test

เมนู นิยาย บน

เมนูมังงะ

1 พ.ค. 2559

Tales of Demons & Gods บทที่ 204 เสร็จแล้ว?



"เมื่อทั้งเมืองศิลาดำรู้เรื่องอยู่แล้ว ข้าจะไม่ปิดบัง พวกเรากับเผ่าภูติโลหิตได้ชิ้นส่วนแผนที่มา จะต้องนำชิ้นส่วนทั้งสองมาประกอบกันจึงจะได้แผนที่ฉบับสมบูรณ์ เราไม่รู้ว่าลายแทงนี้จะพาไปที่ไหน แต่แน่ใจได้ว่าจะต้องมีความลับอันยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่ในแผนที่แน่" ลั่วเจี้ยนพูด
"เผ่าภูติโลหิตประกาศออกมาแล้วว่าพวกเขาจะใช้กำลังเข้ากดดันจนกว่าพวกเราจะจบสิ้น ยกเว้นว่าพวกเราจะส่งมอบชิ้นส่วนแผนที่ออกไป"

เนี่ยหลี่พยักหน้า พอจะเข้าใจสถานการณ์คร่าวๆ เผ่าภูติโลหิตมีอำนาจพอจะปิดฟ้าบังทะเล ไม่เช่นนั้นคงไม่กำแหงถึงขนาดประกาศเรื่องเช่นนี้ออกมาโต้งๆ

เขาควรจะเข้าร่วมการต่อสู้ครั้งนี้หรือไม่?

เนี่ยหลี่ลองใคร่ครวญดู จะอย่างไร ตระกูลตราหยกก็เป็นขุมกำลังของเผ่ามนุษย์ เท่านี้ก็มีค่าพอให้ร่วมมือด้วย หากเขาสามารถแสดงความแข็งแแกร่งให้เห็น อาจจะสามารถชนะใจตระกูลตราหยกได้ นั่น สำหรับเมืองกลอรี่แล้วนับว่าเป็นประโยชน์โดยปราศจากผลเสีย

"ข้าสงสัยว่า อะไรคือ แดนมรณะเก้าชั้น?"

"มีตำนานเล่าว่า แดนมรณะเก้าชั้น เป็นสถานที่ซึ่งกองทัพของเผ่ามนุษย์และสัตว์อสูรทำสงครามกันตั้งแต่สมัยโบราณ สงครามนั้นกินเวลาหลายพันปี ซากศพนับไม่ถ้วนทับถมกัน จนเกิดเมือกพิษจากสิ่งเน่าเสียทับถมกันจนเปลี่ยนพื้นที่บริเวณนั้นเป็นแดนมรณะ ทว่า ใต้นั้นยังมีขุมทรัพย์มากมายกระจัดกระจายไปทั่ว และอยู่ไม่ห่างจากโลกนรกานต์เท่าใด จึงมียอดฝีมือจากโลกนรกานต์ของเราหลายคนไปค้นหาสมบัติอยู่เนืองๆ"

สมรภูมิโบราณ?

เนี่ยหลี่คิดถึงยู่หยาน ที่กำลังซ่อนอยู่ในแขนเสื้อของเขา บางทีสถานที่นั้นคงมีความทรงจำอันเจ็บปวดของนางรวมอยู่ด้วย เพื่อนพ้องจากเผ่ามนุษย์จำนวนนับไม่ถ้วนตายส่วนนางต้องสูญเสียต้นกำเนิดพลังเทพไป เป็นเหตุให้นางต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว ผ่านเวลาอย่างเชื่องช้ามาเป็นเวลานานหลายพันปี

"น่าอายที่ข้าดื่มสุราชั้นเลิศของเจ้าไปโดยไม่มีสิ่งใดตอบแทน สุราดีเช่นนี้หากนำออกประมูล ต้องทำเงินได้ไม่น้อยแน่" ลั่วเจี้ยนพูดอย่างกระอักกระอ่วน
"ข้าไม่ค่อยมีอะไรดีๆ ติดตัวเท่าไหร่.....นึกออกแล้ว ข้าขอมอบกระบี่ลงอาคมชั้นต้นเป็นของกำนัลแล้วกัน สิ่งนี้นับว่าเป็นสมบัติหายาก ข้าขอมอบให้แทนคำขอบคุณ"

