรับได้แค่ครั้งละคนเท่านั้นเมื่อได้รับรางวัลแล้วต้องถอนตัวเองจากการแข่งขันจิตวิญญาณแห่งแสง”เซี่ยวหยู่ยังพูดต่ออีกว่า “ห้าอันดับแรกนั้นนอกจากจะได้ของรางวัลมูลค่ามากแล้วยังต้องไม่เห็นแก่ตัวอีกด้วย ทุกคนต่างปรารถนากันทั้งนั้น ยังมีเวลาอีกหนึ่งเดือนก่อนจะถึงจุดคัดเลือกของปีนี้”




ดังนั้นรางวัลของห้าอันดับแรกสามารถรับได้เพียงครั้งเดียว... หลู่เปียวนึกเสียดายในใจ อย่างไรก็ตามหลู่เปียวก็คาดหวังไว้กับรางวัลของด่านจิตวิญญาณแห่งแสงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากที่ตัวเองเป็นผู้มีรากวิญญาณฟ้าขั้นที่5 ช่วยไม่ได้ที่หลู่เปียวจะหลงตัวเองเล็กน้อย (หลงไปเลยเปียว เอาใจช่วยคนที่โดนเมียทำวินาศกรรม)




เนี่ยหลี่มองไปที่อันดับจิตวิญญาณแห่งแสงอีกครั้ง มันเป็นทางลัดเพื่อการฝึกฝนพลังอย่างแท้จริง แม้ว่าจะได้ศิลาจิตวิญญาณจากการรักษาผู้คนโดยไม่เป็นที่สงสัย แต่ก็ใช่ว่านายจ้างทุกคนจะใจกว้างอย่างกู้เบ่ย



ตั้งแต่ที่เข้าสถาบันวิญญาณฟ้า ทำให้ทราบว่าตนเองมีระดับรากวิญญาณฟ้าขั้นที่8 ก็ไม่ได้รับการปฏิบัติที่พิเศษมากกว่าคนอื่นๆแต่อย่างใด



ก่อนหน้านี้ที่มีการเชิญชวนจากนิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์ก็เหมือนจะมีเรื่องขัดแย้งเกิดขึ้น แม้ในขณะนี้จะมีความขัดแย้งภายในค่อนข้างสูงแต่ก็ควบคุมได้เกือบทั้งหมด ยังมีกฎระเบียบอีกมากภายในสถาบันวิญญาณฟ้าที่นิกายอื่นไม่กล้าจะฝ่าฝืน ดังนั้นเนี่ยหลี่จึงไม่ต้องกังวลกับความสามารถของตนเองแล้ว เมื่ออยู่ในสถาบันวิญญาณฟ้าแห่งนี้เขาจะปลอดภัย




หลังจากครุ่นคิดเสร็จแล้ว เนี่ยหลี่จึงเอ่ยขึ้น “เข้าไปข้างใน แล้วลองทดสอบดูเถอะ!” (หึ หึ หึ และแล้วประโยคก่อนที่สกิลพระเอกจะทำงานก็มา)
ถ้าเขาสามารถอยู่ในห้าอันดับแรกจะทำให้ก้าวไปยังระดับชะตาสวรรค์ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น




เนี่ยหลี่ เซี่ยวหยู่และหลู่เปียวเดินไปตามเส้นทางเพื่อที่จะไปยัง ด่านจิตวิญญาณแห่งแสง




เมื่อเหล่าผู้ที่สะกดรอบตามพวกเนี่ยหลี่มาเห็นพวกเขาเดินเข้าไปที่ ด่านจิตวิญญาณแห่งแสง พวกที่ติดตามมาได้แต่มองพวกเนี่ยหลี่เดินไปจบลับสายตา



“ข้าไม่คาดคิดเลยว่าพวกมันจะไปยังด่านจิตวิญญาณแห่งแสง!



       
         “ในบรรดาสามด่านทดสอบ ด่านจิตวิญญาณแห่งแสงถือว่ามีความปลอดภัยมากที่สุด เป็นได้หรือไม่ว่าพวกมันเกิดความกลัวขึ้นมาเลยไม่ไปยังด่านทดสอบแห่งอื่น!?”




      “มากที่สุดพวกมันก็อยู่ที่นี่เพียงแค่สองชั่วโมงเท่านั้น หลังจากนั้นพวกมันต้องไปยังด่านทดสอบที่เหลืออีกสองแห่งแน่!





เนี่ยหลี่และหลู่เปียวได้เข้าไปยังด่านทดสอบจิตวิญญาณแห่งแสงอย่างรวดเร็ว ทุกคนต่างจับจ้องบุคคลซึ่งมาใหม่สองคน สำหรับเซี่ยวหยู่แล้วเขาไม่ได้มีความคาดหวังมากมายเท่าใดนัก เนื่องจากหลายปีมานี้อันดับของเขาไม่ได้เข้าสู่สองร้อยอันดับแรกเลย ดังนั้นเขาจึงไม่พยายามมากเกินไป
สถาบันวิญญาณฟ้า ห้องพักของเอี๋ยนห่าว





“นายน้อยเอี๋ยน เซี่ยวหยู่ได้เข้าไปยังด่านจิตวิญญาณแห่งแสง!



เอี๋ยนห่าวที่กำลังอ่านหนังสืออยู่ แสยะยิ้มที่มุมปากเมื่อได้รับรายงานจากสมุน “เป็นเวลากว่าห้าปีมาแล้วที่เซี่ยวหยู่ไม่ได้อยู่ในสองร้อยอันดับแรกของด่านจิตวิญญาณแห่งแสง บัดนี้ผลลัพธ์ก็ไม่แตกต่างไปจากเดิมหรอก!





“แต่ว่า... ท่านหญิงหวงอิ้ง ก็ดูเหมือนจะไปที่ด่านจิตวิญญาณแห่งแสงเช่นกัน!








ใบหน้าของเอี๋ยนห่าวแปรเปลี่ยนเป็นเขียวคล้ำ เขาไม่มีอารมณ์ที่จะอ่านหนังสืออีกต่อไป เขายืนขึ้นพลางวางหนังสือลงบนโต๊ะและกล่าวว่า “เราจะไปด่านจิตวิญญาณแห่งแสงกันเดียวนี้!
ปล.อ่าวจบซะละ
แปลโดย...สินธุ์นวล

(ขอขอบคุณปกสวยๆจากคุณ Voravut Chansong ด้วยครับผม)

                                                                    





เมนู นิยาย ล่าง

เมนู มังงะ ล่าง