test

เมนู นิยาย บน

เมนูมังงะ

20 มิ.ย. 2559

Tales of Demons & Gods บทที่ 271 เปลวไฟแห่งจิตวิญญาณ



           “พวกเจ้าจะต้องเข้ามาเพื่อเรียนกับข้าทุกๆสามวัน ข้าจะอธิบายวิธีการบ่มเพาะพลังให้กับพวกเจ้า รวมไปถึงวิธีการที่จะทะลวงผ่านไปในระดับต่อไป นอกเหนือจากสิ่งเหล่านี้แล้ว สถาบันวิญญาณฟ้ายังมีการอบรมพื้นฐานสามอย่างอีกด้วย ซึ่งข้ากำลังจะอธิบายให้ฟังในตอนนี้” อาจารย์ชิหลิงกล่าว



อาจารย์ชิหลิง เริ่มอธิบายในรายละเอียดว่า “สำหรับการที่จะเลื่อนระดับจากชะตาดิน สู่ชะตาฟ้านั้น จำเป็นต้องมีการประสานกันอย่างสอดคล้องของพลังงานสวรรค์และเส้นทางแห่งสวรรค์ ทุกๆอย่างที่มีอยู่ระหว่างฟ้าและดิน เปรียบได้ดังกับบ่อเกิดแห่งดิน:ทุกอย่างล้วนเกิดขึ้นจากความเข้มข้นของพลังงานสวรรค์...  ”



ทุกคนฟังอย่างตั้งใจ แม้แต่ลู่เพียวเองก็เอียงหูฟัง



แต่ถึงอย่างไรสิ่งที่ อาจารย์ชิหลิง อธิบายนั้นฟังดูแล้วผิวเผินยิ่งนักสำหรับเนี่ยลี่ จะมีใครอีกที่กำลังครุ่นคิดอยู่ในสถานะการตอนนี้  ชะตาดิน นั้นมีการจัดระดับเช่นเดียวกับระดับตำนานที่ถูกแบ่งเป็นห้าระดับ ซึ่งในตอนนี้เขานั้นอยู่ในระดับสามดาว ยังมีเส้นทางอีกยาวไกลกว่าที่จะไปถึงระดับชะตาฟ้า



ก่อนที่จะเข้ามายังอาณาจักรซากมังกรนั้น พลังแห่งสัจธรรมภายร่างกายของเนี่ยลี่ ได้ค่อยๆเปลี่ยนไปเป็นพลังงานสวรรค์



พลังงานสวรรค์นั้นมีความคล้ายคลึงกับพลังแห่งสัจธรรม และแบ่งเป็นธาตุองค์ประกอบต่าง ๆ เช่นห้วงเวลา และอื่น ๆ แต่ถึงอย่างไรพลังงานสวรรค์นั้นก็เป็นพื้นฐานของพลังทั้งปวง



ในเวลานี้ เนี่ยลี่ นั้นได้ทำการฝึกอย่างต่อเนื่องด้วยเทคนิคการบ่มเพาะ [เทพวิถีฟ้า]  เถาหล่อเลี้ยงวิญญาณลึกลับก็ได้เติบโตอยู่ในขอบเขตวิญญาณของเขา


อาจารย์ชิหลิง ได้ใช้เวลาสอนไปถึงสองชั่วโมง เขาค่อย ๆ สอนลึกไปถึงหัวข้อต่าง ๆ และค่อยๆอธิบาย จึงทำให้เหล่านักเรียนนั้นรู้สึกหลงไหลเขายิ่งนัก


              “เนี่ยลี่ พวกเราจะมีชีวิตที่เพิ่มขึ้น หลังจากที่บ่มเพาะไปถึงขั้น สอง ชะตาวิญญาณ หรือสูงกว่านั้นใช่ไหม? ” ลู่เพียวอดไม่ได้ที่จะกระซิบถาม นั่นแปลว่าใครบางคนสามารถตายได้หลายครั้งเช่นนั้นหรือ?