เนี่ยหลี่ถึงกับตกตะลึง เมื่อได้เห็นกระบี่ที่มีลายอาคมสายอัคคีระดับซิลเวอร์สลักอยู่ วัสดุที่ทำอาวุธนั้นนับว่าดีใช้ได้ แต่มีลายอาคมระดับซิลเวอร์สลักเอาไว้ อาวุธที่เขาเก็บติดตัวไว้ในแหวนมิติไม่ว่าชิ้นใดยังทรงพลังกว่ากระบี่เล่มนี้ แต่กระบี่เล่มนี้ยังดูล้ำค่ามากในสายตาของลั่วเจี้ยน

เนี่ยหลี่ส่ายหัวพูดว่า "ข้ามีอาวุธของตัวเองแล้ว ข้าไม่ต้องการกระบี่เล่มนี้หรอก พี่ลั่วเก็บมันไปเถอะ"

พอฟังเนี่ยหลี่พูด ลั่วเจี้ยนถึงกับงงงันไปชั่วขณะ เนี่ยหลี่มีอาวุธที่ดีกว่านี้อยู่แล้ว? มูลค่าของกระบี่ที่เขานำออกมานี้ไม่ใช่ถูกๆ แต่เนี่ยหลี่ยังปฏิเสธโดยไม่คิดเลยสักนิด

"ที่สลักอยู่บนกระบี่นั่นคือลายอาคมชั้นต้น?" เนี่ยหลี่ถามขณะชี้ไปที่ลายอาคมบนกระบี่

"ถูกแล้ว การจะสลักลายอาคมจะต้องเชิญช่างจารึกอาคมมาทำ หลังจากสลักลายอาคมลงไปแล้ว อาวุธนั้นจะทรงพลังขึ้นอีกหลายเท่าตัว ช่างจารึกอาคมชั้นต้นนั้นนับว่าเชิญตัวไม่ง่าย ตระกูลตราหยกของเราต้องจ่ายค่าตอบแทนไปไม่น้อยจึงจะเชิญมาได้" ลั่วเจี้ยนดูภาคภูมิใจ

เนี่ยหลี่ก็พลันเข้าใจเรื่องราว สิ่งที่โลกนรกานต์ขาดแคลนมากที่สุดก็คือวัสดุเกือบทุกประเภทอย่างมาก แม้ว่าจะมีสมบัติมากมายในแดนมรณะเก้าชั้น แต่ส่วนใหญ่มักจะเสียหายไปก่อนตามกาลเวลา พวกเขาจึงได้แต่สร้างอาวุธใหม่ด้วยด้วยวัสดุที่มี ยิ่งไปกว่านั้น ที่นี่ยังหาช่างจารึกอาคมยากมากอีกด้วย

เนี่ยหลี่พูดอย่างใจเย็นว่า "ลายอาคมระดับนี้ข้าก็ทำได้"

พอได้ยินที่เนี่ยหลี่พูด ลั่วเจี้ยนถึงกับเบิกตากว้างมองไปยังเนี่ยหลี่แล้วถามว่า "หมายความว่าน้องชายเป็นช่างจารึกอาคมหรือ?"

"ก็คงจะเป็นเช่นนั้น" ในมุมมองของเนี่ยหลี่ คงพูดได้ว่าตัวเองเป็นช่างจารึกอาคมเพียงครึ่งเดียว ทว่า การจะสลักลายอาคมระดับล่างนับว่าเกินพอ ไม่ต้องพูดถึงว่าเขาเข้าถึงสัจธรรมแห่งแสงและความมืดแล้ว ด้วยการส่งเสริมจากพลังแห่งสัจธรรม ลายอาคมที่เขาสลักจะทรงอำนาจยิ่งกว่าเดิม

ได้ยินคำตอบจากเนี่ยหลี่ ลั่วเจี้ยนถึงกับเปลี่ยนสีหน้าด้วยความยินดีเป็นล้นพ้น แล้วพูดว่า "ก่อนหน้านี้ตระกูลอู่กุ้ยได้รับตัวช่างจารึกอาคมชั้นต้นเอาไว้คนหนึ่ง นั่นเป็นน้องชายหรือ?"

