test

เมนู นิยาย บน

เมนูมังงะ

22 มิ.ย. 2559

Tales of Demons & Gods บทที่ 273 วางยาพิษ?


ณ หอประชุมการฝึกบ่มเพาะพลัง
        


                 หลังจากที่อำลา กู้เบ่ย เรียบร้อยแล้ว เนี่ยหลี่และหลู่เปียว ได้เดินผ่านเข้ามายังสถาบันวิญญาณฟ้า เข้ามาถึงโถงฝึกการบ่มเพาะ
          



              สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ให้นักเรียนรับภารกิจคำร้องขอต่างๆ เมื่อทำภารกิจหรือคำร้องขอสำเร็จลุล่วงแล้วนักเรียนก็จะได้รับศิลาจิตวิญญาณ อุปกรณ์เวทย์ และรางวัลอื่นๆมากมาย
         



           ด้วยจำนวนศิลาจิตวิญญาณที่ส่งมอบให้ในแต่ละเดือนช่างมีปริมาณที่น้อยนิดเสียเหลือเกิน เนี่ยหลี่และหลู่เปียว จึงต้องหาวิธีการอื่นเพื่อให้ได้ศิลาจิตวิญญาณเพิ่มเติม
         


                  อาณาจักรซากมังกรนั้นเป็นสถานที่ที่โหดร้ายมากที่เดียวเนื่องจากมีผู้ฝึกตนจำนวนมากมายมหาศาลทำให้เกิดสภาวะขาดแคลนทรัพยากรในการบ่มเพาะพลังทำให้เกิดการแก่งแย่งกันโดยไม่มีการเลือกวิธีการใดๆทั้งสิ้น จึงเป็นเรื่องที่ยากมากกับการที่จะยกระดับการบ่มเพาะพลังให้สูงขึ้น หนึ่งในวิธีนั้นคือการสวามิภักดิ์ เข้าร่วมฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหลังจากทำการสาบานว่าจะจงรักภักดีเป็นลิ่วล้อกับฝ่ายนั้นแล้ว ก็จะได้รับศิลาจิตวิญญาณเพิ่มมากขึ้นในอีกระดับหนึ่ง และแน่นอนว่า เนี่ยหลี่และหลู่เปียว ไม่ได้เลือกวิธีการนั้น
         


              นอกเหนือจากการสวามิภักดิ์เข้าร่วมสำนักแล้ว การได้รับศิลาจิตวิญญาณจากภารกิจของโถงการบ่มเพาะ ก็เป็นความคิดที่ไม่เลว
          


                
           โถงการบ่มเพาะคับคั่งไปด้วยนักเรียนในเขตต่างๆของสถาบันวิญญาณฟ้า ที่ผนังของโถงแห่งนี้ก็เต็มไปด้วยแผ่นป้ายประกาศภารกิจนานับไม่ถ้วน
         



                     เนี่ยหลี่ไม่รอช้ารีบตรวจสอบข้อมูลภารกิจชนิดต่างๆอย่างรวดเร็ว หลายภารกิจเป็นการล่าสัตว์อสูร นานาชนิด บรรดาสัตว์อสูรที่ต้องล่ามาแลกกับศิลาจิตวิญญาณเหล่านี้มีระดับไม่ธรรมดาเลย ภารกิจเหล่านี้ช่างยากยิ่งนัก นอกจากนี้ยังมีภารกิจอื่นอีก ไม่ว่าจะเป็นการตีขึ้นรูปอาวุธ ค้นหาวัตถุดิบ และอื่นๆอีกมากมาย อย่างไรก็ตามในบรรดาภารกิจเหล่านี้ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าง่ายเลยสักชิ้นเดียว
          


                  หลู่เปียว ค้นหาภารกิจอื่นๆมากมายแต่ดูเหมือนว่าจะไม่อยู่ในระดับที่สามารถทำได้เลยแม้ภารกิจเดียว “เนี่ยหลี่ ดูเหมือนว่าการที่จะได้ศิลาจิตวิญญาณมากจะเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง”
         



