test

เมนู นิยาย บน

เมนูมังงะ

14 มิ.ย. 2559

Tales of Demons & Gods บทที่ 263 สถาบันวิญญาณฟ้า


อาณาจักรซากมังกร


อาณาจักรซากมังกร เป็นที่ที่มีขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยพลังที่ทรงพลังหลากหลายอย่าง ซึ่งประกอบไปด้วยหลายๆดินแดนต่างๆดังนี้ ดินแดนแห่งปีกศักดิ์สิทธิ์ ดินแดนบันทึกสวรรค์  ดินแดนหมื่นบุบษา ดินแดนกำเนิดสวรรค์ และ ดินแดนกระบี่สวรรค์ นอกจากดินแดนที่ถูกปกครองอย่างถูกต้องเหล่านั้นยังมีอีกสองดินแดนที่ปกครองอย่างโหดร้ายคือ ดินแดนจ้าวอสูร ดินแดนอสูรกลอนห้าแฉก ดินแดนพระจันทร์สีเลือด แต่ก็อีกนั่นแหละ ยังคงมี ชนเผ่า และดินแดนเล็กต่างๆอีกมากมาย เช่น ดินแดนแห่งบรรพบุรุษพระเจ้า หรือดินแดนแห่งบรรพบุรุษนักบุญปีศาจ เป็นต้น


ดินแดนต่างๆนั้น ดำรงอยู่มานานแสนนาน ทั้งยังรวบรวมผู้ฝึกตนผู้เยี่ยมยุทธต่างๆไว้มากมายจนทำให้อาณาจักรซากมังกรนั้นแข็งแกร่งมาก



แต่อย่างไรก็ตามดินแดนทางตะวันออกของ อาณาจักรซากมังกร ส่วนใหญ่เป็นอาณาเขตของดินแดนปีกศักดิ์สิทธิ์ ไม่มีใครรู้ว่าดินแดนปีกศักดิ์สิทธิ์นั้นมีอยู่มานานเท่าไหร่แล้วเพราะมันประกอบไปด้วยเมืองหลายร้อยเมือง ซึ่งมีประชากรหลายร้อยล้านคน แค่โดยเฉพาะเมืองรอบนอกก็ปาเข้าไปหลายล้านคนจึงไม่มีคนรู้แน่ชัดถึงจำนวนของระดับผู้เยี่ยมยุทธที่อยู่ในดินแดนปีกศักดิ์สิทธิแห่งนี้


ดินแดนปีกศักดิ์สิทธินั้นแบ่งออกเป็นสามส่วนคือส่วนรอบนอก ส่วนรอบในและส่วนกลางซึ่งเรียกว่าดินแดนสวรรค์ คนธรรมดาส่วนใหญ่นั้นจะอาศัยอยู่ในส่วนรอบนอกเท่านั้น ส่วนรอบในนั้นก็ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักมากนัก ทั้งยังมีข้อมูลน้อยมาก ไม่ต้องพูดถึงดินแดนสวรรค์ส่วนนั้นถือว่าลึกลับเลยทีเดียว


นอกจากพื้นที่ที่ถูกแบ่งดังกล่าวแล้วยังมี สถาบันวิญญาณฟ้า ซึ่งตั้งอยู่ในส่วนรอบในของดินแดนปีกสวรรค์ สถาบันดังกล่าวเป็นที่ซึ่งอัจริยะจาก เมืองต่างๆ และภพเล็กๆจะเข้ามาเพื่อทำการฝึกฝนบ่มเพาะพลัง เพื่อที่จะเป็นระดับผู้เยี่ยมยุทธต่อไปสถาบันนี้มีนักเรียนอยู่หลายล้านคนจะถือว่าเป็นเขตปกครองตนเองเลยก็ว่าได้


ตัวสถาบันนั้นตั้งอยู่ในหุบเขาลึก โดยตึกรามอาคารถูกปลูกสร้างอย่างสวยงามและกลมกลืนกันธรรมชาติของหุบเขาจึงจัดได้ว่าเป็นสถานที่ที่มีความสวยงามอย่างที่สุด


