test

เมนู นิยาย บน

เมนูมังงะ

17 พ.ค. 2559

Tales of Demons & Gods บทที่ 224 Spiritual Origin Fruit? (ผลจิตต้นกำเนิด)


ร่างสูงสะบัดมือสร้างตราประทับปริศนาขึ้นมาภายในพริบตา นัยน์ตาของมันเปล่งประกายเรืองแสงขึ้น
เจ้าคงคิดที่จะไปให้เจ้าแห่งใต้พิภพคุ้มครองพวกเจ้าสินะ? เหอะ ถึงข้าจะยอมรับว่าข้าสู้มันไม่ได้ แต่เจ้าอย่าคิดว่าเจ้าจะปลอดภัยเพียงแค่ได้รับการปกป้องจากมัน!” แสงแปลกๆค่อยๆประสานรวมกันเข้าไปในตาอสูรของมัน แสงพวกนั้นเริ่มหมุนเวียนไปมาตามกระแสของพลัง
ในตอนแรก พลังที่ถูกปล่อยอออกมานั้นมันเริ่มจากเส้นแสงธรรมดา จากนั้นก็ค่อยๆผลิบานแตกออกเป็นดอกไม้ปริศนาอยู่ข้างๆตัวร่างสูงนั้น จากดอกแรกผลิเป็นดอกที่สอง ดอกที่สาม...และดอกที่หก ทว่ายังเหลือเพียงดอกเดียวที่ยังไม่บาน แต่มันกลับอูมจนพร้อมที่จะบานออกมาได้ทุกเมื่อ
พันปีที่ผ่านมานี้ ข้าได้รอเวลาที่บัวดอกที่เจ็ดจะเบ่งบานมานานแล้ว และอีกไม่นานหรอก...ยู่หยาน ต่อให้เจ้าฟื้นคืนพลังได้ เจ้าก็ไม่ใช่คู่มือข้า!” รอยยิ้มของมันชี้ชัดขึ้นอย่างชั่วร้ายพลางมองดูไปยังทิศทางที่ยู่หยานจากไป
ณ ดินแดนใต้พิภพ ปากทางเข้าแดนมรณะเก้าชั้น
ในที่รกร้างว่างเปล่าที่ทอดยาวไปไกลสุดลูกหูลูกตา ตอนนี้ก็ได้มีที่พักชั่วคราวถูกติดตั้งจำนวนมาก เหล่านักสู้จากสิบห้าเมืองในดินแดนใต้พิภพต่างมาปักหลักกันอยู่ที่นี่มากมายหลายร้อยตระกูล ร่มธงของแต่ละตระกูลปลิวไสวเด่นหราอวดบารมีกัน
แม้นว่าตระกูลประทับหยกจะเป็นหนึ่งในสามมหาอำนาจในเมืองศิลาดำ แต่เมื่อเทียบดูกับตระกูลจากเมืองอื่นๆทั้งสิบห้าเมืองแล้วนั้น พวกเขาก็ยังคงไม่ได้ดีเด่อะไรมาก โดยเหล่าตระกูลที่แข็งแกร่งที่สุดจะอาศัยอยู่ในใจกลางดินแดนใต้พิภพแห่งนี้ ซึ่งถ้าหากลองสุ่มคนจากตระกูลพวกนั้นล่ะก็ มั่นใจได้เลยว่าอย่างน้อยๆพวกเขาก็สามารถฆ่าล้างตระกูลเล็กๆในเมืองอื่นๆได้อย่างแน่นอน
การจะได้เป็นศิษย์ของเจ้าแห่งดินแดนใต้พิภพนั้นก็หมายความว่า พวกเขาจะกระเถิบใกล้นักสู้ระดับจิตวิญญาณเทพเพิ่มมากขึ้น(spiritual God) และต่อจากนั้นพวกเขาจะมีทั้งอำนาจ เงินตรา และได้รับความเกรงใจจากตระกูลอื่นๆ
ถึงแม้ทุกคนจะรู้ว่าแดนมรณะเก้าชั้นนี้เต็มไปด้วยภัยอันตราย แต่พวกเขาก็กล้าที่จะเผชิญหน้ากับความกลัว
ในตอนนี้ ได้มีคนกลุ่มหนึ่งเดินทางมาถึงที่พักชั่วคราวของตระกูลประทับหยกแล้ว ซึ่งก็คือเนี่ยหลีและพรรคพวกนั่นเอง ตามตัวแต่ละคนต่างเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นผงจากการเดินทางไกล เป็นเพราะในตอนแรกพวกเขาได้เดินทางไปบ้านใหญ่ของตระกูลประทับหยกในเมืองศิลาดำก่อน แต่เพิ่งจะรู้ทีหลังว่าพวกหลัวเซี่ยวกับคนอื่นๆได้เดินทางไปยังแดนมรณะเก้าชั้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พวกเขาจึงต้องดั้นด้นเดินทางกันต่อจนมาถึงที่นี่
ท่านลุงหลัว พบกันอีกแล้วนะ เนี่ยหลีระบายยิ้มพร้อมๆกับทักทายอีกฝ่าย
โอ้ หลานเนี่ยหลี เจ้าก็มารึ หลัวเซี่ยวยิ้มกลับ ก่อนจะทอดสายตามองสมาชิกคนอื่นที่มากับเนี่ยหลีด้วยสายตาสงสัย เด็กหนุ่มสาวพวกนี้คือ?
