test

เมนู นิยาย บน

เมนูมังงะ

15 พ.ค. 2559

Tales of Demons & Gods บทที่ 221 ชิ้นส่วนที่สอง ?


เนี่ยหลี่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วจนน่ากลัวยิ่งนัก พวกเขาต่างก็คิดว่าเนี่ยหลี่นั้นเป็นดังพญาอินทรีที่สยายปีกออกมา นั่งเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่อาจจะที่ก้าวไปถึงจุดนั้นได้ในชีวิตของพวกเขา เมื่อจุดนี้ได้ มันก็เกินกว่าที่พวกเขาจะจินตนาการออกมาได้
“เนี่ยหลี่ พวกความรู้และประสบการณ์ของข้านั้น คงไม่อาจจะแนะนำแก่เจ้าได้อีกแล้ว” เนี่ยไฮ้เงียบไปชั่วขณะและพูดต่อออกมาว่า “เหนือสิ่งอื่นใด เจ้านั้นมีฝีมือที่เยี่ยมยุทธ์ที่สุดในหมู่คนรุ่นเยาว์ของตระกูลบันทึกสวรรค์ ข้าไม่สามารถที่จะคาดว่าเจ้าจะขึ้นไปจนจุดไหนได้เลยในอนาคต ตั้งแต่ที่เจ้าได้ตัดสินใจที่จะออกไปสู่ภายนอกเพื่อฝึกฝน พวกเราเองก็ไม่ได้ห้ามปรามอะไรเจ้าไว้ เจ้าเองก็ได้เห็นสมบัติทุกสิ่งทุกอย่างที่ตระกูลเราเหลืออยู่และก็ไม่มีอะไรที่ทำให้เจ้าสนใจได้เลย ซึ่งข้าก็รู้สึกว่าของธรรมดาพวกนั้นไม่ได้น่าสนใจกับเจ้าอยู่แล้ว หากแต่ว่าของล่ำค่าเหล่านั้นได้ตกทอดมาในตระกูลบันทึกสววรค์ของเรามารุ่นแล้วรุ่นเล่าและมีเพียงผู้นำตระกูลเท่านั้นที่จะสามารถนำมันไปใช้ได้....”
ได้ยินคำพูดของเนี่ยไฮ้ เนี่ยหลี่ก็ถึงกับงุนงง น่าประหลาดยิ่งนักที่อยู่ๆเนี่ยไฮ้ก็พูดถึงอะไรบางอย่างที่ผู้นำตระกูลเท่านั้นที่มีได้?
กระทั้งเนี่ยอิงก็มอง เนี่ยไฮ้ด้วยความงุนงงด้วยเช่นกันและรู้สึกตกใจกับสิ่งที่เนี่ยไฮ้พูดออกมา
“กระทั้งเนี่ยอิงและคนอื่นๆก็ไม่รู้วิธีใช้เจ้าสิ่งนี้และตัวข้าเองก็ไม่ได้ความรู้เกี่ยวกับการใช้เจ้าสิ่งนี้เลยแม้แต่น้อย” เนี่ยไฮ้ยิ้มออกมาและหยิบเอาแหวนห้วงมิติออกมาจากหน้าอกของเขา และถึงเอากล่องเล็กๆในหนึ่งออกมาจากแหวน เขาเปิดกล่องที่มีผ้าสีแดงห่อหุ้มเอาไว้
ได้เห็นการกระทำของเนี่ยไฮ้ เนี่ยหลี่และคนอื่นๆก็พากันสงสัยและประหลาดใจที่เนี่ยไฮ้เก็บงำความลับนี้เอาไว้มาอย่างยาวนานและเปิดเผยมันออกมา
เนี่ยไฮ้เปิดห่อผ้าสีแดงและนำของสิ่งหนึ่งออกมา
ได้เห็นของสิ่งนั้น เนี่ยหลี่ถึงกับตกตะลึง “นี่มันคือ...?”
เมื่อได้ยินคำพูดของเนี่ยหลี่ เนี่ยไฮ้มองไปยังเนี่ยหลี่ที่ยังมีอาการตกตะลึงอยู่และถามว่า “เจ้าไม่รู้อย่างนั้นรึว่ามันคืออะไร?”
