test

เมนู นิยาย บน

เมนูมังงะ

22 พ.ค. 2559

Tales of Demons & Gods บทที่ 231 จิตวิญญาณเทพที่แตกสลาย


มังกรวารีซากศพ อาศัยอยู่ในบึงอย่างสงบสุข แต่ตอนนี้ มีบางคน กำลังตามล่ามันอยู่ อย่างไรก็ตาม ด้วยสมบัติที่ค่านั่นทำให้มันถูกหมายหัว ถ้าอย่างนั้น ข้าจะเอาไข่มุกสีชาดนั่นออกจากตัวเจ้าและช่วยไม่ให้เจ้าถูกฆ่า!” 


   เซี่ยวหยู่ห้องตะโกนขณะที่กระโจนเข้าใส่ พลันเกิดมังกรวารีขึ้นกลางอากาศเข้ารัดมังกรวารีซากศพเหมือนดั่งเสื้อคลุมที่ผูกรัดอย่างแน่นหนา  เซี่ยวหยู่ โฉบไปข้างๆมังกรวารีซากศพ ยื่นมือของเขาออกไปอย่างระมัดระวัง และดึงเอาไข่มุกสีชาดออกจากหน้าผากของเจ้ามังกรวารีซากศพ  ร่างกายสีแดงชาดของเจ้ามังกรวารีซากศพกลับกลายมาเป็นร่างเดิมก่อนหน้า



    เซี่ยวหยู่โบกมืออกไปทำให้มังกรวารีซากศพพลันหายวับไป ปลดปล่อยเจ้ามังกรวารีซากศพ มันมองเซี่ยวหยู่อย่างหวาดกลัวจากนั้นก็กระโจนมุดน้ำหนีไปในบึง โดยไม่มีความคิดที่จะแย่งมุกสีชาดคืนไปจากมือเซี่ยวหยู่แม้แต่น้อย  



    เซี่ยวหยู่ลดระดับลง และค่อยๆลงมายืน ตรงขอบบึงอย่างนุ่มนวล เขามุ่งตรงไปหาเสี่ยว หนิงเอ๋อและพูดขึ้นว่า “หนิงเอ๋อ เจ้าได้ผสานเข้ากับวิหคสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์ แม้ว่าไข่มุกนี้จะไม่ได้เหมาะกับเจ้าเป็นพิเศษ แต่มันจะช่วยในการบ่มเพาะพลังของเจ้าได้อย่างมาก ข้าจะให้มันแก่เจ้า!



   ได้ยินคำพูดของเซี่ยวหยู่   เสี่ยว หนิงเอ๋อรีบส่ายหัวทันทีแล้วพูดขึ้น 


“ขอโทษด้วย สมบัติชิ้นนี้ มีค่าเกินกว่าที่ข้าจะรับได้”

   นางเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น รึเซี่ยวหยู่จะสนใจนาง?  อย่างไรก็ตามนางรีบตอบปฏิเสธเพื่อไม่ให้เนี่ย หลี่เข้าใจผิดในความสัมพันธ์ของนางกับเซี่ยวหยู่


    “ในเมื่อ หนิง เอ๋อปฏิเสธที่จะรับมัน ทำไมท่านไม่มอบมันให้ข้าหล่ะ?” เนี่ย หลี่ยิ้มขณะที่เดินไปอยู่ข้างหน้าหนิง เอ๋อ แล้วฉกไข่มุกมาจากมือของเซี่ยวหยู่


  เซี่ยวหยู่ถึงกับอึ้งทำอะไรไม่ถูก ในโลกนี้ยังมีคนหน้าด้านขนาดนี้อยู่อีกหรอ? เขอบอกเมื่อไหร่ว่าจะมอบไข่มุกให้เนี่ย หลี่?(คือพระเอกแมร่งฉกไปดื้อๆ เป็นผมก็ Stun)


     “งั้น มันก็เป็นของเจ้า” (เออ...กูให้มึงก็ได้!!!)  เซี่ยวหยู่เลยตามน้ำไป แม้ว่าไข่มุกนี้จะไม่ธรรมดา แต่เซี่ยวหยู่เห็นว่ามันไม่ได้สำคัญมากมายอะไร


