test

เมนู นิยาย บน

เมนูมังงะ

30 เม.ย. 2559

Tales of Demons & Gods บทที่ 202 เจ้านรกานต์


หลังจากเนี่ยหลี่จากไป เซี่ยวกวงและพวกก็มาถึง


 ไม่ใช่เจ้าบอกว่านายน้อยผู้นั้นปรากฎตัวแล้วหรือ? ไปที่ใดแล้ว?" เซี่ยวกวงมองไปรอบๆ แต่กลับไม่พบเงาร่างของเนี่ยหลี่


  นายน้อยเซี่ยวกวง พวกเราจะกล้าโกหกท่านได้อย่างไร? ท่านนั้นปรากฎตัวขึ้นที่นี่จริง หากท่านไม่เชื่อ ท่านถามพ่อค้าอถวนี้ก็ได้"


  ในไม่ช้า ทหารที่ส่งออกไปถามพยานอื่น ก็กลับมารายงานคำตอบเดียวกัน เนี่ยหลี่มาที่นี่จริง แต่จากไปอย่างรวดเร็ว คนที่อยู่บริเวณใกล้เคียงเห็นเหมือนกันทั้งนั้น


   พวกมันไม่คาดเลยว่าเนี่ยหลี่จะกลับมาจากน้ำพุทมิฬได้ ไม่ใช่ว่าน้ำพุทมิฬเป็นพื้นที่แห่งความตายหรอกหรือ? ยิ่งพวกมันไม่กล้าเข้าไป และไม่รู้วิธีที่เนี่ยหลี่ใช้ในการเอาตัวรอดที่นั่นเป็นเวลานานและยังกลับออกมาแบบเป็นๆ อีกด้วย ในเมื่อเนี่ยหลี่ยังมีชีวิตอยู่ ก็เเหมือนกับยกภูเขาออกจากอก ขั้นต่อไปคือการย้ายชนเผ่าทั้งหมดไปที่นครเรืองโรจน์


  เนี่ยหลี่เร่งรีบเดินทางผ่านผืนป่า


 แม้ว่าตอนนี้มันจะมีพลังระดับโกลด์ 5 ดาวแล้ว แต่การมีเทพธิดาคอยปกป้องก็นับว่าเป็นหลักประกันให้อย่างดี


   เนี่ยหลี่ยังไม่คิดกลับนครเรืองโรจน์ แต่พระราชวังทะเลทรายก็อยู่ไกล ใช้เวลาเดินทางไป-กลับนานเกินไป หากมีอะไรเกิดขึ้นกับนครเรืองโรจน์ มันคงกลับมาไม่ทัน บางทีการไปค้นหาที่ตั้งของสมาคมทมิฬจะดีกว่าหรือเปล่า?


   มันควรจะยืนยันที่ตั้งของสมาคมทมิฬก่อนจะไปเผชิญน้ากับพวกนั้น ได้ยินมาว่าจอมมารกำลังอยู่ระหว่างปิดด่านฝึกตน ทั้งหลงฉากุ้ยฉาก็ได้รับบาดเจ็บยังไม่ทันหายดี ด้วยความแข็งแกร่งของยู่หยาน เนี่ยหลี่ก็ไม่ต้องกลัวพวกมันอีก


  มันได้ยินว่าสมาคมทมิฬกบดานอยู่ที่โลกใต้ดินอันกว้างขวาง แค่คิดถึงมันเนี่ยหลี่ก็อดอยากรู้อยากเห็นไม่ได้


  เนี่ยหลี่เร่งฝีเท้าไปตามเส้นทางที่เอี้ยหยานเคยบอกไว้ มุ่งหน้าไปยังที่ตั้งของสมาคมทมิฬ


  เจ้ากำลังจะไปไหนเทพียู่หยานถาม


  ข้าอยากจะลงไปโลกใต้ดินน่ะ" แล้วเนี่ยหลี่ก็เล่าเรื่องของนครเรืองโรจน์และสมาคมทมิฬให้นางฟัง


   หลังจากได้ฟังเรื่องที่เนี่ยหลี่เล่า ใบหน้าของยู่ยหานแข็งค้างแล้วพูดว่า "จะต้องเจอกับสัตว์อสูรตอนไหนก็ไม่รู้แต่ยังจะฆ่าฟันมนุษย์เผ่าพันธุ์เดียวกันอีก นี่มันจะเกินไปแล้ว!! หากข้าพบพวกมันข้าจะฆ่าพวกมันกับมือ!!"


