test

เมนู นิยาย บน

เมนูมังงะ

27 พ.ค. 2559

Tales of Demons & Gods บทที่ 235 – นิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์


บทที่ 235 – นิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์
หยาบคายงั้นเหรอ ฮ่าฮ่าฮ่า นายน้อยเทียนหลิง สิ่งที่พวกข้าได้ยินนี้มันอะไรกัน ผู้หญิงสองคนนี้บอกให้พวกเราสุภาพกับนาง หวู่หยู่หัวเราะต่ออย่างเบิกบาน แต่ว่าเสียงหัวเราะของเขานั้น ค่อยๆ กลายเป็นการหัวเราะอย่างโหดเหี้ยม และให้ความรู้สึกที่ส่องประกายเหน็บหนาวผ่านทางสายตาของเขา

เทียนหลิงคำราม และกล่าวขึ้นว่า “ถ้าจะให้ดี พวกเจ้า โฉมงามทั้งสองจงมากับพวกข้า แล้วพวกข้าจะไม่ทำให้เรื่องนี้มันยุ่งยากไปสำหรับพวกเจ้าทั้งสอง แต่ถ้าหากว่าพวกเจ้าทั้งสองขัดขืน จนทำให้ต้องใช้กำลัง ก็อย่ามาหาว่าพวกข้าไร้มารยาทก็แล้วกัน”

เทียนหลิงกล่าวพร้อมกับปลดปล่อยจิตสังหารไปกดดัน เอี้ยจื้อหวินและเซี่ยวหนิงเอ๋อ

 “เอี้ยจื้อหวิน ข้าว่าพวกเราน่าจะใช้ ป้ายอาญาทองคำ ที่เซี่ยวหยู่มอบให้พวกเรา ถ้าหากว่ามันไม่ได้ผล ข้าอยากให้เจ้าหนีไป และข้าจะขัดขวาง ถ่วงเวลาพวกมันให้” เซี่ยวหนิงเอ๋อกล่าวด้วยเสียงที่แผ่วเบา และสายตาแฝงประกายความเศร้าและหดหู่

ถ้าหากว่าเอี้ยจื้อหวินตายไป เนี่ยลี่คงจะใจสลายแน่ๆ  ดังนั้นเป็นหน้าที่ของนาง ที่จะรับรองความปลอดภัยของเอี้ยจื้อหวิน แต่เซี่ยวหนิงเอ๋อเองก็อดไม่ได้ที่จะคิดว่าหากว่าตัวนางพลาด และตายในการต่อสู้ จะเป็นไปได้ไหมที่เนี่ยลี่จะมีความรู้สึกปวดใจ และเศร้าโศกให้กับนางบ้าง?

 “หนิงเอ๋อ ถ้าหากว่าพวกเราทั้งสองจะหลบหนี พวกเราก็ต้องไปด้วยกัน ถ้าพวกเราสามารถเอาตัวรอดได้ ข้าหวังว่าพวกเราจะสามารถกลับมาเป็นเหมือนพี่น้องกันได้เหมือนกับตอนที่เรายังเป็นเด็กนะ!” ดวงตาของเอี้ยจื้อหวินเริ่มเอ่อล้นด้วยน้ำตา ด้วยความคิดที่ว่า ในสถานการณ์เยี่ยงนี้แล้ว สิ่งแรกที่เซี่ยวหนิงเอ๋อ กระทำก็คือการปกป้องนาง โดยให้นางหนีไปเพียงลำพัง!

เซี่ยวหนิงเอ๋อมองไปยังเอี้ยจื้อหวิน และดูเหมือนว่าความทรงจำในอดีตนั้นกำลังไหลผ่านเจ้ามายังความคิดของนางอีกครั้ง เมื่อนานมาแล้ว พวกนางทั้งสองสนิทใกล้ชิดกัน จนแทบจะเหมือนเป็นพี่น้องกัน แต่ว่าด้วยเหตุการณ์บางอย่างทำให้ ทั้งสองที่ค่อยๆ เติบโตขึ้นมาด้วยกัน ต้องห่าง ร้างรากันไป เมื่อนางได้ยินคำพูดของ เอี้ยจื้อหวิน ในหัวใจของเซี่ยวหนิงเอ๋อ รู้สึกปวดร้าว และนางยังคงเก็บมันไว้ในใจ อย่างไรก็ตาม ตัวนางเองก็ได้เปิดใจ ตอบรับให้กับเอี้ยจื้อหวินอีกครั้งแล้ว

