test

เมนู นิยาย บน

เมนูมังงะ

23 พ.ค. 2559

Tales of Demons & Gods บทที่ 232 วิธีที่จะเข้าไปข้างใน




ผู้เยี่ยมยุทธระดับเซียนส่วนใหญ่ได้เข้าถึงพลังแห่งสัจธรรมขั้นสูงแล้ว แต่พวกเขาแค่ไม่มีโอกาสที่จะก้าวเข้าสู่ขอบเขตของระดับเทพวิญญาณ  หลังจากที่ถูกจำกัดด้วยสัจธรรมนั้น มีผู้เยี่ยมยุทธระดับเซียนเพียง 1 ใน 1000 คนเท่านั้นที่อาจจะเลื่อนระดับพลัง  อย่างไรก็ตาม หากพวกเขาได้ครอบครองเศษเสี้ยวแห่งจิตวิญญาณเทพ สถานการณ์ก็จะต่างออกไป เขาอาจจะกลายเป็นเทพวิญญาณที่มีความเป็นอมตะเลยก็ได้ หากได้ผสานเข้ากับจิตวิญญาณเทพ!


  โครงกระดูกขนาดยักษ์เบื้องหน้าพวกเขามีดวงตาที่ลุกไหม้ด้วยไฟสีแดงฉาน สร้างแรงกดดันอย่างแปลกประหลาด กระดูกอันแหลมคมที่เปลี่ยนรูปร่างอยู่ตลอดเวลา ทำให้รู้สึกหนาวไปถึงขั้วหัวใจ


เจ้าโครงกระดูกไม่ได้มีการขยับเขยื้อนใดๆ เพียงแค่ลอยอยู่อย่างเงียบเชียบตรงนั้น ในขณะเดียวกันออร่าที่น่ากลัวและสยดสยองก็ถูกปล่อยออกมาจากหลุมศพนั่น มีจิตวิญญาณเทพที่แตกสลายอยู่ที่โครงกระดูกนั่น รึว่าคนที่ถูกฝังอยู่ในหลุมนั่นจะเป็น....


ดวงตาของเหล่าผู้เยี่ยมยุทธระดับเซียนนั้นเต็มไปด้วยต้องการแต่แฝงด้วยความกังวลใจ เทพแห่งความตายเป็นเทพวิญญาณแต่บรรพกาล ใครจะรู้กันเล่าว่าจะมีสมบัติอะไรซ่อนอยู่ในนั้น?



  เนี่ย หลี่และพรรคพวกอยู่ไกลออกไปหลายร้อยเมตร เขาชะเง้อคอดูยังหลุมศพยักษ์นั่น ดวงตาของเขาแสดงออกถึงความตกตะลึง เซี่ยว หยู่จ้องมองตาเป็นประกาย


   เนี่ย หลี่หันไปหาเซี่ยว หยู่แล้วถามขึ้นว่า “ข้าไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะมีหลุมศพขนาดใหญ่นี้ซ่อนอยู่ในชั้นแรก พี่ชายเซี่ยว หยู่ท่านมีแผนจะทำยังไงต่อหล่ะ?”


“น้องชายเนี่ย หลี่  เจ้าสนใจจะเข้าไปสำรวจกับข้าหน่อยมั้ย?” เซี่ยว หยู่พูดตอบแล้วหัวเราะออกมา
เนี่ย หลี่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งและตอบกลับ “ไม่มีปัญหา! แต่เราจะไม่พาจื้ออวิ้น กับหนิงเอ๋อไปด้วยนะ แต่หากข้าทิ้งพวกนางไว้ที่นี่ ข้ากังวลว่าพวกนางจะเป็นอันตราย!


“เนี่ย หลี่นี่เจ้าคิดจะเข้าไปที่โลงศพนั่นรึ?” จื้ออวิ้นถามขึ้น พลางขมวดคิ้ว


  “เนี่ย หลี่ จะดีกว่านะถ้าเจ้าไม่เข้าไปตรงนั้น!” หัวใจของหนิงเอ๋อเต็มไปด้วยความกังวลเซี่ยว หยู่มองไปที่จื้ออวิ้นและหนิงเอ๋ออีกครั้ง ถอนหายใจเบาๆแล้วพูดขึ้น “น้องชายเนี่ย หลี่นี่มีแต่คนคอยเป็นห่วงเนอะ! เจ้าควรจะดีใจนะ” เซี่ยว หยู่พูดด้วยน้ำเสียงที่หดหู่ ทำให้เนี่ย หลี่ถึงกับหัวเราะออกมา