  เนี่ยหลี่แค่พูดถึงเรื่องนี้สบายๆ แต่ไม่นึกว่ายู่หยานจะโมโหขนาดนี้ ที่เนี่ยหลี่ไม่รู้ก็คือ เมื่อครั้งที่นางยังมีพลังในฐานะเทพวิญญาณ ก็เคยเกิดเหตุการณ์คล้ายกันนี้กับตัวเอง คือถูกเผ่าพันธุ์มนุษย์ทรยศ ดังนั้นสิ่งที่ยู่หยานทนไม่ได้ที่สุดก็คือการทรยศหักหลัง


 จอมมารนับว่าเป็นภัยร้ายแรงที่สุดของนครเรืองโรจน์


  ตอนที่เนี่ยหลี่ใช้พลังทั้งหมดของค่ายกลหมื่นสัตว์อสูรกายโจมตีใส่ สมุนของจอมมารนามหลงฉา ก็เพียงทำให้บาดเจ็บเท่านั้น หากตัวจอมมารเองออกมาจากด่านฝึกตน นครเรืองโรจน์อาจถึงคราวสูญสิ้น


  หลังจากที่ได้พบยู่หยาน เนี่ยหลี่ก็เริ่มตระหนักถึงเหล่ายอดฝีมือระดับตำนานขั้นสุดยอดที่ใกล้จะก้าวข้ามขีดจำกัดไปสู่อีกโลกหนึ่ง คนเหล่านั้นจะต้องฝึกพลังแห่งสัจธรรมไม่ใช่พลังฟ้า ในโลกนี้คนที่สามารถฝกพลังแห่งฟ้าได้มีน้อยยิ่งกว่าน้อย แต่เนี่ยหลี่หลงเข้าไปในตำราภูติห้วงกาลลี้ลับ ทำให้ต้องเดินบนเส้นทางแห่งการฝึกตนที่แตกต่างออกไป


  ตำราภูติห้วงกาลลี้ลับต้้องไม่ใช่วัตถุของโลกนี้แน่


 จอมมารคงจะตั้งเป้าไว้ที่พลังงระดับเทพวิญญาณ หากมันไปถึงระดับนั้นได้ นครเรืองโรจน์ก็ไม่ต่างกับส้มในลัง


  หลังจากผ่านเส้นทางที่ทอดลึกเข้าไปในเขตภูเขาตามแผนที่ที่เอี้ยหยานเขียน เนี่ยหลี่ก็มาถึงถ้ำแห่งหนึ่ง


   เด็กชายเดินเข้าไปตามอุโมงค์ที่ทั้งลึกและแคบ ผนังที่ทั้งเรียบและเย็นเห็นได้ชัดว่าเป็นฝีมือมนุษย์ บนพื้นเต็มไปด้วยเศษกระดูกทั้งคนและสัตว์อสูรกระจัดกระจายไปทั่ว แค่ดูก็รู้ว่าเคยมีการต่อสู้กันระหว่างมนุษย์และสัตว์อสูรในนี้ และมนุษย์ได้ล่าถอยลึกลงไปในภูเขานี้


  เมื่อสมัยแรกเริ่มยุคมืด มนุษยยย์ถูกสัตว์อสูรตามล่า ในตอนนั้น เทพวิญญาณผู้พิทักษ์ของเผ่ามนุษย์หลายตนสูยสิ้นไปก่อนหน้านั้นเป้นเวลานาน บ้างก้บาดเจ็บหนัก จึงไม่มีใครที่ทรงพลังพอจะต้านทานเหล่าสัตว์อสูรได้เลย


  ทีแรก เนี่ยหลี่คิดว่า เป็นเพราะยอดฝีมือระดับตำนานรวมตัวกันต่อต้านสัตว์อสูรชั้นตำนานตนหนึ่ง จึงกลายเป็นการดึงดูดหายนะการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์นี้ แต่ดูเหมือนจะมีเบื้องลึกเบื้องหลังมากกว่านั้น


  หลังจากผ่านอุโมงค์ยาวหลายลี้ที่ฝังตัวลึกลงไปใต้ดิน เนี่ยหลี่ก็พบกับม่านพลังที่หยุดไม่ให้มันไปต่อ ม่านพลังนี้ต้องมีคนวางเอาไว้


