test

เมนู นิยาย บน

เมนูมังงะ

15 มิ.ย. 2559

Tales of Demons & Gods บทที่ 264 รากวิญญาณ




เซี่ยวหยู่มองไปยังฮัวหลิงอย่างเย็นชาและแค่นเสียงกล่าวว่า "ฮัวหลิง ข้าสนิทกับเจ้านักหรือ?"



"นายน้อยเซี่ยว ท่านพูดเช่นนั้น ก็เย็นชาเกินไป" ฮัวหลิงยิ้มแล้วพูดต่อ "บิดาของเราต่างก็เป็นผู้ดูแลของนิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์ ท่านต้องทำเหมือนข้าเป็นศัตรูทุกครั้งที่พบกันไปถึงไหน?"



พอพูดจบ ฮัวหลิงก็กวาดสายตามาทางพวกเนี่ยหลี่ ที่ยืนอยู่ข้างหลังเซี่ยวหยู่ แล้วหัวเราะ "โลกใบเล็กดูจะเสียคนมีพรสวรรค์ไม่น้อยทีเดียว มีผู้ผ่านการคัดเลือกเพียงสามคนเท่านั้นหรือ? ระดับพลังก็ไม่ใช่ว่าจะโดดเด่นอะไรเสียด้วย ดูเหมือนโลกใบเล็กจะเทียบห้วงสวรรค์น้อยของเราไม่ได้เลย"



คำพูดของฮัวหลิงทิ่มแทง ทั้งสายตาที่มองมาก็บ่งบอกชัดเจนว่ามันมองพวกเนี่ยหลี่อย่างไร



ด้านหลังฮัวหลิงมียอดฝีมือยืนอยู่กว่ายี่สิบคน ทุกๆ คนอยู่ในระดับเซียนที่อีกเพียงก้าวเดียวก็ก้าวเข้าสู่ชั้นชะตาสวรรค์ สายตาที่พวกเขามองเนี่ยหลี่และพวกเต็มไปด้วยอารมณ์ยั่วโมโห พวกเขารู้ว่านายน้อยของพวกเขาไม่ถูกกันกับเซี่ยวหยู่ เมื่อพวกเขาตั้งใจจะพึ่งพิงฮัวหลิง แน่นอนว่าพวกเขาก็ต้องยืนอยู่ฝ่ายเดียวกัน



เนี่ยหลี่ใช้ลมปราณรวมเสียงถามเซี่ยวหยู่ว่า "แล้วตกลงฮัวหลิงนี่ใคร?"



      "บิดาของมันก็เป็นเช่นเดียวกันกับบิดาบุญธรรมของข้า เป็นคนของตำหนักนอก นิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์ ที่พยายามแย่งชิงตำแหน่งหัวหน้าผู้ดูแลฝ่ายนอกกับบิดาบุญธรรม พวกเจ้าไม่ต้องไปสนใจพวกเขา อยู่ที่นี่พวกเขาทำอะไรพวกเจ้าไม่ได้หรอก" เซี่ยวหยู่ส่งเสียงตอบเนี่ยหลี่



เนี่ยหลี่นับว่าเข้าใจสถานการณ์มากขึ้นเล็กน้อย ไม่น่าแปลกใจเลยว่าเหตุใดฮัวหลิงกับเซี่ยวหยู่ไม่ถูกกัน เพราะอย่างนี้นี่เอง เนี่ยหลี่เองก็ไม่สนใจกับเรื่องขัดแย้งเช่นนี้อยู่แล้ว


สายตาเย็นเยือกของฮัวหลิงกวาดมองเนี่ยหลี่ แม้ว่าเขาจะไม่ได้ยินที่เนี่ยหลี่กับเซี่ยวหยู่คุยกัน แต่แน่ใจได้ว่าไม่ใช่เรื่องดีแน่



           "การทดสอบรากวิญญาณใกล้เริ่มแล้ว ข้าล่ะสงสัยจริงว่ารากวิญญาณของอัจฉริยะทั้งสามแห่งโลกใบเล็กจะเป็นเช่นไร" มุมปากของฮัวหลิงยังคงเต็มไปด้วยการยั่วยุ ขณะที่สายตากวาดผ่านกลุ่มของเซี่ยวหยู่ "ในเมื่อนายน้อยเซี่ยวมี รากวิญญาณชั้นฟ้าระดับเจ็ด ข้าเดาว่าคนจากโลกใบเล็กก็คงจะไม่เลวเช่นกัน จริงมั้ย?"



