test

เมนู นิยาย บน

เมนูมังงะ

4 เม.ย. 2559

Tales of Demons & Gods บทที่ 172 บุญคุณที่ไม่อาจตอบแทนได้หมด 18+


          "ท่านค้นพบอะไรอย่างนั้นเหรอ?" เนี่ยหลีถามออกมา
          
        "แน่นอน ข้าพบหลายสิ่งมากในการเดินทางครั้งนี้ ที่กบดานของสมาคมทมิฬนั้นอยู่ใต้ดินลึกมาก ขนาดของมันกว้างใหญ่ไพศาล ข้าเพียงแค่ตรวจสอบบางส่วนและตามรอยพวกมนุษย์ถ้ำและดาร์คเอลฟ์ ข้าไม่กล้าเข้าไปลึกมากถึงได้ถอนตัวออกมา" บรรพชนผู้ก่อตั้งเอียหยานกล่าว สายตาของเขาดูลึกล้ำ เขาไม่เคยคิดเลยว่าจะมีโลกใต้ดินขนาดใหญ่อยู่ภายใต้หุบเขาบรรพชนอันศักดิ์สิทธิ์
          

       "ถ้ำใต้ดิน? มนุษย์ถ้ำและดาร์คเอลฟ์?" เนี่ยหลีขมวดคิ้ว มนุษย์ถ้ำเป็นมนุษย์จำพวกหนึ่ง แต่ว่าพวกนั้นอาศัยอยู่ใต้ดินมานานแล้ว พวกมันนั้นตาบอดไม่อาจมองเห็นสิ่งใด มันก็เหมือนกับมนุษย์ทั่วไป มันมีภาษาเฉพาะเอาไว้สื่อสาร ส่วนพวกดาร์คเอลฟ์ พวกมันก็เป็นมนุษย์สายพันธ์หนึ่งเช่นกัน แต่มีความพิเศษตรงมนตร์ดำและมักจะซ่อนตัวอยู่ในความมืด พวกมันเป็นนักฆ่าโดยธรรมชาติเลยล่ะ
          
      ในคราแรกเนี่ยหลีนั้นคิดว่าสมาคมทมิฬนั้นซ่อนตัวอยู่ในหุบเขา เขาแทบไม่เคยคาดคิดเลยว่ามันจะซ่อนอยู่ในโลกใต้ดิน ภายในใจของเนี่ยหลีตอนนี้เต็มไปด้วยความสงสัยเกี่ยวกับเรื่องของโลกใต้ดิน
          
         อย่างแรกเลยต้องจบเรื่องกับพวกตระกูลศักดิ์สิทธิ์และสมาคมทมิฬก่อนที่จะลงไปสำรวจ' เนี่ยหลีคิดภายในใจ
          
         เนี่ยหลียังคงแปลกใจอยู่ว่าจอมมารที่ควบคุมสมาคมทมิฬอยู่เป็นคนเช่นไร เขาเข้าใจว่าเขานั้นอาจได้สู้กับจอมมารคนนั้นในวันใดวันหนึ่ง เพียงแค่ค้นหาจอมมารและกำจัดซะ นั่นก็เป็นอีกวิธีอันชาญฉลาดที่จะทำลายสมาคมทมิฬ
          
         กลับมาที่ลานหน้าบ้านของเอียจืออวิ้น เนี่ยหลีและเอียจืออวิ้นได้เริ่มต้นฝึกฝนอยู่เงียบๆ เพื่อรอการมาถึงศึกอันยิ่งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในสามวันให้หลัง บางครั้งพวกเขาก็ไปเยี่ยมเอียเซิ่ง หลังจากที่เอียเซิ่งได้รับยาวิเศษไปพอสมควร ร่างกายของเขาก็ฟื้นฟูได้อย่างรวดเร็วและกลับไปเต็มเปี่ยมด้วยพลัง เอียเซิ่งไม่ได้ออกไปให้ใครเห็น พวกเขาได้ประกาศออกไปว่าเอียเซิ่งได้ล้มป่วยลงทำให้ไม่มีใครมาเยี่ยมเยือน
          