เนี่ยอิงและเนี่ยหมิงได้เห็นของที่อยู่ในมือของเนี่ยไฮ้ แล้วก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย เพราะของที่อยู่ในมือของเนี่ยไฮ้นั้นเป็นเพียงเศษหน้ากระดาษที่จากวัสดุที่ไม่อาจรู้ได้และมันก็มีความหนาเท่ากับปีกของจักจั่นเท่านั้น แต่เมื่อแสงอาทิตย์ส่องลงมาและลอดผ่านสิ่งเล็กๆนี้ไปก็จะได้เห็นตัวอักษรที่เรียงอัดแน่นจนยากที่จะอ่านและเข้าใจมันได้เลย
เนี่ยหลี่ผงกหัว เขาจะไม่รู้จักสิ่งนี้ได้อย่างไรกัน? นี่เป็นเหตุผลที่ทำไมเนี่ยหลี่ถึงได้กลับชาติมาเกิดโดยที่เกี่ยวโยงกับเจ้าสิ่งนี้นั่นเอง
ในชาติที่แล้วของเนี่ยหลี่ เขาได้ฝึกฝนจนไปถึงระดับที่เกินกว่าที่มนุษย์จะจินตนาการได้ แม้ว่าจะเป็นผู้ที่มีระดับชะตาฟ้า คนเหล่านั้นที่ได้เจอกับเนี่ยหลี่ในอดีต พวกเขาก็ไม่ต่างอะไรกับมดปลวก แม้ว่าเวลานี้เขาไม่อาจจะรู้ได้เลยว่า ตำราจิตอสูรแห่งห้วงเวลา นั้นมันจากที่ไหนกันแน่
ในตอนนี้ ตำรายังไม่สมบูรณ์เพราะยังขาดอีกถึงแปดหน้าเลยทีเดียว
ในช่วงชีวิตนี้ เนี่ยหลี่พบชิ้นส่วนของหน้าแผ่นตำราจิตอสูรแห่งห้วงเวลา จากโลงของจักรพรรดิ์คงหมิงที่เป็นโลงเปล่า เขาไม่เคยคิดเลยว่าเนี่ยไฮ้จะมีชิ้นที่สองอยู่กับที่ตัวเขาด้วย ตั้งแต่ที่ชิ้นส่วนนี้ถึงส่งต่อมารุ่นต่อรุ่นของผู้นำตระกูลบันทึกสวรรค์ อาจจะเป็นไปได้ว่าพวกเขานั้นหรือตระกูลบันทึกสวรรค์นั้นมีความเกี่ยวข้องกับตำราฯอย่างนั้นรึ?
เนี่ยหลี่ไม่อาจที่จะคิดออกมันทำให้เขาคิดมาก จนเขาคิดว่ามันเกินพอและยอมแพ้ มันเป็นดั่งปริศนามากมายซ่อนอยู่ เขาจะต้องไขปริศนาเหล่านั้นในอนาคตให้ได้
“ข้าเองก็มีอยู่ชิ้นส่วนหนึ่งด้วยเช่นกัน” เนี่ยหลี่หยิบเอาเศษชิ้นส่วนหน้านั้นออกมาและพูดว่า “ข้ารู้สึกว่าเศษหน้ากระดาษนี้จะต้องมีความลับที่ยิ่งใหญ่แอบแฝงอยู่แน่ ท่านผู้นำตระกูลขอให้ท่านโปรดมอบเศษชิ้นส่วนนี้ให้แก่ข้าเพื่อความปลอดภัยด้วยครับ!