เนี่ยลี่จึงอธิบายว่า “อันที่จริง สองชะตา หรือ สามชะตา ไม่ได้แปลว่าเจ้าจะมีสองหรือสามชีวิต แต่หมายถึงในขอบเขตวิญญาณของเจ้านั้นก่อรูปชะตาวิญญาณขึ้นมาซึ่งหลังจากนั้นก็นำไปเก็บไว้ในพื้นที่ปลอดภัย ตราบใดที่เจ้าไม่ได้สูญเสียชะตาวิญญาณทั้งหมด เจ้าก็สามารถที่จะคืนชีพได้อีกครั้ง  แต่ถึงอย่างไรพื้นที่ ที่ชะตาวิญญาณจะไม่มีผลนั้นคือ อยู่ห่างจากที่เก็บชะตาวิญญาณเกินหนึ่งพันลี้”



          “อ๋อ ข้าเข้าใจแล้ว เจ้ากำลังจะบอกว่า ข้าสามารถซ่อนชะตาวิญญาณเอาไว้ที่ใดก็ได้ และหาก ว่าข้านั้นตายไป ข้าก็สามารถที่จะใช้ชะตาวิญญาณชุบชีวิตตัวเองได้ถูกต้องไหม?



                  “ถูกต้องแล้ว ทุกครั้งที่เจ้านั้นถูกสังหาร เจ้าก็จะสูญเสียชะตาวิญญาญไป อย่างเช่นถ้าหากเจ้านั้นมี สามชะตาวิญญาณ และเจ้าถูกสังหารไป เมื่อเจ้ากลับมามีชีวิต เจ้าก็จะเหลือเพียงสองชะตาวิญญาณ” เนี่ยลี่พูดต่อไปอีกว่า “เมื่อเจ้านั้นเข้าสู่ขอบเขตชะตาสวรรค์แล้ว จะเป็นการดีถ้าหากเจ้ารู้จักวางแผนล่วงหน้า โดยการเก็บชะตาวิญญาณของเจ้าไว้ในที่ ที่ปลอดภัย ก่อนที่เจ้าจะมุ่งหน้าไปยังสถานที่ ที่อันตราย ถ้าไม่เช่นนั้นหากเจ้าถูกสังหารก็ไม่อาจที่จะกลับมามีชีวิตได้อีกต่อไป ”



ลู่เพียวเริ่มที่จะเข้าใจถึงแนวคิดที่ได้ฟังมาแล้ว ไม่น่าแปลกใจเลยที่สถาบันวิญญาณฟ้า มีกฏที่อนุญาตให้ผู้ที่บรรลุถึงระดับชะตาสวรรค์เท่านั้น จึงสามารถที่จะออกไปผจญภัยได้ ก่อนที่ออกไป พวกเขาก็จะวางชะตาวิญญาณของตนเองไว้ในห้องโถงวิญญาณของสถาบัน ด้วยวิธีนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่นักเรียนคนนั้นจะถูกสังหารอย่างถาวร เว้นเสียแต่ว่า จะมีใครละเมิดกฏของสถาบันวิญญาณฟ้า



หลังจากที่เหล่าบุคคลที่มีความสามารถ ที่จะเข้ามาอยู่ในสถาบันวิญญาณฟ้า ทุกคนล้วนเป็นอัจฉริยะจากเมืองต่าง ๆ การเสียชีวิตของใครก็ตาม ล้วนเป็นการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่



หวังหยาง [王阳] ยืนอยู่ไกลๆและกวาดสายตาจ้องมองไปยังเนี่ยลี่และลู่เพียวที่กำลังคุยกันอยู่  มีประกายความเย็นชาออกมาจากสายตาของเขา ก่อนที่เขาจะเข้ามาที่นี่ นายน้อยฮัวหลิงสั่งให้เขาจับตาดูเนี่ยลี่และลู่เพียว นอกจากนี้เขายังสั่งว่าให้หาหนทางกลั่นแกล้งทั้งคู่เมื่อมีโอกาสอีกด้วย


ภายในนิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์ เหล่านักเรียนที่มาจากสถานที่และตระกูลต่าง ๆ ได้ทำการรวมกลุ่มกันเพื่อแบ่งปันชื่อเสียง ขุมกำลังและร่วมกันต่อสู้ บิดาของฮัวหลิงนั้น และบิดาของเซี่ยวหยู่นั้น ยังคงต่อสู้กันเพื่อแย่งตำแหน่งของหัวหน้าปฏิบัติการสำหรับส่วนนอก เนื่องจากเขามาจากห้วงสวรรค์น้อย โดยธรรมชาติแล้วคำพูดของฮัวหลิง เขาจึงต้องเก็บไว้ให้ขึ้นใจ



ในนิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์ อย่างน้อยก็มีร่วมพันคน ที่เป็นผู้เยี่ยมยุทธที่มาจากห้วงสวรรค์น้อย ส่วนคนที่มาจากโลกใบเล็กนั้น มีเพียงเจ้าแห่งนครใต้พิภพ เซี่ยวหยู่ และอีกเพียงหนึ่งกำมือ (ตามสำนวนหมายถึงมีอยู่แค่ไม่กี่คน)



ด้วยความจริงที่ว่า เนี่ยลี่นั้นมีรากวิญญาณชั้นฟ้าระดับแปด และลู่เพียวมีรากวิญญาณชั้นฟ้าระดับห้า เป็นสิ่งที่กดดันหวังหยางอย่างเป็นอย่างมาก
แต่ข้าไม่เชื่อ ไม่มีทางที่ข้าจะแพ้เจ้าสองคนนี้เด็ดขาด หวังหยางคิดอย่างไม่แยแส ด้วยเหตุผลที่ว่าเขามาจากห้วงสวรรค์น้อย เขาย่อมมีขุมกำลัง (หมายถึงทั้งกำลังคนและกำลังทรัพย์)มากมายกว่าเนี่ยลี่แน่นอน



อาจารย์ชิหลิง ยังคงบรรยายต่อและกำลังสรุปหัวข้อสำคัญ เขาพูดว่า “ถ้าหากว่าข้าอธิบายเรื่องทั้งหมดในคราวเดียว พวกเจ้าก็อาจจะสับสนและไม่เข้าใจก็เป็นได้ ดังนั้นข้าจึงพอแค่นี้ก่อน เดี๋ยวต่อไปข้าจะสอนเกี่ยวกับการบ่มเพาะพลังอีกเล็กน้อย สำหรับชะตาดินนั้น พวกเจ้าอาจจะได้ประโยชน์เล็กน้อยสำหรับการบ่มเพาะพลัง แต่จะเป็นประโยชน์อย่างมากในอนาคต เมื่อเจ้าสามารถทะลวงผ่านเข้าสู่ขอบเขตของชะตาฟ้าได้  แต่ถึงอย่างไรข้าก็คงจะฝืนช่วยอะไรไม่ได้ ถ้าหากว่าพวกเจ้าไม่สามารถเก็บเกี่ยวในสิ่งที่ข้าสอนไปได้ ”



ดวงตาของเขากวาดมองไปยังหญิงสาวที่ใส่เสื้อสีฟ้าอ่อน จินหยาน และคนอื่น ๆ รอยยิ้มเล็กน้อยของเขาที่เริ่มแผ่เต็มใบหน้าของเขา  คงมีเพียงคนเหล่านี้ที่จะสามารถเก็บเกี่ยวความรู้จนทำให้เกิดผลลัพธ์ดีๆได้แน่นอน