เซี่ยวหยู่, เนี่ยลี่, ลู่เพรียว และ ก่วนยู่ เดินผ่านป่าเพื่อจะไปยัง สถาบัน ก่วนยู่ นั้นเป็นศิษย์อีกคนที่ เจ้านครใต้ภิภพ นั้นเลือกมา ก่วนยู่ นั้นเป็นชาวนครใต้ภิภพ โดยกำเนิด มาจากเผ่าซูยู้ ซึ่งมีรูปร่างโดยรวมนั้นคล้ายกับมนุษย์ แตกต่างอย่างเดียวคือสีผิวของก่วน ยู่นั้นมีสีแดง ก่วนยู่ เป็นคนโอหังและมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง ก่วนยู่เป็นระดับ เซียน จึงทำให้เค้ามีความมั่นใจสูงและดูถูกเนี่ยลี่  ทำให้ทั้งสองไม่ได้พูดอะไรกันเลยแม้จะเป็นศิษย์ของ เจ้านครใต้ภิภพ เหมือนกันก็ตามที



ในระหว่างที่กำลังเดินไปยังสถาบันก็มีนักเรียนของสถาบันแซงพวกเขาไปอย่างมากมาย นั่นก็เป็นเพราะว่าในช่วงเวลานี้เองที่สถาบันจะทำการคัดเลือกนักเรียนซึ่งสิบปีจะมีสักครั้งทำให้ได้รับความสนใจจากผู้คนเป็นจำนวนมาก


เมื่อเห็นภาพดังนั้น ระหว่างที่เดินอยู่  เซี่ยวหยู่ จึงอธิบายว่า


            "พื้นที่ของ สถาบันนั้นถูกแบ่งออกเป็นห้าส่วน โดยที่ส่วนกลางนั้นจะมีไว้สำหรับผู้แข็งแกร่งที่สุด อันดับสองก็จะเป็นฝั่งตะวันออก รองลงมาคือ ฝั่งตะวันตก ฝ่ายใต้ และฝ่ายเหนือตามลำดับ ซึ่งพวกเจ้าจะได้รับการทดสอบก่อนเข้า"


             เซี่ยวหยู่ มองไปยัง ก่วนยู่แล้ว พูดว่า " มีอย่างหนึ่งที่พวกเจ้าต้องเข้าใจไว้ ถึงแม้ว่าเจ้าจะอยู่ในระดับตำนาน หรือเซียน เมื่อเจ้ามาอยู่ที่ อาณาจักรซากมังกร แล้วจงทิ้งความโอหัง และความอวดดีที่เคยมีทิ้งเสีย ที่นี่เจ้าเป็นเพียงระดับล่าง ณที่แห่งนี้ได้แบ่งระดับของผู้ฝึกวิชาออกเป็นห้าขั้น 


ดังนี้


        1. ชะตาสวรรค์ 2. ดาราสวรรค์ 3. แก่นแท้แห่งสวรรค์ 4. เส้นทางแห่งมังกร 5. เทพสงครามโดยที่แต่ล่ะขั้นนั้นก็แบ่งออกเป็น เก้าระดับ ซึ่งบุคคลที่ยังไม่สามารถเข้าถึงพลังแห่งสวรรค์ได้เราจำแนกว่ายังอยู่ใน ระดับผืนพิภพเท่านั้น จนกว่าจะสามารถบ่มเพาะ ชะตาแห่งจิตได้ถึงจะได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ฝึกวิชาอย่างแท้จริง"



หลังจากได้ยินคำอธิบายก่วนยู่ก็อึ้งไปเล็กน้อยเนื่องจากที่ภพเดิม การที่อยู่ในระดับเซียนนั้นถือว่าเป็นที่สุดรองจาก วิญญาณผู้ควบคุมกฎแห่งธาตุเท่านั้น แต่ในอาณาจักรซากมังกร นี้ถือว่าอ่อนด้อยที่สุด แต่แล้วไงล่ะ ด้วยความเป็นอัจฉริยะของข้าการบ่มเพาะอะไรนั่น เดี๋ยวก็ทำได้แล้วข้าก็จะก้าวไปอยู่เหนือผู้อื่นอยู่ดี ก่วนยู่คิดในใจ ขณะนั้นเองก้วนยู่ก็มองมายังเนี่ยลี่ ซึ่งเค้าไม่ถูกชาตะกับเนี่ยลี่เลยที่จะต้องมาเป็นศิษย์อาจารย์เดียวกันแถมไอ้นี่ยังจะสนิทกับลูกบุญธรรมของ ท่านเจ้านครใต้ภิภพ อีก



เนี่ยลี่รับรู้ได้ถึงสายตาที่ไม่เป็นมิตรของก่วนยู่ ถึงแม้เนี่ยลี่จะระวังตัว แต่ก็ไม่ใส่ใจมากนักเพราะ ศัตรูที่แท้จริงของเนี่ยลี่นอกจาก จักรพรรดิ์นักปราช์ ตอนนี้ยังมี จอมมารเพิ่มขึ้นมาอีกคน ก่วนยู่ยังไม่มีค่าพอที่จะเป็นต่อสู้ของเขา