"นั่นไม่ใช่ธุระกงการอะไรของเจ้า!!" เซี่ยวหยู่ตอบโต้อย่างเย็นชา ดูเหมือนว่าเขาจะรังเกียจฮัวหลิงเอาเรื่องทีเดียว การพูดคุยโต้ตอบของทั้งสองคนสามารถตอบคำถามหลายๆ ข้อได้ดีที่เดียว



พอเห็นว่าเซี่ยวหยู่หันหนีอย่างเฉื่อยชา ฮัวหลิงก็แค่นเสียงเย็นชาแล้วหันหลังกลับ เซี่ยวหยู่มีรากวิญญาณชั้นเจ็ด แต่ยังไม่อาจก่อรูปจิตพรหมณ์ (สร้างชะตาวิญญาณ) มันอาศัยอะไรมาอวดดี



ทว่า แม้ฮัวหลิงจะมีพลังระดับชะตาสวรรค์ สามพรหมณ์ (สร้างชะตาวิญญาณได้ถึง 3 อัน)แล้ว และเซี่ยวหยู่ยังไม่อาจก่อรูปจิตพรหมณ์ได้เลยก็ตาม ฮัวหลิงก็ยังถือว่าเซี่ยวหยู่เป็นคู่แข่งอันน่ากลัวอยู่



ประการแรกนั้น รากวิญญาณชั้นฟ้าระดับเจ็ดเป็นตัวตนในตำนานไปแล้ว คนในสถาบันวิญญาณฟ้าที่มีรากวิญญาณชั้นฟ้าระดับเจ็ดขึ้นไปนั้นรวมแล้วมีไม่เกินร้อยคนเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งหมดนั่นมีพลังที่น่าตื่นตะลึงเป็นอย่างยิ่ง เป็นผู้ที่ทรงอำนาจที่สุดในระดับพลังเดียวกัน โดยทั่วไปแล้ว ความเร็วในการบ่มเพาะพลังของผู้มีรากวิญญาณชั้นฟ้าระดับเจ็ดควรจะรวดเร็วเป็นอย่างยิ่งจนคนทั่วไปไม่อาจเห็นหลังได้ ทว่า แม้จนขณะนี้ เซี่ยวหยู่กลับยังไม่อาจก่อรูปจิตพรหมณ์ของตัวเองได้



โดยทั่วไปแล้ว คนเช่นนี้ไม่ควรจะเป็นคนที่สามารถคุกคามฮัวหลิงได้ ทว่า มันยังมีตำนานอีกประการหนึ่งที่เล่ากันมาปากต่อปากในสถาบันวิญญาณฟ้าว่า สำหรับผู้ที่มีรากวิญญาณชั้นฟ้านั้น ยิ่งค้างอยู่ระดับชะตาดินนานเท่าใด เมื่อยามที่ก่อรูปจิตพรหมณ์ได้ ความเร็วในการบ่มเพาะพลังยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น จนถึงขนาดว่าคนทั่วไปไม่อาจทำความเข้าใจได้เลยทีเดียว



พลังอันลึกลับของรากวิญญาณชั้นฟ้ามักจะเป็นสิ่งที่รบกวนจิตใจฮัวหลิงอยู่เสมอ ตัวเขาเองตอนที่รับการทดสอบก็ได้รากวิญญาณชั้นดินระดับเจ็ดเท่านั้น ตามปกติแล้วพรสวรรค์ระดับนี้นับว่าไม่เลวแล้ว แต่ยังไม่ถึงขนาดที่จะเรียกได้ว่าอัจฉริยะ



