test

เมนู นิยาย บน

เมนูมังงะ

30 เม.ย. 2559

Tales of Demons & Gods บทที่ 205 ช่างจารึกอาคมชั้นสูง?



"น้องเนี่ยหลี่ ข้าจะทดลองใช้กระบี่เล่มนี้เอง" ลั่วเจี้ยนเดินมาอย่างตื่นเต้น เขาไม่ค่อยคิดอะไรมากมาย ในเมื่อเขาไม่เคยเห็นช่างจารึกอาคมคนอื่นทำงานมาก่อน เขาจึงไม่รู้ว่าทักษะที่เนี่ยหลี่แสดงให้เห็นนั้นสูงส่งเพียงใด


    "ได้สิ" เนี่ยหลี่ส่งกระบี่แห่งเปลวเพลิงให้ลั่วเจี้ยน


  ลั่วเจี้ยนจับด้ามกระบี่มั่นคงแล้วจึงทดลองฟันดู พลังเพลิงคลั่งพุ่งออกมาเป็นคลื่น ส่งเสียงระเบิดดังตูม แล้วที่ปรากฎตรงหน้า คือพื้นที่มีรอยแตกอันน่าสะพรึงกลัวจำนวนนับไม่ถ้วน อำนาจอันน่าเกรงขามถึงขนาดลั่วเจี้ยนตื่นกลัวจนตัวสั่น แล้วพูดด้วยเสียงสั่นเครือว่า "นี่....พลังขนาดนี้....นี่ทรงพลังกว่ากระบี่แห่งเปลวเพลิงที่ช่างจารึกอาคมชั้นต้นจะสลักได้อีก"


 ทรงพลังอะไรขนาดนี้ ยังจะเรียกว่าลายอาคมชั้นต้นได้อีกหรือ? โชคดีที่ลั่วเจี้ยนเพียงแค่ฟันใส่บริเวณที่ไม่มีคน ไม่เช่นนั้นคงจะต้องมีคนตายแน่ๆ


 ได้เห็นพลังของกระบี่แห่งเปลวเพลิงกับตา ในฐานะเจ้าตระกูลตราหยก ลั่วเซี่ยวตื่นตระหนกสุดๆ ด้วยพลังขนาดนี้ จะเรียกว่าลายอาคมชั้นต้นได้อย่างไร? นี่สมควรเป็นลายอาคมชั้นสูงเป็นอย่างน้อย


 ช่างจารึกอาคมชั้นสูงที่มีแค่อายุสิบสามสิบสี่ปี?


  ลั่วเซี่ยวรู้สึกราวกับว่าสมองประมวลผลไม่ทันเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างประดังกันเข้ามาทีเดียว


ในอาณาจักรนรกานต์แห่งนี้มีนักจารึกอาคมชั้นสูงเพียงคนเดียว และมีฐานะสูงส่งยิ่ง เป็นผู้ที่มีอำนาจเด็ดขาดในมือ แม้แต่ขุมพลังที่ทรงอำนาจที่สุดยังต้องทำความเคารพเมื่ออยู่ต่อหน้าช่างจารึกอาคมชั้นสูง อาวุธและเครื่องป้องกันที่ช่างอาคมชั้นสูงทำนั้นเรียกได้ว่าประเมินค่ามิได้ มีเพียงยอดฝีมือชั้นสูงสุดเท่านั้นจึงคู่ควรมีไว้ในครอบครอง อิทธิพลของช่างจารึกอาคมชั้นสสูงนั้นกว้างขวางมาก เพียงแค่กระดิกนิ้วก็มีผู้คนมากมายพร้อมที่จะมารวมตัวกันตามคำเรียกหา


  แล้วเนี่ยหลี่ยังก้าวไปถึงขั้นช่างจารึกชั้นสูงตั้งแต่อายุยังน้อย หากลั่วเซี่ยวช่วยผลักดัน เนี่ยหลี่จะกลายเป็นตัวตนที่ไร้คู่เปรียบไปทันที นี่นับเป็นโอกาสอันหาได้ยากยิ่งของมนุษยชาติ