ท่ามกลางเหล่าอัจฉริยะที่มีรากวิญญาณฟ้าทั้งสามสิบหกคน ถ้าหากจะมีสักสิบคนที่สามารถทำได้ พวกเขาที่ได้ถูกคัดเลือกมาอย่างดีแล้ว  นอกจากนี้พวกเขาจะได้ผลลัพธ์ของการบ่มเพาะพลังที่รวดเร็วยิ่งขึ้น ในอนาคตพวกเขาจะต้องประสพผลสำเร็จอย่างดีเยี่ยมแน่นอน



                     “ขั้นแรกเราจะต้องทำการบ่มเพาะเปลวไฟแห่งจิตวิญญาณ!หลังจากที่อาจารย์ชิหลิง พูดจบ เขาค่อย ๆยื่นมือขวาของเขาออกมา หลังจากนั้นไม่นาน เปลวไฟสีขาวก็ลุกโชนขึ้นในฝ่ามือของเขา จากนั้นเขาก็พูดต่ออีกว่า “นี่คือเปลวไฟแห่งจิตวิญญาณ ถ้าหากเจ้าต้องการที่จะสร้างเปลวไฟแห่งจิตวิญญาณขึ้นมา ก่อนอื่นเจ้าจะต้องให้ขอบเขตวิญญาณของเจ้าเข้าถึงสภาวะอนัตตา แล้วรวบรวมเจตจำนงค์ของเจ้าลงบนฝ่ามือขวาของเจ้า...”



เปลวไฟในมือของอาจารย์ชิหลิง ค่อยๆมีขนาดที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จากที่มีเพียงขนาดเล็กเท่าดอกไม้ที่กำลังเป็นดอกตูม ขยายใหญ่จนเท่ากับกำปั้น



            “ความแข็งแกร่งของเปลวไฟแห่งจิตวิญญาณบ่งบอกถึงพลังวิญญาณที่แข็งแกร่ง ดังนั้นเมื่อพวกเจ้าสามารถทะลวงผ่านระดับชะตาฟ้าได้ ชะตาแห่งวิญญาณของพวกเจ้าก็ย่อมที่จะแข็งแกร่งมากขึ้นเช่นกัน” อาจารย์ชิหลิง ยิ้มเล็กน้อยและพูดต่อ


               “เอาหล่ะ ในตอนนี้พวกเจ้าพร้อมที่จะก้าวเดินไปข้างหน้ากันแล้ว ลองทำความเข้าใจแล้วสร้างเปลวไฟแห่งจิตวิญญาณดูสิ ”



เหล่านักเรียนลุกยืนขึ้นบนพื้นด้านล่าง ทุกคนเอามือขวาออกมา และ รวบรวมเจตจำนงค์ลงบนฝ่ามือเพื่อที่จะพยายามสร้างเปลวไฟแห่งจิตวิญญาณ



แม้ว่าอาจารย์ชิหลิง จะสามารถทำให้เปลวไฟแห่งจิตวิญญาณ ลุกติดขึ้นมาบนมือขวาของเขาได้อย่างง่ายดาย  แต่สำหรับนักเรียนพวกเขารู้ได้ว่ามันไม่ได้ง่ายดายถึงเพียงนั้น แม้ว่าพวกเขาจะยื่นแขนออกไปกว่าครึ่งวันแล้ว พวกเขาก็ยังไม่อาจจะที่จะจุดเปลวไฟแห่งจิตวิญญาณให้ลุกโชนขึ้นมาได้ ทุกคนต่างหลับตาลงและขมวดคิ้ว เพื่อที่จะเข้าถึงสภาวะอนัตตา



ทันใดนั้น เปลวไฟแห่งจิตวิญญาณก็ระเบิดออกมาจากมือของหญิงสาวที่ใส่ชุดสีฟ้าอ่อนคนนั้นแม้ว่ามันจะมีขนาดเพียงแค่ก้อนควันเล็กๆ แต่นางก็เป็นคนแรกที่สามารถจุดเปลวไฟแห่งจิตวิญญาณได้  หลังจากนั้นเปลวไฟแห่งจิตวิญญาณก็ค่อย ๆขยายใหญ่ขึ้นจนมีขนาดเท่ากับเล็บมือ



