test

เมนู นิยาย บน

เมนูมังงะ

1 มิ.ย. 2559

Tales of Demons & Gods บทที่ 243 ขัดเกลาอันธสูร



ป้อมปราการอันธสูรตั้งอยู่ในแดนอันเวิ้งว้างที่ล้อมรอบไปด้วยศิลาสีแดงเพลิงซึ่งถูกเปลวไฟกระหน่ำแผดเผา
ชางหมิง มู่เยี่ย และฮวาฮัว ต่างหันมามองกันและกันเมื่อสังเกตเห็นป้อมปราการ ความไม่ยอมจำนนปรากฏบนใบหน้าทั้งสาม นับตั้งแต่พวกเขาเป็นศิษย์สายตรงของตระกูล ก็เคยได้ยินเรื่องภาวะจิตอนัตตามาก่อน พวกเขาจึงเห็นว่ามันคงไม่เสี่ยงเท่าไหร่หากพยายามลองทำ
*วูม!* *วูม!* *วูม!*
ทั้งสามแยกจากฝูงชนและเหาะไปยังป้อมปราการอันธสูร
เหล่าผู้เยี่ยมยุทธ์ตระกูลอื่นก็เหาะตามพวกเขาไปเช่นกัน
ความร้อนระอุพวยพุ่งจนไม่อาจทานทนเมื่อพวกเขาเข้าใกล้หอคอย พลังจากเพลิงอนธการตรงเข้าทะลวงอาณาเขตจิตวิญญาณทำลายการบ่มเพาะพลังของพวกเขา เหล่าผู้ทีจิตวิญญาณอ่อนแอแม้จะอยู่ในระดับเซียนก็มิอาจต่อต้านได้
บางผู้สำนึกได้ว่าเพลิงอนธการไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาสามารถฝืนกลั้นได้จนต้องถอยกลับไป
อย่างไรก็ยังมีผู้ที่พอจะยืนหยัดอยู่ได้และพุ่งเข้าไปในเปลวเพลิงสีดำ พวกเขาพลันกรีดร้องโหยหวนเมื่อทั่วทั้งร่างลุกไหม้ไปด้วยเพลิงอนธการ
เนี่ยหลี่ซึ่งไม่อาจช่วยพวกเขาได้แต่ถอนหายใจให้กับสิ่งที่เห็น จิตวิญญาณของผู้เยี่ยมยุทธ์เหล่านั้นยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะดึงดันเข้าไปในป้อมปราการอันธสูรซึ่งมีแต่จะทำให้จิตวิญญาณของพวกเขาเสียหายและดับสูญไปตลอดกาล
ไปกันเถอะเนี่ยหลี่กล่าวพลางเหลือบมองพรรคพวก
กลุ่มของเนี่ยหลี่เริ่มมุ่งหน้าไปยังป้อมปราการอันธสูร
ชางหมิง มู่เยี่ย และฮวาฮัว เป็นพวกแรกที่เข้าไปข้างในพร้อมกับคนอื่นๆที่ติดตามอยู่เบื้องหลังไม่ห่าง ราวห้าหกร้อยผู้ที่ไม่อาจทนต่อเปลวเพลิงอนธการต่างพากันถอนตัวไป
ขณะที่กลุ่มของเนี่ยหลี่เข้าใกล้ป้อมปราการอันธสูร ก็รู้สึกได้ถึงลมร้อนที่พัดตรงเข้ามา ยังผลกระทับโดยตรงต่ออาณาเขตจิตวิญญาณของพวกเขา
แม้แต่เนี่ยหลี่ยังรู้สึกเหมือนวิญญาณของเขากำลังลุกไหม้ เขาหันไปหาเพื่อนและถาม พวกเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”
เอียจื่ออวินส่ายหน้า ข้าสบายดี!”
เซียวหนิงเอ๋อที่อยู่ถัดไปก็ตอบ ข้าก็เช่นกัน!”