                “นั่นมันแน่นอนอยู่แล้ว นิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์ ได้จำกัดจำนวนศิลาจิตวิญญาณในแต่ละเขตเอาไว้ ซึ่งศิลาจิตวิญญาณนับหมื่นก้อนได้ถูกส่งเข้าไปยังส่วนในของนิกาย ทำให้ส่วนแบ่งของส่วนมีไม่มากนัก”เนี่ยหลี่อธิบาย
        



                  “การที่จะได้รับศิลาจิตวิญาณนี่มันช่างยากจริงๆ ! ถ้างั้นตอนนี้เราจะทำเยี่ยงไรดี?”หลี่เปี่ยวถาม
เนี่ยหลี่ชี้ไปยังผนังที่มีภารกิจหนึ่งติดอยู่ “ข้าว่าเราควรจะลองทำภารกิจนี้ดู!
         


               “ภารกิจอะไรกัน?”หลี่เปียวหันไปยังทิศทางที่เนี่ยหลี่ได้ชี้ไป




“ทายาทตระกูลกู้ นายน้อยหญิงกู้หลาน ได้ประสบปัญหาบางอย่างขณะที่ทำการฝึกบ่มเพาะพลังทำให้นางล้มป่วย หากมีผู้ผู้ใดมีความรอบรู้เชี่ยวชาญในการรักษาและสามารถรักษานายน้อยหญิงกู้หลานได้ ตระกูลกู้จะมอบศิลาจิตวิญญาณจำนวน 1000 ก้อนให้เป็นรางวัล” หลู่เปียวพึมพำขณะที่อ่านข้อมูลภารกิจ “ศิลาจิตวิญญาณหนึ่งพันก้อน ตระกูลกู้ช่างมั่งคั่งเสียยิ่งนัก กู้เบ่ย ก็ดูเหมือนว่าจะมาจากตระกูลกู้เช่นเดียวกัน แต่เนี่ยหลี่เจ้ามั่นใจรึว่าจะสามารถรักษาอาการบาดเจ็บของนายหญิงน้อยตระกูลกู้ได้จริงๆ ?ในแผ่นป้ายนี้ยังบอกอีกด้วยว่าตระกูลกู้ได้นำแพทย์มือดีมารักษานายหญิงน้อยผู้นี้แล้วแต่ทว่าแพทย์พวกนั้นยังมิสามารถรักษานางให้หายขาดได้เลยนะ!




เนี่ยหลี่กลอกตามองไปที่หลู่เปียว “แน่นอนว่าข้าจะรักษานาง การช่วยหนึ่งชีวิตนั้น ย่อมดีกว่า การสร้างเจดีย์เจ็ดชั้น* เจ้าเข้าใจรึไม่?”




               *สำนวนหมายถึง การช่วยชีวิตผู้คนจะทำให้เป็นที่เคารพน่านับถือและเป็นประโยชน์มากกว่า เฉกเช่นเมื่อราชาได้ปูพื้นฐานโครงสร้างไว้ดีแล้ว สิ่งเหล่านั้นย่อมจักต้องแสดงพลังอำนาจชื่อเสียงออกมาอย่างแน่นอน (ง่ายๆก็สกิลหาคนหนุนหลังของพระเอกในนิยายจีนทั่วไป)




เนี่ยหลี่ค่อนข้างมั่นใจในเทคนิคการรักษาของเขามาก





                 “ถ้าเจ้าสามารถช่วยชีวิตนางเอาไว้แถมยังได้ศิลาจิตวิญญาณอีกในเวลาเดียวกัน เป็นความคิดที่ไม่เลวทีเดียวนะ”หลู่เปียวนำมือขวามาลูบคางอย่างกับคนที่ใช้ความคิด(ไอ้ขี้เก๊กติดเชื้อไอ่หลี่มาแน่ๆ) “แต่กู้เบ่ยนั่น ก็เป็นคนดีจริงๆเลยนะ ถึงขนาดชวนพวกเราไปร่วมมื้ออาหารด้วย!