เนี่ย หลี่หยิบไข่มุกไปแล้วหันมาขยิบตาให้เสี่ยว หนิงเอ๋อ ไข่มุกนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการบ่มเพาะพลังของหนิงเอ๋ออย่างมหาศาล อย่างไรก็ตาม ถ้าหากหนิงเอ๋อรับไข่มุกนี้มา นางก็จะติดหนี้บุญคุณเซี่ยวหยู่อย่างมาก แต่ถ้าหากเนี่ย หลี่รับมันมาแทน นางก็ไม่ต้องห่วงเรื่องนี้มากนัก


“งั้น ข้าก็ขอขอบคุณมากนะ”  เนี่ย หลี่โบกมือย๋อยๆ ในความคิดเนี่ย หลี่ เมื่อเขาติดหนี้ใครบางคนแล้วหล่ะก็ หากมันจำเป็นเขาจะต้องตอบแทนอย่างแน่นอน


เอีย จืออวิ๋นอดหัวเราะไม่ได้ นางเคยโดนเนี่ย หลี่ทำหน้าด้านใส่มาก่อน ในตอนที่เอีย ฮั่นมอบสร้อยข้อมือหยกน้ำแข็งให้นาง เนี่ย หลี่ก็ได้รับมันมาแทนนาง แล้วเขาก็มอบให้แก่นางภายหลัง แม้นางไม่ได้อยากจะสวมมันก็ตาม


  เมื่อเห็นการแสดงออกในสายตาของเนี่ย หลี่ หน้าของเสี่ยว หนิงเอ๋อแดงขึ้นเล็กน้อย นางผยักหน้ารับโดยไร้คำพูดใดๆ


“ไปกันเถอะ!” เนี่ยพูดขึ้นขณะที่ เตรียมตัวออกตามหาผลแห่งจิตวิญาณ พวกเขายังพอมีเวลาก่อนถึงการคัดเลือก


       “น้องชายเนี่ย หลี่ ที่เจ้าเข้ามาที่นี่ เพราะต้องการจะเป็นลูกศิษย์ของจ้าวนรกานต์อย่างนั้นรึ? ด้วยความสามารถของน้องชายเนี่ย หลี่ แม้ว่าเจ้าจะไม่ได้เป็นลูกศิษย์ของจ้าวนรกานต์ อนาคตของเจ้าจะต้องน่าทึ่งอย่างแน่นอน” เซี่ยวหยู่พลันหัวเราะขึ้น


    “ข้าไม่ได้สนใจจะเป็นลูกศิษย์ของจ้าวนรกานต์หรอก แต่ข้าอยากจะช่วยวางอนาคตให้เพื่อนของข้า และหาอาจารย์ดีๆให้พวกเขาสักคน การจะอาศัยอยู่ในโลกใบนี้ อย่างแรกคนหนุนหลัง ต้องยิ่งใหญ่ เหมือนดั่งอาศัยใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ มีอัจฉริยะมากมายที่ล้มเหลวเพราะไม่มีคนคอยสนับสนุน”


   เนี่ย หลี่ตอบด้วยคำพูดของเนี่ย หลี่ เซี่ยวหยู่ถึงกับหัวเราะออกมาโดยไม่รู้ตัว แสดงว่าเนี่ย หลี่พาเพื่อนของเขาเข้าร่วมการคัดเลือกเพราะต้องการได้รับการหนุนหลัง?


    “น้องชายเนี่ย หลี่ ทำไมเราไม่มาหารือกันสักหน่อยหล่ะ?” เซี่ยวหยู่ส่งเสียงพูดขึ้น “หากเจ้ายกหนิงเอ๋อให้แก่ข้า ข้าจะเป็น คนหนุนหลัง ให้เจ้าเอามะ?”