ที่เหลือก็ตอบไม่ต่างกัน
แม้เพลิงอนธการจะลุกไหม้อย่างแรงกล้า เนี่ยหลี่และพรรคพวกก็ได้ฝึกเคล็ดการบ่มเพาะระดับสูงมาอย่างเข้มข้น ในแง่ความแข็งแกร่งทางจิตวิญญาณ แต่ละคนในกลุ่มจึงถือเป็นอัจฉริยะหนึ่งในหมื่น พวกเขาสามารถยืนหยัดได้แม้จะถูกเปลวเพลิงเหล่านี้คุกคาม ต่างจากเหล่าผู้ที่เข้ามาก่อนหน้านี้แล้วอาณาเขตจิตวิญญาณมอดไหม้
พวกเนี่ยหลี่ค่อยๆเข้าใกล้ป้อมปราการอันสูงตระหง่าน มันถูกแบ่งออกเป็นทั้งหมดเจ็ดชั้น ยิ่งสูงสีของเปลวเพลิงยิ่งเข้มขึ้น เห็นได้ชัดว่าชั้นแรกเปลวเพลิงมีสีชาดสดใส แต่บนยอดหอคอยสีของมันกลับทึบมืดดั่งจะกลั่นออกมาเป็นหมึก
เปลวไฟบนยอดหอคอยช่างบริสุทธิ์เสียจนเนี่ยหลี่ยังตกตะลึง เขาไม่รู้ว่าผู้ใดทิ้งเปลวเพลิงสีดำพวกนี้ไว้ในป้อมปราการอันธสูร แต่ไม่ว่าจะเป็นใคร เขาหรือนางผู้นั้นย่อมทรงอำนาจอย่างแท้จริง
เบื้องหน้าที่คลื่นความร้อนตั้งเค้า กลุ่มพวกเขาได้เข้าสู่ป้อมปราการอันธสูร
บนชั้นแรกของป้อมปราการ เหล่าผู้เยี่ยมยุทธ์ต่างเผ่าพันธุ์ล้วนกำลังนั่งขัดสมาธิ พวกเขาเหล่านั้นซึ่งเข้ามาถึงชั้นแรกรู้สึกเหมือนอาณาเขตจิตวิญญาณของตนจวนจะมอดไหม้ จึงไม่อาจเสี่ยงเดินหน้าและนั่งลงกับพื้นเพื่อบ่มเพาะพลังทันที
ถึงอย่างไร ก็มีอยู่บ้างที่เดินหน้าตรงไปยังชั้นสอง
พลันร่างของต้วนเจี้ยนลุกไหม้ไปด้วยเพลิงอนธการ
ต้วนเจี้ยน! เกิดอันใดขึ้น?!” ทุกคนตกตะลึงขณะตะโกนออกมาอย่างเป็นห่วงผสมปนไปกับความตื่นตระหนก พวกเขาคิดว่าต้วนเจี้ยนกำลังประสบเหตุแบบเดียวกับผู้ที่อาณาเขตจิตวิญญาณถูกเผาไหม้!
ขณะพวกเขามองร่างของต้วนเจี้ยนถูกเปลวเพลิงสีดำแผดเผา เหล่าผู้เยี่ยมยุทธ์ซึ่งกำลังนั่งในโถงใหญ่ล้วนส่งสายตาเห็นใจมาให้ อีกคนสินะที่ความตายเข้ากล้ำกราย
ไม่คาด ใบหน้าของต้วนเจี้ยนกลับไร้ซึ่งความเจ็บปวด ตรงข้าม ยังเต็มไปด้วยความปีติยินดี
เห็นดังนั้น ลู่เพียวและพวกที่เหลือต่างประหลาดใจ ผู้อื่นซึ่งถูกเผาล้วนทรมานจากการที่อาณาเขตจิตวิญญาณมอดไหม แล้วไยต้วนเจี้ยนถึงดูมีความสุข?