ในชีวิตก่อนนี้ของเนี่ยหลี่ ได้ยินเรื่องราวของ กู้หลานมาบ้าง (จ้า!!พ่อสารนุกรมเคลื่อนที่) เหมือนว่านางจะเป็นพี่สาวของผู้นำเป่ย แถมนางยังลึกลับมากอีกด้วย ข่าวลือที่แพร่มานั้นได้กล่าวว่าเมื่อยามตอนที่นางเป็นเด็กนั้นนางได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุเนื่องมาจากการบ่มเพาะพลังของนางทำให้ร่างกายเป็นอัมพาตตั้งแต่ช่วงเอวลงไป นอกจากนี้นางไม่สามารถจะทำการบ่มเพาะพลังต่ออีกได้เนื่องมาจากความบกพร่องทางร่างกายของนาง แต่ถึงอย่างนั้นนางกลับสามารถมีชีวิตอยู่ได้ถึง สองร้อยปี ข่าวลือยังบอกต่ออีกว่า กู้หลานเป็น คนที่แนะนำให้ ผู้นำเป่ยก้าวสู่เส้นทางวิถีแห่งดาบ และนั่นก็คือเหตุผลที่ทำให้ผู้นำเป่ยต้องการจะยืนอยู่จุดสุดยอดวิถีแห่งดาบ





ในช่วงชีวิตก่อนหน้านี้ เนี่ยหลี่ได้ยินตำนานเกี่ยวกับกู้หลาน ตลอดที่อยู่ใน อาณาจักรซากมังกร ตอนนี้บังเอิญได้ทราบข่าวคราวเรื่องนี้ มันไม่น่าจะใช่กับดัก ดังนั้นมันจึงไม่เสี่ยงมากนักที่จะลอง





หลู่เปียวชี้ไปยังแผ่นป้ายภารกิจอีกมากมาย “เนียหลี่ถ้าเจ้ามั่นใจในเทคนิคการรักษาของเจ้ามาก ที่บนผนังนี่ยังมีภารกิจอีกเป็นร้อยๆที่เกี่ยวกับการรักษาผู้ที่ได้รับบาดเจ็ดจากการบ่มเพาะพลัง หากเจ้าจัดการรักษาพวกนั้นทั้งหมด เราจักมิได้ ศิลาจิตวิญญาณเป็นหมื่นๆเลยหรือ?”




เมื่อได้ยินคำพูดของหลู่เปียวช่วยไม่ได้ที่เนี่ยหลี่จะยิ้มออกมาเจื่อนๆ “นี่เจ้ากำลังชี้หนทางให้ข้าไปตายอยู่สินะ? ไม่ต้องกล่าวถึงสถานการณ์ทางการเมืองของนิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์ที่มีความซับซ้อนกันเป็นอย่างมาก เราจะต้องระวังการกระทำทุกขั้นตอน! หากกู้เบ่ย ไม่ได้ดูเหมือนคนที่ซื่อสัตย์แล้ว ข้าก็ไม่ต้องการที่จะแสดงความสามารถของข้า เพราะมันมีความเสี่ยงที่จะดึงดูดภัยที่ข้าไม่ต้องการจะได้มันมาอีกด้วย”




                “เอาน่าค่อยพูดเรื่องนี้หลังจากที่เจ้ารักษานายหญิงน้อยตระกูลกู้ ให้หายดีก่อนเถอะ” หลู่เปียวพูดไปยิ้มไปพร้อมกันนั้นเนี่ยหลี่และหลู่เปียว ก็ไปยังตำแหน่งที่แจ้งอยู่บนแผ่นป้ายภารกิจ





ในระหว่างทางนั้น เนี่ยหลี่ได้รวบรวมความทรงจำจากชาติที่แล้ว เกี่ยวกับ นิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์ ภายในนิกาย ประกอบไปด้วย สามเสาหลัก ได้แก่ ตระกูลผนึกมังกร ตระกูลกู้ และตระกูลเพลิงสีเทา ซึ่งตระกูลจิ๋น ที่อยู่สังกัดของ หยานเฮ่า ตระกูลหยาน เอง ก็ยังอยู่ในระดับที่ไม่สามารถจะเทียบกับสามเสาหลักได้




เนี่ยหลี่ตั้งใจที่จะพยายามรักษา กู้หลาน ให้ได้ นอกเหนือจากรางวัลศิลาจิตวิญญาณหนึ่งพันก้อนแล้ว สิ่งนี้ยังจะสามารถช่วยปูทางอนาคตของเขากับเนี่ยหลี่ได้อีกด้วย หากทำการรักษานายหญิงน้อยตระกูลกู้ให้หายเป็นปกติแล้ว พวกเขาก็สามารถที่จะสร้างสัมพันธ์อันดีกับตระกูลกู้ได้ อย่างน้อยที่สุดคงเป็น กู้เบ่ย