จำนวนคนที่เข้าทดสอบเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ



"รากวิญญาณชั้นมนุษย์ระดับเก้า ไปเขตใต้"



"รากวิญญาณชั้นมนุษย์ระดับเจ็ด ไปเขตใต้"



ในผู้ที่รับการทดสอบทั้งหมดนี้ มีผู้ที่มีพรสวรรค์ถึงรากวิญญาณชั้นดินไม่มากนัก อาจารย์ที่รับผิดชอบการทดสอบหลายคนมองไปยังศิษย์ที่มาเข้ารับการทดสอบด้วยใบหน้าเซ็งๆ ในปีก่อนๆ จำนวนของเด็กที่นับได้ว่าอัจฉริยะลดลงทุกปี นี่โยงไปถึงเหตุผลที่ทำให้นิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์กำลังเสื่อมถอยลง อัจฉริยะที่ทรงอำนาจย่อมมีสิทธิ์เลือก และส่วนใหญ่มักจะเลือกไปสำนักอื่นกัน



ในหมู่อาจารย์ที่คุมทดสอบ ผู้เป็นประธานเป็นชายวัยกลางคน สวมเสื้อคลุมสีน้ำเงินที่เปล่งประกายทรนงออกมา ตัวเขาและอาจารย์อีกสองคนที่ยืนอยู่ด้านข้างสองฝั่งกำลังจดบันทึกผลการทดสอบอย่างรวดเร็ว



"รากวิญญาณชั้นดินระดับหก" ได้ผลทดสอบไปอีกคน



"ไม่เลว ไปเขตตะวันตก" ชายวัยกลางคนเสื้อคลุมน้ำเงินพูดพลางพยักหน้าเล็กน้อย



      ฮัวหลิงขมวดคิ้วอยู่ครู่หนึ่ง ด้วยจำนวนคนนับพันรอเข้าทดสอบเช่นนี้ อีกนานเท่าไหร่จะถึงตาของพวกเขาเล่า?



เขาเดินเข้าหาชายวัยกลางคนเสื้อคลุมน้ำเงินนั้น ยิ้มบางๆ และแสดงการคารวะคราหนึ่ง "ผู้ดูแลกู่ ไม่พบกันนาน"



พอเห็นฮัวหลิง สีหน้าของชายวัยกลางคนก็อ่อนลงเล็กน้อยแล้วถามว่า "นายน้อยฮัวหลิง ท่านอุตส่าห์มาถึงที่นี้มีเหตุอันใดหรือ?"



"อันที่จริงแล้ว ข้าพาลูกศิษย์หลายคนนี้จากห้วงสววรค์น้อยมาที่นี่เพื่อเข้ารับการทดสอบ ข้าหวังว่าผู้ดูแลกู่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้"



"ฮัวหลิงยิ้มพลางตวัดมือขวา วัตถุสิ่งหนึ่งปรากฎขึ้นแล้วลอยไปยังชายวัยกลางคนเสื้อคลุมน้ำเงิน



เขาก้มลงมองอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็รับของไปโดยไม่กระพริบตาสักนิด เขายิ้มแล้วพูดว่า "ท่านช่างมีเมตตานั้น นายน้อยฮัวหลิงเกรงอกเกรงใจไปแล้ว"



ชายคนนี้เป็นเพียงผู้ดูแลกิจการภายนอก กับบิดาของฮัวหลิงที่เป็นผู้ดูแลที่มีสิทธิ์ขาดแล้ว ยังไม่อาจเทียบเปรียบได้ เมื่อฮัวหลิงให้มันขนาดนี้ เขาจะไม่ไว้หน้าได้อย่างไร



        "เช่นนั้น พวกศิษย์ที่มากับนายน้อยฮัวหลิง เชิญทดสอบก่อน" ชายวัยกลางคนเสื้อคลุมน้ำเงินยิ้มและพูดต่อว่า "ห้วงสวรรค์น้อยนับว่าได้รับการประสาทพรจากฟ้า ให้ปรากฎผู้มีพรสวรรค์จำนวนมาก ดังนั้นศิษย์ที่มาในรอบนี้ สมควรเป็นอัจฉริยะที่โดดเด่นแล้ว"