ที่ตระกูลศักดิ์สิทธิ์
          
      เสิ่นซิ่วเงยหน้าขึ้นมองไปยังเสิ่นฮอง สายตาของเธอนั้นไม่อาจปกปิดไว้ได้ "พี่ใหญ่ เอียฮั่นส่งข่าวมาว่าเอียเซิ่งถูกพิษของหญ้าลิ้นมังกรและจะดับสิ้นลงในไม่ช้า"
          
       "เจ้าแน่ใจนะว่าเอียฮั่นไม่ได้โกหก? ถ้ามันเป็นสายลับจากเอียเซิ่งล่ะ?" เสิ่นฮองเดินกลับไปกลับมาพร้อมขมวดคิ้ว เอียเซิ่งได้รับพิษเข้าไปและใกล้ตาย มันอะไรกัน? ตัวเขานั้นสัมผัสได้ว่าเอียเซิ่งนั้นไม่มีทางตายง่ายแบบนี้แน่นอน!
          

       "เขาไม่น่าจะโกหก เรามีหลักฐานมากมายในมือ เขาต้องไม่กล้าที่จะโกหกพวกเราแน่นอน คืนนั้นที่คฤหาสน์เจ้าเมืองมีแสงออกมา เอียซิ่วนำผู้คนมากมายออกค้นหาเอียฮั่นอยู่หลายชั่วโมง ตอนที่เอียฮั่นหลบหนีเขาได้ฆ่าคนไปมากมาย เขาไม่มีทางที่จะกุเรื่องขึ้นแน่!" เสิ่นซิ่วพูดอย่างยกยิ้ม
          

       "ก็ได้ ถ้าเจ้านั่นฆ่าผู้คุ้มกันไปบ้าง มันก็คงจะเป็นเรื่องจริง" เสิ่นฮองพยักหน้ารับ เอียเซิ่งเป็นพวกจริงใจและใจอ่อน เขาคงไม่กล้าที่จะเอาชีวิตของผู้คุ้มกันมาเล่นตลก ที่เอียฮั่นพูดออกมาจะต้องเป็นความจริง
        
        "คฤหาสน์เจ้าเมืองได้แจ้งออกมาว่าเอียเซิ่งล้มป่วย มันคงเป็นการบังหน้าเรื่องที่เอียเซิ่งตายกระทันหันแน่นอน ทั้งหมดก็เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้คนแตกตื่น ในขณะที่มีการรวมตัวผู้เยี่ยมยุทธในอีกเก้าวันถัดไปที่คฤหาสน์เจ้าเมือง เจ้าพวกนั้นคงจะไม่สามารถปิดการตายของเอียเซิ่งได้อีกต่อไป!
          
"เอียเซิ่ง ข้าและเจ้าได้ต่อสู้กันมาหลายปี ท้ายที่สุดข้าก็เป็นผู้ชนะ!" เสิ่นฮองหัวเราะอย่างอำมหิต
          
       "ยินดีด้วยท่านพี่" เสิ่นซิ่วยิ้มอย่างมีเสน่ห์ออกมาและถาม "การรวมตัวในอีกเก้าวันให้หลัง พวกเราจะเข้าร่วมหรือไม่?"
          
       "พวกเราต้องเข้าร่วมแน่นอน มันต้องเป็นช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมมาก เราจะพลาดได้อย่างไร?" เสิ่นฮ่องพูดตอบแล้วหัวเราะอย่างเยือกเย็น
          
    หลังจากขบคิดชั่วครู่ เสิ่นฮองได้ถามออกมา "แล้วเอียฮั่นเป็นอย่างไรบ้าง?"
          
     หลังจากที่คิดเกี่ยวกับเรื่องนั้นชั่วครู่ เสิ่นฮ่องก็พูดออกมา "จัดการหาทางหลบหนีออกไปจากเมืองให้มัน และให้สมาชิกของสมาคมทมิฬรับตัวมันไป!"
          

