test

เมนู นิยาย บน

เมนูมังงะ

29 พ.ค. 2559

Tales of Demons & Gods บทที่ 239 ให้บทเรียน




        เหล่าผู้เยี่ยมยุทธระดับเซียน นั้นคิดว่าเนี่ยลี่มีความแข็งแกร่งมากกว่ากว่าพวกเขา แต่ในความเป็นจริงเนี่ยลี่นั้นอ่อนแอกว่าพวกเขานักแต่เป็นเพราะพวกเขายังอยู่ในบริเวณสุสานนั่นเอง ทำให้พลังสัจธรรมของพวกเขาถูกปิดกั้นเอาไว้ ทำให้ไม่อาจแสดงพลังที่แท้จริงออกมาได้


   นอกจากนั้น เนี่ยลี่ไม่ได้รับผลกระทบใดๆจากพลังสัจธรรมแห่งความตายเลยแม้แต่น้อย


   เซี่ยวหยู่ชำเเลืองมองเนี่ยลี่แล้วกระซิบบอกว่า "เหล่าผู้เยี่ยมยุทธระดับเซียนกลุ่มนี้ล้วนมาจากตระกูลที่มีอิทธิพลมากในดินแดนใต้พิภพนี้!"


   หลังจากได้ยินคำพูดของเซี่ยวหยู่ เนี่ยลี่ถึงกับเบิกตาโพลง พร้อมกับหัวเราะ "พวกท่านไม่ต้องสุภาพกับข้าขนาดนั้นหรอก ตอนนั้นข้าเห็นพวกท่านอยู่ในอันตราย ข้าจะไม่ยื่นมือช่วยได้อย่างไร?"

"นายท่านต้องการให้เราช่วยอะไรหรือไม่? ไม่ว่าสิ่งใดเราก็ยินดีให้ความช่วยเหลือ"



 "อันที่จริงข้าเองก็มีปัญหาในเรื่องบางเรื่อง ข้าได้มีปัญหากับตระกูลหวู่กุ้ยและสมาคมทมิฬในเมืองศิลาดำ แต่ด้วยกำลังของข้ายังไม่อาจที่จะจัดการเรื่องนี้...."


   ผู้เยี่ยมยุทธระดับเซียนจากตระกูลเอลฟ์คะนองศึกกล่าวขึ้นมาว่า "เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ ปล่อยให้พวกข้าจัดการให้เองได้หรือไม่?"



"ใช่แล้ว เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ ท่านสามารถปล่อยให้พวกข้าจัดการดีกว่า" ผู้เยี่ยมยุทธระดับเซียนคนอื่นกล่าวสนับสนุน


เดิมทีพวกเขาคิดว่าเนี่ยลี่จะขอให้ช่วยในเรื่องที่ใหญ่กว่านี้ แต่กลับว่าเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น!


"ถ้าเช่นนั้นก็เยี่ยมไปเลย....คงต้องรบกวนให้เป็นปัญหาของพวกท่านแล้ว คงต้องขอขอบคุณล่วงหน้าแล้ว" เนี่ยลี่พูดพร้อมกับหัวเราะ


"นายท่านให้เกียรติพวกเรามากเกินไปแล้ว"


"ถูกต้องแล้ว ท่านได้ช่วยชีวิตพวกเราเอาไว้ จะมิให้เราตอบแทนท่านได้เช่นไร?" ผู้เยี่ยมยุทธคนหนึ่งพูดออกมา


    ตอนที่เขามองดูการกระทำของเนี่ยลี่  เซี่ยวหยู่รู้สึกขบขันยิ่งนัก ตระกูลหวู่กุ้ยและสมาคมทมิฬ คงจะต้องพบกับปัญหาใหญ่ในตอนนี้แน่ๆ


   เมื่อเขาต้องพบกับตระกูลที่มีอิทธิพลเหล่านี้ ตระกูลหวู่กุเยและสมาคมทมิฬจะรับมืออย่างไรกัน?