ต้วนเจี้ยน เจ้ายังปกติดีอยู่.. ใช่ป่ะ?” ลู่เพียวคาใจ
ต้วนเจี้ยนชำเลืองไปยังลู่เพียวก่อนจะหันไปหาเนี่ยหลี่และอธิบายอย่างตื่นเต้น นายท่าน ข้าไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด แต่เพลิงอนธการเหล่านี้เหมือนจะเป็นผลดีต่ออาณาเขตจิตวิญญาณของข้า ตั้งแต่เราเข้ามาที่นี่ ข้าได้ดูดซับเปลวเพลิงพวกนี้เข้าไปในในระดับที่เพิ่มพลังอาณาเขตวิญญาณของข้าได้อย่างรวดเร็ว!”
เนี่ยหลี่พยักหน้า ต้วนเจี้ยนสืบสายโลหิตจากมังกรดำ ตั้งแต่พวกมันเป็นจ้าวแห่งเพลิงอนธการ ความจริงที่เปลวเพลิงพวกนั้นเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาของต้วนเจี้ยนจึงเป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้
ทั่วทั้งร่างของต้วนเจี้ยนถูกปกคลุมไปด้วยเปลวเพลิงสีดำ ถึงอย่างไร เขาไม่เพียงไม่กรีดร้องโหยหวนเช่นผู้อื่น เขายังข้ามไปอยู่ในอารมณ์ที่สดชื่นแจ่มใส ดูมีความสุขเสียจนเหล่าผู้เยี่ยมยุทธ์ที่กำลังนั่งบ่มเพาะพลังถึงกับสะพรึง พ่อหนุ่มผู้นี้เป็นใครกันแน่?
เนี่ยหลี่และพรรคพวกซึ่งยืนอยู่บนชั้นแรกของป้อมปราการอันธสูรหารู้สึกถึงแรงกดดันอันใดไม่ พวกเขาหารือกันสั้นๆก่อนจะตัดสินใจตรงไปยังชั้นสองของป้อมปราการ
พวกเขาเดินขึ้นไปตามบันไดวน
เนี่ยหลี่ซึ่งกำลังเดินอยู่เบื้องหน้ารู้สึกถึงเพลิงอนธการที่กล้าแกร่งขึ้นในทุกฝีเท้าที่ก้าวขึ้นไป ยิ่งเข้าใกล้ยิ่งร้อนผ่าว กระทั่งพวกเขาหรือแม้แต่เนี่ยหลี่ยังต้องระวังและคุ้มกันอาณาเขตจิตวิญญาณของตน
ท่ามกลางคนในกลุ่ม มีเพียงต้วนเจี้ยนที่ดูผ่อนคลายอย่างถึงที่สุด เอาเข้าจริงคือรู้สึกสบายเสียจนต้องเร่งฝีเท้า ยิ่งเพลิงอนธการบริสุทธิ์มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นประโยชน์ในการบ่มเพาะพลังของเขามากเท่านั้น
พวกเขายังคงเดินไปตามทางบันไดวน
ในวินาทีที่เนี่ยหลี่และพรรคพวกเหยียบย่างสู่ชั้นสองของป้อมปราการอันธสูร เหล่าผู้เยี่ยมยุทธ์หลายพันธุ์เผ่าผู้ซึ่งอยู่ก่อนหน้าล้วนพุ่งความสนใจมายังพวกเขาทันที
ผู้ที่ขึ้นมาถึงชั้นสองได้มีเพียงประมาณสองถึงสามร้อยคนเท่านั้น
เหล่าคนสองสามร้อยคนนี้สามารถเรียกได้ว่าเป็นถึงระดับหัวกะทิของนครนรกานต์ พวกเขานั้นจะมากหรือน้อยต่างก็รู้จักกัน แต่อย่างไร พวกเขาไม่อาจพูดได้ว่าคุ้นหน้าพวกเนี่ยหลี่เลย
