test

เมนู นิยาย บน

เมนูมังงะ

19 มิ.ย. 2559

Tales of Demons & Gods บทที่ 270 อาจารย์ชิหลิง


เขาไม่เคยคิดว่ามันจะมีผลรวดเร็วถึงเพียงนี้



เนี่ยลี่รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย แต่ในไม่ช้าเขาก็คิดออกว่าเป็นเพราะเหตุใด เซี่ยวหยู่นั้นไม่สามารถที่จะทะลวงผ่านได้เป็นเวลาหลายปี เดิมทีนั้นเซี่ยวหยู่มีระดับรากวิญญาณชั้นฟ้าระดับเจ็ดนับว่ามีพรสวรรค์มิใช่น้อย เขาควรจะบรรลุถึงระดับชะตาสวรรค์ได้นานแล้ว แต่เนื่องด้วยเหตุผลบางประการที่ทำให้เขาไม่สามารถทะลวงผ่านได้ แต่อย่างไรก็ตามผลของการบ่มเพาะพลังมาอย่างยาวนานก็ยังคงอยู่ เมื่อถูกกระตุ้นโดยการฝังเข็มของเนี่ยลี่ พลังงานสวรรค์จึงระเบิดออกมาในทันที



แสงสีแดงถูกปล่อยของมาจากเซี่ยวหยู่ ส่งผลให้ร่างกายของเขาเรืองแสงราวกับกุหลาบสีแดงเข้ม พลังงานเพิ่มขึ้นอย่างบ้าคลั่งราวกับพายุพัดรอบๆตัวของเขา



           “พลังที่แข็งแกร่งอะไรเช่นนี้!” เนี่ยลี่ถูกคลื่นพลังผลักไปข้างหลังหลายก้าว ในขณะที่เขามองดูเซี่ยวหยู่ถูกห่อหุ้มด้วยรัสมีพลังที่ราวกับเป็นพายุ เขาพึมพัมขึ้นมาว่า เทคนิคการบ่มเพลัง [มังกรคำรามคณานับ] ช่างร้ายกาจยิ่งนัก ไม่รู้ว่าเจ้าแห่งนครใต้พิภพได้มาจากที่ใดกันแน่



เมื่อเซี่ยวหยู่ทะลวงผ่านระดับชะตาสวรรค์แล้ว และสามารถ ก่อรูปชะตาวิญญาณ ของเขาได้ การบ่มเพาะพลังของเขา  จะเป็นที่น่าตกใจเป็นอย่างมาก




ในขณะที่เนี่ยลี่จมอยู่กับความคิดเหล่านั้น เซี่ยวหยู่ราวกับว่ากำลังจมอยู่ในการบ่มเพาะพลังของเขา และสามารถก่อรูปชะตาวิญญาณ อันแรกขึ้นมาในขอบเขตวิญญาณของเขาได้หลังจากนั้น อันที่สอง และอันที่สาม ก็ก่อรูปขึ้นมา การบ่มเพาะพลังของเขาหยุดอยู่ในขั้นที่สาม



เมื่อสามารถก่อรูปชะตาวิญญาณได้ถึงอันที่สาม เซี่ยวหยู่รู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก เขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า เขาจะสามารถทะลวงผ่านจนบรรลุได้รวดเร็วถึงเพียวนี้



คลื่นพลังที่บ้าคลั่งค่อย ๆได้สงบลง และสงบนิ่งดั่งผืนน้ำ เซี่ยวหยู่ค่อย ๆลืมตาขึ้นมา มองเห็นเป็นแสงประกายที่งดงามยิ่งนัก


เทคนิคการบ่มเพลัง [มังกรคำรามคณานับ] สามารถปิดกั้นพลังส่วนหนึ่งของสถานะการบ่มเพาะพลังเอาไว้ จึงทำให้ไม่สามารถตรวจพบได้โดยผู้อื่น มันไม่มีกลิ่นอายของพลังใด ๆ แผ่ออกมาจากร่างกายของเซี่ยวหยู่ เขาก้มมองและเห็นว่าเสื้อผ้าของเขานั้นยุ่งเหยิง แล้วก้มมองไปยังหน้าอกของเขา ซึ่งเผยให้เห็นไหล่ทั้งสองข้างของเขาอย่างเต็มที่ ในตอนนั้นช่วยไม่ได้ที่เขาจะรู้สึกอึดอัดขึ้นมา