 เพราะช่างจารึกอาคมชั้นสูงอีกคนหนึ่งเป็นชาวดาร์คเอลฟ์


 ลั่วเซี่ยวรับรู้ได้ว่า นับตั้งแต่วินาทีนี้ ชะตากรรมของตระกูลตราหยกขึ้นอยู่กับเด็กหนุ่มคนนี้แล้ว หากเขาสามารถสร้างเส้นสายดีๆ กับเด็กหนุ่มนี่ ย่อมเป็นการสร้างประโยชน์แก่ตระกูลตราหยกอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ส่วนเรื่องการควบคุมเนี่ยหลี่ไว้ใต้คำสั่งของตนนั้น ลั่วเซี่ยวไม่กล้าบังอาจขนาดนั้น ไม่ต้องพูดถึงว่าช่างจารึกอาคมจะต้องมีสติปัญญาเหนือล้ำผู้คนอยู่แล้ว หากเขาคิดจะควบคุมเนี่ยหลี่เอาไว้ ย่อมจะเกิดเป็นข้อกินแหนงแคลงใจจนเกิดการทรยศ นั่นเท่ากับหาเรื่องให้ตระกูลตราหยกพบกับความวิบัติแล้ว


ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเขามีความสามารถเป็นช่างจารึกอาคมชั้นสูงตั้งแต่อายุยังน้อย มีหรือที่อาจารย์และภูมิหลังทางบ้านจะเป็นคนธรรมดาไปได้?


  "น้องชายเนี่ยหลี่ ท่านมีฝีมือระดับเจ้าอาคมชั้นสูงแล้วเป็นอย่างน้อย ไม่ทราบว่าทักษะเช่นนี้ท่านเรียนมาจากที่ใดหรือ?" ลั่วเซี่ยวพูด หวั่นไหวอยู่ลึกๆ ความสามารถของเนี่ยหลี่เกินกว่าที่เขาจะจินตนาการถึงทีเดียว


   เจ้าอาคมชั้นสูง?


   ลั่วเจี้ยนที่ยังนิ่งอยู่ไม่ทันมีปฏิกิริยาใด ทันใดนั้น เขาก็นึกถึงบางสิ่ง เขาเบิกสองตากลมกว้าง "ว่ากระไรนะ? เจ้าอาคมชั้นสูง? ท่านพ่อ ท่านกำลังบอกว่าน้องชายเนี่ยหลี่เป็น เจ้าอาคมชั้นสูง?"


ลั่วเซี่ยวพยักหน้าแทนคำตอบ


ลั่วเจี้ยนหันหน้าไปหาเนี่ยหลี่อย่างไม่อยากเชื่อ นี่มันเหลือเชื่อเกินไป เจ้าอาคมชั้นสูงอายุสิบสามสิบสี่ปี? โอ้สวรรค์ช่วย


ได้ยินที่ลั่วเซี่ยวพูด เนี่ยหลี่กลับรู้สึกว่าผลลัพธ์เกินความคาดหมายไปมากทีเดียว เขาจึงไม่พูดอะไร เพียงแค่มองไปยังลั่วเซี่ยวอย่างเงียบๆ หากลั่วเซี่ยวฉลาดพอ เขาควรทราบว่าเนี่ยหลี่หมายความว่าอย่างไร


พอเห็นสายตาอันลึกล้ำของเนี่ยหลี่ ลั่วเซี่ยวถึงกับลืมอายุของเนี่ยหลี่ไปเลย วินาทีนี้ เขาไม่สามารถมองเนี่ยหลี่เป็นเด็กทั่วไปได้อีก ลั่วเซี่ยวไม่อยากจะคิดเลยว่าจะมีใครสามารถเลี้ยงดูเนี่ยหลี่ให้กลายเป็นสัตว์ประหลาดเช่นนี้ได้ เขาจึงใคร่ครวญถึงความหมายของสายตานั้นครู่หนึ่งก่อนจะพูดว่า 


"น้องชายเนี่ยหลี่ เมื่อท่านแสดงทักษะอันน่าตื่นตะลึงนี้ออกมา ท่านสมควรมีจุดมุ่งหมายอยู่บ้าง ท่านสามารถเอ่ยปากได้อย่างเต็มที่ ข้าจะกำลังล้างหูรอรับฟัง"


เนี่ยหลี่มาถึงที่นี่ผ่านทางลั่วเจี้ยน และแสดงความสามารถระดับเจ้าอาคมชั้นสูงออกมา เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะไม่มีจุดมุ่งหมายอะไรเลย



     "ข้าได้ยินมาว่า เจ้าอาคมชั้นสูงนั้น นับว่าเป็นผู้มีอิทธิพลสูงมาก จึงอยากจะร่วมงามกับตระกูลตราหยก ข้าต้องการส่วนแบ่งกำไรเจ็ดส่วน ตระกูลตราหยกรับสามส่วน หากเกิดปัญหาอะไรพวกท่านก็รับมือปัญหาต่างๆ แทนข้า" เนี่ยหลี่คิดพลางยิ้ม "ส่วนเรื่องจะทำกำไรอย่างไรนั้น ท่านลุงลั่วโปรดชี้แนะ"