    ได้ยินเซี่ยวหยู่ พลันปรากฏประกายเย็นเยือกจากดวงตาเนี่ย หลี่ “หนิงเอ๋อไม่ใช่สิ่งของ นางไม่สามารถถูกยกให้ใครก็ได้ หากนางชอบเจ้า ข้าก็จะไม่ขวางทางเจ้า อย่างไรก็ตามหากนางไม่ได้ชอบเจ้า แล้วเจ้ายังตามตอแย ข้าคงต้องเสียมารยาท”
เซี่ยวหยู่คิ้วกระตุกเล็กน้อยแล้วหัวเราะขึ้น “ข้าแค่ล้อเล่นหน่ะ”


ดูจากการแสดงออกของเซี่ยวหยู่   เนี่ย หลี่บอกไม่ได้เลยว่าเขาแค่ล้อเล่นหรือจริงจังกันแน่  แต่ไม่ว่าอย่างไรเนี่ย หลี่ก็ไม่พอใจเซี่ยวหยู่ เพราะเซี่ยวหยู่จุดประเด็นเรื่องนี้หลายครั้งแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะความต่างกันของพลัง เนี่ย หลี่คงต้องวางมวยกันบ้างหล่ะเซี่ยวหยู่เคลื่อนมือของเขาออกไป  ทันใดนั้นปิ่นปักผมก็ลอยกลับมาหาเขา


ก่อนหน้านี้ เซี่ยวหยู่ใช้ปิ่นปักผมนี้สะท้อนกลับหอกบินอัศนีบาตรของชาง หมิง ฝีมือการสร้างปิ่นหยกชิ้นนี้ช่างประณีต มันดูโปร่งแสงและเป็นประกาย พื้นผิวของมันปลดปล่อยกระแสพลังมาเป็นระลอก อย่างไรก็ตาม เมื่อดูจากความประณีตบนปิ่นหยกนี้แล้ว ช่างฝีมือผู้นี้ต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ ปิ่นหยกชิ้นนี้ช่างงดงามไร้ที่ติ เนี่ย หลี่อดไม่ได้ที่จะบ่นพึมพำกับตัวเอง “มีชายหนุ่มที่ใช้ปิ่นหยกเป็นอาวุธจริงๆรึนี่”


เนี่ย หลี่มองไปยังนิ้วมือของเซี่ยวหยู่ที่กำลังคีบปิ่นปักผมอยู่ นิ้วเหล่านั้นช่างเรียวยาว นิ้วมือของของเขามีสีขาวดั่งหยกดูคล้ายนิ้วมือของหญิงสาว ที่ในชีวิตของนางไม่เคยแตะงานบ้านงานเรือนแม้แต่น้อย


  เนี่ยหลี่จ้องเซี่ยวหยู่อยู่นานก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะเยาะคิกๆ เซี่ยวหยู่ดูสวยเกินไป จนดูไม่เหมือนผู่ชาย


   เมื่อสัมผัสได้ว่าเนี่ย หลี่หัวเราะเยาะ เซี่ยวหยู่กระแอมเล็กน้อยแล้วพูดขึ้นว่า “นี่เป็นของดูต่างหน้าจากแม่ข้าหน่ะ”


   เนี่ย หลี่ยักไหล่แล้วพูดสวนกลับไปว่า “เจ้าจะมาบอกข้าทำไม? ข้ายังไม่ได้ถามเจ้าเลยนะ” (ประมาณว่า  ใคร...ใครถาม?)



    “นี่เจ้า!!! “ เซี่ยวหยู่ไม่พอใจมากเพราะการแสดงออกของเนี่ย หลี่นั้นบอกแทนคำพูดได้ทุกอย่าง อย่างไรก็ตาม ไม่นานนักเซี่ยวหยู่ก็สงบใจลงได้ และไม่ใส่ใจกับสิ่งที่เนี่ย หลี่พูด  พวกเขา 3 คนเดินไปพร้อมกับเนี่ย หลี่ เพื่อเสาะหาผลแห่งจิตต้นกำเนิดต่อ