เซี่ยวหยู่สวมเสื้อผ้าของเขาจนเรียบร้อยดีแล้ว เขาหันไปหาเนี่ยลี่ พร้อมกับพูดอย่างจริงใจว่า “เนี่ยลี่ ขอบใจเจ้ามาก ถ้าหากไม่ได้เจ้า ข้าคงไม่อาจที่จะทะลวงผ่าน จนสามารถบรรลุถึงขั้นชะตาสวรรค์ได้ ถ้าหากเจ้าต้องการร้องขอสิ่งใดจากข้า ขอเพียงเจ้าเอ่ยมา ข้าจะช่วยเหลือเจ้าอย่างเต็มที่”



เซี่ยวหยู่นั้นเป็นคนที่ยึดถือคำพูดของตัวเองอย่างจริงจัง เพราะความจริงที่ว่าเขาไม่อาจที่จะบรรลุถึงขั้นชะตาสวรรค์เป็นเวลายาวนาน แม้แต่อาจารย์ของเขาก็ยังหมดความอดทนกับเขา ถ้าหากว่าไม่ได้รับการช่วยเหลือจากเนี่ยลี่ ใครจะรู้เล่าว่าเขาจะยังต้องอยู่ในระดับชะตาดินไปอีกยาวนานเท่าใด



เนี่ยลี่ยื่นมือขวาของเขาออกไปพร้อมกับพูดว่า “ข้าได้ช่วยรักษาเจ้าแล้ว หากเจ้าต้องการที่จะตอบแทนที่ข้าช่วยให้เจ้าทะลวงผ่านระดับชะตาสวรรค์ได้  เจ้าก็เพียงแค่แบ่งศิลาจิตวิญญาณบางส่วนของเจ้ามาให้ข้าบ้าง ได้หรือไม่? สำหรับค่าน้ำพักน้ำแรงของข้า เพราะข้าไม่อยากจะเสียเวลาเปล่าสำหรับคืนนี้”



หลังจากเนี่ยลี่พูดจบ เซี่ยวหยู่ได้เงยหน้าขึ้นพร้อมกับมองไปที่เนี่ยลี่แล้วพูดว่า “ข้ามีศิลาจิตวิญญาณอยู่ในตอนนี้ราว ๆ สิบก้อน เจ้าสามารถเอาไปได้ทั้งหมดเลย”


                   “อะไรกัน เจ้าเป็นถึงบุตรชายของผู้คุมกฏ ทำไมถึงได้ยากจนยิ่งนัก ลืมมันไปซะ ข้าคงจะรู้สึกไม่ดีเป็นแน่หากว่าเอาศิลาจิตวิญญาณของเจ้ามาทั้งหมด ข้าขอรับไปแค่ห้าก้อน จากนี้เราก็ไม่มีอะไรที่ติดค้างกันอีก  เจ้าได้พาข้ามายังนิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์ และข้าได้ช่วยรักษาเจ้า ถือว่าไม่มีอะไรติดค้างกันแล้ว”



             เนี่ยลี่โบกมือของเขาและหยิบเอาศิลาจิตวิญญาณมาห้าก้อนมา พร้อมกับเผยรอยยิ้มเล็กน้อย เข็มเงินสองเล่มแลกกับศิลาจิตวิญญาณห้าก้อน อย่างน้อยคืนนี้ก็ไม่ได้เสียเปล่าหล่ะนะ



เซี่ยวหยู่มองไปทางเนี่ยลี่ ด้วยความสับสน การใช้เข็มทั้งสองเล่มของเนี่ยลี่ ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่าย ๆ เหมือนที่เนี่ยลี่พยายามแสดงออกมาแน่ ๆ  แต่ถึงอย่างไรด้วยความช่วยเหลือจากเขา ตัวเขาเองถึงได้เข้าสู่ระดับชะตาสวรรค์ได้ เซี่ยวหยู่คิดไม่ออกเลยว่าจะตอบแทนเขาได้อย่างไร  เนื่องจากเนี่ยลี่พูดว่าเขาไม่อยากจะติดค้างอะไรกันอีก