  พอเนี่ยหลี่ตั้งท่าใช้ความคิด เพื่อหาทางผ่านม่านพลังนี้ไป ยู่หยานที่นั่งอยู่บนไหล่เนี่ยหลี่ก็โบกมือคราหนึ่ง ม่านพลังก็หายไป


   "ม่านพลังชั้นต่ำเยี่ยงนี้ไร้ประโยชน์สิ้นดีเมื่อเจอกับพลังแห่งสัจธรรม" ยู่หยานพูดพลางส่ายหน้า


  ม่านพลังนี้สามารถป้องกันยอดฝีมือได้อย่างมากก็ชั้นแบล็กโกลด์ จะไปต้านทานนางฟ้ายู่หยานที่ควบคุมพลังของสัจธรรมแห่งอัคคีได้อย่างไร?


  เนี่ยหลี่ยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจนัก ยู่หยานช่วยประหยัดกำลังมันได้เยอะทีเดียว จากนั้นจึงเริ่มเดินลงไปต่อ ทันใดนั้น ภาพตรงหน้าก็ขยายกว้างขึ้น กว้างจนเรียกได้ว่าเป็นโลกอันกว้างใหญ่


  "นี่....โลกนรกานต์?" ยู่หยานพูดด้วยใจสั่นไหว


"โลกนรกานต์?" เนี่ยหลี่กลับสงสัยขึ้นมานิดหน่อย สิ่งที่ทำให้ยู่หยานไม่แน่ใจได้ โลกใตบาดาลต้องไม่ใช่เรื่องเล็กๆ แน่ ในชาติก่อน มันไม่ได้อยู่แถวนี้นานนัก ดังนั้นจึงไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้


  "ในโลกนี้ นอกจากเผ่ามนุษย์และสัตว์อสูรแล้ว ยังมีเผ่าพันธุ์อื่นๆ ที่มียอดฝีมืออยู่ด้วย บางคนถือครองพลังแห่งสัจธรรมด้วยซ้ำ แม้แต่เทพวิญญาณทั้งฝ่ายมนุษย์และสัตว์อสูรยังต้องเกรง"


  "พวกนั้นอ้างสิทธิ์และปกครองเหนือดินแดนหนึ่ง และกำหนดพื้นที่หลายๆ แห่งให้เป็นสถานที่ต้องห้าม โลกนรกานต์แห่งนี้เป็นหนึ่งในสามสถานที่ต้องห้ามนั้น เจ้าแห่งโลกนรกานต์คือยอดฝีมือที่เข้าถึงสัจธรรมแห่งนรกานต์ จนถึงตอนนี้ เรายังไม่แน่ใจว่ามันเป็นคนเผ่าพันธุ์ใดกันแน่ แต่ไม่ใช่เผ่ามนุษย์หรือสัตว์อสูรแน่ แม้แต่เทพวิญญาณแห่งความยุ่งเหยิงแรกเริ่มยังไม่สามารถทำอย่างไรกับยอดฝีมือที่เข้าถึงสัจธรรมแห่งนรกานต์ได้เลย" ยู่หยานส่ายหัวแล้วพูดว่า "โชคดีที่เผ่าพันธุ์นี้วางตัวเป็นกลาง ตราบเท่าที่เจ้าไม่ไปขัดผลประโยชน์กับพวกมัน พวกมันก็จะไม่ทำอะไร ทว่า ที่นี่นับเป็นอาณาเขตของพวกมัน สมควรระมัดระวังให้มากไว้"


 เนี่ยหลี่กลับอยากรู้ว่าเจ้านรกานต์เป็นตัวตนแบบใดกัน จึงสามารถทำให้ยู่หยานหวั่นเกรงได้ขนาดนี้


 แต่ที่แน่ใจได้ตอนนี้ก็คือ ที่ใต้ดินนี้นับเป็นโลกที่กว้างใหญ่อย่างมาก


  ทอดสายตาไปไกล เห็นพื้นดินเต็มไปด้วยรอยแตกระแหง รอยแตกแต่ละรอยเต็มไปด้วยแสงสีแดงของหินหนืดพลุ่งขึ้นมาพร้อมกับควัน ไม่ว่าอนยู่ตรงไหนก็สามารถสูดได้ลิ่นกำมะะถัน