"ต้องรบกวนท่านแล้ว ผู้ดูแลกู่" ฮัวหลิงหัวเราะแล้วหันไปส่งสัญญาณให้คนอื่นๆ "มานี่"


ศิษย์จากห้วงสวรรค์น้อยต่างก็เดินเข้าไปหาฮัวหลิง



เห็นเช่นนี้แล้ว ใบหน้าคนที่กำลังต่อแถวกันพลันมัวหมองลง เพื่อที่จะได้ทดสอบคนหลายพันคนนี้ต้องมายืนรอเป็นเวลานาน ฮัวหลิงและพวกเพิ่งจะมาถึง แต่กลับได้ทดสอบก่อน เช่นนี้จะรับได้อย่างไร



"คนพวกนี้เป็นใครกัน?"



        "ระวังคำพูดหน่อย อย่างได้หาเรื่องราวใส่ตัว นั่นคือฮัวหลิง บุตรชายของผู้ดูแลตำหนักนอกสถาบันวิญญาณฟ้า ปล่อยให้พวกเขาทดสอบไปก่อน"



สุดท้าย คนที่ต่อแถวก็ได้แต่ยั้งปากไว้ จะอย่างไร ในนิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์ พวกเขายังไม่มีกำลังพอจะรับผลจากการล่วงเกินคนเช่นนี้



ทว่า เซี่ยวหยู่เดินไปถึงตรงหน้าฮัวหลิงและครูคุมสอบแล้วถามด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า "ผู้ดูแลกู่ นี่เหมาะสมแล้วหรือ? พวกเรามาถึงก่อนฮัวหลิง แต่พวกเขากลับได้รับการทดสอบก่อนเรา การลำเอียงเช่นนี้ หากมีข่าวลือแพร่ออกไปคงไม่ดีนัก"



ชายวัยกลางคนเสื้อคลุมน้ำเงินมองไปยังเซี่ยวหยู่คราหนึ่งสีหน้าก็เปลี่ยนเป็นกระอักกระอ่วนทันที หากเป็นคนธรรมดากล่าวเช่นนี้ล่ะ เขาจะต้องถูกกดดันจนเงียบไป ระหว่างการทดสอบ เขายังนับว่ามีอำนาจกระทำได้ ทว่า บิดาของเซี่ยวหยู่อยู่ในระดับเดียวกันกับบิดาของฮัวหลิง ผู้ดูแลฝ่ายนอกที่ครอบครองอำนาจตัดใจ ทั้งสองคนไม่ใช่บุคคลที่เขาสามารถตอแยได้ ยิ่งไปกว่านั้น หากเซี่ยวหยู่แพร่ข่าวว่าเขาลำเอียง ตัดสินไม่เป็นธรรมระหว่างการสอบ เขาย่อมต้องโดนลงโทษแน่



              "นายน้อยเซี่ยวหยู่ ท่านเข้าใจผิดแล้ว เรื่องเป็นเช่นนี้ นายน้อยฮัวหลิงมารับหมายเลขเข้าทดสอบไปก่อนที่พวกเราจะเตรียมการเสร็จ เพียงแต่ท่านมาช้าไปเล็กน้อย นั่นจะเรียกว่าไม่เหมาะได้อย่างไร?" ผู้ดูแลกู่พูด หลังจากที่นึกข้อแก้ตัวออกในพริบตา เขาเป็นคนฉลาด ดังนั้นเขาจึงไม่ยอมตกอยู่ในกำมือผู้อื่นง่ายนัก



"เซี่ยวหยู่ถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ แม้ว่าเขาจะรู้ว่าผู้ดูแลกู่โกหก หน้าด้านๆ แต่เขาก็ทำอะไรไม่ได้


          
          "นายน้อยเซี่ยว ข้าลืมบอกท่านไป ข้าได้จองหมายเลขเข้าทดสอบสำหรับพวกท่านไว้ก่อนด้วย หากท่านต้องการทดสอบก่อน ข้าจะให้พวกท่านทดสอบก่อนพวกเรา" ฮัวหลิงหัวเราะเบาๆ



