test

เมนู นิยาย บน

เมนูมังงะ

9 เม.ย. 2559

Tales of Demons & Gods บทที่ 178 ก่อกบฎ?


    “หลานหนิงเอ๋อช่างงดงามและสง่างามยิ่งนัก ข้าใคร่สงสัยว่าตอนนี้นางอยู่ในระดับอะไรแล้วงั้นรึ?” เนี่ยไฮ้ถามขึ้นมา ก่อนหน้านี้เขาได้ยินมาว่าเซี่ยวหนิงเอ๋อเพิ่งจะจัดการกับเสิ่นเฟยไป นี่เป็นสาเหตุที่เขาถามคำถามแบบนี้

         ผู้นำตระกูลต่างๆยังคงรอบๆนั้น แม้ว่าพวกเขากำลังพบปะพูดคุยอยู่กับเนี่ยอิงและพรรคพวกอยู่ พวกเขาก็ยังคงแอบฟังการสนทนาระหว่างเซี่ยวหยุนฟางกับเนี่ยไฮ้อยู่ด้วยเช่นกัน


           เซี่ยวหยุนฟางมองเซี่ยวหนิงเอ๋อด้วยสายตาที่อบอุ่น จากนั้นจึงยิ้มออกมาและพูดว่า “บุตรสาวข้าอยู่ในระดับโกลด์ 2 ดาวและกำลังจะก้าวเข้าสู่ระดับโกลด์ 3 ดาวในเร็วๆนี้”


          เมื่อได้ยินคำพูดของเซี่ยวหยุนฟาง พวกผู้นำตระกูลก็แอบตะลึงอยู่ในใจ แม้ว่าพวกเขาจะได้ยินข่าวลือมาบ้างแต่เมื่อทันทีที่ได้ยินเรื่องนี้ทำให้พวกเขาแทบช็อค เธออยู่ในระดับโกลด์ 2 ดาวทั้งๆที่เธออายุเพียงเท่านี้ เธออยู่ไม่ต่ำกว่าอันดับสามของนักสู้รุ่นเยาว์แน่ๆ!

        คิ้วของเนี่ยไฮ้ ขมวดเข้ามา เซี่ยวหนิงเอ๋อสามารถกลายมาเป็นภรรยาที่ดีของเนี่ยหลี่ได้แน่นอน ถ้าเขาไม่อาจจะได้บุตรีของท่านเจ้าเมืองมาครองคู่ ถ้าได้แต่งกับเซ่ยวหนิงเอ๋อก็คงไม่เลวนัก ยิ่งไปกว่านั้นเซี่ยวหนิงเอ๋อเองก็มีกิริยาที่อ่อนช้อยงดงาม ไม่ได้เป็นคนที่เจ้ากี้เจ้าการจากได้มองดู

        เนี่ยไฮ้ยังคงวางแผนที่จะหาภรรยาให้เนี่ยหลี่ เขายักไหล่แล้วพูดออกมาว่า “เนี่ยหลี่ชอบสร้างปัญหามาแต่ไหนแต่ไรแล้ว หากหลานหนิงเอ๋อเป็นเพื่อนของเขา ช่วยดูแลเขาด้วยหล่ะ ถ้าเจ้ามีเวลา เจ้าสามารถมาเยี่ยมเยียนพวกเราตระกูลบันทึกสวรรค์ได้ทุกเมื่อ!

เนี่ยไฮ้ไม่ได้เป็นคนเหนี่ยวไกปืนซะหน่อย แต่เป็นเพราะเนี่ยหลี่ยังไม่ได้ตัดสินใจเลยสักนิด

      มีหรือที่เซี่ยวหนิงเอ๋อจะไม่เข้าใจสิ่งที่เนี่ยไฮ้ต้องการจะสื่อ? แก้มของเธอถึงกับร้อนผ่าวเพราะความเขินอาย แต่เธอก็ยังคงตอบกลับไปว่า “ขอบคุณค่ะท่านลุง ข้าจะไปเยี่ยมเยียนพวกท่านอย่างแน่นอน”

      เซี่ยวหยุนฟาง เนี่ยไฮ้และผู้นำตระกูลคนอื่นๆเริ่มพูดคุยสนทนากัน แม้ว่าตระกูลบันทึกสววรค์จะเป็นเพียงตระกูลขุนนางเล็กๆ แต่หาได้มีคนรังเกียจตระกูลบันทึกสวรรค์แต่อย่างใด

ณ ที่นั่งที่อยู่ด้านบน

     เอี้ยซิ่วมองไปที่เนี่ยหลี่และพูดออกมาอย่างยิ้มแย้ม “เนี่ยหลี่ ข้าอยากจะให้เจ้าเป็นประธานในการจัดงานเลี้ยงครั้งนี้ เจ้าคิดว่ายังไงล่ะ?”