 หลังจากมองไปรอบๆ ก็พบเมืองตั้งตระหง่านอยู่ใต้แสงอ่อนจาง


 จอมมารสร้างสมาคมมืดอยู่ในโลกนรกานต์จริงๆ


  ทันทีที่เนี่ยหลี่ก้าวออกไป ก็ได้ยินเสียงเสียดหูจากพื้นที่รอบตัว เงาร่างสีดำปรากฎขึ้นในสายตาของเนี่ยหลี่ พวกมันมีผิวสีดำ หูแหลม และกำลังมองเนี่ยหลี่จากจุดที่ห่างออกไปด้วยสายตาหิวกระหาย


มันคือพรายมืด ดาร์คเอลฟ์


  ทันใดนั้นพรายมืดระดับโกลด์สามตนพุ่งเข้าหาเนี่ยหลี่ บางทีพวกมันคนรู้สึกว่าความแข็งแกร่งจองตัวเองเหนือกว่าเนี่ยหลี่จึงลงมือ


 ร่างของเนี่ยหลี่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน รวมร่างกับแพนด้าเขี้ยว พอเปิดปากก็พ่นระเบิดหยินหยางออกมา


 ระเบิดหยินหยางพุ่งเข้าหาพรายมืด ดาร์คเอลฟ์ทั้งสาม


  พริบตาที่ทั้งสามกำลังจะกระโดดหลบ ลูกกลมสองสีก็รวมตัวกันแล้วระเบิดออก ส่งแรงปะทะอันรุนแรงขนาดส่งเอล์ฟทั้งสามลอยไปออกมา


ตูม ตูม ตูม


 ดาร์คเอลฟ์ทั้งสามร่วงลงไปกองกับพื้นพร้อมกับควันโขมงสีขาว


  พอเห็นฉากนี้ ดาร์คเอลฟ์ตนอื่นๆ ก็ส่งเสียงบาดหูแล้วแตกกระเจิงไปทุกทิศทาง ไม่มีใครกล้าอยู่ต่อกรกับเนี่ยหลี่อีก


  ดาร์คเอลฟ์พวกนี้คิดโจมตีเนี่ยหลี่แต่แรก แต่เพราะใช้ระดับโกลด์ไม่กี่คนกลับไม่สามารถทำอะไรเนี่ยหลี่ได้


  เนี่ยหลี่คลายการแปลงร่างกลับ แล้วเดินต่อไปที่เมืองที่เหนอยู่ข้างหน้า


  เมืองศิลาดำ


  กำแพงเมืองทั้งสูงและหนา วางตัวเป็นแนวยาวหลายลี้ ถูกสร้างด้วยหินดำก้อนใหญ่นำมากระกอบกัน จนดูราวกับมันส่งกลิ่นอายเย็นเฉียบออกมา


  เนี่ยหลี่เข้าเมืองแล้วเริ่มสำรวจไปทั่ว เมืองศิลาดำนี้เป็นหนึ่งในเมืองของอาณาจักรนรกานต์ทั้งสิบห้า ซึ่งรวบรวมชนเผ่าต่างๆ เข้าไว้ด้วยกันภายใต้การุ้มครองของเจ้านรกานต์ ในบรรดานั้นยังมีหลายดผ่าพันธุ์ที่อพยพมาตั้งแต่ยุคทมิฬ และอาศัยอยู่เรื่อยมา ผ่านช่วงเวลาหลายอายุคน เผ่ามนุษย์ เป็นหนึ่งในสิบสองเผ่าพันธุ์หลัก


   ย้อนกลับไปหลายปีก่อน เมื่อเผ่ามนุษย์ถูกสัตว์อสูรไล่ล่า ยังมีเทพวิญญาณสัตว์อสูรที่ถือครองพลังแห่งสัจธรรมไล่ตามมาถึงในนี้และกำลังจะฆ่าฟันมนุษยฺต่อ ทว่า ถูกไล่กลับไปโดยเจ้านรกานต์ในฝ่ามือเดียว นับจากนั้น ยอดฝีมือจากเผ่าสัตว์อสูรก็ไม่กล้าเข้ามาในนี้อีก


   หากมิใช่ถูกเผ่าสัตว์อสูรไล่ล่า ยอดฝีมือของเผ่ามนุษย์คงไม่ทนอยู่ในสถานที่สกปรกเช่นนี้ ทว่า โลกภายนอกที่ไม่มีสถานที่ให้ยืนหยัดทรงกาย พวกมันจึงได้แต่อยู่ที่นี่ต่อไป