  เสี่ยว หนิงเอ๋อพูดต่อ “หากท่านจริงใจต่อผู้อื่น ท่านย่อมได้รับความจริงใจจากผู้อื่นกลับมา เนี่ย หลี่เสียสละตัวเองเพื่อช่วยพวกเราหลายต่อหลายครั้ง นั่นเลยทำให้เขาได้รับการยกย่องจากพวกเราทุกคน”
ได้คำพูดของเสี่ยว หนิงเอ๋อ เซี่ยว หยู่ถึงกับมองเนี่ย หลี่ด้วยความประหลาดใจ และหัวเราะขึ้น “ จริงใจต่อผู้อื่น จะทำให้ข้าได้รับความจริงใจจากผู้อื่นตอบแทนอย่างนั้นรึ?”


เซี่ยว หยู่แสดงใบหน้าขบขันออกมาพร้อมกับหยิบม้วนคัมภีร์สีทองออกมาจากแหวนต่างมิติ แล้วส่งให้เสี่ยว หนิงเอ๋อ ”เจ้าทั้งสองรับนี่ไป หากมีใครคุกคามพวกเจ้า จงแสดงสิ่งนี้ให้พวกมันเห็น แล้วพวกมันจะรามือไปเอง”
เนี่ย หลี่มองไปที่ม้วนคัมภีร์สีทองในมือของเซี่ยว หยู่แล้วถาม 



“มันจะจริงเรอะ? นี่เจ้าคงไม่ได้หลอกพวกเราหรอกนะ?”ได้ยินคำพูดเนี่ย หลี่, เซี่ยว หยู่ถึงกับหน้าดำทะมึน เลยถามขึ้น ”ข้าเหมือนคนโกหกรึไงกัน?” 


“เหมือนดิ!” เนี่ย หลี่พูดด้วยท่าทางจริงจังพร้อมกับพะยักหน้าได้ยินสิ่งที่เนี่ย หลี่พูด เซี่ยว หยู่ถึงกับของขึ้น! เขาเลยพยายามสงบใจลง และตอบกลับไป “ถ้าเจ้าไม่เชื่อข้างั้นเจ้าก็ลองเอาไปดูเองสิ”



“ไม่จำเป็นหรอก!!!” เนี่ย หลี่พูดพร้อมทั้งยักไหล่ขึ้น ความจริงแล้วเขาค่อนข้างเชื่อ ในคำพูดของเซี่ยว หยู่(แค่อยากกวนบาทาเล่นๆ) แม้ว่าเขาจะไม่รู้ที่มาที่ไปจริงๆของเซี่ยว หยู่ แต่เนี่ย หลี่ก็รับรู้ได้ว่าเซี่ยว หยู่ไม่ใช่คนธรรมดา หากเขาบอกว่ามันใช้ได้ ของสิ่งนั้นก็น่าจะใช้ได้จริงๆ”เซี่ยว หยู่ถึงกับพ่นลมหายใจออกมาด้วยความโกรธ  


ถ้าหากเนี่ย หลี่ยังกวนบาทาเขาอยู่อีกหล่ะก็ เขาคงจะของขึ้นจริงๆละ ลึกลงไปภายในจิตใจของเซี่ยว หยู่ เขาเอาแต่ท่อง “ บาปกรรมหนอ...บาปกรรมหนอ...” (ประมาณว่าการฆ่าคนเป็นบาปนะครับ) เพื่อสงบใจลง  เขาครุ่นคิดว่าทำไมกันนะ ตั้งแต่พบกับเนี่ย หลี่แล้ว เขาถึงสติแตกง่ายนัก (รึว่าจะโดนพระเอกกูปักธงเข้าให้ละ?)


“จื้ออวิ้น หนิงเอ๋อ เจ้าสองคนรออยู่นี่นะ ข้าเจ้าเข้าไปดูตรงนั้นกับพี่สาวคนนี้ซะหน่อย แล้วพวกเราจะรีบกลับมา” เนี่ย หลี่บอกกับเอีย จื้ออวิ้นและเสี่ยว หนิงเอ๋อ



ได้ยินสิ่งที่เนี่ย หลี่พูด เซี่ยว หยู่ถึงกับตาเหลือกแล้วพูดอย่างไม่พอใจ “เนี่ย หลี่ เจ้าเรียกข้าว่าอะไรนะ?”


เนี่ย หลี่หันกลับไปมองด้วยใบหน้าที่ประหลาดใจแล้วพูด “ห๊ะ!? ข้าเรียกท่านว่าอะไรหรอ??” (5555+ กวนตีนได้โล่!!!)