 “พวกเจ้าสั่งเสียกันเสร็จเรียบร้อยแล้วใช่ไหม? พวกข้าไม่ได้มีความอดทนมากมายในการรอคอยนะ!” หวู่หยู่คำรามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดูเร่งรัด ด้วยความที่เขาเกรงว่า เนี่ยหลี่จะปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง

กลุ่มของเขาค่อยๆ ล้อม เอี้ยจื้อหวิน และเซี่ยวหนิงเอ๋อ เพื่อปิดกั้นทางหนี

แม้ว่าพวกนางจะรู้สึกได้ถึงจิตสังหารที่แผ่ออกมาจากเทียนหลิน เพื่อกดดันพวกนาง แต่เอี้ยจื้อหวิน และเซี่ยวหนิงเอ๋อก็ยังดูสงบนิ่ง ไม่ร้อนรน พวกนางทั้งสองเป็นยอดหญิงที่ช่างมีความหยิ่งทะนง ราวกลับว่าเคยผ่านสถานการณ์เช่นนี้มานับไม่ถ้วน ทั้งที่จริงแล้วพวกนางทั้งสองยังเป็นเพียงเด็กวัยรุ่นเท่านั้น

เซี่ยวหนิงเอ๋อมองไปยังพวกสมุนที่กำลังล้อมกรอบบีบเข้ามา นางได้เผยรอยยิ้มที่ดูอำมหิตและเลือดเย็นไปยัง หวู่หยู่ เทียนหลิง และพรรคพวก พร้อมกับนำ ป้ายอาญาทองคำ ที่เซี่ยวหยู่ให้พวกนางไว้ออกมาแสดงไว้ที่ตรงหน้าของนาง

 “พวกเจ้ารู้ไหมว่าสิ่งนี้คืออะไร?” เซี่ยวหนิงเอ๋อแสดงท่าทาง และกล่าวออกมาอย่างคล่องแคล่ว แม้ว่าที่ฝ่ามือของนางนั้นจะชุ่มไปด้วยเหงื่อด้วยความตื่นเต้น ถ้าเซี่ยวหยู่ได้ให้สิ่งนี้กับพวกนาง มันต้องไม่ใช่ของที่ไร้ประโยชน์เป็นแน่ พวกมันจะต้องเผชิญปัญหาจากสิ่งนี้เป็นแน่

 “ฮ่าฮ่าฮ่า พวกเจ้าคิดว่า จะสามารถจัดการกับพวกเราทั้งหมดนี่ได้ ด้วยป้ายไร้ค่า เพียงฉบับเดียวเนี่ยนะ?” หวู่หยู่ปล่อยเสียงหัวเราะออกมาก พวกนางทั้งสองคนเป็นคนเยี่ยงไรกันแน่ ถึงได้โง่งมงายถึงเพียงนี้

ในขณะที่หวู่หยู่กำลังหัวเราะอยู่นั้น เทียนหลิงก็ได้ตบไปที่ศีรษะของเขา เพื่อหยุดเสียงหัวเราะของเขา

 “ไอ้โง่ หยุดการกระทำที่น่าอับอายนั้นซะ และมองที่สิ่งนั้นให้ดีๆ!” เทียนหลิง ส่งเสียงสาปแช่งขึ้นมาอย่างชัดเจน

จากคำสบถของเทียนหลิน หวู่หยู่ดูจะมึนงงขึ้นมาในทันใด และหันไปมองยังสิ่งที่อยู่ในมือของ เซี่ยวหนิงเอ๋อ สีหน้าของเขาดูซีดไปในทันใด และดวงตาที่เผยซึ่งความหวาดกลัวออกมา จนต้องถึงกับกลืนน้ำลายตัวเอง ในความคิดของเขานั้น เริ่มที่จะสาปแช่งเฮียฮั่น ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าบ้านั้น พวกเขาก็คงไม่มาถึงจุดวิกฤตเยี่ยงนี้เป็นแน่

 “แม่นางที่น่านับถือทั้งสองท่าน สิ่งที่พวกข้านั้นได้กระทำลงไปก่อนหน้านี้ พวกข้ามิได้มีเจตนาประสงค์ร้ายเลยทั้งสิ้น ตัวข้าเองนั้นขอเป็นตัวแทนของตระกูล เพื่อส่งคำขอโทษอย่างสุดซึ้งนี้ ถ้าหากว่าแม่นางทั้งสองยังไม่พอใจ ข้ายินดีที่จะคุกเข่าก้มหัว เพื่อขอขมาแม่นางในทันที” เทียนหลินก้มหัวของเขาลง ก่อนหน้านี้เขาที่เขาได้แสดงท่าทางกร่างออกมานั้นได้หายไปอย่างหมดแล้ว เหลือเพียงการแสดงออกถึงความกลัวอย่างที่สุด และความนอบน้อมเท่านั้น