เมื่อได้เห็นเศษหน้าตำราในมือของเนี่ยหลี่นั้น เนี่ยไฮ้ถึงกับตาโต เขาเองก็พอจะรู้อยู่แล้วว่าหน้ากระดาษนี้เป็นของวิเศษแน่นอน เพราะมันได้ส่งต่อมาจากในอดีตมาช้านาน เพียงแต่ว่าเขาไม่เคยคาดคิดเลยว่าเนี่ยหลี่นั้นก็มีอยู่อีกชิ้นอยู่กับตัวด้วยเช่นกัน เขาคิดไม่ออกเลยว่ามีความลับที่ยิ่งใหญ่ที่เนี่ยหลี่ได้พูดออกมานั้นคืออะไรกันแน่ แต่ที่แน่นอนคือการจะไขความลับนี้จำเป็นที่จะต้องมีเขาหรือเนี่ยหลี่อยู่ด้วย
“ได้ เจ้ารับไปเถอะ!” เนี่ยไฮ้ส่งหน้ากระดาษนั้นให้แก่เนี่ยหลี่
หลังจากที่ได้รับชิ้นส่วนหน้าของ ตำราจิตอสูรแห่งห้วงเวลา มาและได้รวมทั้งสองหน้าเอาไว้ เนี่ยหลี่เริ่มรู้สึกแล้วว่าทั้งสองชิ้นนั้นแทบจะเหมือนกัน กระทั่งตัวอักษรที่อยู่ในนั้นก็เหมือนกันจริงๆ เนี่ยหลี่คิ้วขมวดทันที นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
มันมีหน้าซ้ำใน ตำราจิตอสูรแห่งห้วงเวลา ด้วยงั้นรึ?
แม้แต่เขาก็ยังไม่เข้าใจได้เลย เขาเลือกที่จะเลิกคิดถึงมันและเก็บทิ้งสองชิ้นส่วนเข้าไป
“เนี่ยหลี่ ในเมื่อของสิ่งนี้ถูกส่งต่อมาจากบรรพบุรุษมาช้านาน เจ้าจะต้องเก็บรักษามันเอาไว้ให้ดีนะ” เนี่ยหมิงพูดเตือนออกมาเขาเป็นคนที่ละเอียดอ่อนและรอบคอบอยู่เสมอ แม้ว่าลูกชายของเขากำลังจะเป็นถึงระดับตำนานในอีกไม่นานนี้ แม้ว่าเขาจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของผู้นำตระกูลแล้ว แต่เขาก็ยังคงอ่อนน้อมถ่อนตนและรอบคอบอยู่ท้วในหน้าที่การงานด้วยเช่นกัน ยิ่งกว่านั้นนี่เป็นของที่สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษแล้ว เขายิ่งที่จะไม่กล้าประมาทโดยเด็ดขาด
“ข้าเข้าใจแล้วครับ ท่านพ่อ” เนี่ยหลี่คำนับและพูดออกมาว่า “ข้าจะเก็บรักษามันไว้เป็นอย่างดีแน่นอนครับ”
หลังจากเนี่ยหลี่ได้คุยกับเนี่ยไฮ้และคนอื่นอยู่สักครู่หนึ่ง จาดนั้นเขาก็กลับไปที่บ้านของเขาเพื่อที่จะทานมื้อค่ำร่วมกับครอบครัวของเขา เขารู้สึกผิดต่อครอบครัวของเขาเอง หลังจากที่เขาได้กลับมาจุติ เขามุ่งมั่นที่จะรักษาเมืองกลอรี่ให้ปลอดภัย นั่นยิ่งทำให้เขาไม่มีเวลาให้กับครอบครัวของเขามากขึ้น แต่ถึงอย่างนั้น ในเวลานี้เขาไม่มีทางเลือกอื่นเหลืออีกต่อไป มีแต่การที่เมืองกลอรี่ ปลอดภัยเท่านั้นที่จะทำให้เขาได้รู้สึกผ่อนคลายได้จริงๆ
ช่างเป็นค่ำคืนที่มืดมิดและเงียบที่สุดคืนหนึ่งเลยก็ว่าได้
ในตอนเช้า หลังจากที่ได้กล่าวลากับครอบครัวของเขา เมื่อเขาได้เตรียมตัวเสร็จจึงได้ออกมา
เมืองเขาได้มาถึงประตูเมืองกลอรี่ เขาก็ได้เห็น เอี้ยจื่ออวิ้น เซี่ยวหนิงเอ๋อและคนอื่นๆรอเขาอยู่