     ด้วยความจริงที่ว่า การกรีฑาทัพของสัตว์อสูรที่ได้จบสิ้นลงไปแล้ว ด้วยชื่อเสียงเนี่ยหลี่ต่างก็เป็นที่จับตามองของเหล่าผู้นำตระกูลต่างๆ พวกเขาต่างก็ต้องประเมินค่าในตัวของเนี่ยหลี่ซะใหม่แล้วในตอนนี้ แน่นอนรวมถึงฐานะของเขาด้วยเช่นกัน

       เนี่ยหลี่มองไปที่เอี้ยซิ่ว เขาต้องมีเจตนาที่จะทำอะไรบางอย่างแน่ๆ เขาจึงหยักหน้าและพูดว่า “คงไม่เสี่ยงเกินไปที่จะให้ข้าเป็นประธานในงานนี้หรอกนะ!

      เอี้ยซิ่วเผยรอยยิ้มออกมา ด้วยโอกาสครั้งใหญ่เช่นนี้ ต่อหน้าจำนวนยอดฝีมือห้า ถึง หกพันคนจากตระกูลต่างๆในตอนนี้  เนี่ยหลี่ไม่มีท่าทีที่จะแสดงออกถึงความกลัวเลยแม้แต่น้อย แต่เมื่อได้คิดทบทวนอีกครั้ง มันไม่แปลกเลย เพราะเนี่ยหลี่นั้นไม่ใช่เพียงเด็กธรรมดาทั่วไป

       ทั่วทั้งบริเวณต่างก็เต็มไปด้วยเสียงของผู้คน ยอดฝีมือจากตระกูลต่างๆ ต่างก็กำลังพบปะพูดคุยกันกับคนอื่นๆ


        อย่างไรก็ตาม เนี่ยหลี่ เอี้ยซิ่วและเอี้ยโช่วยังไม่ทีท่าว่าจะกล่าวเริ่มงานเลี้ยงเลย พวกเขาได้แต่อดทนรอจนกว่าเหล่ายอดฝีมือนั้นจะพูดคุยกันเสร็จ


     ทั้งหมดนี้เป็นเพียงการยื้อเวลาเอาไว้ เพื่อให้เอี้ยเซิ่งจัดการกับภารกิจของตนเอง


        ทางฝั่งเอี้ยเซิ่งได้เตรียมการเสร็จเรียบร้อยแล้ว หลังจากที่ผ่านไปได้ครึ่งชั่วยาม เขาได้พายอดฝีมือจากตระกูลวายุเหมันต์มาจนถึงที่หมายคือตระกูลศักดิ์สิทธิ์ ในขณะที่คนจากตระกูลศักดิ์สิทธิ์ได้เดินทางไปยังตำหนักเจ้าเมือง เขาจึงเริ่มแผนการเพียงแต่ไม่รู้ว่ามันจะมีอะไรรออยู่

      ณ ที่พักของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ คนของตระกูลศักดิ์สิทธิ์เพียงดื่มเหล้าด้วยกันเอง พวกเขาดูแล้วช่างโดดเดี่ยวยิ่งนัก

          ตั้งแต่ที่ตระกูลศักดิ์สิทธิ์ถูกกำราบโดยตระกูลวายุเหมันต์ ผู้นำตระกูลต่างๆทำเพียงแค่มองดูอยู่ห่างๆ พวกเขาไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือพูดคุยกับเสิ่นฮอง ถ้าพวกเขาเข้าไปนั่นก็หมายถึงการต่อต้านตระกูลวายุเหมันต์หรอกหรือ? อีกทั้งเมื่อก่อนตระกูลศักดิ์สิทธิ์ยังกดขี่ขมเห่งมาแล้วหลายครั้ง มันจะเป็นการดีกว่าที่ตระกูลต่างๆไปซ้ำเติมพวกเขา พวกเขาจะผ่านเรื่องนี้ไปได้ยังไงกันนะ?

อย่างไรก็ตามมีเพียงคนเดียวที่ไม่ได้สนใจเรื่องนี้เลย และนั่นก็คือ ฮูเหยียนชาง จากตระกูลฮูเหยียน

       ฮูเหยียนชาง ถือจอกเหล้าเอาไว้และหัวเราะออกมา “พี่เสิ่น นานแล้วที่พวกเราไม่ได้ดื่มด้วยกัน ม่ะ..ก่อนที่ท่านเอี้ยเซิ่งประธานงานนี้จะมา เรามาดื่มด้วยกันเถอะ...ดื่ม!