หวู่หยู่ก้มศีรษะของเขาลงเช่นกัน ยามที่เขาระลึกได้ถึงสิ่งที่เรียกว่าตำนานอันน่ากลัวนี้ ทำให้เขารู้สึกเสียวไปถึงกระดูกสันหลังในทันที

เมื่อสิบปีก่อน มีตระกูลที่ทรงอิทธิพลแห่งหนึ่งใน ดินแดนใต้พิภพ ได้มีปัญหากับกลุ่มบุคคลที่มีป้ายอาญาทองคำในมือของพวกเขา ในเวลาไม่นานตระกูลนั้นได้ถูกทำลายจนไม่มีผู้รอดชีวิตแม้แต่คนเดียว กล่าวกันว่า จ้าวแห่ง ดินแดนใต้พิภพ ได้ทำการส่งผู้เยี่ยมยุทธไปทำลายตระกูลนี้โดยตรง

และสามปีที่แล้ว มีวัยรุ่นคนหนึ่งได้ ทำการปลอมแปลงป้ายอาญาทองคำขึ้นมา และตระกูลของเขาก็โดนทำลายโดยปราศจากผู้รอดชีวิตเช่นกัน

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ภาพของป้ายอาญาทองคำ ได้ถูกเขียนลงไปในตำรา เพื่อให้ทุกคนจดจำไว้ ไม่ว่าจะเป็นคนจากตระกูลไหน หากว่าไม่ต้องการให้ตระกูลของตนเองต้องพินาศ ต้องพึงระวังอย่าได้มีปัญหากับผู้ครอบครองป้ายอาญาทองคำเป็นอันขาด

ตั้งแต่นั้นมา ป้ายอาญาทองคำก็ไม่เคยได้ปรากฏอีกเลย แต่อย่างไรก็ตาม ในเวลานี้เหนือความคาดหมายของพวกเขา ป้ายอาญาทองคำ ได้ปรากฏขึ้นอีกครั้งและได้อยู่ในมือของ เอี้ยจื้อหวิน และเซี่ยวหนิงเอ๋อ

แม้ว่าเทียนหลิงและพรรคพวกโดยปกติจะดูเย่อหยิ่ง และกร่างมาก แต่พวกเขาก็ยังเข้าใจว่า มีขอบเขตบางอย่างที่คนเช่นพวกเขาไม่ควรก้าวล่วงไปลบหลู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ใกล้ชิดของ จ้าวแห่ง ดินแดนใต้พิภพ
เมื่อเทียนหลิง และหวู่หยู่ ก้มหัวลง ในขณะที่พรรคพวกคนอื่นๆ ตกอยู่ในความหวาดกลัว ไม่มีใครสักคนที่กล้าแม้แต่จะเอ่ยปากพูดอะไรอีก

ดูเหมือนว่าพวกเขาจะเข้าใจตรงกันว่า เมื่อป้ายอาญาทองคำปรากฏ หากว่าพวกเขา ทำผิดพลาดประการใดขึ้นมา แม้จะเพียงเล็กน้อยก็ตาม อาจจะทำให้ตระกูลของพวกเขานั้น พินาศได้ในพริบตา

เซี่ยวหนิงเอ๋อและเฮียจื้อหวินต่างตกตะลึงเป็นอย่างมาก  พวกนางไม่คาดคิดว่าป้ายอาญาทองคำที่อยู่ในมือของพวกนางนั้น มันขู่ให้เทียนหลิงและหวู่หยู่ หวาดกลังถึงขนาดไม่กล้าปริปากออกมาเลย พวกนางทั้งสองต่างชำเลืองมองตากัน พวกนางทั้งคู่ช่างฉลาดและมีไหวพริบอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ จริงๆ แล้วพวกนางเองก็ไม่อาจจะทราบได้เลยว่า สิ่งที่เซี่ยวหยู่ให้ไว้เพื่อป้องกันตัวคืออะไร? ถึงได้มีอำนาจในการข่มขู่ถึงเพียงนี้? ตัวเขาเป็นใครกัน และมีประวัติที่มาที่ไปอย่างไร? แต่แน่นอนว่าคงไม่ธรรมดาแน่ๆ ถึงได้ทำให้เทียนหลิง และพรรคพวกหวาดกลัวได้ถึงเพียงนี้