     ในตอนที่พวกเขากำลังสนทนากัน สุสานก็ยุบตัวลงอย่างรวดเร็ว ภายนอกสุสานนั้น เหล่าผู้เยี่ยมยุทธระดับเซียนกำลังตัดสินกับโครงกระดูกยักษ์
หนึ่งในผู้เยี่ยมยุทธระดับเซียน ได้ใช้ความพยายามอย่างมากในการรับมือโครงกระดูกยักษ์ที่มีชิ้นส่วนของเทพวิญญาณ หลังจากที่มันล้มลง
ครึ่งหนึ่งของกายเทพแตกออกเป็นชิ้นๆ และสลายเป็นฝุ่นผง


  "หนอย จงสลายไปซะ" ผู้เยี่ยมยุทธระดับเซียนถึงกับสาปแช่งพวกเขาหันไปมองสุสานที่กำลังสลายไปพร้อมกับสายลม


ทุกสิ่งทุกอย่างราวกับเป็นเพียงภาพลวงตา

"หนอย พวกแกเป็นผีกันหรือไง"

ความพยายามทั้งหมดกลับสูญเปล่า ผู้เยี่ยมยุทธระดับเซียนต่างก็รู้สึกไม่พอใจ

"นายท่าน ถ้าหากมีเวลาว่าง โปรดมาเยี่ยมชม ตระกูลบทสวดมังกรของเราด้วย"

"ตระกูลเอลฟ์คะนองศึกของพวกเราก็เช่นกัน"

"ดูเหมือนว่าเรื่องทุกอย่างจะจบลงแล้ว พวกเราคงต้องขอลาแล้ว" ผู้เยี่ยมยุทธระดับเซียนที่ถูกเนี่ยลี่ช่วยไว้ทั้งหมดป้องมือแสดงความเคารพและขอบคุณ พร้อมกับจากไป

เซี่ยวหยู่ ยืนคิดอยู่เล็กน้อย ก่อนที่จะมองไปยังเนี่ยลี่แล้วพูดว่า "น้องชายเนี่ยลี่ เราเองก็คงจะต้องจากลากันแล้วหล่ะ"

เนี่ยลี่พูดอย่างขบขันว่า "โอ้? ถ้าเช่นนั้น เดินทางอย่างปลอดภัยนะ"

หลังจากได้ยินคำพูดของเนี่ยลี่ เซี่ยวหยู่รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมานิดหน่อย หลังจากที่เเซี่ยวหยู่กับเนี่ยลี่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายร่วมกันมาแต่ตอนนี้ เนี่ยลี่ แทบจะรอไม่ไหวที่จะให้เซี่ยวหยู่จากเขาไป


     ในความเป็นจริง เนี่ยลี่นั้นไม่ได้ต้องการให้เซี่ยวหยู่จากไป ในใจของเขา คิดว่าถ้าหากเซี่ยวหยู่ อยู่ใกล้ๆ ก็เหมือนกับว่ามีคนคอยคุ้มครอง เซี่ยวหยู่นั้นแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก


       และยังมีเบื้องหลังที่เขายังไม่รู้อีกมาก ถ้าหากดึงเซี่ยวหยู่เข้ามาในกลุ่ม อาจจะเป็นการนำสู่ความหายนะก็เป็นได้ แม้ว่าเขาจะช่วยเซี่ยวหยู่ไว้ แต่ยังไม่มีใครรู้วัตถุประสงค์ที่แท้จริงของเซี่ยวหยู่
ในชีวิตก่อนหน้าของเขา เนี่ยลี่มีประสบการณ์ ถูกหักหลังจากคนที่เขาเชื่อใจอยู่หลายครั้ง


"น้องชายเนี่ยลี่ เจ้าจะเข้าร่วมการคัดเลือกศิษย์ของเจ้านครใต้พิภพ ถูกต้องไหม?" เซี่ยวหยู่ยิ้มเล็กน้อย

"ใช่แล้ว" เนี่ยลี่พยักหน้า


"ถ้าเช่นนั้น ข้าเชื่อว่าเราคงจะได้พบกันอีก อย่าลืมนำม้วนจารึกทองคำ ที่ข้าได้มอบให้พวกเจ้าไป มันสามารถทำให้พวกเจ้าเข้าไปถึงการทดสอบขั้นสุดท้าย แล้วข้าจะรอฟังข่าวดี"


     เซี่ยวหยู่ หัวเราะและกล่าวต่อ "ข้ายังมิได้กล่าวลากับหนิงเอ๋อและจื้ออวิ้นเลย ดังนั้นข้าจะรอพวกเจ้าอยู่ที่นั่น "