"ไม่ใช่" เนี่ยหลี่ส่ายศีรษะ

"ไม่ทราบว่าน้องชายจะเดินทางไปที่ตระกูลตราหยกกับข้าได้หรือไม่?" ลั่วเจี้ยนเชื้อเชิญด้วยความสุภาพกว่าเดิม

หากเขาสามารถแสดงความสามารถทางลายอาคมออกมาได้ เขาต้องถูกคนของตระกูลตราหยกให้ความสำคัญอย่างมากแน่ แม้ว่าเขาจะต้องเผชิญหน้ากับอันตราย เนี่ยหลี่ก็ยังมีวิธีการต่างๆ นานาที่สามารถช่วยให้หลบหนีได้ แถมยังมีเทพียู่หยานไปด้วย ต่อให้ตระกูลตราหยกทุ่มเทกำลังของยอดฝีมือชั้นเซียนสองคนออกมาก็ยังไม่อาจรั้งเขาไว้

"ได้สิ" เนี่ยหลี่ตอบอย่างใจเย็น ขณะพยักหน้า

"ถ้าเช่นนั้นก็ไปกันเถอะ" ลั่วเจี้ยนยืนขึ้น ดูตื่นเต้นมากทีเดียว เขาเป็นคนหยาบดังนั้นจึงแสดงอารมณ์ออกมาทางสีหน้าทั้งหมด

ลั่วเจี้ยนเป็นคนไม่มีลับลมคมใน การรับมือคนเช่นนี้ ช่วยให้เนี่ยหลี่รู้สึกว่าสามารถวางใจได้มากกว่าเดิม

ทั้งสองคนเดินไปตามทาง ค่อนข้างไกลทีเดียวกว่าจะถึงที่หมาย ( T/L: อ้าว แล้วผู้ติดตามอีกสองคนไปไหนอ่ะ?)

ที่ตั้งตระกูลตราหยกเป็นเหมือนป้อมปราการขนาดใหญ่ที่มีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด

พอได้เห็นป้อมปราการของเผ่ามนุษย์ เนี่ยหลี่ก็พลันรู้สึกอธิบายไม่ถูก ได้เห็นทหารยามที่เข้มงวด เนี่ยหลี่กลับรู้สึกเหมือนเป็นคนใกล้ชิดขึ้นมา จะอย่างไรข้างล่างนี้ก็มีเผ่าพันธุ์มนุษย์อยู่ไม่มาก

พวกเขาผ่านประตูขนาดใหญ่เข้าไปสู่ห้องโถงหลัก ที่นั่นมีชายวัยกลางคนใบหน้าเคร่งขรึมในเสื้อคลุมสีเทานั่งอยู่ แก้มแข็งกระด้างราวกับสลักไว้บนหน้า ทำให้บรรยากาศรอบตัวเหมือนป่าช้า ชายคนนั้นกำลังคิดไม่ตกเรื่องความขัดแย้งกับเผ่าภูติโลหิตทำให้เขาต้องขมวดคิ้วด้วยความกังวล

พอเขารู้สึกตัวว่ามีคนเข้ามา จึงลืมตาขึ้น นัยตาเกรี้ยวกราดกวาดมองลั่วเจี้ยนและเนี่ยหลี่

"ท่านพ่อ ข้าได้พบกับน้องชายท่านนี้โดยบังเอิญ น้องชายท่านนนี้บอกข้าว่าเป็นช่างจารึกลายอาคม" ลั่วเจี้ยนพูดกับชายวัยกลางคนอย่างตื่นเต้น

ชายวัยกลางคนนี้คือบิดาของลั่วเจี้ยน นาม ลั่วเซี่ยว เจ้าตระกูลตราหยก เนี่ยหลี่มองไปที่เขาอย่างข่วยไม่ได้

พอได้ยินคำพูดของลั่วเจี้ยน ลั่วเซี่ยวอดมองไปทางเนี่ยอย่างตกตะลึงทั้งขมวดคิ้วไม่ได้ ด้วยอายุเพียงเท่านี้ เนี่ยหลี่ดูไม่เหมือนผู้รอบรู้ด้านลายอาคมเลย

แต่ไม่ว่าอย่างไร เขาก็ไม่อาจตัดสินหนังสือจากปกได้ หลายปีที่ผ่านมา เขาพบเห็นเด็กอัจฉริยะมาแล้วหลากหลายรูปแบบ แม้ว่าเขาจะไม่เชื่อ เขาก็ไม่แสดงออกทางสีหน้า
"หลานชาย เชิญนั่งก่อน ไม่ทราบว่าเจ้ามาจากที่ไหน? อาจารย์ของเจ้าเป็นใคร?"