ในเวลาเดียวกัน ในส่วนอื่นของชั้นแรกของดินแดนมรณะ 9 ชั้น ลู่เปียว  ตู่ เซอ  ต้วน เจี้ยน  และอีก 4คน เดินอยู่ด้วยกัน  ตลอดทางที่ผ่านมา พวกเขาออกตามหาคนอื่นๆและในระหว่างที่กำลังตามหาเนี่ย หลี่  เอีย จืออวิ๋น และเสี่ยว หนิงเอ๋อ พวกเขาก็ได้พบกับผลแห่งจิตต้นกำเนิด


     “ในที่สุดพวกเราก็เจอผลแห่งจิตต้นกำเนิด!” ร่างกายของลู่ เปียวเต็มไปด้วยบาดแผลจากการต่อสู้ เขาแค่นลมหายใจแล้วพูดขึ้น “เจ้าพวกงี่เง่า คิดจะมาแย่งผลแห่งจิตต้นกำเนิดของพวกเรา พวกมันช่างรนหาที่ตาย”


   ห่างออกไปไม่ไกลนัก คนสิบกว่าคนนอนกองอยู่บนพื้น พวกมันหายใจรวยรินใกล้ตาย


คนเหล่านั้นนอนจมอยู่ในความสิ้นหวัง พวกเขาเป็นพวกแรกที่พบผลแห่งจิตต้นกำเนิด เมื่อลู่ เปียวมีปากเสียงกับคนเหล่านั้น ลู่ เปียวยืนยันว่าพวกเขามาก่อนย่อมมีสิทธิ์ครอบครอง คนพวกนั้นเลยรุมกระทืบเขาซะ ลู่ เปียวทำได้เพียงโกรธแค้น เมื่อเจอกับต้วน เจี้ยน   ลู่ เปียวเลยให้ต้วน เจี้ยนจัดการคนเหล่านั้น


เจ้าคนทีมีปีกนั่นเป็นปีศาจชนิดไหนกัน? ไม่ว่าพวกเขาจะโจมตีไปแค่ไหนก็ไม่ระคาย ไม่กระเทือนเลย นอกจากนั้นความแข็งแกร่งของเขาก็น่ากลัว เขาเกือบจะหักกระดูกได้ในทีเดียว หากมีใครคนนึงลูกขึ้นมาก็จะถูกอัดกลับลงไปนอน เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนไม่มีใครลุกขึ้นมาอีก


   “ เฮ่อ!...เฮ่อ!...เจ้าพวกนี้หนิบังอาจมารุมอัดข้า  ไม่รู้ซะแล้วแล้วว่าข้ามีกองหนุนชั้นเยี่ยม” ลู่ เปียวแค่นลมหายใจใส่ อย่างไรก็ตาม เมื่อเขามองกลับมาที่รอยช้ำ รอยบวมบนร่างกายก็อดหดหู่กับตัวเองไม่ได้


ในขณะที่ต้วน เจี้ยนแลกหมัดกับฝ่ายตรงข้ามมากมาย แต่กลับไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน ลู่ เปียวมองดูร่างกายต้วน เจี้ยนกับของตัวเอง แล้วถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เปรียบเทียบร่างกายของเขากับต้วน เจี้ยนแล้วช่างน่าผิดหวังเสียจริงๆ ดูเหมือนว่าเขาคงจะต้องฝึกให้หนักเพื่อทำให้ร่างกายแข็งแกร่งขึ้น มิฉะนั้นในการต่อสู้ครั้งต่อไป เขาคงเป็นได้แค่คนที่ถูกอัดพ่ายแพ้กลับมาอีกแน่ หลังจากที่ได้ผลแห่งจิตต้นกำเนิดมา พวกเขาก็ออกค้นหาต่อ


  เมื่อลู่ เปียวและพรรคพวกเดินจากไป คนเหล่านั้นก็ลุกขึ้นมาแล้วบ่นพึมพำ “คนพวกนั้นมาจากไหนหน่ะ?”


“นายน้อยจากตระกูลไหนกันนะ?”