พอได้ยินเช่นนั้น ลั่วเซี่ยวก็แทบตื่นเต้นยินดียิ่งแต่ยังสะกดกลั้นไว้ได้ แม้ว่าจะเป็นเพียงสามส่วน แต่ก็มีความหมายกับตระกูลตราหยกยิ่ง เรื่องเงินนับเป็นเรื่องรอง สิ่งสำคัญก็คืออิทธิพลที่เนี่ยหลี่พามาด้วยต่างหาก ด้วยการอยู่ใต้อิทธิพลของเนี่ยหลี่ ตระกูลตราหยกสามารถดึงยอดฝีมือเผ่ามนุษย์มาเข้าร่วมได้อีกมากมาย


       "ตระกูลตราหยกของเรามีความตั้งใจจะขยายที่อยู่ให้กับเผ่าพันธุ์มนุษย์ในอาณาจักรนรกานต์นี้ หากหลานชายสามารถให้พวกเรายืมกำลัง ข้าลั่วเซี่ยวถือเป็นพระคุณที่ไม่อาจทดแทนได้สิ้น หากท่านไว้วางใจพวกเรา ท่านย่อมสามารถเรียกร้องได้อย่างเต็มที่ พวกเราจะกระทำสิ่งที่ท่านเรียกร้องอย่างสุดกำลัง ตระกูลตราหยกทั้งหมดจะสนับสนุนท่านอย่างเต็มความสามารถ"


    "ท่านลุงลั่วทำตามที่ท่านคิดเถอะ หากมีสิ่งใดที่ข้าต้องการให้ตระกูลตราหยกช่วยแล้วข้าจะบอกเอง" เนี่ยหลี่พูดพลางยิ้มบาง ตราบเท่าที่เขามีตระกูลตราหยกยืนอยู่ฝั่งเดียวกัน เขาอาจสามารถใช้ตระกูลตราหยกรับมือกับสมาคมทมิฬได้ เรื่องเงินเป็นเพียงผลพลอยได้เท่านั้น


  ได้ยินเช่นนั้น ลั่วเซี่ยวยิ่งตื่นเต้นมากขึ้นไปอีก จากนั้นจึงคุยเรื่องรายละเอียดกันกับเนี่ยหลี่


     "หลานชายยังไม่ควรเผยตัวในตอนนี้ นั่นอาจจะดึงดูดปัญหามากเกินไป แต่หลายชายสามารถสลักอาวุธและชุดเกราะได้ พวกเราจะเป็นผู้ออกหน้าขายเขาเอง วิธีนี้ ตระกูลลตราหยกสามารถค่อยๆ เพิ่มอิทธิพลได้ ส่วนเรื่องที่หลานชายขอร้อง พวกเราจะกระทำอย่างเต็มที่และจะจัดคนจับตาดูความเคลื่อนไหวของสมาคมทมิฬเอาไว้" ลั่วเซี่ยวพูด การช่วยเนี่ยหลี่กวาดล้างสมาคมทมิฬไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ในทันที แม้ว่าสมาคมทมิฬจะมียอดฝีมือระดับเซียนเพียงคนเดียว แต่พวกเขายังมีเส้นสายกระจัดกระจายไปทั่วเมืองศิลาดำ


เหตุผลที่ลั่วเซี่ยวไม่ต้องการให้เนี่ยหลี่เปิดเผยตัว ที่ว่าไม่ต้องการดึงดูดพวกละโมภและหลีกเลี่ยงปัญหา นั่นเป็นเพียงเหตุผลรองเท่านั้น ความจริงก็คือ ช่างจารึกอาคมชั้นสูงนั้นหายากมาก หากเนี่ยหลี่ได้คู่ค้าใหม่ที่มีอิทธิพลมากกว่าแล้วตัดหางตระกูลตราหยกทิ้ง ลั่วเซี่ยวก็ไม่อาจทำอย่างไรได้


    "คงไม่มีวิธีที่ดีกว่าการปิดปังตัวตนของข้าแล้วล่ะนะ" เนี่ยหลี่พูดพลางยิ้มบาง ทำไมเขาจะไม่รู้ความคิดของลั่วเซี่ยว เขาเองก็ต้องการจัดการเรื่องต่างๆ อยู่ในเงามืดเหมือนกัน