จากการนำของ เซี่ยวหยู่ ทั้งสามก็เดินมาถึงลานกว้างที่มีอาจารย์คอยขานชื่ออยู่โดยที่อาจารย์เหล่านั้น ใส่เสื้อคลุมยาวและมีออร่าของพลังงานหมุนรอบตัวทำให้พอดูออกได้ว่าอย่างน้อยอาจารย์เหล่านี้ก็อยู่อย่างน้อยที่สุดก็อยู่ที่ระดับชะตาสวรรค์ เป็นอย่างน้อย ด้วยพลังงานรอบตัวนั้น ทำให้อาจารย์เหล่านั้นดูน่านับถืออีกด้วย ทันใดนั้น เซี่ยวหยู่ ก็เดินเข้าไปหาอาจารย์ท่านหนึ่ง " นี่คือจดหมายแนะนำตัวของนักเรียนสามคนนี้" เซี่ยวหยู่ พูด



ขณะนั้นอาจารย์ผู้นั้นซึ่งกำลังยุ่งเงยหน้าขึ้นมาเจอเซี่ยวหยู่ ก็แสดงความประหลาดใจ " นี่ เซี่ยวหยู่ ใช่หรือไม่" ทันทีที่ อาจารย์พูดจบ คนอื่นที่ได้ยินก็หันมามอง เซี่ยวหยู่ เป็นสายตาเดียวกัน จากนั้นอาจารย์ก็มองมายังเนี่ยลี่ และอีกสองคนหลังจากนั้นจึงพูดว่า " จดหมายแนะนำถูกต้อง เข้าไปด้านในได้" เซี่ยวหยู่ พยักหน้าแล้วพาทั้งสามเข้าไป



เซี่ยวหยู่ พยักหน้ารับจากนั้นก็บอกให้ทั้งสามคนตามเค้าไป


ขณะนั้นเอง เนี้ย ลี่ ก็ชำเหลืองมองไปยังอาจารย์ ที่ ทำท่าประหลาด ใจเมื่อได้พบกับ เซียวยู่ แสดงให้ เห็นว่า เซียวยู่ เป็นที่รู้จักดีกันในสถาบัน แม้ว่า จะยังไม่สามารถบ่มเพาะชะตาแห่งจิต เพื่อจะก้าวเข้าสู่ระดับชะตาสวรรค์ ได้ก็ตาม


หลังจากที่เดินไปตามระเบียง ทั้งสี่ก็ได้มาถึงลานกว้างที่มีนักเรียนกว่า พันคนรวมตัวกันอยู่เพื่อเข้ารับการทดสอบ เซี่ยวหยู่ หันมาอธิบาย แก่ทั้งสามว่า  “ก่อนที่ผู้สมัครจะได้รับการคัดเลือกเข้าเป็นนักเรียนจะต้องผ่านการทดสอบระดับ รากวิญญาณ โดยจิตวิญญาณนั้นถูกแบ่งออกเป็นสามระดับ คือ ระดับ มนุษย์, ระดับดิน และ ระดับฟ้า โดยแต่ระดับแบ่งออกเป็น 9 ขั้น ดังนั้นจึงเป็นการคัดคนภายในตัว โดยที่หากมี รากวิญญาณ อยู่ในระดับสูงแล้ว จะยิ่งได้เปรียบในการฝึกวิชา เพราะจะสามารถเข้าถึงระดับสูงได้ดีกว่าคนทั่วไป”



“แล้วรากวิญญาณ ของเจ้าล่ะ” ลู่เพรียว ถามด้วยความอยากรู้


“ของข้า รากวิญญาณฟ้า ระดับ 7 “ เซี่ยวหยู่ ตอบด้วยเสียงที่แผ่วเบา



เมื่อได้ยินดังนั้นเนี้ย ลี่ นั้นจ้องมอง เซียวยู่อย่างไม่น่าเชื่อ เค้าไม่คิดว่า เซียวยู่จะมีพรสวรรค์ขนาดนั้นจึงทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมยังไม่สามารถบ่มเพาะชะตาสวรรค์ได้ เพราะจริงๆแล้วแค่มี พื้นฐานทางวิญญาณมากกว่า ระดับพิภพขั้นที่ห้าก็ถือว่าเป็นอัจฉริยะแล้วแต่นี่ระดับฟ้าขั้นที่ 7 ซึ่งระดับฟ้าก็มีน้อยอยู่แล้วแถมนี่ขั้นที่เจ็ด คนที่มีพื้นฐานจิตระดับฟ้า ในดินแดนปีกสวรรค์นี่น้อยเสียยิ่งกว่าน้อย จะมีก็แค่ประมาณพันกว่าคนจากหลายร้อยล้านเอง