เมื่อเห็นดังนั้น อาจารย์ชิหลิง คิ้วกระตุกเล็กน้อยแล้วก็มีประกายแห่งความชื่นชมออกมาจากสายตาของเขา อันที่จริงนางเป็นทายาทสายตรงของตระกูลผนึกมังกร ซึ่งถือว่าพรสวรรค์อย่างยิ่ง เมื่อคิดว่าด้วยอายุเพียงเท่านี้ นางก็สามารถจุดเปลวไฟแห่งจิตวิญญาณจนมีขนาดเท่าเล็บมือได้


หลังจากนั้นไม่นาน จินหยาน ก็สามารถที่จะจุดเปลวไฟแห่งจิตวิญญาณขึ้นมาได้เช่นกัน แม้ว่ามันจะมีขนาดเพียงแค่เม็ดถั่ว แต่มันก็มีความบริสุทธิ์เป็นอย่างมาก



 “ไม่เลวนี่” อาจารย์ชิหลิง กล่าวชมพร้อมกับยักหน้า



หลังจากนั้น มีนักเรียนอีกสามคนที่สามารถจุดเปลวไฟแห่งจิตวิญญาณขึ้นมาได้ หนึ่งในนั้นสามารถทำให้มันใหญ่ขนาดเท่ากับเล็บมือได้ ถือว่ามีพรสวรรค์ยิ่งนัก



ลู่เพียวได้พยายามอย่างหนักเพื่อที่จะให้ขอบเขตพลังของเขาเข้าสู่ภาวะอนัตตา เหมือนกับที่อาจารย์ชิหลิงได้บอกไว้ แต่ถึงอย่างนั้นในหัวของเขาก็มีภาพต่าง ๆ พุ่งเข้ามาไม่หยุด เป็นภาพเซี่ยวซุ่ยกำลังอาบน้ำ เพราะว่าเขาเห็นแต่ภาพเหล่านั้น เขาจึงไม่อาจจะที่จะเข้าสู่ภาวะอนัตตาได้ หลังจากนั้นเขาก็เผยรอยยิ้มที่ขมขื่น “ในตอนนี้ข้ารู้แล้วว่าทำไมการบ่มเพาะพลังของข้าถึงได้ช้ากว่าคนอื่น เป็นเพราะว่าข้ายังมีบางสิ่งที่ยังค้างคาใจ และทำไม่สำเร็จ ”



            “เจ้าหมายถึงความลามกในตัวของเจ้าใช่ไหม?” เนี่ยลี่หัวเราะพร้อมกับพูดต่อไปอีกว่า “ผู้ที่ไม่มีจิตใจอันบริสุทธิ์ ย่อมไม่สามารถที่จะจุดเปลวไฟแห่งจิตวิญญาณขึ้นมาได้”



ลู่เพียวพ่นลมหายใจอย่างเย็นชา “แล้วเจ้าต่างจากข้าตรงไหนกัน? เจ้ามีเทพธิดาจื้ออวิ้นในมือซ้าย แถมยังมีเทพธิดาหนิงเอ๋อในมือขวาอีกด้วย ข้าคิดว่าจิตใจของเจ้าก็คงไม่ได้บริสุทธิ์มากไปกว่าข้าหรอกนะ ”



ที่มุมปากของเนี่ยลี่ เผยรอยยิ้มเล็กน้อยขณะที่ยื่นมือขวาออกไป ทันใดนั้น เปลวไฟแห่งจิตวิญญาณ ก็ถูกจุดขึ้นมาบนฝ่ามือขวาของเขา และค่อยๆเพิ่มขนาดจนเท่ากับเล็บมือ