“ไสหัวไปซะ อย่าให้พวกข้าเห็นหน้าพวกเจ้าอีก” เซี่ยวหนิงเอ๋อกล่าวพร้อมกับถลึงตามองไปยังพวกมัน

เทียนหลิงและหวู่หยู่ทั้งคู่ชำเลืองมองตากัน พวกเขาไม่คิดว่า เฮียจื้อหวินและเซี่ยวหนิงเอ๋อ จะยอมปล่อยให้พวกเขาจากไปได้อย่างง่ายดายเพียงนี้ ดังนั้นพวกเขาไม่รีรอที่จะรีบหลบหนีไปในทันที

เพียงพริบตา เทียนหลิง และหวู่หยู่ ก็หายวับไปในป่าที่ห่างไกลออกไปเรียบร้อยแล้ว

 “นายน้อย เทียนหลิง ข้ายังคงรู้สึกว่ามันออกจะน่าสงสัยเล็กน้อยนะ เป็นไปได้ไหมว่าแม่นางทั้งสองนั้นจะใช้ป้ายปลอมในการหลอกลวงพวกเรา?” หวู่หยู่กล่าวขึ้น พร้อมกับขมวดคิ้วของเขา

เทียนหลิงชำเลืองไปยังหวู่หยู่ และกล่าวว่า “หรือว่าเจ้าต้องการจะกลับไปพิสูจน์ละ? ใครก็ตามที่ใช้ป้ายปลอม ตระกูลของพวกเขาก็ต้องถูกทำลายจนพินาศสิ้น! แล้วแบบนี้ใครจะไปกล้าทำละ?” ถึงแม้ว่าจะเป็นป้ายปลอมหรือไม่ แต่ก็ถือว่ายังโชคดีมากที่พวกเขายังไม่ได้ทำอะไรที่ล่วงเกินแม่นางทั้งสองไปมาก ไม่เช่นนั้นแล้วตระกูลของพวกเขาคงต้องพบจุดจบเป็นแน่

“แม่นางทั้งสองนั้น มีที่มาที่ไปอย่างไรกันแน่เนี่ย?” เขาก็ยังสงสัยอยู่เช่นกัน

เมื่อเห็น เทียนหลิงและ หวู่หยู่ หนีหายเข้าไปในป่าแล้ว เฮียจื้อหวินและเซี่ยวหนิงเอ๋อ ก็รู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก พวกนางทั้งคู่ชำเลืองมอง และก็ยิ้มให้กันในที่สุด ถ้าหากว่าไม่ได้ป้ายอาญาทองคำของเซี่ยวหยู่แล้ว พวกนางคงไม่สามารถเอาตัวรอดจากสถานการณ์อันตรายเยี่ยงนี้ได้ หลังจากที่ได้เผชิญประสบการณ์อันตรายร่วมกัน กำแพงที่มองไม่เห็นที่กั้นระหว่างเฮียจื้อหวินและเซี่ยวหนิงเอ๋อ ก็ได้ถูกทำลายลง และไม่มีสิ่งใดที่จะกั้นความสัมพันธ์ของทั้งคู่อีก

พวกนางทั้งคู่ไม่สามารถที่จะห้ามใจให้หันไปมองยังทิศทางของสุสานได้ และพวกนางเองก็ไม่ทราบได้ว่าเนี่ยลี่และเซี่ยวหยู่ต้องเผชิญกับอะไรในตอนนี้

ภายในสุสาน

เนี่ยลี่และเซี่ยวหยู่นั่งบนทางเดิน และทำการพูดคุยกัน ร่างของพวกเขาทั้งคู่ดูเปียกโชก เนี่ยลี่จึงได้ทำการเอาเสื้อผ้าชุดใหม่ของเขาออกมาและทำการเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว

 “เจ้าไม่เปลี่ยนชุดหรือ?” เนี่ยลี่ถามเซี่ยวหยู่ด้วยความอยากรู้
ในขณะที่ตัวเนี่ยลี่ทำการเปลี่ยนชุดอยู่ เซี่ยวหยู่เองก็ได้หันหน้าไปทางอื่น เขาตอบเนี่ยลี่ “ข้าไม่จำเป็นต้องเสียเวลาเปลี่ยน” จากการที่ ด้วยระดับพลังของเขานั้น สามารถทำการปล่อยพลังออกมาเป็นไอกุหลาบขาว และทำให้เสื้อผ้าของเขาแห้งได้อย่างรวดเร็ว

ชายผู้นี้ช่างแปลกคนจริงๆ ปกติแล้วตัวเขาก็ดูเหมือนว่าจะเป็น ชายเจ้าสำอาจ แต่ว่าทำไมอยู่ตอนนี้ เขากลับไม่ทำการเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เปียกและสกปรก จะเป็นไปได้หรือไม่ว่า ตัวเขานั้นไม่มีเสื้อสำรองอยู่ในแหวนมิติของเขา?