เนี่ยลี่ทำราวกับว่าไม่ต้องการสิ่งใดเลย เซี่ยวหยู่ได้ได้แต่แอบถอนใจ



 “นี่เซี่ยวหยู่ ทำไมเจ้าถึงมองข้าแบบนั้น มันทำให้ข้าขนลุกรู้ไหม?” เนี่ยลี่โบกมือของเขา พร้อมกับแสดงออกทางใบหน้าอย่างอึดอัด เขาพูดต่ออีกว่า 



“ข้าไม่ได้สนใจผู้ชายด้วยกันหรอกนะ!



หลังจบคำพูดของเนี่ยลี่ ใบหน้าของซี่ยวหยู่เปลี่ยนเป็นสีดำ ทำไมเขาต้องยั่วโมโหข้า ทำให้อยากจะต่อยหน้าของของในตอนนี้ แม้ว่าเนี่ยลี่เพิ่งจะช่วยเหลือเขาก็ตาม



เซี่ยวหยู่ลุกยืนขึ้นด้วยความรำคาญและเดินออกไป ในตอนที่เขากำลังเดินไปที่ประตู เขาหยุดอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็พูดอย่างช่วยไม่ได้ ด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน “อย่างไรก็ ขอบใจเจ้ามากนะ” จบคำพูดแล้วเขาก็เดินออกไปพร้อมกับปิดประตู



มองไปที่ประตูที่เซี่ยวหยู่เพิ่งจะปิดไป เนี่ยลี่นอนลงไปบนเตียงพร้อมกับมองไปที่เพดาน “คิดดูแล้ว ดูเหมือนว่าเขายังต้องการที่จะตอบแทนข้าอยู่ ทำไมรู้สึกเหมือนกับว่าข้าขาดทุนที่ได้ศิลาจิตวิญญาณแค่ห้าก้อน ข้าควรจะเอาของเขามาทั้งสิบก้อนเลยดีกว่า”
ค่ำคืนนี้ผ่านไปอย่างเงียบๆ



เช้าวันต่อมาช่างแจ่มใสและสดชื่นเป็นอันมาก เสียงนกร้องเจื้อยแจ้วดังมาจากป่าราวกับบทเพลงที่แสนไพเราะหมอกในตอนเช้าปกคลุมพื้นที่ในขณะที่อากาศบริสุทธิ์ก็กระจายออกมาจากป่า



นักเรียนหลายคนได้ตื่นขึ้นมาแล้วในเช้าวันนี้และเริ่มทำการฝึกฝน เนี่ยลี่กับลู่เพียวเดินไปตามเส้นทางที่เลี้ยวไปมา วันนี้เขาจะต้องไปรายงานตัวกับอาจารย์ของพวกเขา และพวกเขาก็อดสงสัยไม่ได้ว่าอาจารย์ของเขาจะเป็นคนเช่นใด




เนี่ยลี่และลู่เพียวเดินมาตามแผนที่ ที่เซี่ยวหยู่ให้ไว้ จากนั้นพวกเขาก็เดินมาจนลานด้านหน้า ตรงทางเข้าของลานนั้นมีผู้เยี่ยมยุทธในชุดคลุมสีเทา ห้ามไม่ให้เนี่ยลี่และลู่เพียวเข้าไป แล้วเขาก็แจ้งว่า “ป้ายชื่อของพวกเจ้าหล่ะ!
เนี่ยลี่และลู่เพียวจึงหยิบป้ายชื่อของเขาออกมาให้ผู้เยี่ยมยุทธในชุดคลุมสีเทาดูตามที่ถูกร้องขอ




 “เข้าไปได้แล้ว!” ผู้เยี่ยมยุทธกล่าวพร้อมกับพยักหน้า




เนี่ยลี่และลู่เพียวเดินเข้าไปด้านใน ลู่เพียวมองดูรอบ ๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น จากนั้นก็พูดออกมาว่า “ที่แห่งนี้ช่างต่างจากสถาบันกล้วยไม้ศักดิ์สิทธิ์จริงๆ”