จากนั้นเซี่ยวหยู่ ก็กระโดดหายไปอย่างรวดเร็ว


      เนี่ยลี่ก็ยิ้มออกมาเล็กน้อย ชายหนุ่มที่ถูกเทพแห่งความตายทุบตีแต่ยังคงรักสวยรักงามอาจเป็นเพราะแผลยังอยู่บนใบหน้าของเขา เขาถึงได้ไม่กล้าจะไปโผล่หน้าออกไปให้ใครผู้ใดพบเห็น ถึงได้รีบร้อนจากไปเช่นนี้


  เนี่ยลี่สยายปีกของเขาออกมา และสังเกตุเห็นว่ามันเต็มไปด้วยพลังงานที่ไร้ที่สิ้นสุด จากนั้นเขาก็หดปีกและเก็บเกราะแขนของเขา

เมื่อใดก็ตามที่เขาต้องการใช้มัน ปีกและเกราะแขนก็สามารถเรียกออกมาอีกครั้งได้ตลอดเวลา

เนี่ยลี่นำไข่ลึกลับออกมา ในการต่อสู้ครั้งนี้ ดูเหมือนว่าไข่ใบนี้จะดูดซับพลังสัจธรรมแห่งความตายไปไม่น้อย จึงมีรอยแยกบนเปลือกไข่มากขึ้นอย่างชัดเจน
ราวกับเป็นลายใยแมงมุมอยู่บนเปลือกไข่ เขารับรู้ได้ถึงพลังงานอันคลุมเครือที่อยู่ภายในมันปั่นป่วนราวกับน้ำวน และดูดซับพลังสัจธรรมบริเวณรอบๆอย่างต่อเนื่อง


     เจ้าสิ่งมีชีวิตที่อยู่ภายในไข่ลึกลับนี้ อาจจะกระเทาะเปลือกออกมาได้ทุกเวลา  อย่างไรก็ตามต้องคอยเฝ้าดูการฟักออกมาอย่างใกล้ชิดแถมยังต้องใช้พลังสัจธรรมอีกเป็นจำนวนมากมันยังต้องการพลังงานอีกมหาศาล แต่เนี่ยลี่ยังไม่กล้าที่จะอัดฉีดพลังสัจธรรมให้กับมัน เพราะเขาเกรงว่าไข่ลึกลับจะดูดพลังของเขาไปจนเหือดแห้ง

เซี่ยวหยิงเอ๋อและเอียจื้ออวิ้น รอคอยอยู่เงียบๆ แต่หลังจากที่เห็นสุสานหายไปอย่างไร้ร่องรอยต่อหน้าต่อตา พวกเขาไม่อาจที่จะคลายกังวลได้ จะเกิดอะไรขึ้น หากเนี่ยลี่บพกับอันตราย


ในตอนนั้นเอง พวกเขามองเห็นร่างคนกำลังเดินมาหาพวกเขาอย่างช้าๆ แต่ถ้าหากไม่ใช่เนี่ยลี่หล่ะ จะเป็นใครไปได้อีก

"เนี่ยลี่ เจ้ากลับมาแล้วใช่ไหม?" เอียจื้ออวิ้นและเซี่ยวหนิงเอ๋อเรียกเขาอย่างมีความสุข

"ใช่แล้ว" เนี่ยลี่พยักหน้า

เอียจื้ออวิ้นมองไปรอบๆตัวเนี่ยลี่แล้วถามว่า "เซี่ยวหยู่ อยู่ที่ไหนหล่ะ?"

"ชายคนนั้นคงจะอายที่จะพบกับพวกเจ้า เขาได้แยกตัวไปแล้ว" เนี่ยลี่พูดพร้อมกับหัวเราะ

จากคำพูดของเนี่ยลี่ เอียจื้ออวิ้นและเซี่ยวหนิงเอ๋อ ต่างก็งุนงง ทำไมเซี่ยวหยู่จะต้องอายที่จะต้องพบหน้าพวกเขาด้วย?