     เดิมทีเอียฮั่นก็ไม่ได้ออกมาให้เห็นตัวนานแล้ว แต่ว่าพรสวรรค์ของเขานั้นอยู่ในระดับที่ยอดเยี่ยม ไม่ต้องกล่าวถึงว่าตอนนี้เขาเป็นศัตรูกับตระกูลวายุเหมันต์เรียบร้อยแล้ว พวกมันจะต้องไม่ไว้ชีวิตมันแน่นอน
          
"ได้ ข้าจะไปเตรียมการทันที" เสิ่นซิ่วพยักหน้าตอบรับ
          
       ที่ลานหน้าที่พักของเอียจืออวิ้น เนี่ยหลีนั่งลงบนหินอย่างเงียบสงบเพื่อฝึกพลังวิญญาณ เขามองเห็นภาพของชีวิตก่อนหน้า เขาเกิดกลัวเรื่องนั้นเรื่องนี้ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง แม้ว่าเขาจะขึ้นสู่จุดสูงสุดของพลัง แต่เขาก็ยังคงเป็นคนที่ผิดพลาดอยู่เช่นเดิม
          
       ญาติพี่น้องและเพื่อนของเขาต่างก็ถูกสังหาร เมื่อเขาขึ้นสู่จุดสูงสุดของพลังจากการฝึกฝน ก็ไม่มีศัตรูคนใดอีกที่เขาไม่อาจโค่นล้ม เวลานั้นเขาต้องการใช้ชีวิตอยู่อย่างสงบสุขตัวเขาก็ตระหนักได้ว่าตนนั้นอยู่อย่างโดดเดี่ยวไม่มีผู้ใดอยู่เคียงข้างเขาเลยซักคน ในศึกสุดท้ายที่สู้กับจักรพรรดิ์แห่งปราชญ์ เนี่ยหลีได้เห็นผู้คนมากมายจากไปและไม่มีพลังพอที่จะหยุดมัน
          
      ท้ายที่สุด เขาได้ตายลง แม้ว่าเขาจะไม่ยินยอมแต่มันก็ทำให้เขาปล่อยวาง
          
      จนกระทั่งเขาตาย เขาก็ยังไม่ทราบถึงจุดประสงค์ของการมีชีวิตอยู่ เมื่อเขาตื่นขึ้นมา เขาก็ตระหนักได้ว่าเขาได้กลับมายังโลกนี้โดยหนังสือจิตอสูรท่องเวลา
          
      เนี่ยหลีไม่อาจให้ชีวิตนี้เป็นดังเช่นชีวิตก่อนหน้า เขาพยายามระมัดระวังกับทุกเรื่อง เขาเลือกฝึกฝนเทคนิคการบ่มเพาะพลัง 'พลังเทพวิถีฟ้า' เพื่อเปลี่ยนอนาคต จนกว่าเขาจะบรรลุถึงจุดสูงสุดของพลังสายนี้
          
     เนี่ยหลียังคงดูดกลืนพลังจากผลึกคริสตัลโลหิตอย่างต่อเนื่อง และได้เข้าสู่จุดสูงสุดของระดับสองดาวทองอย่างรวดเร็ว และเตรียมพร้อมเข้าสู่ระดับสามดาวทอง
          
        ผลึกคริสตัลโลหิตเป็นหนึ่งในสิ่งของหายากแม้แต่ระดับตำนานขั้นสูงก็ตาม เพียงแค่ระดับทองธรรมดาไม่อาจกล้าที่จะใช้มันโดยพร่ำเพรื่อ เพราะพวกเขาไม่อาจกลั่นมันออกมาจำนวนมากและรวดเร็วได้ อย่างไรก็ตามเนี่ยหลีนั้นไม่ได้กังวลในจุดนี้
          
      ในขณะที่พลังอันเกรี้ยวกราดแผ่กระจายออกมาจากร่างของเนี่ยหลีก็บังเกิดพายุหมุนที่ดูน่ากลัวขึ้นรอบกายเขา
          
      ในขณะเดียวกัน ที่อีกฝั่งของสวน ต้วนเจี้ยนที่กำลังฝึกฝนอยู่ก็เปิดตาขึ้น หลังจากที่บ่มเบาะพลังโดยเทคนิคและยาต่างๆ จากเนี่ยหลี พลังของเขาได้ก้าวกระโดดไปสู่อีกขอบเขตในเวลาไม่กี่วัน ต้วนเจี้ยนในตอนนี้ได้บรรลุถึงจุดสูงสุดของพลังระดับสองดาวทองดำแล้ว ด้วยความแข็งแกร่งของร่างกาย ต่อให้เป็นระดับตำนานขั้นสูงก็คงต้องปวดหัวแน่นอนหากต้องเผชิญหน้ากับเขา
          
