test

เมนู นิยาย บน

เมนูมังงะ

8 พ.ค. 2559

Tales of Demons & Gods บทที่ 212 หวู่หมั่น



บูม! บูม! บูม!

เนี่ยลี่รู้สึกราวกับว่าภายในขอบเขตของจิตวิญญาณนั้นกำลังระเบิดขึ้นเป็นกระแสระลอกคลื่นอยู่ภายใน

และเมื่อเวลาผ่านไป  ขอบเขตของจิตวิญญาณเนี่ยลี่ก็ขยายตัวมากขึ้นตามพลังที่มากขึ้น หลังจากการขยายตัวขึ้นหลายครา การเปลี่ยนแปรรูปแบบสุดท้ายก็ได้เริ่มต้นขึ้น และในทุกๆครั้งที่มีการเปลี่ยนแปรรูป
ร่างนั้น น่าตกใจทั้งสิ้น

บูม!

รัศมีกาย(ออร่า)รอบๆร่างของเนี่ยลี่ระเบิดพลังออกมาในทันทีเมื่อเนี่ยลี่ได้เข้าสู่พลังวัตรจากระดับโกลด์ 5 ดาว สู่ระดับแบล็คโกลด์(โกลด์นิล) 1 ดาวแต่อย่างไรก็ตามแต่ นี่เป็นแค่เพียงการเริ่มเท่านั้น เนี่ยลี่ก็ยัง
ไม่หยุดในสิ่งที่กำลังอยู่และยังดูดกลืนจิตวิญญาณมากมากขึ้นไปอีกเพื่อจะพลักดันตัวเองให้ขึ้นไปสู่ระดับที่สูงยิ่งๆขึ้น ส่วนแพนด้าเขี้ยวอสูรนั้นก็มีความแข็งแกร่งมากขึ้นเช่นกันและเร็วกว่าเนี่ยลี่เสียอีก หลังจาก
การที่ได้บรรลุพลังอย่างรวดเร็วจากระดับโกลด์ 2 ดาวสู่ระดับโกลด์ 3 ดาว ก็ยังเพิ่มต่อไปไม่หยุด ถ้ายังเป็นเช่นนี้ต่อไปเช่นนี้อีกหลังจากที่เนี่ยลี่ต้องกดมันไว้อย่างเต็มกำลัง เนี่ยลี่กังวลว่าถ้าการเติบโตของ
แพนด้าเขี้ยวอสูรนั้นเร็วมากเกินไปเนี่ยลี่อาจจะเสียการควบคุมได้

แพนด้าเขี้ยวอสูรนั้นเป็นสัตว์อสูรที่มีการเจริญพัฒนาเติบโตระดับพระเจ้าและทั้งยังมีความแข็งแกร่งมากด้วย ถ้าใครสักคนได้รับรู้ความจริงได้ว่ามีการดูดกลืนจิตอสูรได้ทุกประเภทได้อย่างมากมาย ดูดกลืนได้แม้กระทั่งจิตอสูรระดับแบล็คโกลด์ คงจะจิตนาการถึงความเร็วในการเติบโตอันน่าตกตะลึงได้

ผองเพื่อนทุกๆคนต่างก็รู้สึกเช่นเดียวกับเนี่ยลี่ ว่าได้รับอาบชุ่มไปด้วยพลังวิญญาณและพลังสัจธรรมอย่างเปี่ยมล้น ผลจากข่ายมนต์นี้นั้นได้รวบรวมพลังวิญญาณและพลังสัจธรรมมาอยู่รายล้อมรอบพวกเขาทั้งยังมีความ
หนาแน่นมากกว่าปกติอีกหลายร้อยเท่า ยิ่งกว่านั้นบรรดาพลังทั้งหลายที่แพร่กระจายมาจากเนี่ยลี่นั้นเป็นพลังที่ได้รับการกลั่นมาเรียบร้อยแล้วยิ่งทำให้ง่ายต่อการดูดซึมอีกด้วย

พรรคพวกเนี่ยลี่ดูดซึมพลังทุกๆอย่างกระหน่ำเท่าที่จะสามารถทำได้ และระดับพลังวิญญาณของพวกเขาก็เพิ่มขึ้นอย่างประจักษ์ชัดเจน

วันแรกหลังจากเริ่มการทำงานของข่ายมนต์นี้ ช่างผ่านไปอย่างรวดเร็วยิ่ง พลังวิญญาณของทุกคนนั้นเพิ่มขึ้นอย่างน้อยก็ระดับ 1 ดาวและยังจะไม่มีสัญญาณว่าจะหยุด