พอได้ยินคำถาม เนี่ยหลี่ก็ส่ายศีรษะตอบว่า "ข้าเกรงว่าข้าไม่สามารถตอบคำถามนั้นได้ โปรดอภัย" เนี่ยหลี่ยังคงมองไปที่ผู้เป็นใหญ่แห่งตระกูลตราหยก แม้ว่าลั่วเซี่ยวจะมีรูปร่างสูงใหญ่ แต่การพูดจาค่อนข้างอ่อนโยนจนแทบจะไร้แรงกดดันทีเดียว

"เมื่อหลานชายไม่ต้องการพูดถึงก็แล้วกันไปเถอะ" ลั่วเซี่ยวยิ้มแล้วพูด
"หลานชายเป็นช่างจารึกอาคมชั้นต้นหรือ?" ลั่วเซี่ยวพูดพลางคาดเดาตัวตนของเนี่ยหลี่ เมื่อมีคนแปลกหน้ามาหาถึงตระกูล เขาก็สมควรระมัดระวังไว้บ้าง

"ถูกแล้ว ข้ามีความเข้าใจเรื่องลายอาคมเล็กน้อย" เนี่ยหลี่ตอบ

ด้วยอายุเพียงเท่านี้ แม้จะเผชิญหน้ากับเจ้าตระกูล แต่เขากลับไม่ยกตัวเองจนสูงและไม่กดตัวเองลงต่ำ นี่ทำให้ลั่วเซี่ยวต้องประเมินเขาใหม่ ยิ่งต้องการทราบว่าเนี่ยหลี่เป็นช่างจารึกลายอาคมจริงหรือไม่

"เรามองว่าช่างจารึกอาคมมีความสำคัญอย่างสูง ตราบเท่าที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นช่างจารึกอาคมจริง ย่อมจะได้รับการดูแลจากตระกูลราหยกของเราอย่างดี ไม่ทราบว่าหลานชายจะแสดงทักษะให้เราเห็นสักหน่อยได้หรือไม่?" ลั่วเซี่ยวยิ้ม

"แน่นอน" เนี่ยหลี่พยักหน้า เขาไม่ได้สนใจเรื่องการดูแลอะไรนั่น เหตุผลที่เขามาที่นี่ก็เพื่อความร่วมมือจากตระกูลตราหยก ดังนั้นก่อนที่จะมีความร่วมมือใดๆ เกิดขึ้น เขาจะต้องแสดงให้เห็นว่าเขามีศักยภาพเพียงพอ

"เด็กๆ นำเครื่องมือสำหรับสลักลายอาคมชั้นต้นมา" ลั่วเซี่ยวพูด มองไปยังข้ารับใช้

"ขอรับ" ข้ารับใช้รับคำและรีบออกไปทำตามคำสั่ง

ส่วนข้ารับใช้อื่นๆ พากันกระซิบกระซาบเสียงเบา

"อ้างว่าเป็นช่างจารึกอาคมด้วยอายุเท่านี้เนี่ยนะ?ข้าว่าแหกตาเห็นๆ มันจะไปมีช่างจารึกอาคมตัวแค่นี้ได้อย่างไร?"

"ข้าก็ว่าอย่างนั้น ช่างจารึกอาคมที่ไหนก็ต้องใช้เวลาหลายสิบปีในการศึกษาลายอาคม ต่อให้มันเริ่มเรียนรู้ลายอาคมตั้งแต่ยังอยู่ในท้องแม่ ก็ไม่มีทางที่จะเป็นช่างจารึกอาคมตั้งแต่อายุเท่านี้หรอก จริงมั้ย?"

"พูดอย่างนั้นไม่ได้หรอก อย่าตัดสินคนจากภายนอกสิ"

ข้ารับใช้พูดคุยเสียงเบาพลางส่งสายตามาทางเนี่ยหลี่ พากันสงสัยว่าผลสุดท้ายจะเป็นเช่นไร หากพิสูจน์ได้ว่าเนี่ยหลี่แหกตา เขาย่อมจะต้องถูกโยนออกไปจากตระกูลตราหยกแน่

ด้วยความรวดเร็ว โต๊ะถูกเคลื่อนย้ายมายังโถงหลัก บนโต๊ะมีอุปกรณ์สำหรับสลักลายอาคมทุกประเภท วางอยู่ตรงหน้าเนี่ยหลี่