        “ใช่สิ เจ้ามันร้ายกาจยิ่งนัก” ลู่เพียวพูดพร้อมกับทำท่าคอตก เนี่ยลี่เจ้ามันช่างยียวนยิ่งนัก



ข้างบนแท่นที่ยกสูงขึ้น ดวงตาของ อาจารย์ชิหลิง มีประกายเผยให้เห็นถึงความประหลาดใจมาก เขาจับจ้องไปยังเนี่ยลี่ แม้ว่าเนี่ยลี่นั้นจะมีรากวิญญาณชั้นฟ้าระดับแปด เขาก็ได้ทำการตรวจสอบเบื้องหลังของเนี่ยลี่ เขามากจากโลกใบเล็ก และไม่ได้มีใครหนุนหลังเขาเลย



แม้ว่าพรสวรรค์จะเป็นสิ่งสำคัญในเส้นทางของการบ่มเพาะพลัง แต่ถ้าหากไร้ซึ่งทรัพยากร (หมายถึงศิลาจิตวิญญาณ) ก็ไม่มีประโยชน์อันใดสำหรับหนทางที่จะก้าวไปสู่ระดับเทพสงคราม แค่จากระดับชะตาสวรรค์ ก้าวเข้าสู่ระดับแก่นแท้แห่งสวรรค์ ก็ต้องใช้ทรัพยากรมากมายในการบ่มเพาะพลังแล้ว



ดังนั้นเขาจึงไม่ได้สนใจเนี่ยลี่มากนัก นอกจากนี้ หลงยู่อิน[龙羽音] และ จินหยาน ต่างก็มาจากตระกูลที่มีอำนาจ และได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีตั้งแต่ยังเด็ก ร่างกายของพวกเขานั้นได้รับการขัดเกลาจากสมุนไพรวิเศษต่างๆ นั่นเป็นเหตุผลที่พวกเขาสามารถที่จะ จุดเปลวไฟแห่งจิตวิญญาณ ขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ความรวดเร็วในการบ่มเพาะพลังของพวกเขาก็เหนือกว่าเนี่ยลี่อีกด้วย



ซึ่งเขานั้นไม่เคยคิดเลยว่าเนี่ยลี่จะสามารถที่จะจุดเปลวไฟแห่งจิตวิญญาณขึ้นมาอย่างง่ายดาย นอกจากนี้ เปลวไฟแห่งจิตวิญญาณของเขา ก็มีขนาดเท่าเล็บมือ ซึ่งไม่ได้ด้วยกว่าของ หลงยู่อิน กับ จินหยานเลย



นอกจากนี้ที่เขามีความสนใจเป็นอย่างมากก็คือ เขาใช้วิธีที่แตกต่างจากคนอื่น ๆ ที่ต้องหลับตาตั้งสมาธิอย่างลำบาก แต่เนี่ยลี่ทำได้ในขณะที่กำลังพูดคุยอยู่กับลู่เพียวอีกด้วย แต่ยังสามารถที่จะจุดเปลวไฟแห่งจิตวิญญาณขึ้นมาอย่างง่ายดาย สิ่งที่เนี่ยลี่ทำนั้นแสดงให้เห็นว่า เขาได้มีความเข้าใจเกี่ยวกับสภาวะอนัตตา และสามารถเข้าถึงในระดับที่น่าตกใจเลยทีเดียวเขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า จะมีอัจฉริยะที่โดดเด่นขึ้นมาในหมู่นักเรียนทั้งสามสิบหกคน



อาจารย์ชิหลิง กำลังถูกครอบงำด้วยความคิดในหัวของเขา และเขาก็รู้สึกแปลกใจเป็นอย่างมาก ความสนใจของเขาหมุนวนอยู่รอบ ๆตัวของเนี่ยลี่ คน คนนี้ต้องเป็นอัจฉริยะอย่างแท้จริง ข้าจะต้องตั้งใจสั่งสอนเขาด้วยความรอบคอบ