เนี่ยหลี่มองไปทางกำแพงเมืองที่อยู่ไกลออกไปและก็ได้เห็นคนสองคนยืนอยู่ นั่นก็คือ เอี้ยมัวและเอี้ยเซิ่ง นั่นเอง พวกเขากำลังมองเขาอยู่ไกลๆและไม่ได้เข้ามากล่าวอำลากับเนี่ยหลี่และพวกของเขา แสงยามรุ่งเช้าสีทองสาดส่องมาต้องร่างของพวกเขาราวกับว่ามีเสื้อคลุมสีทองได้คลุมตัวพวกเขาเอาไว้
ได้เห็นเขาทั้งสองคน น้ำตาของเนี่ยหลี่ก็ไหลออกมาเป็นทาง... ในช่วงชีวิตที่แล้วของเขานั้น ทั้งเขาสองคนต่างก็ชุ่มไปด้วยเลือดจากการต่อสู้ที่ไม่มีจุดสิ้นสุด นั่นก็เพราะเมืองกลอรี่ต้องอาศัยการปกป้องจากพวกเขาเนี่ยการดำรงและคงอยู่ต่อไปตราบนานเท่านาน อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นท่านชายผู้สูงอายุและคนรุ่นใหม่ต่างก็ต้องการที่จะปลดปล่อยความกังวลเหล่าออกจากเมืองกลอรี่ทั้งสิ้น (น่าจะหมายถึง เอี้ยมัวกับเอี้ยเซิ่ง)
ลั่วหมิงและอีกสองคนก็ได้มาถึง
“นายน้อย เนี่ยหลี่ พวกเราจะกลับไปยังดินแดน โลกนรกานต์ ตอนนี้เลยรึขอรับ?” ลั่วหมิงและอีกสองคนแทบที่จะรอไม่ไหวแล้ว ก่อนหน้าที่เขาจะมาถึงนั้น เอี้ยมัวและเอี้ยเซิ่งได้ให้ของดีมากมายแก่พวกเขา โดยเฉพาะ เหล้าสุรา พวกเขาถึงกับชื่นชอบมากหลังจากที่ได้จิบเข้าไป พวกเขาแทบไม่เชื่อเลยว่าจะมีสุราที่ชั้นเลิศขนาดนี้อยู่โลกภายนอกแบบนี้ หากเปรียบเทียบกับของที่นี้แล้ว  สุราของที่โลกนรกานต์ก็เปรียบได้กับเยี่ยวม้าซะด้วยซ้ำ! (พวกเอ็งได้แดกมันด้วยเรอะไอ้เยี่ยวม้าเนี่ย ถึงรู้รสมันอ่ะ...) พวกเขาแทบจะรอต่อไปไม่ไหวที่จะนำสุรานี้กลับไปและนำไปให้ผู้นำตระกูลตราหยกได้ลิ้มลองดูบ้าง
“ถูกต้อง” เนี่ยหลี่พยักหน้า
ได้ยินคำพูดของเนี่ยหลี่ ลั่วหมิงและอีกสองคนอดไม่ได้ที่แสดงสีหน้าที่ตื่นเต้นออกมาบนใบหน้าของพวกเขา
เนี่ยหลี่มองไปยังท้องฟ้า เวลานี้นอกจากการที่จะต้องไปยังโลกนรกานต์แล้ว ยังเขายังต้องเขาไปยัง ดินแดนมรณะเก้าชั้น! เขาคิดไม่ออกเลยว่าทางหน้านั้นมีอะไรที่รอพวกเขาอยู่ในอนาคต แต่อย่างไรก็ตามมันต้องเป็นสิ่งที่อลังการงานสร้างมากแน่ๆ พวกเขาอาจจะไม่ได้เห็นแสงอาทิตย์ไปอีกนานแต่ก็ใช่ว่าในใจของพวกเขาจะสิ้นหวังเลยแม้แต่น้อย
เนี่ยหลี่มองไปยัง เอี้ยจื่ออวิ้นและเซี่ยวหนิงเอ๋อ จากนั้นก็ ต้วนเจี้ยน ลู่เพี่ยว ตู่ซือและคนอื่นๆ ในใจของเขารู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก
เขาจะต้องเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งให้ได้ เอี้ยจื่ออวิ้น เซี่ยวหนิงเอ๋อและคนอื่นๆเองก็ต้องก้าวขึ้นมาสู่จุดสูงสุดนี้ด้วยเช่นกันในอนาคต เพียงแค่การลุยเข้าไปยัง ดินแดนมรณะเก้าชั้น เล็กๆแค่นี้พวกเขาจะต้องไปกลัวอะไร?