กระบี่สีชาดถูกวางลงตรงหน้าเนี่ยหลี่ เขาหยิบกระบี่ขึ้นมารับรู้น้ำหนักของกระบี่อย่างเงียบเชียบ มืออีกข้างก็หยิบอุปกรณ์สลักขึ้นมา จุ่มลงในโลหิตสัตว์อสูรเล็กน้อยแล้วเริ่มสลักลายอาคมลงบนกระบี่แห่งเปลวเพลิง

ปกติแล้ว มีดสลักลายอาคมไม่ควรจะกินเนื้อของกระบี่แห่งเปลวเพลิงได้ ทว่า การลงอาคมของเนี่ยหลี่ได้ทิ้งลายเส้นที่ประทับลงบนกระบี่ทุกครั้ง ทุกลายเส้นเรืองแสงสีชาดออกมาพร้อมกับมีพลังวิญญาณแผ่ออกมาจากลวดลายนั้น

เมื่อเห็นภาพตรงหน้านี้ ทั้งลั่วเซี่ยวและลั่วเจี้ยนต่างก็เบิกตาจนกลมกว้าง

แม้ว่าเนี่ยหลี่จะเพิ่งสลักลงไปได้ไม่กี่เส้น แต่ก็เป็นที่แน่ใจได้แล้วว่าเนี่ยหลี่คือช่างจารึกลายอาคมชั้นต้นจริงๆ อย่างไม่ต้องสงสัยเลย

ช่างเป็นช่างจารึกลายอาคมที่อายุน้อยอะไรขนาดนี้ นี่เขามีภูมิปัญญาสูงส่งขนาดไหนกัน? เมื่อเขาโตขึ้น เขาอาจจะกลายเป็นช่างจารึกอาคมชั้นสูงในอนาคตก็ได้

ขณะที่มองภาพตรงหน้า ลั่วเซี่ยวก็ตัดสินใจแล้วว่าเขาจะต้องดึงตัวเนี่ยหลี่มาให้ได้ ไม่ว่าจะต้องจ่ายเท่าไหร่ก็ตาม จัดการให้เนี่ยหลี่กลายเป็นสมาชิกของตระกูลตราหยก ในอาณาจักรนรกานต์นี้ เป็นเรื่องปกติที่มนุษย์ด้วยกันจะเข้ากันได้ง่ายกว่า ในบรรดาขุมกำลังของเมืองศิลาดำแห่งนี้ ตระกูลตราหยกนับว่าเป็นขุมกำลังเผ่ามนุษย์ที่ไม่ต้องสงสัยเลยว่าแข็งแกร่งที่สุด ยิ่งเมื่อรวมกับที่ได้เนี่ยหลี่เข้าร่วมด้วย ตระกูลตราหยกย่อมจะต้องทรงอำนาจขึ้นกว่าเดิม

เนี่ยหลี่ยังคงสลักลายอาคมบนกระบี่ต่อไป ในลายอาคมนั้น ได้รวมความรู้เรื่องลายอาคมและพลังแห่งสัจธรรมของเนี่ยหลี่เข้าไปด้วย โดยทั่วไปแล้ว ลายอาคมที่สลักลงไปควรเป็นลายอาคมชั้นซิลเวอร์ ทว่า พลังของมันไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นเพียงชั้นซิลเวอร์เลย

ยู่หยานที่อยู่ในแขนเสื้อ รับรู้ถึงสีหน้าและการกระทำของเนี่ยหลี่ แม้แต่นางยังอดตกตะลึงต่อเจตจำนงและความเข้าใจในพลังแห่งสัจธรรมของเนี่ยหลี่ไม่ได้

ยามนี้ เนี่ยหลี่สามารถใช้พลังแห่งสัจธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เพียงชั่วเวลาดื่มน้ำชาหมดถ้วย เนี่ยหลี่ก็ถอนหายใจเบาๆ แล้วพูดกับลั่วเซี่ยวและลั่วเจี้ยนว่า "เสร็จแล้ว"

เสร็จแล้วงั้นเหรอ?


ลั่วเซี่ยวตกใจยิ่ง ช่างจารึกอาคมทั่วไปจะต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าครึ่งค่อนวันในการสลักลายอาคมแต่ละครั้ง แต่เนี่ยหลี่ใช้เวลาเพียงนี้เท่านั้น?

แปลโดย Moonstruckman

เมนู นิยาย ล่าง

เมนู มังงะ ล่าง