    “เราแค่ต้องการผลแห่งจิตต้นกำเนิดเท่านั้น ทำไมเราต้องมาเจอกับเรื่องแบบนี้ด้วย?” ชายคนหนึ่งกล่าวขึ้นอย่างหดหู่ ใบของเขามีแต่รอยช้ำ ทั้งยังปูดบวมจนไม่เหลือเค้าโครงเดิม เขานั้นโดนหนักที่สุด ถูกประเคนพายุหมัดเข้าใบหน้าทุกดอกจนถึงกับน้ำตาร่วงอาบ 2 แก้มคนเหล่านี้ประสบกับเหตุการณ์ที่น่าอนาถอย่างมาก พวกเขาคงต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนเพื่อรักษาบาดแผล



ลู่ เปียวและพรรคพวกออกตามหาร่องรอยของเนี่ย หลี่และคนอื่นๆต่อ จนกระทั่งพวกเขาไม่รู้ว่าจะไปทางไหนต่อ ได้แต่เดินตรงไปข้างหน้า จนค่อยๆเข้าไปในส่วนลึกสุดในชั้นแรกของแดนมรณะ 9 ชั้น แม้ว่าในชั้นแรกจะค่อนข้างปลอดภัยแต่ก็ยังมีอันตรายซุกซ่อนอยู่มากมาย


บางที่ก็มีโครงกระดูดกองผุดขึ้นจากพื้น พวกนี้คือผู้เยี่ยมยุทธที่ได้ตายลงในแดนมรณะนี้ หลังจากที่ได้ดูดซับกลิ่นอายแห่งความตายมาเป็นเวลานาน ซากศพของพวกเขาก็ได้กลายเป็นปีศาจที่น่ากลัว


   ต้วน เจี้ยนเดินนำแล้วสังหารโครงกระดูกเหล่านั้นมาตลอดทาง คนอื่นๆก็ผสานเข้ากับจิตวิญญาณอสูรและเข้าร่วมต่อสู้



   ในเวลานี้เนี่ย หลี่และกลุ่มของเขาได้ค่อยเดินลึกเข้าไปในแดนมรณะ 9 ชั้น  ทันใดนั้นเอง เนี่ย หลี่สัมผัสได้ถึงออร่าที่แข็งแกร่งเข้า มัแหล่งที่มาของมันอยู่ไม่ไกลนัก ออร่านี้เป็นของผู้เยี่ยมยุทธระดับเซียน พร้อมกับพวกอีกสิบกว่าคน บินเลียดพื้นมุ่งหน้าลึกเข้าไปในชั้นแรก


   “เกิดอะไรขึ้น? ทำไมถึงมีผู้เยี่ยมยุทธระดับเซียนหลายคนอยู่แถวนี้?” เนี่ย หลี่ถามขึ้นขณะมองไปที่เซี่ยวหยู่


คิ้วของเซี่ยวหยู่ขมวดเล็กน้อย มันเป็นเรื่องแปลกนิดหน่อย สำหรับการที่ผู้เยี่ยมยุทธระดับเซียนหลายคนปรากฏตัวแถวนี้ มันอาจจะเป็นไปได้ว่าพวกเขารวมตัวกันเพื่อค้นหาบางอย่าง


“อัดข้าสิ” เซี่ยวหยู่ส่ายหัว


“ข้าก็คิดว่าท่านจะรู้ไปซะทุกอย่าง เฮ่อ!!!...ยังมีสิ่งที่ท่านไม่รู้อยู่สินะ” เนี่ย หลี่ยิ้มเซี่ยวหยู่อับจนคำพูดไปชั่วขณะหนึ่ง


“เราควรจะไปดูสักหน่อย พวกเจ้าตามหลังข้ามา ข้ารับรองได้ว่าพวกเจ้าจะปลอดภัย!” เซี่ยวหยู่กล่าวขึ้นขณะที่ก้าวไปด้านหน้า


   เนี่ยหลี่ครุ่นคิดแล้วมองไปที่เอีย จืออวิ๋นและเสี่ยว หนิงเอ๋อ เขาพูเสียงเบาๆว่า “เราจะตามเขาไปแล้วดูว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็อย่าไปเชื่อคำพูดของเขามากนัก ถ้าหากสถานการณ์เลวร้ายขึ้นมา พวกเราค่อยหนี”