เนี่ยหลี่เดินตามที่อยู่ที่ให้มาบนแผ่นป้ายภารกิจ และได้มาถึงเขตใต้ของสถาบันวิญญาณฟ้าแล้ว





นี่คือสถานที่ ที่กู้เบ่ยกับกู้หลานอาศัยอยู่ แต่นี่ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของตระกูลกู้เท่านั้น ประตูขนาดใหญ่ถูกปิดแน่นสนิทเหลือเพียงประตูขนาดเล็กเท่านั้นที่เปิดเป็นทางเข้าอยู่ มีคนใช้สองคนคอยเฝ้าอยู่ที่ประตูเล็ก
(*ในสถาปัตยกรรมโบราณของจีนจะมีประตูหน้าอยู่สองประตูเป็นใหญ่กับเล็ก เล็กใช้เป็นทางเข้า ใหญ่ไว้โชว์ความโอ่อ่า)




“ข้าขอทราบได้หรือไม่ว่า ผู้ใดที่ท่านมาหา?”หนึ่งในคนรับใช้กล่าวถาม




“คือพวกข้าสองคนบังเอิญไปเห็นป้ายประกาศที่โถงการบ่มเพาะเกี่ยวกับการจ้างวานให้มารักษานายหญิงน้อยตระกูลกู้”เนี่ยหลี่กล่าว
คนรับใช้ปัดมือพร้อมว่ากล่าว “ทางที่ดีข้าว่าพวกเจ้ารีบกลับไปโดยเร็วเสียเถอะ”



“นี่เป็นไปได้รึไม่? นายหญิงน้อยของเจ้าได้รับการรักษาจนหายดีเป็นปกติแล้ว?” เนี่ยหลี่ถามด้วยความสงสัยใคร่รู้




               “นายหญิงของข้าได้รับการตรวจรักษาจากแพทย์มากหลายที่มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ แม้แต่เหล่าแพทย์ฝีมือดีเหล่านั้นยังรักษานายหญิงข้าไม่ได้ แล้วเจ้าคิดว่าเจ้าจะสามารถรักษานายหญิงข้าได้งั้นรึ ? รีบไสหัวไปซะ!”ผู้รับใช้คนหนึ่งกล่าว เมื่อไม่นานมานี้มีแพทย์ที่อายุนับพันปี น้อยสุดก็หลายร้อยปี ไม่มีผู้ใดที่สามารถช่วยนายหญิงได้ แล้วมันผู้นี้เป็นใคร อายุเท่าใด้กัน? คิดว่าฉลาดมีภูมิรู้ทางแพทย์มากงั้นรึ?
เนี่ยหลี่ถึงกับขมวดคิ้ว 




           “นายหญิงของเจ้าต้องการความช่วยเหลือในการรักษา เจ้ารู้งั้นรึว่าแท้จริงแล้วข้ามีความสามารถรึไม่ ก็ให้ข้าได้ดูสถานการณ์ก่อนเป็นไร หรือเจ้าต้องการขัดขวางการรักษานาง?”




คนรับใช้ไม่คิดว่าเนี่ยหลี่จะมีความดื้อรั้นเช่นนี้ จึงได้ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ทันใดนั้นได้มีผู้หนึ่งได้เดินออกมา กู้เบ่ยนั่นเอง




               “มีเรื่องอันใดกันรึ?” กู้เบ่ย ถามด้วยน้ำเสียงที่ดูจริงจัง แต่ทว่าเมื่อเงยหน้าขึ้นกับพบกับเนี่ยหลี่และหลู่เปียวทำให้ตะลึงไปชั่วครู่ “นี่พวกเจ้ามาทำอะไรกันที่นี่ ? หรือว่าพวกเจ้ามาหาข้า ?”