              “ใช่แล้ว” เนี่ยลี่พยักหน้าเห็นด้วย ก่อนที่พวกเขาจะเข้าไปด้านใน พวกเขาเห็นนักเรียนนับสิบคนยืนอยู่ในลานกว้าง มีหนึ่งคนในนั้นที่พวกเขารู้สึกคุ้นตา เขาเป็นหนึ่งในลูกน้องของฮัวหลิงที่เข้ารับการทดสอบและอยู่ในขั้น รากวิญญาณชั้นฟ้าระดับหนึ่ง ชายผู้นั้นมองมายังเนี่ยลี่และลู่เพียวด้วยสายตาที่แสดงความเป็นปฏิปักษ์อย่างชัดเจน




ดูเหมือนว่านักเรียนทุกคนมารวมตัวกันที่นี่มี ต่างก็มีรากวิญญาณชั้นฟ้า
เมื่อเนี่ยลี่และลู่เพียวเดินเข้ามาด้านใน หลายคนหันมามองพวกเขาอย่างสนใจ



เด็กหนุ่มคนหนึ่งที่อายุราว ๆ สิบหกหรือสิบเจ็ดปี เดินเข้ามาและถามว่า 



“พวกเจ้าทั้งสองมาจากที่แห่งใดกัน?




เนี่ยลี่หันไปเหลือบมองเด็กหนุ่มคนนั้น ที่แสดงทีท่าอวดดีไม่น้อย



“โลกใบเล็ก” เนี่ยลี่ตอบอย่างใจเย็น



               “อะไรกัน พวกเจ้าคืออัจฉริยะสองคนที่มาจากโลกใบเล็กงั้นเหรอ? ที่มีรากวิญญาณชั้นฟ้าระดับห้า กับรากวิญญาณชั้นฟ้าระดับแปด ”  ดวงตาของชายหนุ่มเป็นประกายด้วยความแปลกใจ แล้วเขาก็พูดต่ออีกว่า "ข้าชื่อ  จินหยาน เป็นสมาชิกของตระกูลขนนกศักดิ์สิทธิ์  คนแซ่จินอย่างพวกเราถือว่าอัจฉริยะทุกคนล้วนน่านับถือ หากพวกเจ้ารักในอิสระอย่าลังเลที่จะไปเยี่ยมชมพื้นที่ของพวกเรา"




แม้ว่าคำพูดของจินหยานนั้นจะเป็นการเชื้อเชิญก็ตาม ในฐานะของคนในตระกูล จิน เขาก็ยังไม่เต็มใจที่จะก้มหัวให้เนี่ยลี่และลู่เพียว



“แล้วเราค่อยคุยกันในภายหลังก็แล้วกัน” เนี่ยลี่พูด จากนั้นเขาและลู่เพียวก็เดินจากไป



เมื่อได้ยินสิ่งที่เนี่ยลี่พูดออกมา จินหยาน ทำหน้าดำคล้ำ  พร้อมกับคิดว่า พวกเจ้านี้สองคนมาจากโลกใบเล็ก แต่กลับทำตัวโอหังเสียจริง จินหยานเดินออกไปพร้อมกับใบหน้าที่มืดคล้ำด้วยความไม่สบอารมณ์



 “เนี่ยหลี่ การที่เจ้าไปขัดใจเขา ดูเหมือนจะเป็นความคิดที่ไม่ค่อยดีเลยนะ” ลู่เพียวพูดด้วยความกังวลเล็กน้อย


            
            “ไม่ต้องห่วงหรอก ภายในสถาบันวิญญาณฟ้าพวกเราจะปลอดภัย แม้ว่าจะมีพวกที่พยายามสร้างปัญหาให้กับเรา แต่คนพวกนั้นก็ไม่กล้าที่จะทำอะไรเกินเลย เนื่องจากพวกเรายังไม่ได้เข้ากลุ่มกับผู้ใด ถือว่าเป็นจุดที่พวกเราจะปลอดภัยมากที่สุด ไม่มีใครคิดจะมาจัดการกับเหล่าอัจฉริยะที่เป็นกลางหรอกนะ การที่เราจะเข้าร่วมกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จะเป็นการสร้างปัญหาให้พวกเรามากกว่า” เนี่ยลี่อธิบาย