เพียงแค่มอง หลัวเซี่ยวก็รับรู้ได้ถึงออร่าอันแข็งแกร่งที่เล็ดลอดออกมาจากเด็กหนุ่มสาวตรงหน้า เป็นไปได้สูงว่าเด็กพวกนี้อาจจะอยู่ระดับแบล็คโกลกันแล้วหรือแม้แต่ระดับตำนานก็ยังเป็นไปได้อยู่ โดยเฉพาะเด็กหนุ่มหุ่นดีที่มีปีกสีดำคู่หนึ่งติดอยู่กลางหลัง พอมองแล้วเขาก็ไม่อยากจะเชื่อว่าเด็กพวกนี้จะฝึกฝนจนมาถึงขั้นนี้ได้ด้วยอายุเพียงเท่านี้
ถ้าเวลาผ่านไปนานกว่านี้อีกสักหน่อย ไม่อยากจะคิดเลยว่าพวกเขาจะน่ากลัวขนาดไหน!
เนี่ยหลีมองหลัวเซี่ยวก่อนจะเริ่มแนะนำเอียจื้ออวิ้น เซี่ยวหนิงเอ๋อ และคนอื่นๆให้หลัวเซี่ยวรู้จักตามลำกับ ส่วนทางด้านยู่หยานนั้นเธอเอาแต่ซ่อนตัวอยู่ในหว่างเสื้อเนี่ยหลี ไม่ได้ออกมาเผยตัวแต่อย่างใด
พอได้ยินว่าเอียจื้ออวิ้นเป็นคู่หมั้นเนี่ยหลี หลัวเซี่ยวก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองอีกฝ่ายก่อนจะพยักหน้าคล้ายกับว่าเห็นดีเห็นงามด้วย ทำเอาเอียจื้ออวิ้นที่ยืนอยู่พลันหน้าแดงขึ้นมาทันทีพลางคิดว่าตนควรจะแสดงกิริยาอะไรออกไปดี แต่สุดท้ายเธอก็ยอมแพ้และมองไปยังเนี่ยหลีอย่างคาดโทษ
เนี่ยหลีหัวเราะยิ้มๆพลางเกาศีรษะแก้เก้อ
ทางฝั่งตู่ซื่อ ลู่เปียว และคนอื่นๆต่างก็มองซ้ายมองขวาอย่างใคร่รู้ สิ่งที่อยู่ตรงหน้านี้พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อนเลยในชีวิต ทำให้พวกเขาอยากรู้อยากเห็นไปเสียหมด แต่เพราะที่นี่มีกลิ่นเหม็นของซัลเฟอร์ตลบอบอวลไปทั่ว ทำให้พวกเขาต่างรู้สึกว่าหากเทียบที่นี่กับเมืองกลอรี่แล้ว เมืองกลอรี่นี่มันก็สวรรค์ดีๆนี่เอง!
หลัวเซี่ยวแอบพูดกับเนี่ยหลีเสียงต่ำกันคนอื่นได้ยินว่า ด้วยความสำคัญของหลาน ลุงว่าเจ้าอย่าเอาชีวิตมาเสี่ยงในแดนมรณะเก้าชั้นนี่เลยเถอะ!”