               หลู่เปียวที่ยืนอยู่ข้างเนี่ยหลี่ได้หัวเราะขึ้นมา “พวกข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อหาเจ้าเสียหน่อย พวกข้าได้ยินมาว่า นายหญิงกู้หลานแห่งตระกูลกู้ ล้มป่วยพวกข้ามาดูอาการเผื่อว่าจะสามารถรักษานางได้”คิ้วของกู้เบ่ยกระตุกขึ้นพร้อมกับมองไปยังเนี่ยหลี่และหลู่เปียวด้วยความประหลาดใจ “พวกเจ้ารู้ด้านการแพทย์ด้วยเหรอ?”



เนี่ยหลี่พยักหน้า “ค่อนข้างจะ”





กูเป่ย เงียบไปสักครู่ แม้ว่าในใจจะรู้สึกไม่เชื่อ แต่ก็พยักหน้าให้ “ถ้างั้นก็ตามข้ามา”




ด้วยการนำของ กู้เบ่ย ทั้งสองก็ได้มาถึงลานกว้างขนาดใหญ่ เมื่อเข้ามาสู่อีกชั้นหนึ่งก็พบกับสวนขนาดใหญ่ มีศาลาตั้งอยู่ มีสะพาน ด้านล่างมีลำธารอยู่ ราวกับอยู่แดนสวรรค์ แม้กระทั่งกลิ่นดอกไม้ ยังส่งกลิ่นหอมราวกับอยู่วิมานสวรรค์โดยแท้จริง




             “พี่สาวข้าและข้า เป็นทายาทสายตรงจากตระกูลกู้ พี่สาวข้าได้รับการกล่าวขานว่าเป็นอัจฉริยะในหมู่ชนรุ่นหลัง อย่างไรก็ตามนางได้รับบาดเจ็บจากการบ่มเพาะพลังของนางส่งผลให้ร่างกายนางเป็นอัมพาตตั้งแต่ช่วงเอวลงไป ไม่มีผู้ใดทราบสาเหตุว่าทำไมมันถึงเกิดขึ้น”เมื่อพูดจบ ดวงตาของกู้เบ่ยแผ่รังสีอัมหิตเยือกเย็นออกมา




              เนี่ยหลี่สัมผัสได้จากคำพูดของกู้เบ่ย บางทีกู้หลานอาจจะเป็นเหยื่อความขัดแย้งภายในตระกูลก็เป็นได้หลู่เปียวครุ่นคิดในใจ หากกู้เบ่ยกับกู้หลานเป็น ทายาทโดนตรงแล้ว แสดงว่ายังมีคนอื่นอีกสินะ ตระกูลกู้นี่ช่างยิ่งใหญ่จริงๆ




เนี่ยหลี่และหลู่เปียวเดินตามกู้เบ่ยไปตามทางขนาดเล็กที่ทอดยาวไปยังสวนขนาดเล็ก ภายในมีหญิงสาวสวมชุดสีขาวนั่งเงียบๆอยู่บนเก้าอี้ ม่านตานางใสราวกับหยาดน้ำค้างฤดูใบไม้ร่วง ใบหน้าสวยงามละเอียดอ่อนราวกับทำด้วยอัญมณี ด้วยการจ้องมองไปยังดอกไม้ที่ขึ้นอยู่ตรงโขดหินด้วยใบหน้าเงียบสงบ ริมฝีปากชุ่มฉ่ำอย่างกับเนรมิตมันขึ้นมาจากหยดน้ำ ใต้ชุดสีขาวนั้นเป็นผิวเนียนสดใจประดุจหยกของนาง ร่องรอยจากความเจ็บป่วยแสดงออกมาทางใบหน้า เหมือนกับดอกไม้ที่พร้อมเหี่ยวเฉาตายได้ตลอดเวลา




“ความงามที่ถูกจำกัดให้อยู่ได้เฉพาะฤดูใบไม้ผลิ เมื่อผ่านพ้นไปแล้ว ดอกไม้และผู้คนอาจจะดับสูญไปโดยไม่ทันรู้ตัว” หญิงสาวในชุดสีขาวรำพัน ร่องรอยความโศกเศร้าปรากฏให้เห็นระหว่างคิ้วของนาง