   ที่นี่ยังมีกลุ่มอำนาจหลายกลุ่ม ระหว่างกลุ่มคานอำนาจซึ่งกันและกันเพื่อครอบครองทรัพยากรให้มากที่สุด ซึ่งเจ้านรกานต์ไม่ได้สนใจอะไร เจ้านรกานต์ไม่ได้ปรากฎตัวนานนับรอยปีแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ยังไม่มีใครรู้ด้วยว่าท่านอยู่ที่ใด


  สมาคมทมิฬเป็นหนึ่งในขั้วอำนาจเผ่ามนุษย์ในเมืองศิลาดำที่ค่อยๆ เรืองอำนาจขึ้นในช่วงหลายร้อยปีมานี้ ทว่า เทียบกับตระกูลมนุษย์ตระกูลอื่นๆ ที่มียอดฝีมือระดับกึ่งเทพแล้ว สมาคมทมิฬยังไม่สามารถนับได้ว่าเป็ยขุมกำลังที่ทรงอำนาจ


  ที่ตั้งของสาขาหลักของสมาคมทมิฬอยู่ที่เมืองศิลาดำนี้เอง


   ที่ร้านเหล้าเก่าโทรมแห่งหนึ่ง เอี้ยหานในชุดคลุมสีดำกำลังดื่มสุราอยู่ นัยตาเย็ชากวาดมองยอดฝีมือของตระกูลต่างๆ ที่เข้ามาในร้าน ในตอนที่มันมาถึงสมาคมทมิฬ ก็มันก็ได้รับรู้ว่าโลกที่มันรู้จักนั้นกลับหน้ามือเป็นหลังมือเมื่อรู้ว่ายังมีโลกใต้พิภพเช่นนี้อยู่ด้วย


   มันได้รู้ข่าวว่าตระกูลศักดิ์สิทธิ์ถูกกวาดล้างและเอี้ยเซิ่งยังมีชีวิตอยู่ สำหรับมันแล้ว นครเรืองโรจน์กลายเป็นสถานที่ที่มันย้อนกลับไปไม่ได้ และสมาคมทมิฬก็ไม่จำเป็นต้องใช้งานมันอีก กลายเป็นหมาหัวเน่าสมบูรณ์แบบ มันจึงแยกตัวออกจากสมาคมทมิฬและเข้าร่วมกับขุมกำลังแห่งหนึ่งใยเมืองศิลาดำตระกูลอู่กุ้ย ตระกูลนี้ก่อตั้งขึ้นด้วยยอดฝีมือจากหลากหลายเผ่า แม้แต่สมาคมทมิฬยังทำอะไรพวกมันไม่ได้ มันต้องใช้วิธีการต่างๆ นานา เพื่อที่จะซื้อความเชื่อใจจากคนตระกูลอู่กุ้ยได้ นั่นรวมถึงการให้ข้อมูลของนครเรืองโรจน์ด้วย


   เจ้าตระกูลอู่กุ้ยได้เตรียมการรวบรวมยอดฝีมือเพื่อมุ่งหน้าไปยังนครเรืองโรจน์แล้ว


  "เอี้ยเซิ่ง เนี่ยหลี่ ในไม่ช้า ข้าจะไปรับสิ่งที่ควรเป็นของข้า ทั้งหมด!!" ดวงตาของเอี้ยหานเปล่งประกายเย็นเยียบ เส้นเลือดปูนโปนด้วยความพลุ่งพล่าน มันบีบถ้วยสุราแตกคามือ


   ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สมาคมทมิฬต้องการจัดการนครเรืองโรจน์และเก็บเรื่องนครเรืองโรจน์ไว้เป็นความลับจากคนในอาณาจักรนรกานต์ เพราะพวกมันเห็นว่านครเรืองโรจน์เป็นเช่นส้มในลัง ทว่า ความลับที่ถูกปิดบังมานานกว่าร้อยปีกลับถูกขายให้กับตระกูลอู่กุ้ยเพราะเอี้ยหาน



   ใบหน้าเอี้ยหานยังคงซ่อนอยู่ในผ้าคลุม เมื่อสมาคมทมิฬส่งคนออกตามหามัน ถึงแม้ว่ามันจะมีตระกูลอู่กุ้ยคุ้มหัวอยู่ แต่มันจะประมาทไม่ได้ หลังจากรับประทานอะไรไปนิดหน่อย มันก็ยืนขึ้นและก้าวหายไปในฝูงชน


แปลโดย Moonstruckman

เมนู นิยาย ล่าง

เมนู มังงะ ล่าง