ตอนนี้เนี่ยหลีนั้นมีความสำคัญเป็นถึงนักจารึกอักขระขั้นอาวุโส หากมีอะไรเกิดขึ้นกับเนี่ยหลีล่ะก็ หลัวเซี่ยวคงจะร้องไห้จนตาแฉะเป็นแน่
หากเมื่อเข้าไปในแดนมรณะแล้ว นักสู้จากแต่ละตระกูลจะมีการแก่งแย่งชิงดีกับนักสู้จากตระกูลอื่นๆ เพราะงั้นความขัดแย้งระหว่างตระกูลที่จะเกิดขึ้นจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งยังมีนักสู้ระดับเซียนจากหลากหลายตระกูลมาร่วมที่ต่อให้เป็นเนี่ยหลีก็ไม่น่าจะรับมือไหว และอาจถูกลูกหลงอีกด้วย
ซึ่งในจุดนี้เนี่ยหลีก็เข้าใจดีว่าทำไมหลัวเซี่ยวถึงเป็นห่วงตน เขาระบายยิ้มและเอ่ยว่า ท่างลุงหลัววางใจได้ ข้าเพียงแค่จะเข้าไปดูข้างในนั้นนิดหน่อย ไม่คิดที่จะไปเสี่ยงชีวิตหรอก ไม่มีทางซะหรอกที่เนี่ยหลีจะมาไกลขนาดนี้แล้วจะทำเพียงแค่แวะเข้าไปดู แต่เพื่อความสบายใจของหลัวเซี่ยว เขาจึงพูดออกไปแบบนั้น
พอได้ยินเช่นนั้นหลัวเซี่ยวก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาก
แล้วทำไมพวกท่านไม่เข้าไปในแดนมรณะล่ะ? เนี่ยหลีถามต่อ
ปกติการจะผ่านเข้าไปแต่ละชั้นของแดนมรณะเก้าชั้นนั้นจะต้องผ่านชั้นแรกเสียก่อน แล้วค่อยๆมุ่งไปชั้นถัดไปเรื่อยๆ ทว่าในแต่ละชั้นก็จะต้องเจอกับความท้าทายต่างๆมากมาย กว่าจะถึงชั้นที่หกคงจะใช้เวลาหลายเดือน แต่ไม่นานมานี้เราได้ข่าวมาว่าในสามวันนี้ เมื่อนาฬิกาตีเลขสิบสอง ชั้นที่เจ็ดของแดนมรณะจะเปิดออก และเราสามารถผ่านไปยังชั้นเจ็ดได้เลย หลัวเซี่ยวกล่าว
เอียจื้ออวิ้น เซี่ยวหนิงเอ่อ และคณะต่างตั้งใจฟังอย่างใจจดใจจ่อ แดนมรณะเก้าชั้นนี้มันช่างลึกลับเสียงจริงๆ
งี้นี่เอง!” เนี่ยหลีพยักหน้าเข้าใจแล้วถามต่อ แล้วท่านรู้ไหมว่าชั้นเจ็ดของแดนมรณะเก้าชั้นมันเป็นยังไง
แดนมรณะเก้าชั้นนั้น แรกเริ่มเดิมทีคือสนามรบที่มีเหล่านักรบมากมายได้ตายตก ทิ้งไว้แต่ซากแอ่งร้างนับหมื่นปีที่อัดแน่นไปด้วยพลังแห่งความตาย ซึ่งชั้นที่เจ็ดขึ้นไปนั้นถือเป็นสถานที่ส่วนตัวของท่านเจ้าใต้พิภพ ที่นั่นตัวเขาคือกฎ และทุกครั้งที่เขาเปิดรับศิษย์ จะไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าเขาจะเลือกเอาใครตอนไหน แต่อย่างไรก็ตาม ทุกครั้งที่เราเข้าสู่ชั้นใหม่ ข้ารับใช้ของท่านเจ้าจะบอกกฎให้ทราบเอง หลู่เซี่ยวกล่าว
ทุกครั้งที่ท่านเจ้าเปิดรับศิษย์ จะไม่มีใครรู้เลยว่าในรอบรับครั้งนั้นจะเป็นแบบนี้ต้องผ่านอะไรบ้าง แต่เมื่อเข้าสู่ชั้นที่รับบททดสอบแล้วนั้น ข้ารับใช้ของท่านเจ้าจะปรากฏและบอกให้ทุกคนทราบถึงกฎและบททดสอบหลัวเซี่ยวอธิบายเพิ่ม ในรอบเปิดรับศิษย์ครั้งก่อนนั้นก็ผ่านมานับสิบๆปีแล้ว ตามจริงแล้วคนที่ท่านเจ้ารับเป็นศิษย์นั้นมีมากมายนัก อาจจะเป็นหมื่นเป็นแสนเลยก็ได้ ทว่าคนที่ได้รับการยอมรับจากเขานั้นมีเพียงผู้เดียวเท่านั้น (ว่าที่นางเอกไง55)