        อย่างไรก็ตาม ต้วนเจี้ยนสัมผัสได้ถึงพลังความกดดันที่ออกมาจากตัวเนี่ยหลี ในสายตาของเขา เนี่ยหลีนั้นเป็นบุคคลที่เต็มไปด้วยความลึกลับ แม้ว่าเนี่ยหลีจะอายุน้อยกว่าเขา แต่เขาก็ตระหนักได้ว่าไม่มีอะไรที่เนี่ยหลีไม่รู้จัก 


       เลือดมังกรภายในตัวของเขาที่ถูกมอบให้โดยเนี่ยหลีนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังและความเข้าใจในความสามารถ เลือดมังกรภายในตัวเขานั้นบอกให้รู้ว่าเนี่ยหลีนั้นแข็งแกร่งเกินกว่าที่ต้วนเจี้ยนจะจินตนาการได้ นอกจากนั้นเนี่ยหลีทั้งยังมีบุญคุณต่อเขา ตัวเขาจึงมีความตั้งใจอย่างเต็มเปี่ยมที่จะติดตามเนี่ยหลีด้วยความซื่อสัตย์ เนี่ยหลีเปรียบเสมือนดวงตะวันสำหรับตัวเขา เป็นแสงที่ชี้นำทางให้เขา ต้วนเจี้ยนไม่เคยรู้สึกหวาดกลัวหรือสูญเสียเลยที่ต้องมาอยู่ที่นี่
          
       การศึกครั้งใหญ่กำลังจะเริ่มในอีกไม่กี่วันหลังจากนี้ และเนี่ยหลีก็ได้เตรียมการไว้ล่วงหน้าแล้ว แม้ว่าเขาจะมีของวิเศษหลายอย่างไว้ป้องกันชีวิตแล้ว เนี่ยหลีก็ยังคงไม่กล้าที่จะประเมิณความสามารถของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ต่ำเกินไป หลังจากที่ตระกูลได้ผ่านกาลเวลามานับพันปีมันจะต้องมีไพ่ลับมากมายบนมือแน่นอน
          
 เนี่ยหลีได้เตรียมสิ่งของหลายอย่างเพื่อต้อนรับการศึกครั้งใหญ่
          
     ระหว่างที่เนี่ยหลีจดจ่ออยู่กับการฝึก เขาก็สัมผัสได้ถึงพลังที่คุ้นเคย มุมปากของเขายกยิ้มขึ้น สัมผัสนั้นก็คือเอียจืออวิ้น
          
เขาเปิดตาขึ้นมองเอียจืออวิ้นยืนลังเลอยู่ห่างออกไปไม่กี่เมตร
          

      เนี่ยหลีอดไม่ได้ที่จะยิ้มให้เธอนิดหน่อย "ต้องการให้ข้าทำอะไรให้ไหม?"
          
      เอียจืออวิ้นมองไปที่เนี่ยหลีด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด และกล่าวว่า "เนี่ยหลี ก่อนหน้าที่ข้าพูดจาร้ายกาจกับเจ้าไป เจ้าก็ยังคงช่วยชีวิตพ่อของข้า ข้า..."
          
"ไม่เป็นไร" เนี่ยหลีผายมือและยิ้มอย่างไม่ปิดบัง "ต่อให้ข้าไม่รู้ว่าทำไมเจ้าถึงพูดแบบนั้น แต่ข้าก็รู้ว่าเจ้าไม่ใช่คนแบบนั้นแน่นอน"
          
    ดวงตาของเอียจืออวิ้นเต็มไปด้วยน้ำตา เดิมทีเธอคิดว่าเนี่ยหลีจะไม่ยอมอภัยให้กับการกระทำของเธอก่อนหน้านี้ พ่อของเธอเกือบที่จะจากไป และเธอก็ไม่รู้ที่จะทำเช่นไร และบุญคุณของเนี่ยหลีนั้นตัวเธอคงไม่อาจชดใช้ได้หมดในชีวิตนี้
          
 เอียจืออวิ้นกัดฟันแน่นด้วยใบหน้าที่แดงและมองไปเนี่ยหลีและกล่าวว่า "ขอบคุณมากนะเนี่ยหลี"
          
   "อื้ม" เนี่ยหลีพยักหน้าตอบรับ เขารู้สึกได้ว่าวันนี้เอียจืออวิ้นแปลกไป แต่ว่าเขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป
          