เนี่ยลี่เองก็เหลือมองไปยังอาจารย์ชิหลิง ในฐานะที่เขาเป็นนักเรียนใหม่ของสถาบันวิญญาณฟ้า เนี่ยลี่รู้ดีว่าภูมิหลังของเขานั้นต่ำต้อยยิ่งนัก ดังนั้นเขาจึงต้องแสดงความสามารถออกมาในระดับหนึ่ง เพื่อที่ว่าพวกเขาจะได้ยกระดับความสำคัญของเขาขึ้นมา



เนี่ยลี่นั้น ได้ทำให้เกิดระลอกคลื่นโหมกระหน่ำอยู่ในใจของอาจารย์ชิหลิงไปแล้ว เนื่องจากความสามารถของเขาที่ปรากฏอยู่นั้น เหนือกว่าคนอื่น ๆมากมายนัก



ในหมู่นักเรียนทั้งสามสิบหกคน มีเพียงแค่ห้าคนที่นั้นที่สามารถจุดเปลวไฟแห่งจิตวิญญาณขนาดเท่ากับเล็บมือได้  ขณะที่อีกเจ็ดคนที่สามารถจุดเปลวไฟขึ้นมาได้ขนาดเท่าเม็ดถั่ว นักเรียนที่เหลือนั้นไม่สามารถที่จะจุดเปลวไฟแห่งจิตวิญญาณขึ้นมาได้เลย ไม่ว่าพวกเขาจะพยายามแค่ไหน



หวังหยาง [王阳] ก็เป็นหนึ่งในนักเรียนที่เหลือนั้น เขาพยายามด้วยวิธีการต่างๆ นานา แต่ฝ่ามือของเขาก็ยังคงเงียบสงบ ไม่มีร่องรอยของเปลวไฟแห่งจิตวิญญาณเลยแม้แต่น้อย นั่นทำให้เขาเสียใจเป็นอย่างมาก เมื่อเห็นว่าเนี่ยลี่สามารถที่จะจุดเปลวไฟแห่งจิตวิญญาณขึ้นมาได้ ปอดของเขานั้นแทบจะระเบิดออกมาจากทุกส่วนของร่างกาย (ถ้าเป็นสำนวนไทยก็จะประมาณว่า อกจะแตกตาย)



                 “ไม่เลวเลย สำหรับเหล่าอัจฉริยะที่สามารถที่จะจุดเปลวไฟแห่งจิตวิญญาณขึ้นมาในการเรียนบทเรียนแรกนี้ ทุกคนล้วนมีความตั้งใจที่บริสุทธิ์ และเป็นอัจฉริยะอย่างแท้จริง ที่จะก้าวเข้าสู่เส้นทางของการเข้าสู่ระดับ เทพสงคราม ความแข็งแกร่งของเปลวไฟแห่งจิตวิญญาณ จะทำให้ชะตาแห่งวิญญาณของพวกเจ้าแข็งแกร่งขึ้น สำหรับผู้ที่ยังไม่อาจที่จะจุดเปลวไฟแห่งจิตวิญญาณขึ้นมาได้  จงกลับไปฝึกฝนให้มากยิ่งขึ้น บทเรียนของวันนี้จบลงแค่นี้ ” อาจารย์ชิหลิง หัวเราะพร้อมกับพูดต่ออีกว่า “พวกเจ้าจะพบกับบทเรียนต่อไปในอีกสามวันข้างหน้า”


ผู้แปลกล่าวต่ออีกว่า “พวกเจ้าจะได้อ่านตอนต่อไปในอีกสามวันข้างหน้า  อ้าวไม่ใช่เหรอ งั้นเจอกันพรุ่งนี้เหมือนเดิมก็ได้” By นายมะพร้าว


เมนู นิยาย ล่าง

เมนู มังงะ ล่าง