เอี้ยจื่ออวิ้น โบกมือลา เอี้ยมัวและเอี้ยเซิ่ง นี่เป็นครั้งแรกที่เธอจะจากบ้านไปยังที่ไกลแสนไกล
กลุ่มของเนี่ยหลี่ได้จากเมืองกลอรี่ไปและค่อยๆหายไป มุ่งหน้าไปสู่ทางเข้าโลกนรกานต์
บนกำแพงเมืองกลอรี่ เอี้ยมัวและเอี้ยเซิ่งมองพวกเขาจากไป
“ท่านพ่อ หวินเอ๋อและเนี่ยหลี่ พวกเขาไปแล้วครับ!” เอี้ยเซิ่งพูดออกมาหลังจากที่เห็น เอี้ยมัวเงียบไป
“อืม...” เอี้ยมัวพยักหน้าและถอนหายใจออกมา (อย่าแปลกใจนะครับว่าทำไมผมถึงแปลเป็น อืม เพราะมันดูสุขุมกว่าแล้ว เอี้ยมัว ไม่ใช่เด็กแนว จะมากพูดว่า เย่ แมน...อะไรพวกนี้นะครับ) “พวกเขาต่อสู้เพื่ออนาคตของเมืองกลอรี่ โดยทั้งหมดนี้มันก็แสดงแล้วว่าพวกเรานั้นแก่แล้ว ข้าได้แต่หวังว่าเทพบนสรวงสวรรค์จะช่วยคุ้มครองพวกเขา” ถึงแม้ว่าเขาจะเป็น หวินเอ๋อ ก็ตาม เอี้ยมัวเองก็รู้ดีอยู่แก่ใจว่า หากพวกเขาปกป้องนางไว้เหมือนไข่ในหิน มันก็เป็นไปไม่ได้เลยที่เธอจะเติบโตขึ้นมาได้
เอี้ยเซิ่งเองก็ทำได้แต่อวยพรให้เอี้ยจื่ออวิ้น เนี่ยหลี่และคนอื่นๆปลอดภัยกลับมา ด้วยกำลังของพวกเขา พวกเขาสามารถปกป้องและดูแลตัวเองได้
“เอี้ยเซิ่ง ข้าขอฝากเมืองกลอรี่ไว้กับเจ้าด้วย ข้าจักต้องไปยัง นครแห่งคุกนรกอเวจี” เอี้ยมัวพูดด้วยตาที่เป็นประกาย ตั้งแต่เนี่ยหลี่และพรรคพวกไม่ได้ลังเลที่จะไปยัง ดินแดนมรณะเก้าชั้น เพื่อความปลอดภัยของเมืองกลอรี่ นั่นเป็นเหตุผลที่เขาไม่อาจจะทนรออยู่เฉยๆโดยไม่ทำอะไรได้เลย
“ครับ” เอี้ยเซิ่งตอบรับคำพูดของเอี้ยมัว เขายอมรับอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง
ท้องฟ้าที่กว้างใหญ่ไกลออกไป แสงจากพระอาทิตย์สีแดงระเรื่อสาดส่องไปยังภูเขาน้ำแข็งที่ไกลออกไป แสงสะท้อนจากผลึกและทะลุผ่านมาจากแผ่นน้ำแข็ง ช่างเป็นภาพที่งดงามอย่างยิ่งหาที่ใดเปรียบได้
ไกลออกไปนั้นคือ หุบเขาบรรพกาล
เนี่ยหลี่และพรรคพวกที่เดินทางออกมาจากเมืองกลอรี่มาไกล พวกเขากำลังเดินอยู่บนหิมะที่หนา เพื่อที่กำลังจะมุ่งหน้าเข้าสู่โลกนรกานต์