เซี่ยว หยู่ถึงกับเบือนหน้าหนีและแค่นลมหายใจด้วยความโมโห “หึ่มมม!!!...มะกี้เจ้าพึ่งพูดมันออกมา แต่ตอนนี้เจ้ากลับไม่ยอมรับว่าพูดอย่างนั้นรึ!!!


เมื่อมองเนี่ย หลี่และเซี่ยว หยู่ ทำให้หนิงเอ๋ออดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา ในตอนที่ทั้งคู่พบกันนั้น ดูเหมือนว่าพวกเขาทั้งสองจะสร้างกำแพงขึ้นปิดกั้นอีกฝ่ายเอาไว้ อย่างไรก็ตามนางรู้สึกได้ว่า เซี่ยว หยู่ไม่ใช่คนเลวอะไร แล้วใครจะรู้ ในอนาคตเขาอาจจะได้กลายมาเป็นเพื่อนกับพวกเราก็ได้


“เนี่ย หลี่ เจ้าจะเจออันตรายข้างในนั้นมั้ย?” เอีย จื้ออวิ้นถามด้วยความกังวล


“ไม่มีปัญหาหรอก! มีเซี่ยว หยู่ไปด้วยคงไม่มีอันตรายอะไรหรอก พวกเจ้าก็เห็นความแข็งแกร่งของเขาแล้วหนิ ไม่มีอะไรทำอันตรายข้าได้หรอก แม้ว่าเซี่ยว หยู่จะตายอยู่ข้างในนั้น ข้าก็ไม่เป็นไรหรอก” เนี่ย หลี่พูดอย่างมั่นใจ



“เจ้าพูดว่าใครจะตายอยู่ข้างในนั้นกัน??” เซี่ยว หยู่จ้องเขม็งไปที่เนี่ย หลี่


    “ข้าแค่พูดเปรียบเทียบให้ฟังเฉยๆ การที่จะเป็นผู้ที่ฝึกบ่มเพาะพลังได้นั้น ข้าต้องพยายามจะไม่อารมณ์ร้อนเช่นเจ้า เพราะมันจะทำให้คลุ้มคลั่งได้ง่ายและตายจากการที่ร่างกายระเบิดออกได้นะ” เนี่ย หลี่มองไปที่เซี่ยว หยู่และทำเหมือนว่ากำลังเตือนอย่างจริงใจ


   “ตาย จากการที่ร่างกายระเบิดออก....” ได้ยินเนี่ย หลี่พูด ปอดของเซี่ยว หยู่แทบจะระเบิดออกด้วยความโกรธ แต่ด้วยการที่เขาเอาแต่บอกให้ตัวเองสงบใจลงซ้ำไปซ้ำมาทำให้เขาใจเย็นลงได้ “ข้าจะไม่ฟังเรื่องไร้สาระของเจ้าอีกต่อไป ข้าจะไปรอเจ้าข้างหน้านู่น!” เซี่ยว หยู่พุ่งทะยานไปทางหลุมศพนั่น


    “ไปได้ซักทีนะ,  พวกเจ้าสองคนต้องดูแลตัวเองให้ดีนะ ซ่อนตัวอยู่แถวๆนี้ อย่าไปไหน หากพบผู้คนจากดินแดนนรกานต์ก็ให้ทำตามที่เซี่ยว หยู่บอก หยิบม้วนคัมภีร์สีทองออกมา เขาคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดา ชื่อเสียงของเขาคงไม่เบาหรอก” เนี่ย หลี่พูดเตือนเอีย จื้ออวิ้นและเสี่ยว หนิงเอ๋อ


“เจ้าเองก็ระวังตัวด้วยเช่นกัน” เอีย จื้ออวิ้นรู้สึกไม่มั่นใจและเตือนเขา



“อื้มมม...วางใจได้เลย” เนี่ย หลี่ยิ้มอย่างมั่นใจ


เซี่ยว หยู่นั้นแข็งแกร่งมาก มีเขาไปด้วย เนี่ย หลี่ก็วางใจได้มากขึ้น แม้ว่าที่มาที่ไปของเซี่ยว หยู่ยังคงลึกลับ แต่เขาคงไม่ได้มุ่งร้ายพวกเราหรอก
เนี่ย หลี่พูดกับจื้ออวิ้นและหนิงเอ๋ออยู่ครู่หนึ่งก่อนจะทะยานออกไปอยู่ด้านข้างของเซี่ยว หยู่แล้วพูด 


“ไปกันเถอะ”