แม้ว่าสถาบันจิตวิญญาณฟ้า จะเป็นแค่สถาบันที่อยู่ภายใต้นิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์  แต่การเผชิญหน้ากันนั้นจะส่งผลอย่างรุนแรงมาก



ถ้าไม่เช่นนั้นนิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์  คงไม่ล่มสลายไปในชีวิตก่อนหน้านี้ แน่นอนว่ามันจะต้องมีเหตุผลแน่ๆ



ขณะที่พวกเขากำลังคุยกัน ชายแก่ผมสีขาวเดินเข้ามาจากข้างนอกลานกว้าง เขากวาดสายตาจ้องมองนักเรียนแต่ละคน แล้วก็พูดว่า “ยินดีที่ได้พบกับพวกเจ้าทุกคน ข้าคืออาจารย์ของพวกเจ้า เรียกข้าว่าอาจารย์ชิหลิง จากนี้ไปข้าจะทำการชี้แนะแนวทางการบ่มเพาะพลังให้พวกเจ้า ตามข้ามาข้างในจากนั้นก็หาที่นั่งกัน ”



หลังจากที่เดิมตามอาจารย์ชิหลิงไป พวกเขาเข้าไปยังห้องฝึกซ้อมและนั่งขัดสมาธิกัน อาจารย์ชิหลิง นั่งอยู่ตรงส่วนพื้น ที่ยกสูงขึ้นกว่าปกติ



“ในชั้นเรียนนี้ เรามีนักเรียนอยู่ทั้งหมด สามสิบหกคน ทั้งหมดเพิ่งเข้ามาเรียนในปีนี้ ทุกคนล้วนแต่เป็นบุคคลที่พิเศษ ที่มีรากวิญญาณระดับเกินกว่าที่คนธรรมดาจะบรรลุได้  แต่ข้าคงต้องอธิบายให้ชัดเจนก่อนว่า ในที่แห่งนี้นั้น ทุกคนต้องปฏิบัติตามกฏของข้า 



                เมื่อถึงตอนสิ้นปีพวกเจ้าห้าคนที่มีความแข็งแกร่งมากที่สุด จะมีโอกาสถูกส่งไปยังเขตตะวันออก จงจำไว้ให้ได้ว่า เรามีที่ว่างให้เพียงแค่ห้าตำแหน่งเท่านั้น และถ้าหากพวกเจ้าไม่สามารถไปอยู่ที่แห่งนั้นได้ ข้าคงต้องแสดงความเสียใจด้วย เพราะเจ้าจะต้องอยู่ในเขตตะวันตกนี้ไปอีกนานแสนนาน” อาจารย์ชิหลิง กวาดสายตามองไปยังทุกคนจากนั้นก็พูดต่อด้วยน้ำเสียงที่น่าประทับใจว่า


        “พวกเจ้าทุกคนล้วนเป็นอัจฉริยะ ดังนั้นจึงไม่มีใครต้องการที่จะถอยไปอยู่ด้านหลังของผู้อื่น  ถ้าหากใครที่อยู่ข้างหลังคนอื่นในก้าวนี้  ก้าวต่อๆไปก็จะตามหลังคนอื่นอยู่เสมอ”



หลังจากที่ อาจารย์ชิหลิง พูดจบ ทุกคนต่างจ้องมองหน้ากันและกัน และแสดงถึงความเป็นปฏิปักษ์ส่งผ่านออกมาจากสายตาของพวกเขา



นี่คือโลกที่มีการจัดอันดับความแข็งแกร่ง และในปีนี้ มีเพียงแค่ห้าคนเท่านั้น ที่จะถูกส่งไปยังเขตตะวันออก ในขณะที่คนอื่น ๆ ต้องรอไปอีกหนึ่งปี ซึ่งพวกเขาไม่สามารถรอไปถึงอีกหนึ่งปีได้



ในเส้นทางแห่งความแข็งแกร่ง ถ้าหากเจ้านั้นล้าหลังผู้อื่น ผู้อื่นก็จะเหยียบลงบนหัวเจ้าแล้วปีนขึ้นไป ถ้าต้องการเป็นผู้เยี่ยมยุทธ  ย่อมต้องไม่แสดงความรู้สึกสงสารแก่ผู้ที่อ่อนแอ