ผู้ดูแลเกู่ต้องมองไปทางฮัวหลิงอย่างสำนึกขอบคุณ ทั้งสองเป็นบุตรของผู้ดูแล แต่ฮัวหลิงรู้ว่าควรวางตัวอย่างไร เมื่อเทียบกับเซี่ยวหยู่แล้วนับว่าไหลกว่ามาก เรียกได้ว่าไร้ช่องโหว่ทีเดียว



"ไม่จำเป็น อีกสักครู่ก็ถึงรอบพวกเราแล้ว" เซี่ยวหยู่ขมวดคิ้วครู่หนึ่ง หากเขาแซงฮัวหลิง มิเท่ากับว่าเขาเป็นคนประเภทเดียวกันกับฮัวหลิงหรือ?



 "โอ้? ใกล้จะถึงรอบของนายน้อยเซี่ยวแล้วหรือ? ถ้าเช่นนั้นผู้ดูแลกู่ ท่านช่วยพวกเราทดสอบพร้อมกันเลยก็ได้ เช่นนี้แล้วข้ากับนายน้อยเซี่ยวจะได้มีเวลาคุยกัน" ฮัวหลิงหัวเราะเบาๆ


         
          "เมื่อนายน้อยฮัวหลิงต้องการเช่นนั้น โปรดรอสักครู่ศิษย์ที่อยู่แถวหน้าใกล้จะทดสอบเสร็จแล้ว" ผู้ดูแลกู่ยิ้มบาง นัยตาปรากฎแววคลุมเครือสั่นไหวอยู่ ได้ยินว่าบิดาของทั้งสองคนไม่ถูกกัน และดูบุตรชายของทั้งสองก็คนจะเป็นเช่นเดียวกัน แต่เมื่อเรื่องราวไม่เกี่ยวข้องกับเขา ผู้ดูแลกู่ก็ยินดีจะนั่งลงข้างๆ รอชมเรื่องสนุกสนาน


เซี่ยวหยู่ขมวดคิ้ว แสดงให้เห็นว่าไม่ชอบใจการยั่วยุของฮัวหลิงนิดหน่อย


ฮัวหลิงมองไปทางเนี่ยหลี่สามสหายแล้วยิ้ม "ข้าไม่รู้หรอกนะว่ารากวิญญาณที่อัจฉริยะจากโลกใบเล็กเช่นพวกนี้จะอยู่ระดับใด? แต่ควรทราบว่านายน้อยเซี่ยวหยู่นั้นเป็นบุคคลหายากที่มีรากวิญญาณชั้นฟ้าระดับเจ็ด ข้าหวังว่าคนพวกนี้จะไม่เลวเช่นกัน"


เสี่ยวอวี้ยังไม่แน่ใจในพรสวรรค์ของพวกเนี่ยหลี่นัก เมื่อฮัวหลิงกล้าข่มขนาดนี้ มันได้แต่กวาดสายตาเย็นชาใส่มันอย่างเงียบงัน


พวกศิษย์ที่ได้ทดสอบแถวหน้ามีหลายคนที่มีรากวิญญาณชั้นดิน หนึ่งในนั้นมีรากวิญญาณชั้นฟ้าระดับสาม กระตุ้นให้เสียงฮือฮาจากการตื่นตกใจดังขึ้นมา


"รากวิญญาณชั้นฟ้าเชียวนะ!!"


ทุกคนต่างมองไปยังอัจฉริยะผู้นั้นด้วยสายตาอิจฉา



อัจฉริยะผู้นั้นยังคงนิ่งตะลึง เดิมทีเขาเพียงแค่มาเรียนเป็นเพื่อนนายน้อยของเขา และการทดสอบคราวนี้ก็เพียงแค่มาทดสอบเป็นเพื่อนนายน้อย ไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะมีรากวิญญาณชั้นฟ้า

แปลโดย [Moonstruckman]



เมนู นิยาย ล่าง

เมนู มังงะ ล่าง