   "เมื่อหลานชายเนี่ยหลี่ไว้ใจข้าถึงเพียงนี้ ข้าย่อมต้องช่วยท่านจัดการปัญหาอยู่แล้ว" ลั่วซี่ยวพูดอย่างตื่นเต้น ตราบเท่าที่เนี่ยหลี่ให้ความร่วมมือ ตระกูลตราหยกย่อมได้ผลประโยชน์มหาศาล "ลั่วเจี้ยน เร่งไปจัดที่พักอย่างดีให้หลานชายเนี่ยหลี่ด้วย"


  "ขอรับ" ลั่วเจี้ยนพยักหน้ารับคำ แล้วจึงนำเนี่ยหลี่ไปหาที่พัก


  นับจากนั้น ข่าวลือว่าตระกูลตราหยกมีเจ้าอาคมชั้นสูงอยู่ด้วยก็แพร่ออกไปราวกับไฟลามทุ่ง


ทุกหัวมุมถนนต่างก็พูดเรื่องนี้กันอย่างคึกคัก


การจะไปถึงระดับเจ้าอาคมชั้นสูงนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย นอกจากอาจารย์โหย่วเอี้ยแล้ว ยังไม่เคยมีใครก้าวไปถึงระดับเจ้าอาคมชั้นสูงมาก่อน ยิ่งไปกว่านั้น หากเป็นเจ้าอาคมชั้นสูงจริง เหตุใดจึงหยุดเท้าอยู่ที่ตระกูลหนึ่งอย่างตระกูลตราหยก?


ตระกูลตราหยกนับเป็นขุมกำลังอันดับสามของเมืองศิลาดำ ทว่า หากรวมเมืองอื่นสิบห้าเมืองแล้ว นับว่ายังห่างไกลจากขุมกำลังอื่นนมากมายนัก


  แม้จะเป็นเช่นนั้น ข่าวนี้ก็ยังนับว่าดึงดูดความสนใจจากหลายๆ ฝ่ายได้


   "เจ้าได้ยินหรือเปล่า? ตระกูลตราหยกเตรียมส่งสินค้าหลายชิ้นที่สลักลายอาคมชั้นสูงเข้าประมูล เพราะเรื่องนี้ ตลาดประมูลตราเทพถึงกับออกโรงจัดการประมูลพิเศษขึ้นมาเชียวล่ะ ยอดฝีมือจากตระกูลต่างๆเตรียมเดินทางเข้าร่วมการประมูลแล้วด้วย"


   "ช่างจารึกอาคมชั้นสูงอะไรกัน เป็นเรื่องแหกตาเสียมากกว่า ใครเขาจะมีความสามารถเทียบกับอาจารย์โหย่วเอี้ยได้?"


  "อาวุธและเครื่อป้องกันที่อาจารย์โหย่วเอี้ยทำไม่ใช่ของที่ใครก็มีได้ ทว่าหากมีเจ้าอาคมชั้นสูงปรากฎขึ้นจริงๆ ต่อให้ของที่เขาทำด้อยกว่างานของอาจารย์โหย่วเอี้ย ก็ยังมีคนยินดีขวนขวายหามาใช้"


ยอดฝีมือในโลกนรกานต์นี้ต่างก็คาดหวังต่อคนที่อาจจะเป็นเจ้าอาคมชั้นสูงผู้นี้ ข่าวลือค่อยๆ แพร่ขยายออกไปจนก่อตัวเป็นเหมือนพายุลูกหนึ่ง และจะถึงจุดปะทุทันทีที่ตลาดประมูลตราเทพเริ่มขานราคา


เนี่ยหลี่ไม่คิดเลยว่าเจ้าอาคมชั้นสูงจะเป็นที่ต้องการในโลกนรกานต์ขนาดนี้ นอกจากจะร่วมมือกับตลาดประมูลตราเทพแล้ว ลั่วเซี่ยวยังเดินทางไปเจรจากับตระกูลต่างๆ ด้วยความสามารถของลั่วเซี่ยว ย่อมต้องได้ประโยชน์กลับมาไม่น้อย


    หลายตระกูลในเมืองศิลาดำต่างก็พยายามถามถึงที่มาของเนี่ยหลี่ เพราะดูเหมือนว่าเนี่ยหลี่ปรากฎตัวจากกลางอากาศ คืออยู่ๆ ก็โผล่มาโดยไม่มีวี่แววล่วงหน้า และไม่มีใครรู้จักมาก่อน


  ในยามนี้ เนี่ยหลี่ยังคงปกปิดตัวตนอยู่ โดยไม่สนเสียงนกเสียงกาจากภายนอก โดยการปิดด่านฝึกตนสักหลายวัน