อาจารย์ชิหลิง กวาดสายตามองไปยังนักเรียนทั้งสามสิบหกคนอีกครั้ง และพบว่าทั้งสามสิบหกคน มีคนที่มาจากเมืองต่าง ๆ และอาณาจักรที่เล็กๆ และอีกประมาณครึ่งหนึ่งมาจากตระกูลที่อยู่ภายในนิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์  และลูกหลานของชนเผ่าต่าง ๆ รวมไปถึงคนที่มีพื้นเพมาจากที่อื่น ๆ เช่นกัน



แต่ถึงอย่างไรในชั้นเรียนนี้ อาจารย์ชิหลิง ยังถือว่าพอจะมีอำนาจอยู่บ้าง แม้ว่าเขาจะลงโทษนักเรียนบางคน ตระกูลที่อยู่เบื้องหลักเด็กนักเรียนเหล่านี้ก็ไม่อาจที่จะมาแตะต้องเขาได้ อาจารย์ของสถาบันจิตวิญญาณฟ้า ถือว่าตำแหน่งของเขานั้นถือได้ว่าสูงอยู่มาก



สายตาของเขาหรี่ลงเล็กน้อย เมื่อเห็นหญิงสาวคนหนึ่งที่สวมเสื้อสีฟ้าอ่อน ทำให้เขาถึงกำตกตะลึงไปชั่วครู่



หญิงสาวผู้นี้งดงามมาก ซึ่งจุดนี้นางสามารถดึงดูดสายตาของคนอื่นๆได้เป็นอย่างดี แต่ใบหน้าของนางแสดงออกมาอย่างเย็นชา และนางแสดงท่าทีอย่างเห็นได้ชัด ถึงความกระหายเลือด เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ใดมาอยู่ใกล้นาง



อาจารย์ชิหลิง ละสายตาออกพร้อมกับพูดอย่างช้า ๆว่า “พวกเจ้าทุกคนล้วนเป็นอัจฉริยะ แม้ว่าพวกเจ้าเพิ่งไปถึงก้าวแรกของการบ่มเพาะพลัง สำหรับคนที่มีพรสวรรค์เป็นพิเศษ สถาบันจิตวิญญาณฟ้าไม่ยอมให้มีการต่อสู้เกิดขึ้นข้างในนี้ ซึ่งข้าเองก็ไม่อยากที่จะเห็น ถ้าหากว่ามีใครสร้างปัญหาให้มากเกินไป หรือไปทำร้ายผู้ใดก็ตาม  นั่นจะเหมือนกับว่า เป็นการทำลายเป้าหมายของตัวเจ้าเอง หวังว่าพวกเจ้าคงจะเข้าใจชัดแจ้งดีแล้วในเรื่องนี้” อาจารย์ชิหลิง กล่าวเตือนด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา


มือข้างหนึ่งของเขา พวกเขาตั้งใจที่จะอยู่เหนืออัจฉริยะคนอื่น  ส่วนอีกมือหนึ่งพวกเขาถูกห้ามไม่ให้มีการต่อสู้เกิดขึ้นภายในนี้ อาจารย์ชิหลิง เชื่อได้ว่ามีหลาย ๆ คนที่คิดแบบนี้อยู่


ในขณะที่เนี่ยลี่ฟังคำอธิบายอยู่นั้น ในใจของเขาได้คิดหาวิธีการที่จะได้ศิลาจิตวิญญาณมาจำนวนมากๆ ศิลาจิตวิญญาณห้าก้อนที่ได้มาจากเซี่ยวหยู่ ก็ใกล้ที่จะหมดแล้ว ตั้งแต่ที่เขาฝึกด้วยเทคนิคการบ่มเพาะพลัง [เทพวิถีฟ้า] ขอบเขตวิญญาณของเขาก็ราวกับว่าเป็นบ่อหลุมที่ไร้ขอบเขตเลยทีเดียว...จบตอน



 แปลโดย นายมะพร้าว



เมนู นิยาย ล่าง

เมนู มังงะ ล่าง