ทั้งลอร์ดเอียมัวและเอียเซิ่ง ต่างก็รู้สึกได้ถึงระลอกคลื่นพลังออร่าที่แปลกประหลาดในคฤหาสน์ของเจ้าเมือง จึงได้โดดมาอย่างเร็วที่ลานฝึกของเอียจืออวิ้น และได้เห็นข่ายมนต์ขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยออร่าที่น่าเกรงขามและมากมายมหาศาลกักอยู่ในข่ายนั้น ทำให้ทั้งคู่ตกตะลึง (ระดับคู่ที่แกร่งที่สุดของเมือง ยังตะลึงได้)

"พวกเด็กๆนั่นทำอะไรกัน?" ลอร์ดเอียมัวเอ่ยเบาๆพร้อมขมวดคิ้วจนย่น พร้อมทั้งรู้สึกได้ถึงพลังที่มากมายและน่าเกรงขามในนั้น

เอียเซิ่ง มองไปที่เนี่ยลี่และพวกก็รู้สึกตกตะลึงอยู่ในใจและเอ่ยว่า " เจ้าเนี่ยลี่อาจจะได้ข่ายมนต์ปริศนามาจากที่ใดซักแห่ง และด้วยออร่าที่หนาแน่นเช่นนี้ พวกเขาน่าจะกำลังฝึกบ่มเพาะพลังวิญญาณอยู่ "

รูปแบบของอักขระของข่ายมนต์นั้นช่างลึกลับเป็นปริศนายิ่งนัก แม้แต่ลอร์ดเอียมัวเองยังมิอาจเข้าใจอักขระใดในข่ายมนต์นั้นได้เลย บางครั้งบางเวลาเอง ลอร์ดเอียมัวก็ยังรู้สึกว่าตัวตนอัตลักษณ์ของเนี่ยลี่นั้นช่างลึกลับซับซ้อนมากขนาดเขาเองยังไม่อาจอ่านทะลุได้ทั้งหมด แต่อย่างไรก็ตามหลังจากได้ยินจากเอียเซิ่งเล่าว่าเนี่ยลี่นั้นเป็นศิษย์ของมีอาจารย์ปริศนาท่านหนึ่ง ลอร์ดเอียมัวจึงรู้สึกผ่อนคลายลง  แม้ว่าเขาจะมีความหยั่งรู้ถึงออร่าอันทรงพลังได้ แต่ก็ยังไม่อาจทราบได้ว่าอาจารย์ของเนี่ยลี่นั้นอยู่ ณ ที่ใด และ อาจารย์ของเนี่ยลี่อาจจะเป็นยอดยุทธสุดยอดเลยที่เดียว

วันที่หนึ่ง , วันที่สอง , วันที่สาม ผ่านไป

เนี่ยลี่และพรรคพวกได้อยู่ในข่ายมนต์ฝีกฝนบ่มเพาะพลังและยังไม่มีสัญญาณใดๆบ่งบอกที่จะหยุด จากการบำรุงบ่มเพาะเลี้ยงพลังจาก พลังวิญญาณและพลังสัจธรรม เนี่ยลี่และพวกจึงไม่รู้สึกหิว
และดุจดั่งเข้าสู่การระดับบ่มเพาะพลังสภาวะอนัตตา (สภาพไร้ตัวตน ไร้ความทุกข์ทั้งหลาย ไม่ต้องกิน ไม่ต้องนอน)

เมื่อถึงวันที่ห้า เนี่ยลี่ได้เพิ่มระดับพลังจาก ระดับแบล็คโกลด์ 1 ดาวขึ้นสู่ระดับแบล็คโกลด์   2 ดาว ระดับความเข็งแกร่งของแพนด้าเขี้ยวอสูรที่พัฒนาเพิ่มขึ้นอย่างน่าตื่นตระหนกขึ้นอีกหลัง
จากที่เข้าสู่ระดับแบล็คโกลด์  5 ดาวพลังเพิ่มอย่างทันทีทันใดและเข้าใกล้ระดับตำนานเข้าไปอีก

ณ เวลานี้ แพนด้าเขี้ยวอสูรได้กลืนกินจิตวิญญาณอสูรระดับแบล็คโกลด์ หลายร้อยดวงแล้ว

เนี่ยลี่นั้นเริ่มรับรู้ได้ลางๆแล้วว่าแพนด้าเขี้ยวอสูรกำลังเริ่มต่อต้านและกำลังจะไม่เชื่อฟังคำสั่งของเขาอีกต่อไป