"เนี่ยลี่ ตอนนี้พวกเรารู้สึกว่ามีพลังงานอันแข็งแกร่ง อยู่ๆมันก็พุ่งเข้ามาในขอบเขตวิญญาณของเจ้า เจ้าเลื่อนระดับพลังแล้วงั้นรึ" เอียจื้ออวิ้นถามหลังจากที่สัมผัสได้ถึงบางอย่าง

เนี่ยลี่ยิ้มแล้วตอบว่า "ข้าได้เข้าถึงพลังสัจธรรมอื่นอีกอย่างแล้ว" เนี่ยลี่รีบตรวจสอบการบ่มเพาะพลังของตัวเอง ระหว่างนั้นเองเขาพบว่าการบ่มเพาะพลังของเขามีประสิทธิภาพมากขึ้น


     ตอนนี้ขอบเขตวิญญาณของเขานั้น มีพลังสัจธรรมแห่งความตายเพิ่มขึ้นมา ถ้าหากตอนนี้ต้องเจอกับผู้เยี่ยมยุทธระดับตำนาน เขาก็เชื่อมั่นว่าสามารถต่อสู้ได้โดยที่ไม่พ่ายแพ้แน่นอน


     อย่างไรก็ตาม ระดับตำนานนั้นก็เป้นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของการบ่มเพาะพลังเท่านั้น เนี่ยลี่ได้ตระหนักถึงความจริงข้อนี้ดีในอณาจักรซากมังกรนั้น มีผู้เยี่ยมยุทธระดับตำนานและระดับเซียนอยุ่เต็มท้องถนน


  ถึงอย่างนั้น เมื่อพวกเขาเริ่มการบ่มเพาะพลังสวรรค์ พวกเขาสามารถเลื่อนระดับไปยังขอบเขตวิญญาณอันลึกลับต่อไปได้


   สถานที่ดังกล่าวระดับตำนานลงมาเรียกขานกันว่า ขอบเขตชะตาแห่งสวรรค์ เมื่อมีคนก้าวเข้าไปในขอบเขตชะตาแห่งสวรรค์  พวกเขาจะไม่ถูกจำกัดในชีวิตเดียว


      หนึ่งชีวิต สองชีวิต สามชีวิต ทุกๆครั้ง ที่มีการเลื่อนระดับ พวกเขาจะสร้างอีกวิญญาณหนึ่งไว้ในขอบเขตวิญญาณของพวกเขา


 เมื่อใดที่เขาตาย เขาจะสูญเสียแค่เพียงชีวิตของวิญญาณนั้นแทนการเผชิญหน้ากับความตายจริงๆ


ในจุดนั้นอาจจะเรียกได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของการบ่มเพาะพลัง!


  ตั้งแต่ชีวิตก่อนหน้าของเขา เขาก็รู้วิธีที่จะเข้าสู่อณาจักรซากมังกรแล้ว ทุกอย่างที่ควรทำในตอนนี้คือจะต้องมุ่งเน้นไปถึงขอบเขตชะตาสวรรค์ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้


  เนี่ยลี่ควบคุมพลังสัจธรรมทั้งสามอยู่ตอดเวลา ภายในร่างกายของเขาแม้แต่ในขณะที่พวกเขาเดิน การบ่มเพาะพลังขิงเขาก็ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง


  เนี่ยลี่ เอียจื้ออวิ้น และเซี่ยวหนิงเอ่อ ยังคงตามหาพวกต้วนเจี้ยน ลู่เพียว และคนอื่นๆ ต่อไป ในชั้นแรกของแดนมรณะเก้าชั้น

ในขณะเดียวกัน ที่ด้านนอกของแดนมรณะเก้าชั้น

 ตรงที่พักของตระกูลหวู่กุ้ย ทันใดนั้นได้มีผู้เยี่ยมยุทธระดับเซียนกว่ายี่คนปรากฏตัวอยู่บนท้องฟ้า พวกเขาได้แผ่คลื่นพลังอันน่าเกรงขามกดทับลงมา
ส่งผลให้คนในตระกูลหวู่กุ้ยเกิดความวุ่นวายขึ้นทันที

คลื่นพลังระดับนี้ผู้เยี่ยมยุทธระดับทั่วไปของตระกูลหวุ่กุ้ยไม่อาจที่จะรับมือได้


      ผู้เยี่ยมยุทธทั้งสามของตระกูลหวู่กุ้ยได้ทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้า เมื่อผู้นำตระกูลหวู่กุ้ยได้เห็นผู้เยี่ยมยุทธระดับเซียนทั้งยี่สิบคน เปลือกตาของเขากระตุกทันทีและใบหน้าของเขาก็ซีดขาวด้วยความหวาดกลัว ในกลุ่มผู้เยี่ยมยุทธเหล่านี้ มีหลายคนที่มาจากตระกูลที่ทรงอิทธิพลมากในเดินแดนใต้พิภพ