ผ่านไปเพียงครู่ หลายผู้ล้วนถอนสายตากลับมา เพลิงอนธการบนชั้นสองโหมกระหน่ำสร้างแรงกดดันอันหนักหน่วง พวกเขาจึงไม่มีแก่ใจจะเสียเวลาไปกับการซักฟอกผู้มาใหม่
กระทั่งชางหมิง มู่เยี่ย และฮวาฮัว ก็ไม่หาญกล้าขึ้นไปอีกชั้น พวกเขาต่างรีบหาพื้นที่บนชั้นสองนั่งบ่มเพาะพลังเงียบๆ
เช่นเดียวกับพวกเนี่ยหลี่ที่หาพื้นที่ที่พวกเขาสามารถนั่งด้วยกันได้และบ่มเพาะอาณาเขตจิตวิญญาณ
เนี่ยหลี่สัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างและพุ่งความสนใจยังจุดที่ห่างออกไป ณ ที่นั้น เขาเห็นเด็กหนุ่มผู้อวลไปด้วยกลิ่นไอชั่วร้ายนั่งอยู่ เขาผู้นั้นมีดวงตาแดงก่ำและดวงหน้าที่ซีดขาวอย่างน่าประหวั่นทำให้เขาดูราวกับกำลังถูกรุมเร้าด้วยโรคาร้าย เนี่ยหลี่รู้สึกได้ถึงพลังอันแข็งแกร่งกำจายออกมาจากร่างของเด็กหนุ่ม
ระดับพลังนั้นก้าวล้ำเกินคนในกลุ่มเนี่ยหลี่นัก
เด็กหนุ่มสัมผัสได้ถึงสายตาของเนี่ยหลี่และหันไปยังทิศทางนั้น
หลังจากที่พวกเขาทั้งสองแลกเปลี่ยนสายตากัน เด็กหนุ่มก็หลับตาลงอีกครั้งและหันมาบ่มเพาะพลังต่อ
การเปิดศึกในป้อมปราการอันธสูรไม่ใช่การกระทำที่ฉลาด เหตุเพราะเพลิงอนธการจะทำให้เราหมดพลังไปเรื่อยๆ หากเกิดการต่อสู้ บทสรุปคือจะมีผู้ที่ถูกเพลิงอนธการกลืนกินทันที
เนี่ยหลี่หรี่ตา ไม่รู้เพราเหตุใด แต่เขารู้สึกได้ถึงความเป็นอริที่แผ่ออกมาจากเด็กหนุ่มผู้นั้น จึงเพิ่มความระมัดระวังขึ้น
นายท่าน พวกท่านสามารถบ่มเพาะพลังได้อย่างสบายใจต้วนเจี้ยนกล่าวแก่พรรคพวก ภายในป้อมปราการอันธสูร เขาไม่จำเป็นต้องนั่งเพื่อหนุนการบ่มเพาะพลังเฉกเช่นผู้อื่น ตัวเพลิงอนธการนั้นขัดเกลาร่างกายและอาณาเขตจิตวิญญาณของเขาได้อย่างยิ่งยวด
ด้วยการคุ้มกันของต้วนเจี้ยน ทุกคนล้วนแต่ยิ่งกว่าวางใจ!
เนี่ยหลี่พยักหน้า และหลับตาเพื่อเริ่มฝึกตน
ถัดไปจากเนี่ยหลี่ ทุกผู้ต่างตั้งหน้าตั้งตาฝึกตนเช่นกัน
เนี่ยหลี่สามารถสัมผัสได้ถึงไอร้อนจากเพลิงอนธการโดยรอบ ในชีวิตก่อนหน้านี้ เขารู้อยู่แล้วว่าภาวะจิตอนัตตาเป็นอย่างไร แต่ในชีวิตนี้เขายังไม่ได้เริ่มทำการบ่มเพาะมัน อย่างไรก็ตาม ด้วยแรงกระตุ้นจากเพลิงอนธการ ครานี้จริงง่ายที่จะบ่มเพาะพลังอย่างแท้จริง
เขาปล่อยให้ทั้งสรรพางค์กายท่วมท้นไปด้วยเพลิงอนธการซึ่งค่อยๆขัดเกลาร่างของเขาอย่างต่อเนื่อง
กายหยาบของเนี่ยหลี่แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ด้วยการปลุกเร้าของเพลิงอนธการ พลังสัจธรรมทั้งสามในอาณาเขตจิตวิญญาณของเขาจึงพุ่งสูงขึ้นอย่างฉับพลัน