ถ้าความแข็งแกร่งของอสูรที่ผสานจิตนั้นแข็งแกร่งมากมายเกินกว่าร่างทรงอสูรแล้ว อสูรที่ผสานจิตนั้นอาจจะสามารถแยกตัวออกจากร่างกายของร่างทรงอสูรได้

ถ้ามันยังคงดูดกลืนจิตอสูรมากต่อเนื่องไปมากกว่านี้อีก มันจะกลายเป็นผลกระทบด้านลบแทน อย่างไรก็ตามเนี่ยลี่ก็ยังไม่ปารถนาจะหยุดมัน เพราะแพนด้าเขี้ยวอสูรในพลังระดับแบล็คโกลด์  นั้นยังไม่เพียงพอสำหรับอันตรายทั้งหลายที่กำลังจะเผชิญหน้า ทันใดนั้น เนี่ยลี่จึงหวนนึกถึงก้านต้นอ่อนของพลังที่อยู่ในขอบเขตวิญญาณของเขานั้น (ยังจำกันได้ไหมครับ ต้นอ่อนที่เติบโตขี้นภายในขอบเขตจิต
วิญญาณเนี่ยลี่หลังจากที่ได้ค้นพบคำปริศนา 10 คำของพลังแห่งจักรพรรดิ์หมิง )

เถาต้นอ่อนแห่งจิตนั้นได้เชื่อมต่อประสานทั้งแพนด้าเขี้ยวอสูรและจิตอสูรเงาพราย เขาจะสามารถที่จะเสริมความแข็งแกร่งในการประสานเชื่อมต่อของพลังและข่มพลังแพนด้าเขี้ยวอสูรได้ไหม? .
เพื่อจะให้แพนด้าเขี้ยวอสูรเก็บรวบรวมพลังงานมากพอเพื่อจะบรรลุพลังข้ามไปสู้ระดับตำนานได้

หลังจากคิดเพียงตรองได้ชั่วครู่ เนี่ยลี่ก็ลงมือทันที เนี่ยลี่ถ่ายพลังวิญญาณและพลังสัจธรรม ที่ได้ดูดซับมาจากภายนอกกายเข้านั้น เข้าไปสู่เถาต้นอ่อนแห่งจิต และก็ได้เห็นเลยว่าเถาต้นอ่อนแห่งจิตวิญญาณนั้นได้ดูดซับพลังทั้งสองอย่างบ้าคลั่ง จากนั้นก็ได้เติบโตขึ้นใหญ่ขึ้นและหยุดการต่อต้านขัดขืนของแพนด้าเขี้ยวอสูรได้อย่างมั่นเหมาะ

แพนด้าเขี้ยวอสูรก็ขัดขืนดิ้นรอต่อสู่อย่างต่อเนื่องเพื่อพยายามเป็นอิสระจากการคุมขังนี้ แต่ไม่ว่าจะพยายามซักเท่าไร แพนด้าเขี้ยวอสูรก็มิอาจเป็นอิสระได้ พฤกษาแห่งจิตที่ควบคุมแพนด้าเขี้ยวอสูรนี้แข็งแกร่งกว่ามาก

แพนด้าเขี้ยวอสูรจึงหยุดขัดขืนและเริ่มดูดซับจิตอสูรต่อไปให้มากขึ้นอีก เพื่้อรอโอกาสที่จะโจมตีกลับอีกครั้ง

ในเวลาต่อมา เนี่ยลี่ก็สามารถกลับมาบังคับควบคุมแพนด้าเขี้ยวอสูรได้อีกแต่เขาจะต้องเพิ่มความรอบคอบให้มากขึ้นอีกในอนาคต เพราะการขัดขืนเป็นปฏิปักษ์ ของอสูรที่ผสานจิตนั้นอันตรายมาก

หลังจากการดูดซับจิตอสูรหลายหมื่นดวง แม้ว่าแพนด้าเขี้ยวอสูรจะดูดซับพลังได้เพียงบางส่วนน้อยนั้น แต่ก็มีปริมาณที่มากพอจะส่งผลให้มันเติบโตขึ้นแข็งแกร่งขึ้นอีกหลายสิบเท่า ทั้งยังถึงที่สุดของขีดจำกัดพลัง ระดับแบล็คโกลด์  5 ดาวแล้ว อย่างไรก็ตามการที่จะข้ามไปสู้ระดับพลังขั้นตำนานนั้นมิใช้เรื่องง่ายเลย