เนี่ยหลีพยักหน้ารับ ในใจของเขาตอนนี้เต็มไปด้วยความสงสัยเกี่ยวกับเรื่องของท่านเจ้าแห่งดินแดนใต้พิภพนี้ ทั้งเรื่องที่ว่าตามจริงแล้วนั้นเขาเป็นใคร
นี่คือเหรียญลูกค้าพิเศษจากโรงประมูลตราศักดิ์สิทธิ์ ตราบใดที่หลานมีมัน คนทั่วๆไปจะไม่กล้าทำอะไรเจ้า หากเจ้ามีปัญหาใดๆกับใคร ขอเพียงโชวเหรียญนี่พวกนั้นก็จะไม่กล้ามารุ่มร่ามกับเจ้า หลัวเซี่ยวกล่าวพร้อมทั้งยื่นเหรียญสีทองให้กับเนี่ยหลี
เนี่ยหลีรับเหรียญนั้นมาแล้วเริ่มตรวจดูว่ามันคืออะไร ทว่าพอดูแล้วกลับพบกว่ามันเป็นเพียงเหรียญธรรมดาๆเท่านั้น ถึงจะมีจารึกถูกสลักไว้บนหน้าเหรียญก็เถอะ แต่ดูท่าจะเอาไว้ตกแต่งเสียมากกว่า
โรงประมูลตราศักดิ์สิทธิ์นั้นแข็งแกร่งเป็นอันดับสามในดินแดนใต้พิภพนี้ พวกเขามีอำนาจมากในระดับหนึ่ง เพราะฉะนั้นตระกูลธรรมดาๆจึงไม่กล้าเข้าไปรุ่มร่ามด้วย หลัวเซี่ยวกล่าว เพราะก่อนหน้านี้หลัวเซียวได้ไปขายอาวุธที่ถูกสลักอักขระโดยเนี่ยหลีผู้มีทักษะเทียบเท่านักจารึกอักขระขั้นอาวุโส ทำให้เขาขายอาวุธได้กำไรมหาศาลทั้งยังได้รับการหนุนหลังจากโรงประมูลตราศักดิ์สิทธิ์อีกด้วย
อย่างนี้นี่เอง เนี่ยหลีพยักหน้าเข้าใจก่อนจะเก็บเหรียญทองไว้กับตัว ยิ่งมีคนหนุนหลังแบบนี้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีมากเท่านั้นล่ะนะ
อีกไม่กี่วันต่อจากนี้ หลานควรจะรีบกลับมารอเวลาที่ทางเข้าสู่ชั้นที่เจ็ดจะเปิด เพราะไม่แน่ว่าระหว่างทาง หากหลานกลับมาช้าอาจถูกพวกตระกูลอื่นขัดขาเอาได้ หลัวเซี่ยกล่าวเตือน
ขอบคุณสำหรับคำเตือนนะท่าลุงหลัว ข้าจะจำเอาไว้ให้ดี เนี่ยหลีกล่าวพร้อมพยักหน้ารับคำอีกฝ่าย
หลังคุยกันจบ หลัวเซี่ยวก็ได้ไปจัดเตรียมที่พักให้เนี่ยหลีและคณะ
          แถวนี้เนี่ยหลีรู้สึกได้เลยว่ามีออร่าทรงพลังแผ่ออกมาจากทั่วทุกที่ ด้วยเหล่านักสู้ระดับเซียนจำนวนมากแบบนี้นั้น ไม่มีใครรู้หรอกว่าพวกตนจะพอมีโอกาสได้เป็นลูกศิษย์ของเจ้าแห่งดินแดนใต้พิภพนี้บ้างไหม
ทุกคนแยกย้ายกันไปจัดเตรียมที่พักชั่วคราวของตน ทว่าเนี่ยหลีกับเลือกที่จะอยู่ฝึกต่อมากกว่า
          เนี่ยหลีหยิบเอาไข่ปริศนาออกมาแล้วค่อยๆปล่อยพลังป้อนให้มัน ตั้งแต่เริ่มการเดินทางครั้งนี้เนี่ยหลีก็ป้อนพลังให้เจ้าไข่มานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว รอยร้าวเก่าบนผิวไข่ยังไม่มีทีท่าว่าจะปริแตกเพิ่มแต่อย่างใด ทว่าเจ้าไข่มันกลับดูดเอาพลังเข้าไปเรื่อยๆอย่างไม่มีทีท่าว่าจะพอ