              " ขั้นฟ้าระดับเจ็ด นี่มันดีขนาดไหนกันอ่ะ" ลู่ เพรียวหันมาถามเนี่ย ลี่  



                ผู้คนที่ได้ยินลู่เพรียวถามหันมองเป็นตาเดียว เพราะ แค่ระดับฟ้า ขั้นสามก็ถือว่าก็ถือว่าสุดยอดแล้วแล้วนี่ระดับเจ็ด ไอ้นี่มันโง่จริงหรือแกล้งโง่กันแน่ ลู่ เพรียว รู้สึกได้ถึงสายตาที่มองมาจึงได้แต่เกาหัวเพราะตระหนักได้ว่าได้ถามคำถามที่ไม่น่าถามเข้าให้แล้ว


แต่เนี้ยลี่ ก็ยังคงสงสัยว่าถ้าว่าเซียวยู่เป็นระดับฟ้าขั้นที่เจ็ดจริงทำไมยัง บ่มเพาะชะตาสวรรค์ ไม่ได้อีก สิ่งนี้ยังคงรบกวนจิตใจของเนี่ย ลี่อยู่ไม่น้อย อย่างไรก็ตามการทดสอบพื้นฐานวิญญาณนั้น เค้าได้เคยทำมาแล้วเมื่อชีวิตที่แล้ว โดยเค้ามีระดับดินขั้นที่ 7 แน่นอนว่า นี่เป็นเพียงระดับธรรมดา แต่เนื่องจากเขามี หนังสือจิตอสูรท่องเวลา จึงทำให้เขาก้าวถึงสู่ระดับสูงสุดของเทพสงคราม แต่ถึงแม้ครั้งนี้เขาจะไม่มีหนังสือนั้นแต่เขามีความรู้จากชีวิตที่แล้วจึงไม่น่าจะเป็นปัญหาต่อการฝึกวิชา



"การทดสอบรากวิญญาณเนี่ย ข้าชักกลัวแล้วสิ เพราะปรกติข้าได้ที่โหล่ตลอดอ่ะ" ลู่เพรียว กังวล



             "การทดสอบรากวิญญาณนั้น ไม่เหมือนกับการทดสอบพลังวิญญาณสมัยเราอยู่ มิติเก่าหรอกน่า ถึงแม้ว่าการทดสอบรากวิญญาณเจ้าจะไม่ได้สูงแต่ถ้าทำการฝึกวิชาตามเคล็ดวิชาที่ข้าสอนเจ้าแล้วล่ะก็ ยังไงเจ้าก็สามารถจะเข้าสู่ระดับสูงได้อย่างไม่มีปัญหา เพราะงั้นไม่ต้องเครียดหรอกน่า" เนี่ย ลี่บอกลู่เพรียว พร้อมทั้งตบไหล่เบาเพื่อให้กำลังใจ ก่วน ยู่มองลู่เพรียวแล้วคิดในใจว่าไอ้นี่กลัวการทดสอบ มีแต่พวกใช้ไม่ได้เท่านั้นแหละที่จะกลัวการทดสอบ
จำนวนคนที่มารับการทดสอบค่อยเคลื่อนตัวไปเพื่อเข้ารับการทดสอบ


“ระดับมนุษย์ขั้น สาม ส่งกลับ”


“ระดับมนุษย์ขั้น สอง ส่งกลับ”



            เสียงของอาจารย์ผู้ควคุมการทดสอบประกาศ ลู่เพรียวได้ยินดังนั้นจึงอดที่จะถาม เซี่ยวหยู่ไม่ได้ว่า " ส่งกลับ หมายความว่าไงอ่ะ เซียวยู่" เซี่ยวหยู่จึงอธิบายว่า " เนื่องจากนักเรียนมีมากสถาบันจึงรับแต่คนที่มีรากวิญญาณตั้งแต่ะดับมนุษย์ขั้นห้าขั้นไป นอกนั้นจะถูกปฏิเสธไป"



                 เมื่อได้ยินอย่างนั้นลู่เพรียวหดตัวด้วยความกลัวถ้าข้าโดนส่งกลับล่ะ ตายๆ กลับมิติเดิมก็ไม่ได้ ต้องอยู่ที่นี่ไปอีกห้าปี ตายๆๆ ตายแน่ๆ  ก่วนยู่เห็นปฏิกิริยาดังนั้นจึง กระแอม หึ แล้วพูดว่า" ไอ้ขยะเอ้ย"