เนี่ยลี่และพรรคพวกก็ยังทำการบ่มเพาะพลังต่อไปอีก ข่ายมนต์นี้สามารถปฏิบัติใช้งานได้ต่อไปประมาณสองเดือน

ในขณะที่เนี่ยลี่และพรรคพวกใจจดจ่ออยู่กับการบ่มเพาะพลังนั้นมีเมฆดำทมิฬปรากฏขึ้นเหนือเมืองกลอรี่ในบัดดล

ความรู้สึกกดดันอันหนักอึ้งนั้นปกคลุมไปทั้งเมือง

มีผู้เชี่ยวชาญยุทธหลายสิบนั้นยืนอยู่บนฝากฟ้าและการปรากฏตัวแตกต่างจากมนุษย์ทั่วไป พวกเขาเหล่านั้นต่างมีปีกสีดำดุจขี้เถ้าเป็นมีลักษณะเด่นที่อัปลักษณ์ ผู้นำมานั้นเป็นผู้มีความแข็งแกร่งระดับตำนาน

"ที่นี่คืเมืองกลอรี่ที่เจ้าเด็กนั่น เอียฮั่น พูดถึงงั้นหรือมั่นใจได้เลยว่าเมืองนี้มันมีความเจริญรุ่งเรืองเฟื่องฟูมากกว่าเมืองศิลาทมิฬของพวกเราเสียอีก ช่างเป็นที่ที่ดีอะไรเช่นนี้แถมยังไร้ผู้เชี่ยวชาญยุทธอยู่รอบๆอีก สวรรค์ ช่างเป็นใจให้ข้ายิ่งนัก เหมือนว่าที่นี่จะต้องตกเป็นของตระกูลอสูรสาบเป็นแน่แท้" ผู้นำนาม หวู่หมั่น ก็หัวเราะขึ้น เสียงหัวเราะนั้นน่าขนพองสยองเกล้าดังตลอดทั่วทั้งท้องฟ้า

วู๊ช วู๊ช  วู๊ช

มีอีกหลายคนบินขึ้นมา, ผู้นำคนหนึ่งนั่นคือลอร์ดเอียมัว  ออร่าที่เปล่งออกมานั้นมิได้ด้อยกว่าผู้เชี่ยวชาญตระกูลอสูรสาบเลย แถมลอร์ดเอียมัวยังมีพลังสัจธรรมไหลเวียนอยู่ในร่างอีก

"เหล่าสหายทั้งหลาย จากตระกูลอสูรสาบ หากพวกท่านมาในฐานะแขกที่เมืองกลอรี่ของข้า  ข้านั้นพร้อมที่จะต้อนรับท่านเป็นแน่แท้ แต่หากท่านมาเพื่อสร้างปัญหาแล้วละก็ อย่าตำหนิข้าในความไม่สุภาพและมิอาจให้ท่านนั้นได้กลับออกไปภายหลัง" เสียงประกาศของลอร์ดเอียมัวนั้นเป็นดังคลื่นกระจายทั่วท้องฟ้า

ลอร์ดเอียมัวสัมผัสพลังได้ว่าท่ามกลางกลุ่นคนเหล่านี้  มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เป็นนักสู้ระดับตำนาน พวกที่มาที่นี้ อาจมาเพียงแค่ดูลาดเลาตรวจสอบดูก่อนเท่านั้น ส่วนกองทัพหลักของตระกูลอสูรสาบคงจะยังอยู่อีกห่างไกล

หวู่หม่นขมวดคิ้ว จากตามข้อมูลที่เอียฮั่นบอก มีนักสู้ระดับตำนานเพียงสองคนในเมืองกลอรี่เท่านั้น หนึ่งนั้นเพิ่งจะเลื่อนระดับมาเป็นระดับตำนานไม่นานมานี้ ส่วนอีกคนนั้นลึกลับเป็นปริศนามากและแทบจะไม่ปรากฎตัวออกมาเลย แม้แต่เอียฮั่นเองก็แทบจะไม่ได้เห็นเขานัก  ดังนั้นหวู่หมั่นคิดว่าคนที่มาอยู่ ณ เบื้องหน้าคนนี้คืคนแรกที่เพิ่งเลื่อนระดับสู่ตำนาน แต่หวู่หมั่นหาได้รู้ไม่ว่าชายแก่ตรงหนัานี้ จะสามารถเข้าถึงซึ่งพลังสัจธรรมด้วย