          ดูจากภายนอกเจ้าไข่ยังดูเหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่เนี่ยหลีรู้สึกได้ว่าเสียงหัวใจเต้นที่ดังออกมาจากไข่นั้นมันค่อยๆเต้นแรงขึ้นอย่างช้าๆ ทั้งสายสัมพันธ์วิญญาณที่เนี่ยหลีมีกับเจ้าไข่นี่ก็เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย ตอนนี้เนี่ยหลียังคงป้อนพลังให้เจ้าไข่อยู่เรื่อยๆ ดูท่าว่ากว่ามันจะฟักคงใช้เวลานานพอดู
          หลังจากป้อนพลังให้เจ้าไข่จอมละโมบไปจำนวนมาก เนี่ยหลีก็เริ่มฝึกตนต่อ และในขณะที่เนี่ยหลีกำลังฝึกตนอยู่นั้น หนังสือจิตอสูรทั้งสองหน้าที่ซ่อนอยู่ในซอกเสื้อหน้าอกก็ค่อยๆเรืองแสงจางๆออกมาและคลุมร่างเนี่ยหลีเอาไว้
          เวลาผ่านไปไม่นาน พลังวิญญาณของเนี่ยหลีก็ค่อยๆเพิ่มขึ้นจนในที่สุดก็บรรลุถึงขั้นแบล็คโกลระดับสาม ด้วยสายสัมพันธ์วิญญาณที่มีกับเพื่อนๆ เนี่ยหลีรู้สึกได้เลยว่าการที่แต่ละคนฝึกได้รวดเร็วนี้นั้นเป็นผลมาจากต้วนเจี้ยนที่บรรลุขั้นตำนานแล้ว  ซึ่งตอนนี้นั้นในกลุ่มของเนี่ยหลีนั้นส่วนใหญ่ก็ได้บรรลุถึงขั้นแบล็คโกลด์ระดับสี่ดาวกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
การฝึกตนของพวกนั้นรวดเร็วกว่าเนี่ยหลีมาก อาจเป็นเพราะการฝึกตนด้วยทักษะ[เทพวิถีฟ้า]นั้น หากเทียบกับคนอื่นแล้วถือว่ามีอัตราการเติบโตช้าที่สุด แต่หากเทียบทางด้านความแข็งแกร่งแล้วทักษะนี้ก็แข็งแกร่งมากที่สุดเช่นกัน
ผ่านไปสักพัก ลู่เปียวก็มาหาที่พักชั่วคราวของเนี่ยหลีและร้องโหวกเหวกกว่า เนี่ยหลี! ข้าได้ยินข่าวจากพวกตระกูลประทับหยกว่า พวกคนหนุ่มสาวจากนานาตระกูลได้ไปไล่ล่าอะไรบางอย่างที่เรียกว่าผลจิตต้นกำเนิดบนชั้นหนึ่งในแดนมรณะเก้าชั้น เห็นเขาเล่ามาว่าเจ้าผลไม้นี่สามารถเพิ่มพลังให้คนใช้ได้มากโขเลยนะ!”
ผลจิตต้นกำเนิด? พอได้ยินลู่เปียวว่า ยู่หยานก็พุ่งขึ้นมานั่งบนไหล่ของเนี่ยหลีแล้วพูดว่า ผลจิตต้นกำเนิดนั้นหายากมาก มีข่าวลือว่ามันจะเกิดแถวๆที่ที่มีซากศพนักรบตายกองๆกัน และผลไม้นี่ยังมีพลังที่บริสุทธิ์มาก หากเจ้าพบมัน มันจะมีประโยชน์กับการฝึกตนของเจ้ามาก บางทีอาจจะทำให้เจ้าบรรลุถึงขั้นตำนานในครั้งเดียวเลยก็ได้
ได้ยินแบบนี้เนี่ยหลีก็หยุดคิดชั่วครู่ มันคงจะดีไม่น้อยหากพวกเขาได้เจ้าผลไม้นี่มาไว้ในครอบครองก่อนที่แดนมรณะชั้นที่เจ็ดจะเปิด
ไปบอกคนอื่นว่าเราจะมุ่งหน้าไปยังชั้นแรกของแดนมรณะเก้าชั้น ไปดูกันซิว่าในแดนมรณะเก้าชั้นมันจะเป็นยังไง!” พอตัดสินใจได้เนี่ยหลีก็รีบกล่าวออกมาทันที
ได้เลย เดี๋ยวข้าจะไปบอกคนอื่นให้ ได้ยินเนี่ยหลีพูดเช่นนี้ ลูเปียวก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาซะอย่างนั้น  

แปลโดย Garn Gasidech

เมนู นิยาย ล่าง

เมนู มังงะ ล่าง