ตระกูลที่มีอิทธิพลขนาดนี้ไม่ใช่คนที่ตระกูลหวู่กุ้ยจะรับมือได้เลย

หวู่ฮุ่นรู้สึกหดหู่ยิ่งนักในใจของเขา ใครกันที่สร้างปัญหาใหญ่ให้กับตระกูลหวู่กุ้ย?


 เมื่อเผชิญหน้ากับตระกูลเหล่านี้ หวู่ฮุ่นไม่กล้าที่จะอวดดี เขาพูดด้วยน้ำเสียงอันนอบน้อมว่า


     "ข้าคือผู้นำของตระกูลหวู่กุ้ย หวู่ฮุ่น ข้าสงสัยว่ามีสิ่งใดให้พวกข้ารับใช้เช่นนั้นหรือ ถ้าหากว่าพวกข้าได้ทำอะไรที่ผิดกฏ ข้าขออภัยอย่างสุดซึ้งหากคนในตระกูลของข้าได้สร้างความขุ่นเคืองต่อท่าน ข้าจะลากคอคนผู้นั้นออกมาโดยไม่ปราณีแม้แต่น้อย
พวกข้าเป็น ผู้รับใช้ของเจ้านครแดนเหนือ ดังนั้นข้าจึงขอให้ท่านผ่อนปรนให้เราสักเล็กน้อยจะได้หรือไม่"


 หลังจากได้ยินคำพูดของหวู่ฮุ่น ผู้เยี่ยมยุทธระดับเซียนแสดงใบหน้าอันเด็ดเดี่ยว พวกเขาจ้องมองมาอย่างเย็นชา


  "เจ้าคิดว่าการที่ยกชื่อของเจ้านครแดนเหนือมาพูด จะทำให้พวกเจ้าปลอดภัยเช่นนั้นหรือ?
แม้แต่เจ้านครแดนเหนือก็ไม่อาจหยุดพวกข้าได้ หากพวกข้าต้องการจะกวาดล้างตระกูลหวู่กุ้ย


"หืม! ถ้าหากพวกตระกูลแดนเหนือมาที่นี่ เจ้าคิดเหรอว่าจะต่อกรกับเหล่าตระกูลที่อยู่ตรงนี้ได้"


  หลังจากได้ยินถ้อยคำเหล่านั้น ใจของหวู่ฮุ่นก็สั่นสะท้าน เหล่าผู้เยี่ยมยุทธระดับเซียน คิดจะกวาดล้างตระกูลหวู่กุ้ยเลยอย่างนั้นเหรอ


"ได้โปรดระงับความโกรธของท่านก่อนเถิด มีบางอย่างที่ข้านั้นไม่เข้าใจ ตระกูลหวู่กุ้ยไปทำอะไรให้ท่านไม่พอใจ หากมีสิ่งใดที่พวกเราไม่ได้จัดการอย่างถูกต้องพวกเราทันทีจะแก้ไขมันให้ทันที! "
หวู่ฮุ่น พูดด้วยน้ำเสียงที่นอบน้อมยิ่งขึ้น เขาเป็นถึงผู้นำตระกูลหวู่กุ้ย เขามียศและตำแหน่งอันสูงส่ง แต่ตอนนี้ เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้เยี่ยมยุทธระดับตำนาน เขาไม่มีทางเลือกทำได้เพียงก้มหัวของเขาเท่านั้น


"หึหึ ลองคิดดูให้ดีสิ ว่าเร็วๆนี้ ตระกูลหวู่กุ้ยได้ไปทำให้ผู้ใดขุ่นเคือง" หนึ่งในผู้เยี่ยมยุทธระดับเซียน ให้คำชี้แนะ

     
       หวู่ฮุ่นคิดตรึกตรองอย่างถี่ถ้วน แต่ก็คิดไม่ออกว่า ตระกูลหวู่กุ้ยไปทำให้ผู้ใดแค้นเคือง แม้ว่าตระกูลหวู่กุ้ยจะไปทำให้ผู้ใดแค้นเคืองแต่ก็คงไม่ถึงกับระดมผู้เยี่ยมยุทธได้มากมายจากหลายตระกูลเช่นนี้ ใช่หรือไม่? หรือว่าพวกเขาจะไปทำให้ผู้ใดขุ่นแค้นโดยที่ไม่รู้ตัวเช่นนั้นรึ?