หวู่หมั่นนั้นเองก็นักสู้ระดับสูงสุดของระดับตำนาน และยังได้สัมผัส ณ เขตแดน พลังของระดับเซียนแล้ว เป็นธรรมดาที่เขาไม่จำเป็นต้องกลัวใคร

"หากท่านต้องการเชิญข้าในฐานะแขก เช่นนั้นพวกข้าคงจะต้องขอยลว่าท่านจะสามารถทำเช่นดังกล่าวหรือไม่ ดังให้ข้าได้ทดสอบพลังวัตรของท่านเช่นไรไงล่ะ " หวู่หมั่นตะโกนกล่าวแล้วพร้อมยกมือขึ้นรวบ
รวมออร่าแห่งความมืด แล้วเปลี่ยนเป็นรัศมีกระบี่พร้อมทั้งฟันตรงไปยังลอร์ดเอียมัว

ลอร์ดเอียมัวได้ผสานรวมร่างกับจิตวิญญาณอสูรทันที  อสูรที่ลอร์ดเอียมัวผสานด้วยนั้นคือวิหกพิสุทธิ์สววรค์ ( Heavenly Saint Bird ) เมื่อผสานในพลันก็มีปีกสีทองงอกออกมาจากหลังของลอร์ดเอียมัว
และเขาบินพุ่งตรงไปยังหวู่หมั่นทันที

บูม บูม บูม

รัศมีดาบทมิฬแตกระเบิดกระจายเป็นการระเบิดกันน่าตื่นตระหนกเกิดขึ้นบนท้องฟ้า  พร้อมกันนั้นยังปรากฎกายคนสีดำและสีทองต่อสู้กันอย่างเมามันโกลาหลบนฟากฟ้า อีก การต่อสู่ของต่างฝ่ายนั้นเร็วขึ้นและเร็วมากขึ้นไปอีก เร็วมากจนเกิดภาพติดตาเลยทีเดียว
          คลื่นพลังงานอันทรงพลังนั้นกระจัดกระจายไปโดยรอบบริเวณนั้นช่างรุนแรงนักประดุจดั่งว่าพวกเขากำลังจะแหวก แหกท้องฟ้าให้เปิดออกได้เช่นนั้น

นี่คือการประลองระหว่างระดับสูงสุดของระดับตำนาน 2 คน

ในระหว่างการประลองนั้นพวกเขาได้สัมผัสถึงพลังแห่งสัจธรรมที่ต่อต้านกันและกัน แม้ว่าหวู่หมั่นนั้นยังไม่สามารถหยั่งรู้พลังแห่งสัจธรรมและระดับเซียนแต่ได้สัมผัสขอบเขตระดับเซียนแล้ว แต่ทว่าสำหรับลอร์ดเอียมัว
นั้นเข้าระดับเซียนไปไกลกว่าหวู่หมั่นอีกหนึ่งขั้น

บูม

มีเสียงการระเบิดที่ทรงพลังเกิดขึ้นมาและพร้อมกันนั้นหวู่หมั่นกระเด็นลอยออกมาพร้อมกับเลือดที่มุมปาก ลอร์ดเอียมัวถอยหลังไป สองสามก้าวพร้อมกับหายใจเหนื่อย

"ข้าไม่นึกเลยว่าท่านนั้นแกร่งกว่าข้าทั้งๆที่เราทั้งคู่นั้นก็เป็นสูงสุดระดับตำนานเหมือนกันแท้ๆ " หวู่หมั่นกล่าว พร้อมกับความคิดที่มิมีแม้สักนิดที่จะยอมถอนตัวขณะที่จ้องมองลอร์ดเอียมัวอย่างเย็นชา "ถึงแม้ที่นี่จะมีนักสู้ระดับตำนานแต่แค่สองคน เท่านั้น ก็ยังมิอาจต้านตระกูล(หวู่กุ้ย) อสูรสาบ ของข้าได้หรอก  ตระกูลของข้ามีนักสู้ระดับเซียนถึง สามคน และระดับตำนานอีกนับสิบ เมื่อใดที่ทัพข้ามาถึงที่นี่ ทั้งเมืองจะต้องราบเป็นหน้ากลอง  แต่ตอนนี้ข้าจะให้โอกาสเจ้าสักครั้ง หากเจ้ายอมศิโรราบและยกเมืองอยู่ใต้อาณัติการปกครองของตระกูลข้าแลัว ข้าจะละเว้นชีวิตพวกเจ้า"