เซี่ยว หยู่นิ่งเงียบแล้วกระโจนขึ้นไปบนท้องฟ้า มุ่งหน้าไปยังหลุมศพ



  “เฮ้... ข้ายังไม้ได้เรียนวิธีการเหาะเหินเดินอากาศนะ!” เนี่ย หลี่ตะโกนตามหลังเซี่ยว หยู่
ได้ยินเนี่ย หลี่พูด เซี่ยว หยู่ถึงกับนิ่งไปพักนึง เขามองเนี่ย หลี่ด้วยสีหน้าประหลาดใจแล้วหยิบผ้าไหมสีขาวออกมา โยนไปให้เนี่ย หลี่ “จับปลายผืนผ้านั่นไว้ ข้าจะดึงเจ้าขึ้นมาเอง”


   พอเห็นผ้าไหมสีขาว เนี่ย หลี่มองไปยังเซี่ยว หยู่แล้วพูดขึ้นว่า “โถ่...เราสองคนก็ชายทั้งแท่ง มันยากนักรึไงที่ใช้มือดึงข้าขึ้นไปยังจุดที่เจ้าปล่อยชายผ้าขาวลงมาให้ข้า จะได้ไม่เหมือนกับว่า เรากำลังพยายามจะแขวนขอตาย (วัฒนธรรมจีน คนจีนจะใช้ผ้าไหมสีขาวแขวนคอตายนะครับ)


  เซี่ยว หยู่มองไปที่เนี่ย หลี่และตอบกลับไป “ข้าเป็นโรคกลัวเชื้อโรค ข้ากลัวว่ามือข้าจะสกปรก”


   “ก็ได้! งั้นข้าเองก็เหมือนกับเจ้าหน่ะแหละ” เนี่ย หลี่ถึงกับเบะปาก มองบน  เจ้าเซี่ยว หยู่นี่แปลกคนจริงๆ เนี่ย หลี่มองไปยังผ้าไหมสีขาว มันยาวประมาณเมตรนึงเห็นจะได้ เนี่ย หลี่เพียงแค่ต้องจับปลายของมันไว้ให้แน่นเท่านั้น เซี่ยว หยู่ดึงปลายอีกข้างนึงไว้เพื่อดึงเนี่ย หลี่ขึ้นมา ขณะที่กำลังบินตรงไปยังหลุมศพ


ผ้าไหมสีขาวผืนนี้ ปักรูปดอกไม้สีเงินอยู่ด้วย ทำให้เนี่ย หลี่ประหลาดใจมาก เจ้าเซี่ยว หยู่คนนี้เป็นพี่สาวจริงๆด้วย นี่เขาถึงขั้นปักรูปดอกไม้บนผ้าไหมเลยเหรอ แต่เขาก็ต้องเปลี่ยนความคิดทันที เพราะนี่อาจจะเป็นสัญลักษณ์ประจำตระกูลของเซี่ยว หยู่ก็ได้


  เนี่ย หลี่แอบจดจำสัญลักษณ์นี่ไว้เพื่อเอาไปถามลั่ว เซี่ยวเมื่อกลับไป เผื่อเขาจะรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับลวดลายนี้


   เซี่ยว หยู่ดึงเนี่ย หลี่ไว้ แล้วร่อนลงเหนือหลุมศพนั่น พวกเขาอยู่ห่างจากทางเข้าไปไม่กี่ร้อยเมตร เจ้าโครงกระดูกยักษ์นั่นก็ยังอยู่ใกล้ๆหลุมศพนั่น ทำให้เกิดบรรยากาศชวนขนลุกและน่าอึดอัด


ในขณะที่เหล่าผู้เยี่ยมยุทธระดับเซียนรีบพุ่งไปข้างหน้า โจมตีด้วยพลังแห่งสัจธรรมเข้าใส่โครงกระดูกยักษ์ ทันใดนั้นก็ปรากฏขวานยักษ์ขึ้นในมือเจ้าโครงกระดูกนั่น มันเหวี่ยงขวานยักษ์สวนกลับไป ปรากฏคลื่นพลังสัจธรรมแห่งความตายพุ่งเข้าใส่เหล่าผู้เยี่ยมยุทธระดับเซียน


*บึ้มมมม!!!*  *บึ้มมมม!!!*   *บึ้มมมม!!!*


พลังแห่งสัจธรรมปะทะกัน เกิดระเบิดขึ้นกลางอากาศ ทั่วทั้งสวรรค์และผืนดินสั่นสะเทือนจากพลังทำลายอันรุนแรง