ทันใดนั้นก็มีความเป็นไปได้อย่างหนึ่งปรากฏขึ้นมาในใจหวู่ฮุ่น ถ้าหากเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเมืองกลอรี่หล่ะ?

ถ้าหากเมืองกลอรี่เป็นสมบัติของผู้เยี่ยมยุทธบางคนหล่ะ?


       เมื่อหวู่ฮู่นยิ่งคิดก็ยิ่งหวาดกลัวมากขึ้น กับเหล่าตระกูลที่ทรงอิทธิพลที่อยู่ตรงหน้านี้  ถ้าหากพวกเขาคิดจะกวาดล้างตระกูลหวู่กุ้ย ตระกูลหวู่กุ้ยคงจะถูกลบออกจากแผนที่แน่ๆ


    หลังจากที่หวู่ฮุ่นคิดได้ จึงรีบกล่าวออกมาว่า "พวกข้าได้ตระหนักถึงความผิดพลาดของพวกข้าแล้ว โปรดระงับความโกรธของพวกท่าน พวกข้าตระกูลหวู่กุ้ย จะทำทุกอย่างเพื่อขออภัยต่อพวกท่าน " หวู่ฮุ่นแสดงท่าทีอ่อนน้อมถ่อมตน ที่เขาไม่ทำได้ตอนนี้มีเพียงคุกเข่าลงขออภัยเท่านั้น (ยังบินกันอยู่)


      เพราะฝ่ายตรงข้ามเต็มไปด้วยผู้เยี่ยมยุทธระดับเซียนกว่ายี่สิบคน แถมยังเป้นตัวแทนของตระกูลที่ทรงอิทธิพลในนครใต้พิภพ

เหล่าผู้เยี่ยมยุทธต่างก็นิ่งเงียบไปชั่วครู่

"นายท่าน เพียงแค่ต้องการให้พวกเราให้บทเรียนสั่งสอนตระกูลหวู่กุ้ย เขาไม่ได้บอกให้พวกเรากวาดล้างตระกูลหวู่กุ้ยใช่ไหม?"

ก็คงจะเป็นเช่นนั้น อย่างไรก็ตาม ยังเหลือสมาคมทมิฬอีกแห่ง!


"ในเมื่อพวกตระกูลหวู่กุ้ยก็รับรู้ถึงความผิดของพวกมันแล้ว เราจะปล่อยไว้ให้นายท่านจัดการเอง เราจะจัดการในคราวหน้าเมื่อได้พบกับพวกเขา "


  ในตอนนั้น พวกเขาไม่ได้รับคำสั่งที่ชัดเจนจากเนี่ยลี่ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่กล้าที่จะตัดสินใจเอง การคุมตัวตระกูลหวู่กุ้ยเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดที่จะทำในตอนนี้



   เนี่ยลี่เพียงแค่ต้องการจะให้บทเรียนกับตระกูลหวู่กุ้ยและสมาคมทมิฬโดยการยืมมือของเหล่าผู้เยี่ยมยุทธระดับเซียนเขาไม่เคยคิดเลยว่าเหล่าผู้เยี่ยมยุทธจะตีความเพียงถ้อยคำเดียวของเขา ไปจนถึงการกวาดล้างตระกูลเลยทีเดียวเพราะว่าเนี่ยลี่ไม่ได้พูดออกไปอย่างชัดเจน เหล่าผู้เยี่ยมยุทธจึงปล่อยทิ้งไว้เช่นนี้


ถ้าหากว่าเนี่ยลี่ ต้องการที่จะกวาดล้างตระกูลหวู่กุ้ย แน่นอนว่าพวกเขาจะจัดการให้โดยที่ไม่มีความลังเล แต่ในตอนนี้พวกเขาไม่กล้าที่จะตัดสินใจเอง

แปลโดย นายมะพร้าว

เมนู นิยาย ล่าง

เมนู มังงะ ล่าง