            "แกเรียกใครขยะ ห๊า" เนี่ย ลี่ กล่าวอย่างเยือกเย็น เขาจะไม่ยอมให้ใครมาดูหมิ่นเพื่อนเค้าไม่ว่ามันจะเป็นใครก็ตาม
ก่วนยู่ ยักไหล่" คิดว่าข้าพูดถึงใครกัน ล่ะ"



             เซี่ยวหยู่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด เขาเองก็ไม่ชอบ ก่วน ยู่เช่นเดียวกัน แต่ยังไงถ้าเนี่ยลี่จะทำอะไรเขาก็จำเป็นจะต้องห้าม เซียวยู่จึงกล่าว " ที่สถาบันนี้จะไม่ยอมให้เกิดการต่อสู้ขึ้น ยกเว้นในการต่อสู้แบบแบบ่งสายของสถาบัน ถ้าไม่เชื่อฟังจะต้องถูกลงโทษจับขังอย่างน้อยเป็นเดือนจนถึงหลายเดือนทั้งสองฝ่าย" หลังจากได้ยินเรื่องดังกล่าวแม้เนี่ยลี่ยังคงไม่พอใจ ก่วนยู่ แต่ก็ทำใจปล่อยไปก่อน



                  "พวกเจ้าทั้งหมดเป็น ศิษย์ ของท่านพ่อบุญธรรม ข้าหวังว่าพวกเจ้าจะสามัคคีกัน แต่หากไม่ แล้วเจ้าคนใดเป็นผู้ก่อปัญญาขึ้นล่ะก็จะหาว่าข้าไม่เตือนไม่ได้นะ" ก่วนยู่ หยุดชั่วครู่ก่อนที่จะรีบพูดออกมา " ข้าต้องขอโทษจริงๆ ข้าแต่หลุดปากไปอย่าได้ถือโทษโกรธกันเลย นายน้อย" เซียวยู่ไม่พูดอะไรนอกจากมองด้วยสายตาที่เย็นชา ก่วนยู่ มีเหงื่อตกที่หน้าผากเขาไม่คาดคิดมาก่อนว่าเซี่ยวหยู่ จะเข้าข้าง เนี่ย ลี่ และ ลู่เพรียว เค้าไม่ต้องการจะทำให้เซี่ยวหยู่ไม่พอใจเพราะมันย่อมไม่เป็นผลดีถึงแม้เขาจะยังคงไม่พอใจแต่ก็ยอมอ่อนลงแต่โดยดี



                   ในขณะที่พวกเขาคุยกันอยู่นั้นก็มีกลุ่มคนเดินมาโดยหัวหน้ากลุ่มนั้นเป็นหนุ่มอายุราวๆ 17-18 ย่างสามขุมเข้า พร้อมกับบรรยากาศที่ไม่ประสงค์ดี กลุ่มดังกล่าวเคลื่อนตัวมาแล้วพร้อมจะหาเรื่อง หัวหน้ากลุ่ม เดาะลิ้น แล้วพูดว่า " อ้าวๆๆ นั่นมัน นายน้อยเซียวอัจริยะ จากส่วนตะวันตกนี่ข้าไม่คิดเคยฝันเลยว่าจะได้มีโอกาสพบท่านเซียวในสถานที่เช่นนี้มันช่างบังเอิญเสียจริงๆเลย"


     "มีอะไรก็พูดมา ฮัวหลิงแต่ถ้าจะพูดอะไรไร้สาระล่ะก็ ไสหัวไปไกลๆข้าไม่มีเวลาจะมาเสวนากับคนอย่างเจ้า" เซี่ยวหยู่ พูดเสียงแข็ง




       เนี่ยลี่ประเมินสถานการณ์ ได้ว่าไอ้ ฮัวหลิงเนี่ย กล้าเบ่งขนาดนี้ คงจะบ่มเพาะ ถึงขั้นชะตาสวรรค์ได้แล้วอย่างแน่นอน  ฮัวหลิงพยายามจะเข้ามาล็อกคอของ เซี่ยวหยู่ เซียวยู่ หลบและผลัก ฮั๋วลิ๋ง ออกอย่างรวดเร็ว " ฮ่าฮ่า นายน้อย เซียวยังไม่มีมารยาทอย่างไรอย่างนั้นเหมือนเดิมเลยนะ"...จบตอน


แปลโดย Timeforest(ป่ากาลเวลา)





เมนู นิยาย ล่าง

เมนู มังงะ ล่าง