ได้ยินเนี่ย หลี่พูด เอีย จืออวิ๋นจึงไม่สามารถยับยั้งปากของนางได้และหัวเราะออกมา เสี่ยว หนิงเอ๋อยังยิ้มด้วยอีกคน เนี่ย หลี่นี่ช่างเจ้าเล่ห์อยู่เสมอ น้อยคนนักที่จะทำให้เขาเสียผลประโยชน์ เนี่ย หลี่  เอีย จืออวิ๋นและเสี่ยว หนิงเอ๋อ เดินตามอยู่ข้างหลัง เซี่ยวหยู่เลยชะลอฝีเท้า แล้วกลับไปรวมกลุ่มกับทั้ง 3 คน


    ในส่วนลึกของชั้นแรกในแดนมรณะ 9 ชั้น
เสียงคำรามอันน่ากลัว ดังไปทั่วภายในชั้นแรกของแดนมรณะ 9 ชั้น ขณะที่ผืนดินสั่นสะเทือน


คลืนนนนน!!!   คลืนนนนน!!!   คลืนนนนน!!!


หลุมศพขนาดใหญ่ผุดขึ้นมาจากพื้นดิน ขณะที่โครงกระดูกนับมากมายนับไม่ถ้วนพังทลายลงมา โลงศพค่อยๆลอยสูงขึ้นไปบนท้องฟ้า ด้านบนของโลงศพมีโครงกระดูกมนุษย์กองอยู่เต็มไปหมด ด้านข้างโลงเต็มไปด้วยลวดลายจารึกอาคม ซึ่งอบอวลไปด้วยกลิ่นอายที่ชั่วร้ายและน่ากลัว


ปรากฏร่างอันใหญ่โตลอยขึ้นเหนือโลงศพ มันคือโครงกระดูกขนาดมหึมาที่เต็มไปด้วยกระดูกที่แหลมคมงอกออกมาทั่วร่าง ซึ่งกระดูกแหลมๆนั่น บางครั้งก็เปลี่ยนรูปร่างเป็นปีกหรือเกราะ พลังแห่งสัจธรรมอันไร้ขีดจำกัดโคจรรอบร่างนั้น (ประมาณว่าบอสจุติแล้ว)


ผู้เยี่ยมยุทธประมาณ 50-60 คนยืนอยู่กลางอากาศห่างออกไป (นี่ก็รวมตี้ รอตีบอส) ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความดีใจและตื่นเต้น
“มันคือเศษเสี้ยวของจิตวิญญาณเทพแห่งความตาย!!!!


เทพแห่งความตาย เป็นเทพวิญญาณที่ถือครองพลังสัจธรรมแห่งความตาย  อย่างไรก็ตาม ไม่กี่ล้านปีก่อนเขาก็หายตัวไปดื้อๆ ไม่มีใครรู้ว่าเขาไปที่ใด บ้างก็บอกว่าเทพแห่งความตายถูกสังหารในการต่อสู้กับเจ้านรกานต์ (เจ้านรกานต์?...พี่จะเทพเกินไปละ!!!)



อย่างไรก็ตาม มันก็เป็นเพียงแค่ข่าวลือ ในบรรดาสัจธรรมทั้งหมด สัจธรรมแห่งความตายเป็นรองก็แต่สัจธรรมแห่งกาลและห้วงอวกาศกับสัจธรรมแห่งนรกานต์ ถามยังยากรับรับมือสำหรับสัจธรรมอื่นๆ โดยส่วนมากไม่มีใครเชื่อว่าเทพแห่งความตายจะถูกทำลายจริงๆ  ไม่มีใครคิดว่าพวกเขาจะพบกับจิตวิญญาณเทพที่แตกสลายของเทพแห่งความตายในสถานที่เช่นนี้!!!...จบตอน...



แปลโดย...ไอยรา  ณ  กุญชร



เมนู นิยาย ล่าง

เมนู มังงะ ล่าง