         “น้องฮูเหยียน เจ้าถ่อมตัวเกินไปแล้ว” เสิ่นฮองมีสีหน้ายิ้มแย้ม แต่ในใจเขาไม่ได้เป็นแบบนั้น แต่เขาก็ยกจอกเหล้าขึ้นมา


       “เหล้าชั้นดี อีกสักจอกจะเป็นไรไป? พวกเจ้า ไปเอามาเพิ่มให้พี่เสิ่นอีก!” ฮูเหยียนชางหัวเราะออกมา

       ทั้งๆที่ตระกูลวายุเหมันต์กำราบตระกูลศักดิ์สิทธิ์อยู่ ผู้นำตระกูลต่างๆกลัวที่จะผิดใจกับตระกูลวายุเหมันต์หากไปยุ่งกับพวกเขา มีเพียงฮูเหยียนชางที่ไม่สนใจเรื่องเหล่านั้น ใครเล่าจะไม่รู้ว่าตระกูลฮูเหยียนนั้นเป็นถึงมือขวาของตระกูลวายุเหมันต์ เรื่องความจงรักภักดีนะหรือ? ตระกูลวายุเหมันต์ไม่เคยสงสัยตระกูลฮูเหยียนที่ไปมีความสัมพันธ์กับตระกูลศักดิ์สิทธิ์เลยแม้แต่น้อย

        ระหว่างการแลกจอกกับฮูเหยียนชาง จากเหตุการณ์นี้เริ่มรู้สึกกระวนกระวายใจขึ้น เขาเริ่มเอะใจอะไรบางอย่างได้จากงานนี้ครั้งนี้ แต่เขาไม่สามารถที่จะพูดออกมาได้

        มีคำถามที่กวนใจเสิ่นฮองอย่างมากมาตลอด คือ เอี้ยเซิ่งตายแล้วใช่มั้ย? ถ้าเอี้ยซ่งตาย หากเป็นดังนั้นงานเลี้ยงนี้ก็เป็นการคัดเลือกผู้นำตระกูลคนใหม่เป็นแน่ ตระกูลวายุเหมันต์ไม่อาจจะหาคนที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมได้ในระยะเวลาอันสั้นนี้ได้ หากเอี้ยเซิ่งไม่ตาย งานเลี้ยงนี้อาจจะใช้เป็นที่ในการจัดการตระกูลศํกดิ์สิทธิ์ก็ได้

        ด้วยยอดฝีมือจากของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ที่นี่ ถ้าตระกูลวายุเหมันต์ต้องการที่จะกำจัดตระกูลศักดิ์สิทธิ์แล้วล่ะก็ เอี้ยเซิ่งจะต้องปรากฎตัวอย่างแน่นอน แต่นี่เอี้ยเซิ่งกลับไม่ได้มาปรากฎตัวเลย หรือจะเป็นดั่งที่เอี้ยฮั่นได้บอกมา เขาถูกพิษของหญ้าลิ้นมังกรจนตายไปแล้ว

       ถึงอย่างนั้น ทำไมฮูเหยียนชางถึงไม่ได้แสดงความเศร้าบนใบหน้าออกมาเลยล่ะ? อาจจะเป็นเพราะฮูเหยียนชางยังไม่รู้ข่าวการตายของเอี้ยเซิ่งเป็นแน่!

        “ข้าจะต้องรู้ให้ได้ว่าพวกเจ้าวางแผนอะไรเอาไว้!” เสิ่นฮองพูดกับตัวเอง เขาสูดลมหายใจเข้าไปและทำทีท่าที่จะดื่มเหล้าทั้งไหต่อไปเรื่อยๆ

      ท้องฟ้าเริ่มมืดลง ความมืดเข้าปกคลุมพื้นดินจนหมด

     หลายพื้นที่ในเมืองกลอรี่ เงียบสงัด แต่ตำหนักเจ้าเมืองยังคงสว่างอยู่

      ณ ตำหนักของเจ้าเมือง ในขณะนี้ทั้งบริเวณพื้นที่ที่จัดงานและบริเวณอื่นต่างมีทหารเฝ้ารักษาการณ์หนาแน่น ทหารทั้งหมดล้วนสวมชุดเกราะและอาวุธเต็มอัตราศึก ไอเย็นที่ถูกปล่อยออกมาจากตราประทับของพวกเขา มีทั้งหน้าไม้ หอก และโล่ขนาดใหญ่ที่อยู่บนกำแพงของตำหนักเจ้าเมือง เต็มไปด้วยรังสีฆ่าฟัน