                 “ท่านพี่...”ดวงตาของกู้เบ่ยเริ่มจะพร่ามัวจะประกายน้ำตา ในขณะที่มองดู กู้หลาน พี่สาวของเขาที่ครั้งหนึ่งเคยสดใสร่าเริงและมีชีวิตชีวามากกว่านี้ กลับต้องมาอยู่ในสภาพนี้ กู้เบ่ยรู้สึกราวกับถูกฉีกหัวใจออกเป็นชิ้นๆ




“กู้เบ่ย เจ้ากลับมาแล้วรึ?” หญิงสาวในชุดสีขาวเผยรอยยิ้มให้เห็นจางๆ ดวงตาของนางทอดยาวไปยังผู้มาเยือนสองคนด้านหลัง “สองผู้มาเยือนนี้...?”




“พวกเขาทั้งคู่เป็นเพื่อนของข้าเอง”กู้เบ่ยไม่กล้าบอกกู้หลานโดยตรงว่าเนี่ยหลี่มาที่นี่เพื่อตรวจสอบอาการบาดเจ็บของนาง เวลาใดก็ตามที่มีแพทย์มาทำการตรวจรักษานางจะยิ้มและปฏิเสธแพทย์ผู้นั้นไป



“โอ้” กู้หลานพยักหน้าแล้วยิ้มให้กับ หลู่เปียวและเนี่ยหลี่




หลู่เปียวอดไม่ได้ที่จะสงสัย อาการบาดเจ็บของนางที่ได้รับ สำหรับความงามเหลือล้นของนางแล้วกลับต้องถูกบังคับมาใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ บนเก้าอี้ สวรรค์ช่างเล่นตลกกับโชคชะตาผู้คนยิ่งนัก




เนี่ยหลี่จ้องพิจารณากู้หลานอย่างถี่ถ้วน




กู้หลานเมื่อเห็นว่าเนี่ยหลี่จ้องมองมาที่นาง ทำให้นางเกิดความรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย แต่เพราะเนี่ยหลี่เป็นเพื่อนกู้เบ่ยนางจึงไม่ได้พูดอะไร





“เนี่ยหลี่ เจ้าตรวจพบอะไรบ้าง?” หลู่เปียวถามเสียงเบา




“นางไม่ได้ได้ป่วย หรือเกิดเหตุสุดวิสัยขณะการบ่มเพาะพลัง นางถูกวางยาพิษ”เนี่ยหลี่กล่าวด้วยเสียงที่ไม่เบาและไม่ดังเกินไปเพียงพอจะให้ กู้เบ่ยและกู้หลานได้ยินหลังจากที่กู้เบ่ยได้ยินสิ่งที่เนี่ยหลี่พูด อารมณ์ที่สะกดกลั้นเอาไว้ก็แทบจะประทุออกมาก ทันที พลางจ้องมองไปที่เนี่ยหลี่ “วางยาพิษ? เจ้ากำลังจะบอกว่าพี่สาวข้า โดนวางยาพิษ?”



เนี่ยหลี่พยักหน้า “ถูกต้อง”




           กู้เบ่ยถึงกับทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะหนึ่ง “แต่มันเป็นไปไม่ได้! ก่อนหน้านี้มีแพทย์จำนวนมากได้เข้ามาตรวจอาการของพี่สาวข้าแล้ว ถ้าพี่สาวข้าถูกวางยาพิษจริง พวกเขาทำไมถึงไม่สังเกตเห็น?”




กู้หลานที่นั่งอยู่ด้านข้าง จ้องมองมาที่เนี่ยหลี่ด้วยแววตาที่ไม่ค่อยเชื่อสักเท่าไหร่นัก เด็กคนนี้อายุน้อยกว่า กู้เบ่ย เสียอีก เป็นแพทย์จริงงั้นหรือ? ถ้านางถูกวางยาพิษนางต้องรู้สึกได้อย่างแน่นอน ดังนั้นเพราะเหตุใดนางถึงไม่รู้ว่าตัวเองโดนวางยา?

ปล.หลบไปอู้งานมาเบาๆ ร้อยกว่าตอนเอง โฮ่วๆๆ
คิดถึงฉันไหมเวลาที่เธอ .... 
แปลโดย..สินธุ์นวล







เมนู นิยาย ล่าง

เมนู มังงะ ล่าง