อย่างไรก็ตาม ตัวเนี่ยลี่เองก็ไม่ได้กังวลอะไรสำหรับเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้

เซี่ยวหยู่นั้นนึกถึงเรื่องที่เนี่ยลี่สามารถทำการจัดการกับรูปแบบจารึกที่ทางเข้าของสุสานโบราณ ความรู้และความเข้าใจของเนี่ยลี่ในเรื่องของจารึกโบราณนั้นเรียกได้ว่า น่าอัศจรรย์มาก

“ข้าได้ยินมาว่า จ้าวแห่ง ดินแดนใต้พิภพ กำลังเปิดการคัดเลือก บรรดาผู้มีพรสวรรค์รุ่นใหม่ ซึ่งถ้าหากว่าพวกเขาเหล่านั้นได้รับการยอมรับในพรสวรรค์ พวกเขาจะสามารถเข้าไปยังสถานที่ที่เรียกว่า นิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์ เพื่อทำการฝึกฝนได้ ข้าคิดว่าถ้าเป็นพี่เนี่ยลี่ก็อาจจะสนใจสิ่งนี้?” เซี่ยวหยู่กล่าวพร้อมกับยิ้มเล็กน้อย

 “นิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์?” จากคำที่เซี่ยวหยู่เอ่ยขึ้น ได้จุดประกายไฟในการรับรู้ของเนี่ยลี่ขึ้น สถานที่แห่งนี้ก่อตั้งอยู่ในขอบเขตที่ทรงพลังใน อนาจักรมังกรหายนะแน่นอนว่าบรรดาคนทั่วไปใน ใน อนาจักรมังกรหายนะ ย่อมรู้จักสถานที่แห่งนี้ อีกทั้งยังต้องการที่จะเข้าร่วมติดต่อกับผู้คนด้านในของสถานที่แห่งนี้ด้วย

แม้ว่าสถานที่แห่งนี้จะอยู่ใน อนาจักรมังกรหายนะแต่ว่า นิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์ นั้นมีอำนาจมากมาก เมื่อเนี่ยลี่ทำการระลึกย้อนไปในความทรงจำของเขา เรียกได้ว่า ตัวเขาเองก็มีเคยได้ยินเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับ จ้าวแห่ง นิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์ เขาเองก็มีความสนใจว่า ในสถานการณ์ตอนนี้ของ นิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์ จะเป็นเช่นไร

ใน ทวีปศักดิ์สิทธิ์ ในระดับตำนานและ ระดับเซียน อาจเรียกได้ว่าทรงอำนาจแล้ว อย่างไรก็ตาม ในสถานที่แห่งนี้ ผู้เยี่ยมยุทธมีการแบ่งระดับออกเป็นห้าระดับ :
ชะตาสวรรค์ (ชะตาฟ้า), ดาราสวรรค์, แก่นแท้สวรรค์, มังกรแห่งเต๋า และ เทพสงคราม ซึ่งในแต่ละขอบเขตยังจะแบ่งออกเป็นระดับย่อยเล็กๆ อีก 9 ระดับ ระดับพลังงานวิญญาณเทพเจ้าใน  ในดินแดนใต้พิภพ อาจจะเทียบเท่ากับ ระดับที่ 1,2 หรือไม่ก็เพียงแค่ 3 ของระดับ ชะตาสวรรค์ ในสถานที่แห่งนี้เท่านั้น

 “พี่เนี่ยลี่รู้หรือจัก นิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์ หรือไม่?” เมื่อเห็นท่าทางแปลกๆ ของเนี่ยลี่ คิ้วของเซี่ยวหยู่ก็ขมวดขึ้นเล็กน้อย

 “ข้าไม่รู้เลย อา... นิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์  มันเป็นสถานที่อย่างไรกัน?” จริงๆ แล้วตัวของเนี่ยลี่ยังตกอยู่ในการตกใจที่ได้รู้ถึงความสัมพันธ์ของ จ้าวแห่ง ดินแดนใต้พิภพ กับ นิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์

เมื่อมองไปยังเนี่ยลี่ แล้วเซี่ยวหยู่ก็ลอบถอนหายใจ เพราะว่ามันคงเป็นเรื่องแปลกมากแน่ๆ ถ้าหากว่าเนี่ยลี่รู้ถึงตัวตนของ นิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์ เนื่องจากว่าสถานที่แห่งนี้มันแตกต่างจากโลกภายนอก!