เอียจืออวิ้นนก้มศีรษะลงและกลับไปยังห้องของเธอ
          
     เมื่อเอียจืออวิ้นเป็นเช่นนี้ เนี่ยหลีก็ถึงกับเกาหัว ถ้าเขาไม่เข้าใจ เขาก็จะไม่คิดเรื่องนี้อีก เนี่ยหลีกลับไปที่ห้องของเขาและปิดประตูลงเพื่อที่จะฝึกฝนพลังเทพวิถีฟ้าต่อ จนในที่สุดเขาก็ก้าวเข้าสู่ระดับสามดาวทองได้อย่างรวดเร็ว
          
     ในคืนที่มืดมิด แสงจันทร์ได้ส่องลงมาที่เตียงของเนี่ยหลี โดยที่เขานั้นได้ฝึกฝนอย่างเงียบๆโดยการนั่งขัดสมาธิ
          
ประตูห้องของเนี่ยหลีได้เปิดออก
          

        เนี่ยหลีลืมตาขึ้นและพบว่าเอียจืออวิ้นกำลังเข้ามา เธอสวมผ้าไหมบางๆ ที่มีลวดลายอันงดลาม ดวงหน้าที่ขาวและละเอียดอ่อนของเธอช่วยทำให้เธอสวยงามมากยิ่งขึ้นเมื่ออยู่ภายใต้แสงจันทร์
          
ได้เห็นดังนั้นดวงตาของเนี่ยหลีก็เบิกกว้าง
          

       ในขณะที่เอียจืออวิ้นหน้าของเอียจืออวิ้นปกคลุมไปด้วยสีแดงเป็นชั้นๆ อย่างเอียงอาย เธอลดเสื้อผ้าลง เธอช่างงดงาม ร่างเปลือยเปล่านั้นช่างสวยงามประดุจอัญมณี ส่องประกายด้วยแสงจันทร์ ผมสีม่วงของเธอเปรียบดั่งน้ำตกที่ไหลลงมา แก้มที่ดูประณีต ดวงตาและวงคิ้วที่ดูงดงาม เธอนั้นเปรียบดั่งสิ่งที่บริสุทธิ์ เปรียบเสมือนภูตน้อย ด้วยขาที่ยาวและเพรียวและเท้าดั่งหยกนั้นสามารถทำให้ผู้อื่นถึงกับลุ่มหลงได้
          
    "จืออวิ้น เจ้า..." ต่อให้เป็นเนี่ยหลี ถ้าได้เห็นภาพแบบนี้เขาก็คงไม่อาจทนได้ เพราะคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขา คือคนที่เขานั้นรักมากที่สุด แม้ว่าตัวเธอนั้นจะไม่ได้ทรงเสน่ห์ดังเช่นชีวิตก่อนหน้าของเขา แต่เธอก็ยังคงมีความงดงามในแบบของเธออยู่
          
     "เนี่ยหลี หนิงเอ๋อเป็นผู้หญิงที่ดี เจ้าจะทำให้เธอผิดหวังไม่ได้ บุญคุณของเข้าที่มอบให้ข้า ข้าไม่มีทางที่จะชดใช้ได้หมด ข้าทำได้แค่มอบกายข้าให้กับเจ้า" เอียจืออวิ้นพูดอย่างจริงจัง "ข้าได้ยินมาจากท่านป้าซุ่ยว่า ผู้ชายมักจะชอบในสิ่งที่พวกเขาไม่เคยได้รับ ถ้าได้ลิ้มลองแล้วเจ้าก็จะไม่สำคัญอีกต่อไป จากวันนี้เป็นต้นไปเราคือเพื่อนกัน!"
          