แม้ในร่างของเนี่ยหลี่จะมีพลังสัจธรรมที่แตกต่างกันถึงสามประการ แต่ภายใต้การควบคุมของเนี่ยหลี่ ระหว่างการบ่มเพาะพลังพวกมันจึงไม่ปะทะกันขณะทำการควบรวม
เนี่ยหลี่ค่อยๆก้าวเข้าสู่ภาวะจิตอนัตตา เป็นภาวะที่นิ่งและเงียบสงบยิ่ง กระทั่งความรู้สึกแสบร้อนจากเพลิงอนธการยังทุเลาลง
การบ่มเพาะของเขาซึ่งอยู่ในระดับแบล็คโกลด์ห้าดาวเริ่มมุ่งสู่ระดับตำนานอย่างช้าๆ การก้าวข้ามจากระดับแบล็คโกลด์ห้าดาวสู่ระดับตำนานเป็นหนึ่งในสิ่งที่ยากที่สุดของการบ่มเพาะพลังขั้นต้น กระนั้น หลังฝึกเคล็ดบ่มเพาะพลัง[เทพวิถีฟ้า] ผลจากถ้อยความแห่งความจริงของจักรพรรดิคงหมิง และการควบคุมพลังสัจธรรมทั้งสาม เนี่ยหลี่ก็ได้ฟันฝ่าอย่างมุ่งมั่น ไม่ช้า ก็ปรากฏรอยแตกร้าวบนกำแพงสู่ระดับตำนาน 
อีกไม่นานเนี่ยหลี่จะก้าวเข้าสู่ระดับตำนาน ถึงตอนนั้นระดับการบ่มเพาะของเขาจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมหาศาล
นอกจากต้วนเจี้ยน ทุกคนซึ่งอยู่บนชั้นสองของป้อมปราการอันธสูรต่างนั่งบ่มเพาะอาณาเขตจิตวิญญาณของพวกเขาอย่างสงบ
บนฟากฟ้าเหนือป้อมปราการอันธสูร บริวารผู้สวมเกราะทองกำลังสังเกตการณ์อยู่เงียบๆ
ในหมู่คนพวกนั้น บางผู้ก็ไม่สามัญดั่งที่แสดงออก!” เขาสามารถเห็นทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในป้อมปราการ  สายตาของเขากวาดผ่านต้วนเจี้ยนและคนอื่นๆ ในที่สุดก็หยุดอยู่ที่เด็กหนุ่มผู้มีผิวซีดเซียวอย่างน่าใจหาย พรสวรรค์ของเขาสมควรโดดเด่นที่สุดในกลุ่ม กระนั้น ยังพอมีผู้ที่พอจะเทียบเคียงกับเขาได้อยู่บ้าง
ดวงตาของบริวารกวาดผ่านเนี่ยหลี่ จากมุมมองของเขา ความสามารถของเนี่ยหลี่ดูแล้วไม่น่าสนใจเมื่อเปรียบกับเอียจื่ออวินและคนอื่นๆที่นั่งถัดไปจากเขา
ขณะที่เนี่ยหลี่นั่งบ่มเพาะพลัง เขาสัมผัสได้ถึงอาณาเขตจิตวิญญาณของเพื่อนๆกำลังเชื่อมต่อกันอย่างรวดเร็วจากค่ายกลจิตวิญญาณ พวกเขาดูดซับพลังจากเพลิงอันธการไปเรื่อยๆดั่งกระแสน้ำวน พลังของทุกคนล้วนพุ่งสูงขึ้นในระดับที่รวดเร็ว
ภายในป้อมปราการอันธสูร เหล่าเปลวเพลิงล้วนผลักดันสงเสริมจนทำให้การบ่มเพาะของพวกเขาก้าวเข้าสู่ระดับใหม่!
ในระดับนี้ย่อมเป็นอาณาเขตที่ชาวเมืองกลอรี่นับไม่ถ้วนต่างถวิลหาอย่างแท้จริง!


แปลโดย อุฮิอุฮิ พิฆาตเพลี้ยะกระโดดด้วยส้นตึก




เมนู นิยาย ล่าง

เมนู มังงะ ล่าง