 การยืมพลังจากภายนอกเป็นเพียงทางเลือกหนึ่งเท่านั้น การเพิ่มระดับพลังที่แท้จริงของตัวเองจึงเป็นเส้นทางพื้นฐานที่ยั่งยืนในการฝึกฝนบ่มเพาะพลัง


เนี่ยหลี่ฝึกต่อไปอย่างเงียบๆ จนกระทั่งรู้สึกว่ามีบางสิ่งที่เปลี่ยนไปในห้วงวิญญาณของตน นับตั้งแต่เข้าถึงสัจธรรมแห่งแสงและความมืด ห้วงวิญญาณของเขาก็สร้างพลังงานสองชนิดที่แตกต่างกันอย่างสมบูรณ์ออกมา พลังงานทั้งสองนี้ต่างก็เอาแต่ต่อต้านโดยไม่ประสานเข้าหากัน กลายเป็นการขีดเส้นแบ่งเขตกัน


ตอนแรกเนี่ยหลี่คิดว่าพลังแห่งสัจธรรมนั้นเปรียบเสมือนหิ่งห้อยเมื่ออยู่ต่อหน้าพลังชั้นฟ้า ทว่า เขาก็ค่อยๆ เรียนรู้ว่าพลังแห่งสัจธรรมยังซับซ้อนกว่านั้น สัจธรรมแห่งแสงและความมืดต่อต้านกันอีกครั้ง และมันระเบิดออกมาเป็นพลังงานอันไร้ข้อผูกมัดในห้วงวิญญาณของเนี่ยหลี่


เนี่ยหลี่รีบสงบใจเข้าสู่ภวังค์ฝึกตน พยายามปลอบให้พลังแห่งสัจธรรมทั้งสองสงบลง ทว่า สิ่งที่ทำให้เขาไม่เข้าใจก็คือ พลังแห่งสัจธรรมทั้งสองแม้จะคงอยู่โดยเป็นอิสระต่อกัน ก็ยังสร้างพลังที่ยากจะควบคุมออกมาด้วย


   ผู้ที่สร้างพลังแห่งสัจธรรมขึ้นมาในโลกนี้นับว่าเป็นสุดยอดฝีมืออย่างแท้จริง อาจจะยิ่งกว่าเนี่ยหลี่ในชาติก่อนด้วยซ้ำ


แน่นอนว่าโลกนี้กว้างใหญ่ย่อมไม่มีสิ่งใดน่าประหลาดใจ แม้ว่าจะผ่านชีวิตมาถึงสองชาติ เนี่ยหลี่ก็ยังพบว่าตัวเองรู้จักโลกเพียงน้อยนิด


พอรับรู้ถึงพลังแห่งสัจธรรมทั้งสองในร่างได้ เนี่ยหลี่ก็แค่นเสียงเย็นชา หากเขาไม่สามารถควบคุมพลังนี้ได้ เขาจะกลับไปยังจุดสูงสุดเช่นชาติก่อนได้อย่างไร เนี่ยหลี่โคจรพลังในห้วงวิญญาณ กักพลังแห่งสัจธรรมทั้งสองไว้ ทันใดนั้น สัจธรรมแห่งแสงและความมืดก็เริ่มต่อต้านกันอีกครั้ง ส่งผลกระทบต่อห้วงวิญญาณของเนี่ยหลี่อย่างหนักจนความเจ็บปวดพุ่งขึ้นมาเป็นเส้นสาย เนี่ยหลี่ถึงกับเหงื่อออกราวกับน้ำฝน


ในตอนที่เนี่ยหลี่เข้าถึงพลังแห่งสัจธรรมทั้งสองชนิดนั้น พวกมันยังเป็นเพียงขุมพลังเล็กๆ ทว่าพลังนี้ราวกับเป็นเพียงเมล็ดพันธุ์ที่เติบโตอยู่ในตัวเนี่ยหลี่ เมื่อเวลาผ่านไป พวกมันก็จะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ จนเกือบจะถึงจุดที่ไม่สามารถควบคุมได้


เนี่ยหลี่รู้สึกราวกับร่างจะระเบิดออก



เขาจึงรีบใช้วิชาจี้จุดเพื่อคุ้มครองจุดชีพจรสำคัญแล้วค่อยใช้ห้วงวิญญาณของตัวเองค่อยๆ จัดการพลังแห่งสัจธรรมทีละน้อย

แปลโดย Moonstruckman

เมนู นิยาย ล่าง

เมนู มังงะ ล่าง