ณ หุบเขาบรรพกาล มีโอกาสที่หมีเหมันต์และวานรยักษ์เหมันต์ด้วยเช่นกัน แต่ถึงกระนั้นพวกมันก็ไม่อาจที่จะทำให้พวกเขาหวาดกลัวต่อไปได้อีกแล้ว เพราะพวกเขายังมี ต้วนเจี้ยน ที่เป็นถึงระดับตำนานอยู่ด้วย แล้วยังมีบัพของปาร์ตี้อยู่ด้วย (เทพทรูซะอย่าง) การเดินทางในครั้งนี้ เนี่ยหลี่รู้สัมผัสได้ว่าพลังวิญญาณของเขากำลังค่อยเปลี่ยนไปและนั่นก็ทำให้เขาใกล้ที่จะก้าวขึ้นไปอีกระดับหนึ่งด้วยเช่นกัน
ความเร็วในการฝึกฝนและการพัฒนาของเขาช่างน่ากลัวยิ่งนัก
 ใครเล่าจะรู้ได้? นี่อาจจะเป็นผลจากการใช้วิชาผสานใจก็เป็นได้
เมื่อพวกเขาใกล้ถึงทางเข้าสู่โลกนรกานต์ ทันใดนั้นก็มีรังสีอัมหิตสองสายแผ่ออกมาจนพวกเขารู้สึกถึงมันได้ ความแข็งแกร่งที่สัมผัสได้นี้เกินกว่าของเอี้ยมัวซะด้วยซ้ำไป
เมื่อรู้สึกถึงพลังทั้งสอง ยู่หยาน ที่นั่งอยู่บนไหลของเนี่ยหลี่ก็มีสีหน้าที่เปลี่ยนไปทันที
“เนี่ยหลี่ พวกมันมากันแล้ว!” ยู่หยานเตือนเขาทันที
เมื่อได้ยินคำพูดของ ยู่หยาน เนี่ยหลี่ก็หนาวขึ้นมาจับใจและเขาก็เข้าใจได้ในทันทีเลยว่า พวกมัน คือใคร
ต้วนจี้ยนและคนอื่นๆสัมผัสได้ถึงพลังที่สุดยอดและพวกเขาก็ป้องกันตัวทันที
ในพายุหิมะ มีร่างสองร่างค่อยๆเดินเข้ามาอย่างช้าๆ พวกเขาสวมใส่เพียงแค่กางเกง(ขายาว)ที่ทำด้วยมือและร่างกายของพวกเขาก็มีอักขระแปลกอยู่มากมายบนตัวของพวกเขา หนึ่งในนั้นมีร่างกายที่แข็งแรงลำตัวโก่งและแขนทั้งสองข้างที่ดูน่าประหลาด ซึ่งแขนทั้งสองข้างของเขาก็เหมือนกับแขนของวานร ส่วนอีกคนนั้นมีรูปร่างผอมและสีรุ้งป้ายอยู่ที่ใบหน้าของเขา จมูกของเขาแหลมและตาของเขาก็ปล่อยรังสีที่เป็นแสงสีเย็นออกมา มือของเขาเป็นเหมือนกับกรงเล็บของเหยี่ยว
“นางมาร ยู่หยาน ในที่สุดพวกเราก็หาเจ้าจนพบ กว่าจะหาเจ้าพบมันช่างเลวร้ายจริงๆ” ชายที่ร่างกายกำยำ ขบฟันของเขา ทำให้คนอื่นรู้สึกหวาดกลัวเขา
“เราทั้งสองต้องเดินทางออกมาจากที่ราบแห่งเทพสวรรค์ลิขิต ตั้งแต่ที่เจ้าไม่ได้ซ่อนตัวอยู่ในบึงทมิฬเป็นกระดองเต่าป้องกันให้กับเจ้า พวกเราจะให้เจ้าได้เจอดีแน่นอน!”  ชายร่างผมพูดออกมาพร้อมกับรอยยิ้มอันชั่วร้ายอย่างกับว่าเขาจะจัดการกับ ยู่หยาน..จบตอน



ผู้แปล Starbot

เมนู นิยาย ล่าง

เมนู มังงะ ล่าง