"ฮึ่ม มันไม่ง่ายนักหรอกนะที่จะทำลายเมืองกลอรี่ของข้า หากตระกูลเจ้าต้องการมาเช่นการนั้น ก็จักมา" ลอร์ดเอียมัวกล่าวพร้อมท่าทีเย็นชา เขาปล่อยออร่าที่กร้าวแกร่งมากกว่าก่อนหน้านี้เสียอีกเป็นกระแสพลังดั่งสายธารที่โหมกดดันไปยังหวู่หมั่น

"ถ้าเป็นเช่นนั้น อย่าหาว่าข้าหยาบคายก็แล้วกัน" เสียงผิวปากแหลมสูงออกมาจากปากหวู่หมั่น

จากป่าภูเขาระยะไกล วู๊ช วู๊ช วู๊ช  เงาร่างดำจำนวนนับไม่ถ้วนบินมายังทางเมืองกลอรี่ เงาเหล่านี้ปกคลุมท้องฟ้าดังฝูงต๊กแตน

หลังจากที่เห็นภาพนี้ ลอร์ดเอียมัวนั้นก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยพร้อมหันไปสบตาส่งสัญญาณกับเอียเซิ่ง  เอียเซิ่งพยักหน้าพร้อมกับบินตรงไปยังค่ายกลหมื่นอสูรทันที เพื่อเตรียมพร้อมทำให้มันพร้อมใช้งาน ในขณะเดียวกันนั้น ลอร์ดเอียมัวก็เตรียมพร้อมจะอัญเชิญจิตเทพแห่งวายุเหมันต์ได้อยู่ตลอดเวลา

ลอร์ดเอียมัวก็ยังโจมตีหวู่หมั่นไม่หยุด พายุหิมะเริ่มปกคลุมท้องฟ้าจนเริ่มกลายเป็นสีเทา

"แค่เจ้าเพียงผู้เดียวที่จักกล้าท้าทายกับตระกูลอสูรสาบของข้า ถึงเจ้าจะแข็งแกร่งแต่ก็ยังห่างไกลที่จะต่อกรข้าได้อย่างเท่าเทียม" หลังจากเห็นเหล่าผู้สู้ระดับตำนานที่กำลังบินมาทางหวู่หมั่น หวู่หมั่นนั้นมีท่าทีอำมหิตขึ้น (กำลังใจมา) และระเบิดพลังอันทรงพลังออกมาจากร่างพร้อมเหวี่ยงหมัดตรงไปยังลอร์ดเอียมัว

มีแสงเปล่งจากดวงตาของลอร์ดเอียมัวทันทีที่เร่งพลังสัจธรรมให้พรั่งพรูในร่าง  เมื่อตอนที่ลอร์ดเอียมัวได้ต่อสู้กับหวู่หมั่นก่อนหน้านี้ เขายังไม่ได้ใช้พลังเต็มที่ แต่เมื่อหวู่หมั่นเรียกพรรคพวกมา ลอร์ดเอียมัวเข้าใจเลยว่าถ้าเขาไม่ฆ่าหวู่หมั่นในตอนนี้จักไร้โอกาสในครั้งต่อไป

ลอร์ดเอียมัวคำรามต่ำในคอพร้อมสร้างเสาน้ำแข็งจากหิมะจำนวนนับไม่ถ้วนและยิงไปยังหวู่หมั่น
แม้จะเห็นฉากนั้น หวู่หมั่นนั้นไม่ได้รู้สึกหวาดหวั่นแม้นซักนิด เพราะเป็นหนึ่งในสมาชิกของตระกูลอสูรสาบแล้ว หวู่หมั่นมั่นใจในความแข็งแกร่งของร่างกายที่ทรงพลานุภาพนี้มาก  ดั่งเป็นหนึ่งเผ่าพันธ์ที่ทรงพลังในการต่อสู้ด้วยแล้ว หวู่หมั่นจักกลัวเพียงแค่มนุษย์คนหนึ่งได้เช่นไร

ตูม ตูม ตูม

เสาน้ำแข็งระดมยิงไปยังร่างหวู่หมั่น จนระเบิดและกลายเป็นเกล็ดหิมะไป

"เจ้าเฒ่าเอ๊ย เจ้าจะสู้กับข้าด้วยการโจมตีเบาๆเช่นนี้หรือ ?" หวู่หมั่นปล่อยหมัดตรงไปยังลอร์ดเอียมัว



จบตอนแล้วจ้า

แปลโดย SPOCK



เมนู นิยาย ล่าง

เมนู มังงะ ล่าง