     เอียจืออวิ้นก้มหน้าลงและก้าวเดินออกไปข้างหน้าแล้วล้มตัวลงบนเตียงของเนี่ยหลี ร่างกายของเธอสั่นพอสมควร ดูเหมือนว่าเธอจะตื่นเต้นมาก
          
      เมื่อได้เห็นและได้ยินสิ่งที่เอียจืออวิ้นเพิ่งพูดเมื่อครู่ เนี่ยหลีก็อดยิ้มไม่ได้ เขาส่ายหน้ากลับไป ทำไมผู้หญิงถึงได้โง่นักนะ ทำไมถึงได้ผลักดันตัวเองมาอยู่ที่นี่และตรงนั้นกัน? ในมุมมองนี้มันไม่ได้เกี่ยวกับสิ่งยึดมั่นหรือว่าอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับการได้ครอบครอง ทั้งหมดนั่นเป็นเพราะป้าซุ่ยตกหลุมรักเอียเซิ่ง แต่ว่าตัวเธอนั้นไม่อาจที่จะก้าวออกไปกระทำสิ่งใดๆด้วยความกล้าได้
          
        เอียจืออวิ้นขดตัวอยู่บนเตียง เธอคิดว่าเนี่ยหลีจะต้องเข้ามาอย่างแน่นอน ใจของเธอในตอนนี้นั้นเป็นดั่งเสมือนกระต่ายน้อยที่กำลังอาละวาดและพยายามปะทะเข้ากับภายในอกของเธอ แม้ว่าเธอจะเป็นลูกหลานของตระกูลขุนนาง แต่ก็ไม่เคยรับรู้เรื่องระหว่างชายหนุ่มและหญิงสาวเลย และด้วยความที่เธอรู้สึกได้ว่าร่างกายของเธอและเขานั้นต่างกัน เดิมทีเธอเป็นคนมั่นใจในตัวเอง แต่เมื่อมาถึงจุดนี้กับสิ่งที่เกิดขึ้น เธอก็อดที่จะสั่นไหวไม่ได้
          
      ในใจของเนี่ยหลีนั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกอ่อนโยนต่อเอียจืออวิ้น หลังจากที่ครุ่นคิดอยู่ เขาก็หย่อนตัวลงข้างเอียจืออวิ้น มือทั้งสองข้างหนุนหัวและได้พูดพร้อมกับรอยยิ้มว่า "คนเดียวที่ข้าชอบคือเจ้า เป็นไปไม่ได้เลยที่จะเปลี่ยนเป็นอื่น เกี่ยวกับหนิงเอ๋อข้าคงไม่อาจเปลี่ยนใจได้ อย่างไรก็ตามมันต่างกันสำหรับเจ้า ต่อให้ข้าต้องใช้ทุกสิ่งที่ข้ามี ข้าก็จะไม่ลังเลที่จะทำมัน"
          
  เนี่ยหลีนึกถึงเหตุการณ์ในช่วงชีวิตก่อนที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดใจ
          
        เอียจืออวิ้นรออยู่นานพอควรจึงรู้สึกได้ว่าตัวเธอนั้นอยู่ห่างกับเขาโดยมีเพียงแค่ผ้าห่มบางๆ ขวางกั้นอยู่ การนอนกับเขาทำให้เธอรู้สึกโล่งใจ
          
     หลังจากที่ได้ยินคำพูดของเนี่ยหลี เอียจืออวิ้นก็มีอาการตื่นตกใจและพยายามสงบใจ หยดน้ำตาล่วงหล่นลงมายังแก้มของเธอ เธอไม่อาจเข้าใจได้เลยว่าทำไมเนี่ยหลีถึงได้มีความรู้สึกลึกซึ้งกับเธอถึงขนาดนี้
          
     พวกเขาทั้งสองไม่ได้พูดคุยอะไรกันอีก ในช่วงเวลานั้นพวกเขาได้ยินถึงลมหายใจของอีกฝ่าย พลังรอบตัวของเนี่ยหลีค่อยๆสร้างความสบายใจและรู้สึกปลอดภัยให้กับเธอ
          
ในท้ายที่สุดเอียจืออวิ้นก็ค่อยๆ หลับ
          
   เนี่ยหลีหันไปมองเอียจืออวิ้นที่งดงามอย่างเงียบเชียบด้วยใบหน้าที่อ่อนโยน ถ้าที่นี่ยังคงดำเนินต่อไป การได้มองเธออย่างเงียบๆและเติบโตขึ้นไปพร้อมกับเธอ มีลูกด้วยกัน แก่เฒ่าไปด้วยกัน มันจะดีขนาดไหนกันนะ? แต่อย่างไรก็ตามเอียจืออวิ้นในตอนนี้นั้นยังเด็กอยู่มาก...จบตอน

  แปลโดย Esthe

เมนู นิยาย ล่าง

เมนู มังงะ ล่าง