        ณ ที่ทางเข้าตำหนักเจ้าเมือง มีชายสวมชุดคลุมสีเทาวิ่งอย่างเร่งรีบเข้ามา ซึ่งสามารถเห็นสีหน้าเขาดูกระวนกระวายได้อย่างชัดเจนแต่ก็ถูกขวางไว้เพราะทหารคุ้มกันหลายคน

    “ข้าต้องไปหาท่านผู้หนึ่งในนั้น!

        “ที่นี่เป็นถึงตำหนักของท่านเจ้าเมือง คนที่ไม่ได้แสดงตัว ไม่อนุญาตให้ผ่านไปได้!” ทหารคุ้มกันตะคอกใส่อย่างเย็นชาและท่าทางที่เคร่งขรึม

        “ถ้าต้องไปพบกับท่านผู้นำตระกูลของข้า” ชายคนนั้นกล่าวออกมา

       “แล้วเจ้ามาจากตระกูลไหนกัน?”

       ชายคนนั้นสายตาลอกแล่กมีพิรุธและพูดอย่างกระวนกระวายว่า “ตระกูลฮูเหยียน!

      เหล่าทหารคุ้มกันต่างมองหน้ากัน เมื่อมองกันและกันแล้วก็พูดออกมา “ตามพวกเรามา พวกเราจะพาเจ้าไปพบผู้นำตระกูลของเจ้าเอง!

      “ขอบคุณท่านมาก นี่เป็นของขวัญเล็กๆน้อยๆ” ชายคนนั้นกล่าว เพื่อเป็นการติดสินบนพวกเขาจึงได้มอบเงินหลายจิตเหรียญมารให้กับสองคนในกลุ่มทหารนั้น


        ทหารทั้งสองคนนั้นรับมาโดยไม่กระพริบตาและพูดอย่างสงบเงียบ “ตามพวกเรามา”

       “ได้ๆ” ชายคนนั้นหัวเราะออกมา และตามหลังทหารคุ้มกันทั้งสองไป

      ทหารทั้งสองพาชายชุดคลุมสีเทามาเรื่อย อ้อมผ่านทางเดินยาวและกำลังเข้าไปในลานที่ดำมืดเล็กๆแห่งหนึ่ง


        “พวกท่านพาข้ามาที่ไหนกันแน่? นี่มันไม่เหมือนเป็นทางที่จะไปงานเลี้ยงที่บริเวณจัดงานเลยนี่” หลังจากที่ชายคนนั้นพูดเสร็จ ทหารคนหนึ่งก็ปิดปากเขาเอาไว้และอีกคนก็แทงดาบเข้าไปที่ท้องของชายคนนั้น ชายคนนั้นคัดขืน และพยายามที่จะส่งเสียงร้องออกไปแต่สายตาของเขาก็ค่อยๆมืดลงจนกระทั้งหยุดหายใจไป

       “หึ พวกกบฎอย่างตระกูลศักดิ์สิทธิ์สมควรตายอยู่แล้ว! เจ้าคิดว่าจะอ้างตัวเป็นคนจากตระกูลฮูเหยียน คิดว่าพวกเราจะจำเจ้าไม่ได้อย่างนั้นรึ?” ไร้สาระ ไม่ว่าจะรูปร่างหน้าตาของคนในตระกูลศักดิ์สิทธิ์พวกเราล้วนแต่จำได้หมดแล้วทั้งสิ้น!

      ทหารทั้งสองคนนั้นค้นศพของชายคนนั้นแต่ก็ไม่พบอะไร ชายคนนี้เพียงแค่มาส่งข่าวเท่านั้น ก่อนหน้านี้ท่านเจ้าเมืองได้ออกคำสั่งเอาไว้ว่าห้ามมิให้ผู้ใดเข้า-ออกตำหนักเจ้าเมืองโดยเด็ดขาด หากคนของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ถูกพบว่ากำลังจะเข้าหรือออกจากงานเลี้ยงฆ่าได้ทันที!