คลื่นพลังนับไม่ถ้วนพวยพุ่งเข้าหาเนี่ย หลี่และเซี่ยว หยู่ เมื่อเนี่ย หลี่กำลังเตรียมตัวรับแรงปะทะ ทันใดนั้นเซี่ยว หยู่ก็ดึงมือขวาเข้าหาตัว แล้วผลักมันออกไป พลังจากฝ่ามือพุ่งออกไป คลื่นพลังสัจธรรมระเบิดออกกลางอากาศและสลายหายไป


จากการกระทำของเซี่ยว หยู่ เนี่ย หลี่ถึงกับพูดไม่ออก ความแข็งแกร่งของเซี่ยว หยู่นั้นน่ากลัวเกินไป เนี่ย หลี่ไม่รู้เลยว่าเซี่ยว หยู่ใช้พลังอะไรสลายคลื่นพลังสัจธรรมที่มาจากเหล่าผู้เยี่ยมยุทธระดับเซียน


อย่างไรก็ตาม เขาแน่ใจแล้วว่าความแข็งแกร่งของเซี่ยว หยู่ อย่างน้อยก็อยู่ในระดับเซียน และเป็นไปได้ว่าเขานั้นอาจจะอยู่ในระดับเทพวิญญาณ ซึ่งเนี่ย หลี่เองก็ยังบอกไม่ได้ ด้วยความแข็งแกร่งของเนี่ย หลี่ในตอนนี้  เป็นไปไม่ได้เลยที่จะมองเห็นถึงระดับการบ่มเพาะพลังของเซี่ยว หยู่ โครงกระดูกยักษ์โจมตีต่อเนื่องด้วยคลื่นพลัง เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้เยี่ยมยุทธระดับเซียนเข้าใกล้ตัวมันและหลุมศพได้


  “ด้วยการอารักขาจากเจ้าโครงกระดูกนั่น เราคงเข้าไปไม่ได้หรอก กลับกันเถอะ” 


  เนี่ย หลี่พูดขณะที่ยืนอยู่ข้างๆเซี่ยว หยู่ ตัวเนี่ย หลี่นั้นไม่ได้เกรงกลัวจริงๆหรอก เขาเพียงแค่อยากทดสอบเซี่ยว หยู่ก็เท่านั้นเซี่ยว หยู่มองไปที่เนี่ย หลี่และตอบกลับไป “เรามาไกลถึงนี่แล้ว เจ้าอยากจะกลับไปโดยที่ไม่ได้เข้าไปในหลุมศพนั่นรึ?”


 “แล้วเราจะทำอะไรได้หล่ะ? เว้นแต่เจ้าจะจัดการเจ้าโครงกระดูกนั่นได้!” 


   เนี่ย หลี่ย้อนกลับไป ความแข็งแกร่งของโครงกระดูกนั่นทรงพลังมาก แม้แต่ผู้เยี่ยมยุทธระดับเซียน 50-60 คนก็ไม่อาจฆ่ามันได้ เนี่ย หลี่ตั้งใจจะทดสอบความแข็งแกร่งของเซี่ยว หยู่  เพราะตัวตนของเซี่ยว หยู่เป็นสิ่งที่น่าสงสัยเป็นอย่างมาก!



   เซี่ยว หยู่มองไปที่เนี่ย หลี่แล้วถาม “เจ้ามีความคิดอะไรดีๆมั้ยหล่ะ? เจ้าโครงกระดูกนั่นแข็งแกร่งมาก แม้แต่ระดับซียน 50-60 คนยังทำอะไรมันไม่ได้เลย แล้วข้าจะทำอะไรได้หล่ะ?”


   “แล้วเจ้าจะเอายังไง? ในเมื่อเราเข้าไปข้างในไม่ได้ แล้วจะมาเสียเวลาอยู่ที่นี่ทำไม?” 


    เนี่ย หลี่ถามกลับ จริงๆแล้วเนี่ยหลี่มีวิธีที่จะเข้าไป สิ่งที่เขาต้องทำก็คือเรียกใช้จิตวิญญาณอสูรเงาพราย แล้วทุกอย่างก็เรียบร้อย อย่างไรก็ตามเนี่ย หลี่ยังไม่อยากทำอย่างนั้น เพราะเขาอยากเห็นก่อนว่าเซี่ยว หยู่จะทำอย่างไร

   
เซี่ยว หยู่มองที่เนี่ย หลี่แล้วครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นมา “ถ้าเป็นอย่างนี้  เราคงต้องใช้วิธีนั้นซะละ!!!”....จบตอน....


แปลโดย   ไอยรา  ณ  กุญชร

เมนู นิยาย ล่าง

เมนู มังงะ ล่าง