เซี่ยวหยู่ถอนหายใจ “ไม่ต้องกังวลไป เกี่ยวกับ นิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์ ที่เจ้าควรจะรับรู้ก็เพียงแค่ว่า มันมีอยู่จริง และก็เป็นสถานที่ที่น่ามหัศจรรย์มาก ที่แห่งนี้ขนาดผู้ที่มีพลังระดับเทพวิญญาณ ยังเป็นได้แค่เพียงระดับธรรมดาสามัญ ในสถานที่ที่ยิ่งใหญ่และทรงพลังแห่งนี้”

“โห? แล้วข้าจะต้องไปเห็นด้วยตาสักครั้งแล้ว” เนี่ยลี่ดูจะสนใจเป็นอย่างมาก ถ้าหากว่าเขาสามารถได้เข้าร่วมเป็นสาวกของจ้าวแห่ง ดินแดนใต้พิภพ แล้ว เขาก็อาจจะได้เข้าไปยัง นิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์ของ อณาจักรมังกรหายนะ ได้โดยง่าย


เซี่ยวหยู่กล่าวอย่างภาคภูมิใจ “อันที่จริงแล้ว คนทั่วไปที่อยู่ในโลกของเรานั้น มันเป็นเพียง โลกใบเล็กๆ ซึ่งไม่อาจที่จะเปรียบเทียบได้กับโลกใน อณาจักรมังกรหายนะและในโลกของ นิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์ที่แห่งนั้นจะมีสุดยอดผู้เยี่ยมยุทธจากสถานที่ต่างๆ มารวมกัน และจะมีการพัฒนาทรัพยากรต่างๆ ให้เก็บเกี่ยวได้มากมายเมื่อเปรียบเทียบกับ โลกใบเล็กๆ ของพวกเรา”

ในใจของเนี่ยลี่รู้สึกหวาดหวั่นเล็กน้อย ดูเหมือนว่าเซี่ยวหยู่จะต้องมาจาก อณาจักรมังกรหายนะ เป็นแน่

อันที่จริงแล้ว การเปรียบเทียบกับอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่อย่าง นิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์แล้ว ทวีปศักดิ์สิทธิ์ จะดูเล็กลงไปในทันทีเลย

เขาสงสัยว่าเซี่ยวหยู่นั้นมีความสัมพันธ์อย่างไรกับดินแดนมังกรหายนะกันแน่ แล้วทำไมเขาถึงได้พูดถึงนิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์แถมยังมาปรากฏตัวในดินแดนใต้พิภพอีก

“เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เจ้าสนใจที่จะ เข้าร่วมเป็นสาวกของ จ้าวแห่ง ดินแดนใต้พิภพ หรือไม่?” เซี่ยวหยู่ยิ้มในขณะที่เขาถามเนี่ยลี่

เนี่ยลี่ครุ่นคิดชั่วขณะ และกล่าวเบาๆ ว่า “ข้าจะรอดูสถานการณ์ก่อน จากนั้นค่อยคิดอีกที”

จากคำตอบของเนี่ยลี่ เซี่ยวหยู่กล่าวด้วยน้ำเสียงที่ดูหงุดหงิด “เจ้ามีความคิดยังไงกันแน่ รู้ไหมว่า มีคนจำนวนมากเพียงใดที่มีความต้องการที่จะเป็นสาวกของจ้าวแห่ง ดินแดนใต้พิภพ?”

“ข้าจำเป็นต้องรู้สิ่งเหล่านั้นด้วยหรือ?” เนี่ยลี่กล่าวพร้อมกับมองไปยังเซี่ยวหยู่

“เจ้านี่มัน....” เซี่ยวหยู่ไม่รู้ว่าจะต่อว่าอย่างไร

แปลโดย Thi0202

เมนู นิยาย ล่าง

เมนู มังงะ ล่าง