คำคื่นมีแต่ความมืดมิด หมอกในยามคำคื่นเห็นแล้วก็สัมผัสได้ถึงรังสีฆ่าฟัน

        ณ บริเวณลานจัดงานเลี้ยงของตำหนักเจ้าเมืองยังคงมีแต่เสียงดังกึกก้องอยู่ เสียงเหล่านั้นดังไปทั่วทั้งบริเวณ

        หลังจากที่ ฮูเหยียนชางและเสิ่นฮองดื่มไปสิบกว่าจอก ฮูเหยียนชางจู่ก็หัวเราะขึ้นมา เสียงหัวเราะของเขาแฝงไว้ด้วยพลังวิญญาณของเขาเอาไว้ เขาปาจอกเหล้าลงไปที่พื้น จอกเหล้าก็แตกออกเป็นเสี่ยงๆทันที

         เสียงทุกอย่างก็เงียบลงทันที ยอดฝีมือจากตระกูลศักดิ์สิทธิ์ต่างก็ตื่นตระหนก พวกเขาทั้งหมดและหยิบเอาอาวุธออกมาจากแหวนของพวกเขา ทันใดนั้นแสงสะท้อนจากดาบของพวกเขาที่ปรากฎออกมา ทำให้บรรยากาศเปลี่ยนมาเป็นน่าวิตกทันที ก่อนหน้าที่จะมาที่งานเลี้ยง เสิ่นฮองได้บอกพวกเขาเอาไว้ว่าให้ระวังตัวเอาไว้ให้มากๆหลังจากที่เข้ามาในตำหนักของเจ้าเมือง ตระกูลวายุเหมันต์อาจจะกำจัดพวกเขาก็เป็นได้ ก่อนหน้านั้นพวกเขาได้เตรียมใจเอาไว้แล้ว เมื่อพวกเขาถูกจับพิรุธได้โดย ฮูเหยียนชาง พวกเขาคิดว่าที่เขาทำไปนั่นเป็นการให้สัญญาณกับตระกูลวายุเหมันต์

        ยอดฝีมือจากตระกูลต่างๆมองไปยังคนของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ ทุกคนล้วนตื่นตกใจกันหมด ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมคนของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ถึงหยิบเอาอาวุธออกมาเช่นนี้ได้? รอยยิ้มแห้งๆเผยออกมาบนใบหน้าของเหล่ายอดฝีมือจากตระกูลต่างๆ

    บรรยากาศภายในลานจัดงานเลี้ยงเคร่งเครียดขึ้นมาทันที


       ฮูเหยียนชางนั้นคิดไม่ถึงและหัวเราะออกมา “ท่านนี่คอแข็งจริงๆนะ ท่านพี่เสิ่น นับถือ,นับถือ!” ฮูเหยียนชางมองดูแล้วเขาก็ยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ สายตาของเขาจ้องไปทางเหล่ายอดฝีมือของตระกูลศักดิ์สิทธิ์และพูดขณที่ยังเบลอๆว่า “โอ้ พี่เสิ่น นี่มันหมายความว่ายังไงกัน...พวกท่านถึงเอาอาวุธหยิบออกมาทำไมกัน?”

        ฮูเหยียนชางกำลังหลอกล่อพวกเขา เสิ่นฮองรู้สึกโกรธแค้น เขากวาดสายตามองไปยังเหล่ายอดฝีมือของตระกูลศักดิ์สิทธิ์และถอนหายใจออกมา “พวกเจ้าจะทำอะไร? ดึงเอาอาวุธออกมาทำไมกัน? ที่นี่เป็นถึงตำหนักของท่านเจ้าเมือง และนี่ก็ยังเป็นงานเลี้ยงของท่านเจ้าเมือง พวกเจ้าจะสร้างความวุ่นวายอย่างนั้นรึ?!

ยอดฝีมือเหล่านั้นจึงเก็บอาวุธและนั่งลง


        ฮูเหยียนชางหัวเราะและพูดออกมาว่า “ข้าล่ะกลัวคนจากตระกูลศักดิ์สิทธิ์ของท่านยิ่งนัก พวกเขาเอาอาวุธมางานเลี้ยงนี้ทำไมกัน? พวกเขาคงไม่คิดว่าตระกูลศักดิ์สิทธิ์จะก่อการกบฎหรอกนะ! ตระกูลศักดิ์สิทธิ์จะก่อกบฎได้ยังไงกัน? นี่มันเป็นเรื่องตลกที่สุดในโลกเลยนะเนี่ย! ตระกูลศักดิ์สิทธิ์จะได้ประโยชน์อะไรจากการก่อกบฎกันเล่า?”


จบตอน

แปลโดย Starbot


เมนู นิยาย ล่าง

เมนู มังงะ ล่าง